ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 20: หวนคืน

👁️ 19 อ่าน
22px

หลังจากที่พวกเขาออกจากเมืองอินตรามาได้ พระยาเดโชได้พากล้ากับทิวและคนอื่น ๆ มารวมตัวกับชาวบ้านที่ถูกช่วยมาและให้รออยู่กับทหารบริเวณนอกชานเมืองอินตรา กล้าและทิวเดินฝ่าฝูงชาวบ้านไปอย่างเร็วพลางกวาดตามองไปรอบ ๆ จนในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับพ่อและแม่ของพวกเขาที่รออยู่กลางกลุ่มชาวบ้าน ที่ไม่ได้พบกันหลายวัน

 

กล้า,ทิว : ท่านพ่อ ท่านแม่!!

 

เสียงร้องของกล้ากับทิวทำให้ทั้งสองหันกลับมาทันที ก่อนที่ทิวจะวิ่งเข้าไปโผกอดด้วยความคิดถึงและเป็นห่วงอย่างมาก

 

ส่วนเอกก็ได้เจอลุงกับป้าของเขาและรำพาก็ได้พบกับพ่อกับแม่ของเธอ รำพาวิ่งเข้าไปกอดพวกเขาไว้แน่น น้ำตาแห่งความคิดถึงไหลอาบแก้มของทั้งสองฝ่าย ไม่มีสิ่งใดจะบรรยายได้ถึงความห่วงใยในช่วงเวลานั้น ได้มากกว่าแววตาและอ้อมกอดแสดงออกมา

 

หลังจากนั้น พระยาเดโชจึงสั่งเคลื่อนขบวนเดินทางกลับไปยังเมืองศิวลักษณ์ทันที ขบวนทัพค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางยาวไกลใต้แสงจันทร์นวลตา ท้องฟ้ายามค่ำคืนไร้ซึ่งเมฆ เหล่าดวงดาวพร่างพรายส่องแสงแผ่วเบาเหนือขบวนเดินทาง สายลมหนาวพัดเอื่อยเบา ๆ ให้ใบไม้ให้สั่นไหวและกอหญ้าริมทางโอนเอนไปตามสายลม

 

ณ เมืองศิวิลักษณ์ เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงเมือง พระยาเดโชก็ได้พาพวกเขาไปพักที่ฐานทัพทหารและได้นำหมอหลวงมาทำการรักษาชาวบ้านที่บาดเจ็บ ส่วนกล้ากับทิวและเอกกับรำพาก็ช่วยกันขนเสื่อหมอนและผ้าห่มจากคลังเก็บของภายในฐานทัพมาปูเรียงบนพื้นไม้ให้กับชาวบ้าน แม้ร่างกายของพวกเขาจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการต่อสู้ก่อนหน้า แต่ไม่มีใครกล่าวบ่นแม้สักคำ

 

หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อย กล้า,ทิว,เอก,รำพา ก็เดินไปยังโรงนอนที่พวกเขาเคยนอนก่อนหน้าที่เคยนอนก่อนหน้านี้ ทันทีที่ศีรษะสัมผัสหมอน ร่างของทุกคนก็ทรุดตัวลงอย่างหมดแรง เสียงหายใจสม่ำเสมอแผ่วเบาดังขึ้นทีละคน ภายใต้ค่ำคืนที่เหนื่อยล้า

 

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสาดส่องลงบนหลังคาไม้และสนามโล่งกลางลานของฐานทัพทหารแห่งนั้น เหล่าชาวบ้านที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ต่างทยอยลุกขึ้นจากเสื่อและหมอนที่พวกเขานอนแล้วเดินออกมายังลานด้านนอก แต่แล้วก็ต้องหยุดยืนเมื่อกลิ่นหอมของอาหารที่ถูกปรุงสดใหม่โชยมาตามลมเช้า โดยแม่ครัวจากวังหลวง ซึ่งถูกส่งตัวมาช่วยดูแลตั้งแต่เมื่อคืนกำลังจัดการข้าวต้มหม้อใหญ่อยู่กลางลานฝึกทหาร

 

เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นทั่วบริเวณ บ้างก็เป็นคำทักทายกันด้วยรอยยิ้ม และแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตซึ่งกันและกันทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย เด็กน้อยต่างวิ่งเล่นหยอกล้อกันไปมา ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยท่าทางสงบใจราวกับทำให้ลืมเรื่องร้าย ๆ ไป

 

แม้แสงแดดจะสาดผ่านหน้าต่างไม้ที่เปิดทิ้งไว้ และเสียงจอแจจากภายนอกจะดังจนแทบกลบเสียงนกยามเช้า แต่ภายในโรงนอนเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่มุมฐานทัพ กล้า,ทิว,เอก,รำพา พวกเขายังคงหลับสนิทอยู่บนเสื่อ จนทหารนายหนึ่งได้เดินเข้ามาในโรงนอนเพื่อปลุกพวกเขาไปกินข้าว

 

ทหารนายหนึ่ง : ทุกท่านตื่นได้แล้ว…

 

เสียงนั้นแม้จะไม่ดังนัก แต่ก็เพียงพอให้กล้าขยับตัวพลิกขึ้นนั่ง เขาขยี้ตาเบา ๆ ก่อนชะโงกหน้ามองออกไปทางหน้าต่างด้านข้าง เมื่อเห็นว่าแสงแดดลอดเข้ามาเต็มที่จนรู้ว่ามันสายมากแล้ว เขาก็รีบเอื้อมมือไปเขย่าน้องชายอย่างแรง

 

กล้า : ไอ้ทิว… ไอ้ทิวตื่นเร็ว

 

ทิว : เหอะ… อะไรพี่

 

ทิวงัวเงียพลิกตัวแล้วก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ส่วนเอกที่นอนอยู่อีกทางก็เริ่มขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นนั่งและยืดแขนยืดขา พลางหาวหวอด ๆ อย่างคนที่เพิ่งฟื้นจากการเดินทางไกล เขาหันไปเห็นทหารที่ยืนพิงกรอบประตูโรงนอนด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ถึงกับสะดุ้งแล้วรีบหันไปเขย่ารำพาอย่างเร็ว

 

เอก : ไอ้พาตื่นเร็ว นี่สายแล้ว!!

 

รำพางัวเงียลืมตากระพริบตาปริบ ๆ แล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งท่ามกลางเสียงหัวเราะเบา ๆ ของทหารผู้นั้น ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

ทหารนายหนึ่ง : เอาเถอะ ๆ พวกท่านไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ แต่ตอนนี้สายมากแล้ว เดี๋ยวอาหารเช้าที่แม่ครัวหลวงทำไว้ให้จะหมดก่อนเอาล่ะ

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ทุกคนลุกขึ้นจากที่นอน รีบพับเสื่อและผ้าห่มไว้บนหัว แล้วเดินออกมาด้านนอกทันที

 

บรรยากาศด้านนอกเต็มไปด้วยความร่มรื่น แสงแดดอุ่น ๆ และสายลมยามเช้าพัดผ่านเบา ๆ กลิ่นหอมของข้าวต้มร้อน ๆ ที่ลอยมาแต่ไกลทำให้ท้องร้องขึ้นมาแทบพร้อมกัน แล้วทหารนายนั้นได้เดินนำพวกเขาไปยังลานฝึกของทหารซึ่งถูกจัดเป็นที่รับประทานอาหารชั่วคราว

 

ในขณะที่พวกเขากำลังมองหาถ้วยจานกันอยู่ รำพาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่รูปร่างดูคุ้น ๆ กำลังยืนตักอาหารอยู่ เมื่อเธอมองดูดี ๆ เธอก็พบว่าหญิงสาวคนนั้นคือยุพิน รำพาดีใจมากจึงตะโกนเรียก

 

รำพา : พี่ยุพิน!

 

เสียงใสของรำพาดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใส แล้วเธอรีบวิ่งตรงไปหา เมื่อยุพินได้ยินเธอหันมาทันที แล้วเห็นว่าเป็นรำพาพร้อมกับกล้า ทิว และเอกเดินตามมาด้วย ใบหน้าของเธอก็พลันยิ้มให้แล้วกล่าวขึ้น

 

ยุพิน : อ้าว พวกเอ็งเองรึ..

 

รำพา : พี่ยุพินเป็นไหนมาล่ะ เมื่อคืนนี้ข้าไม่เห็นพี่เลยนะ

 

ยุพิน : อืม… หลังจากที่ข้าออกมาจากเมืองอินตรา ทหารพวกนั้นก็พาตัวทิศใต้มาให้หมอหลวงรักษาที่นี่ ส่วนข้าก็อยู่ดูอาการของทิศใต้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ

 

กล้า : แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ ข้ายังไม่เห็นตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ถ้าไม่ได้เขาตอนนั้นพวกเราแย่แน่…

 

ยุพิน : เขาดีขึ้นมากแล้วล่ะ ข้าก็กำลังจะเอาข้าวต้มไปให้กินอยู่

 

ทิว : งั้นก็ดีเลย พวกเราไปหาพี่ทิศใต้กันหน่อยเถอะ

 

เอก : อึ้ม ข้าก็คิดแบบนั้นอยู่พอดีเลย

 

จากนั้น พวกเขาก็เดินตามยุพินที่ถือถาดข้าวต้มไว้ในมือ ไปยังที่พักของผู้บาดเจ็บภายในฐานทัพ ที่เป็นเพียงเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่เรียงติดกันหลายหลัง ผูกตรึงกับเสาไม้และเชือกเส้นหนา มีเพียงเสียงลมหายใจและกลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ลอยฟุ้งไปทั่ว

 

ณ ที่พักคนบาดเจ็บ พวกเขาเดินเรียงแถวมาจนถึงหน้าเต็นท์หลังหนึ่ง ยุพินใช้ข้อศอกดันผ้าที่ปิดทางเข้าเต็นท์ขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นด้านใน ปรากฏว่าเป็นทิศใต้ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ทั่วร่างของเขามีแผลถลอก และมีรอยห้อเลือดขนาดใหญ่อยู่กลางอก ซึ่งถูกพันด้วยผ้าพันแผลไว้อย่างแน่นหนา

 

จากนั้นยุพินเดินเข้าไปในเต็นท์ เธอนำชามข้าวต้มร้อน ๆ ที่ถืออยู่ วางลงบนโต๊ะไม้ข้างเตียงอย่างเบามือ ในจังหวะนั้นเอง เปลือกตาของทิศใต้ค่อย ๆ ขยับ เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ

 

แสงสลัวที่ลอดเข้ามาผ่านผ้าใบทำให้ภาพตรงหน้าไม่ชัดเจนนัก เขากะพริบตาถี่ ๆ สองสามครั้ง แล้วจึงค่อย ๆ กวาดสายตามองไปรอบเต็นท์ ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวอะไร ยุพินซึ่งหันกลับมาเห็นเข้า เธอยิ้มออกเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

 

ยุพิน : ตื่นแล้วรึ พอดีเลยข้าวต้มเอามางให้กินด้วย ลุกขึ้นมากินก่อนสิ

 

ยุพินกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย กล้าที่นั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ รีบขยับเข้ามาด้านข้างเตียง พลางโน้มตัวลงถามด้วยความเป็นห่วง

 

กล้า : เอ็งลุกเองได้รึเปล่า มาให้ข้าช่วยนะ

 

กล้าค่อย ๆ โน้มตัวเข้าไปประคองร่างของทิศใต้ให้ลุกขึ้นนั่งหลังพิงหัวเตียงไว้ ทิศใต้ขยับตัวช้า ๆ ด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความเจ็บปวด เขาเม้มปากแน่นมือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะบริเวณหน้าอก เมื่อเขานั่งได้แล้วจึงค่อย ๆ หันหน้ามาทางกล้าและเพื่อน ๆ

 

ทิศใต้ : พวกเอ็ง… เป็นยังไงบ้าง พาชาวบ้านออกมาได้ไหม

 

รำพา : อืม ชาวบ้านถูกช่วยออกหมดทุกคนแล้วค่ะ

 

ทิศใต้หลับตาลงช้า ๆ และยิ้มจาง ๆ แม้ยังอ่อนแรง เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะกล่าวขึ้น

 

ทิศใต้ : เฮ้อ… ในที่สุด… ท่านพ่อของข้า…

 

กล้า : เอ็งไม่ต้องห่วงหรอก เขาน่าจะอยู่กับชาวบ้านคนอื่น ๆ นั่นแหละ เดี๋ยวถ้าเอ็งหายดี พวกเราค่อยไปหาเขากันอีกทีกัน

 

ทิศใต้ : อืม…

 

จากนั้น กล้าและยุพินได้อยู่เฝ้าดูแลทิศใต้ภายในเต็นท์และในไม่นานทิศใต้ก็หลับไป บรรยากาศรอบเตียงไม้ไผ่ยังเงียบสงบ ส่วนทิว เอกและรำพา ได้เดินออกมานอกเต้นท์ เพื่อนวไปเดินเล่นรอบ ๆ ฐานทัพแห่งนั้น

 

บรรยากาศโดยรอบดูร่มรื่นและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาขณะนั้นเอง พวกเขาเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ และทหารเฝ้ายามของเมืองศิวิลักษณ์เดินตรวจตรารอบ ๆ อย่างไม่เร่งรีบ ทันใดนั้นพวกเขาก็พบกับ ไพรวัลย์ แม่ของทิวที่กำลังเดินมาจากอีกฟากหนึ่งของลาน ใบหน้าของทั้งสองเปื้อนรอยยิ้มเมื่อเห็นลูกชาย เดินตรงเข้ามาหา

 

ทิว : ท่านแม่

 

ไพรวัลย์ : อ้าวทิว มาทำอะไรตรงนี้ล่ะ แล้ว…ลูกกินข้าวรึยังล่ะ

 

ทิว : ยังเลย แต่…ข้ายังไม่หิวหรอก

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ไพรวัลย์ผู้เป็นแม่เอื้อมมือมาตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วส่ายหน้ายิ้ม ๆ ให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

ไพรวัลย์ : อย่าลืมไปหาอะไรกินนะทิว

 

ทิว : ครับ

 

จากนั้น ไพรวัลย์หันสายตาไปมองด้านหลังลูกชาย ก่อนจะสังเกตเห็นเด็กชายและเด็กหญิงอีกสองคนที่ดูมีอายุไล่เลี่ยกับทิว ยืนอยู่ใกล้ ๆ กันอย่างสุภาพ ดวงตาของนางฉายแววสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

 

ไพรวัลย์ : แล้ว… สองคนข้างหลังนั่น เพื่อนของลูกรึ

 

ทิว : ครับท่านแม่ นี่เอกแล้วก็รำพา พวกเราเจอกันตอนที่กำลังเดินทางไปขอความช่วยเหลือน่ะ

 

เอกกับรำพารีบยกมือไหว้ด้วยท่าทางสุภาพ ไพรวัลย์ยิ้มรับด้วยความอ่อนโยน มือเอื้อมไปลูบศีรษะรำพาเบา ๆ อย่างเอ็นดู รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้าทุกคน ก่อนที่นางจะนึกถึงกล้าลูกชายของตนอีกคน ที่ไม่ได้อยู่กับทิวในตอนนี้

 

ไพรวัลย์ : อืม… แล้วกล้าล่ะลูก แม่เห็นพวกลูกสองคนตัวติดกันตลอดเลย ตอนนี้มีเพื่อนใหม่แล้ว เลยลืมพี่ชายของลูกแล้วรึ

 

เอก : มะ…ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ คือ…พี่กล้าเขาอยู่ดูอาการของพี่ทิศใต้ที่บาดเจ็บอยู่น่ะครับ

 

รำพา : ใช่ค่ะ ๆ พวกเราเลยออกมาเดินเล่นข้างนอกจะได้ไม่รบกวนน่ะค่ะ

 

ไพรวัลย์ : อย่างนั้นสินะ

 

หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้นั่งพูดคุยกับแม่ของทิวอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ท่ามกลางอากาศยามสายที่สดชื่นเสียงลมเบา ๆ พัดผ่านยอดไม้ทำให้ใบไม้สั่นไหวเกิดเป็นเสียงกรุ๋งกริ๋งชวนผ่อนคลาย การสนทนาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ บางครั้งแม่ของทิวก็ถามไถ่เรื่องการเดินทาง บางครั้งก็หัวเราะกับเรื่องเล่าแสนบ้าบิ่นของลูกชายตนเอง บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความร่มรื่นและมีชีวิตชีวาผู้คนเดินผ่านไปมา จากนั้นพวกเขาจึงขอตัวกลับไปหากล้ากับยุพินและทิศใต้ ที่เต็นท์พักของผู้บาดเจ็บ

 

ณ ท้องพระโรง เมืองศิวิลักษณ์ พระยาเดโชและกองกำลังทหารที่ออกเดินทางไปทำภารกิจในคืนนั้น ได้คุกเข่าและรายงานต่อหน้าเจ้าเมืองศิวิลักษณ์อย่าง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเคร่งเครียด เพราะรู้ดีว่าผลของภารกิจครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ เบื้องหน้าเขา เหล่าขุนนางที่นั่งเรียงรายทั้งสองฝั่งต่างลุกขึ้นประณาม เสียงตะโกนต่อว่าดังสนั่นไปทั่วท้องพระโรง

 

ขุนนางท่านหนึ่ง : การลอบเข้าเมืองอินตราเช่นนั้น เรียกว่าช่วยเหลือราษฎรตรงไหนกัน! นี่มันการรุกราน!

 

ขุนนางอีกคน : วังหลวงของอินตราถูกทำลาย! แถบพวกท่านยังสังหารเจ้าเมืองอินตราอีก ท่าน… จะรับผิดชอบเช่นไร พระยาเดโช!

 

พระยาเดโชที่ได้ยินแบบนั้นแล้ว เขาไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงก้มหน้ารับฟังและยอมรับความผิดพลาดนั้น แต่ทางด้านหน้าของเขา บนบัลลังก์ทองคำเจ้าเมืองศิวิลักษณ์นั่งทอดกายอยู่บนบัลลังก์สูง มือข้างหนึ่งกุมขมับเหมือนใช้ความคิดหนัก ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังพระยาเดโชอย่างนิ่งเฉย แต่ลึกในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร

 

พระยาเดโช : ท่าน..ท่านเจ้าเมือง..ขอพระเมตตาโปรดอภัยแก่พวกเรา ความผิดพลาดในครั้งนี้ ข้าหามีทางชดใช้ได้ไม่ แต่ข้าเห็นว่า..การสังหารเจ้าเมืองอินตรา หาใช่การลุแก่อำนาจไม่ หากแต่เพื่อมิให้เขาได้รุกรานเมืองอื่นอีกต่อไป

 

ขุนนางท่านหนึ่ง : ท่านนี้ไซร้ หามีวันสิ้นวาทะแก้ตัวไม่เลยกระนั้นเลยรึ ยังพยายามบอกว่าความผิดพลาดที่ท่านทำยังมีข้อดีอีก

 

เสียงกล่าวโทษของขุนนางดังทั่วท้องพระโรง ทั้งการถกโต้เถียงกันจากเรื่องที่เกิดขึ้น บางคนก็เหนื่อยที่จะคิดตามก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างทำอะไรไม่ได้ แม้กระทั่งเสียงตบโต๊ะจากความเดือดดาล กลายเป็นเสียงพื้นหลังที่โหมกระหน่ำใส่พระยาเดโชอย่างไม่ปรานี

 

ทว่าพระยาเดโชกลับยังคงสงบนิ่ง นั่งคุกเข่าอย่างอดทน ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มขุนนางที่ถาโถมคำกล่าวหาใส่ไม่หยุด จนกระทั่ง พระยาอำมาตย์ ผู้เฒ่าผู้มากด้วยปัญญาและอำนาจในวังหลวง ต้องลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วกล่าวขึ้นเพื่อยุติความวุ่นวายนี้

 

พระยาอำมาตย์ : พอเถอะ… พอได้แล้ว ข้าเข้าใจในความไม่พอใจของทุกท่าน แต่การย้ำซ้ำในสิ่งที่เกิดขึ้น จะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

 

เสียงของเขาทำให้ขุนนางคนนั้นเงียบไปแล้วจึงนั่งลง แต่ยังคงแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจ จากนั้นพระยาอำมาตย์จึงได้กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

พระยาอำมาตย์ : เมื่อช่วงอาทิตย์ขึ้นนี้ ข้าได้ส่งทหารออกไปตรวจสอบเมืองอินตราอีกครั้ง… ข้อมูลที่กลับมานั้นคือ หลังจากที่เจ้าเมืองสิ้นพระชนม์ องค์ชายใหญ่ได้ขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองแทน ตอนนี้เหมือนกับว่าเมืองอินตรากำลังเตรียมกองกำลังชุดใหญ่ แต่…ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เตรียมไว้ทำอะไรกันแน่

 

ขุนนางท่านหนึ่ง : ท่านพระยาอำมาตย์..ท่านจะไปคิดอะไรมาก ก็คงจะเตรียมกองกำลังไว้ยกทัพตีเมืองของพวกเราน่ะสิ!

 

สิ้นสุดคำกล่าวของขุนนางคนนั้น เสียงซุบซิบก็ดังขึ้น ท่ามกลางเสียงวุ่นวาย เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ที่นั่งฟังเงียบมาตลอด ก็ยกมือขึ้นช้า ๆ สัญญาณ ทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง เขาถอนหายใจอย่างหนัก มือข้างหนึ่งยังคงกุมขมับ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราควรเตรียมตัวเอาไว้ ข้า…จะไม่โยนความผิดทั้งหมดให้พระยาเดโชเพียงผู้เดียว เพราะตัวข้าเองก็มีส่วนตัดสินใจในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

 

เจ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง พร้องทอพระเนตรมองเหล่าขุนนาง ก่อนจะจ้องตรงไปยังพระยาเดโชที่ยังคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะกล่าวต่อ

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ฉะนั้นพระยาเดโช… ข้ามอบหน้าที่นี้แก่ท่านอีกครั้ง จงเดินทางไปยังชายแดนใต้ของอินตรา ตรวจสอบให้แน่ชัดว่า พวกเขาเตรียมกองกำลังไว้เพื่อสิ่งใด… และให้เตรียมรับมือให้พร้อมที่สุด

 

พระยาเดโช : พะยะค่ะ

 

หลังจากนั้น พระยาเดโชและกองกำลังทหารได้ลุกขึ้นและเดินออกจากท้องพระโรงแห่งนั้นโดยไม่ได้รับโทษใด ๆ ในตอนที่เขาเดินผ่าน ขุนนางนั้นก็ถอนหายใจแรงอย่างไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่พระยาเดโชก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้วเดินออกไปจากวังหลวง มุ่งหน้าไปยังฐานทัพทหาร

 

ณ ฐานทัพทหาร ยังไม่ทันได้พักเหนื่อย เขารีบเดินไปยังที่พักของผู้บาดเจ็บทันที เมื่อไปถึงก็พบกล้าและยุพินคุยกันอยู่ด้านนอกเต็นท์ ทางฝั่งของกล้าและยุพินที่เห็นว่าพระยาเดโชกำลังเดินตรงมาทางนี้ พวกเขารีบเดินตรงไปหาทันที

 

กล้า : ท่านกลับมาแล้ว เป็นยังไงบ้างล่ะครับ

 

พระยาเดโชเงยหน้าขึ้นสบตากับกล้า ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้า ๆ ดวงตาของเขาฉายแววหนักแน่น

 

พระยาเดโช : ก็ดี… ท่านเจ้าเมืองไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรพวกเราหรอก แต่…มีปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิมเข้ามาแทน

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว กล้าและยุพินหันมาสบตากันก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่พระยาเดโชไม่ได้รับโทษ จากนั้นยุพินจึงกล่าวต่อ

 

ยุพิน : มิทราบว่าเกิดอะไรขึ้นรึ

 

พระยาเดโช : พระยาอำมาตย์บอกว่า ทหารที่เขาส่งไปสอดแนมเมืองอินตราตั้งแต่ช่วงเช้า…กลับมารายงานว่า เมืองอินตรากำลังจัดเตรียมกองกำลังชุดใหญ่ไว้ทำอะไรบางอย่าง เจ้าเมืองถึงให้ข้าดูแลเรื่องการสืบสวนนี้และเตรียมกองกำลังไว้ป้องกันเมือง

 

กล้า : แล้วพวกเรา… พอจะช่วยอะไรท่านได้บ้างไหม

 

พระยาเดโช : ไม่ต้องหรอก เรื่องสืบสวนเดี๋ยวข้าจะจัดหาหน่วยสืบสวนไปเอง ส่วนกองกำลังทหารที่เอาไปป้องกันเมืองนี่สิ ข้าว่าทหารเมืองศิวิลักษณ์ไม่น่าจะมีมากพอที่จะสู้กับทหารของเมืองอินตราได้

 

ยุพิน : แล้ว…ท่านจะทำเช่นไรล่ะ

 

พระยาเดโช : เดิมทีแล้วเมืองศิวิลักษณ์เคยทำพันธมิตรกับเมืองทิพย์มณฑาไว้เมื่อหลายปีก่อน ถ้าหากว่าข้าจะไปขอกองกำลังทหารจากที่นั่นมาเป็นกำลังเสริมให้ ก็น่าจะได้…

 

กล้า : ถ้าอย่างนั้นให้พวกเราเดินทางได้ด้วยเถอะครับ เพื่อว่าจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง

 

ยุพิน : ข้าเองก็ไม่อยากนั่งอยู่นิ่ง ๆ เหมือนกัน

 

พระยาเดโชเงียบไปชั่วขณะ เขาเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคน ก่อนจะยกมือขึ้นลูบขมับตัวเองเบา ๆ พร้อมกับสีหน้าเต็มไปด้วยความชั่งใจ แต่สุดท้าย…ก็ปฏิเสธไม่ลง

 

พระยาเดโช : เฮ้อ.. ก็แล้วแต่พวกเจ้าเลยเถอะ แต่ข้าหวังว่า…มันจะไม่มีปัญหาอะไรตามมาอีกล่ะ

 

กล้า : ครับ

 

พระยาเดโช : อืม ในระหว่างนั้นพวกเจ้าก็เตรียมตัวเอาไว้ ข้าจะเริ่มออกเดินทางในอีกเจ็ดวัน ส่วนที่พัก ก็ให้พวกเจ้าพักที่นี่ไปก่อนจนกว่าเรื่องจะดีขึ้น แล้วพวกเจ้าค่อยแยกย้ายกลับไปหมู่บ้านกันไป ฝากบอกคนอื่น ๆ ด้วยล่ะ

 

กล้าและยุพินที่ได้ยินแบบนั้นก็ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นพระยาเดโชก็เดินออกไป ประจวบกับที่ทิว เอก และรำพา กลับมาจากการเดินเล่นรอบ ๆ ฐานทัพทหารพอดี เมื่อสายตาของทิวเห็นว่าพระยาเดโชที่กำลังเดินผ่านไปทางอีกฟาก เขาก็ชะงักแล้วรีบวิ่งตรงเข้ามาหากล้าทันที

 

ทิว : อ้าวพี่กล้า นั่นเขานิ เขากลับมาแล้ว

 

รำพา : แล้ว…เขาก็ไปแล้ว

 

รำพากล่าวพลางหันไปมองตามแผ่นหลังที่ค่อย ๆ เลือนลับไปทางประตูของฐานทัพทหาร เอกที่เดินตามหลังมาพร้อมยกมือบังแสงแดดแล้วเหลือบมองกล้าด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถาม

 

เอก : เขาว่ายังไงบ้างหรอครับ

 

กล้า : ท่านเจ้าเมืองไม่ได้ลงโทษอะไรเขา จากที่พวกเราไปก่อเรื่องที่เมืองอินตรา

 

รำพา : โว้ นั่นดูเป็นข่าวดีเลยสิค่ะ

 

กล้า : มันก็ดีอยู่หรอก แต่ว่า…

 

กล้าหยุดชั่วขณะ ก่อนจะหันมามองหน้าเด็ก ๆ ทั้งสามคนแล้วถอนหายใจออกเบา ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย ยังไม่ทันที่กล้าจะพูดต่อ ยุพินก็เดินเข้ามาร่วมวง แล้วกล่าวขึ้นแทนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

ยุพิน : ข่าวจากทหารที่ไปสอดแนมเมืองอินตรากลับมารายงานว่า ตอนนี้…เมืองอินตราเหมือนจะกำลังจัดกองกำลังชุดใหญ่เลยล่ะ

 

รำพา : หมายความว่า…พวกเขาอาจจะเตรียมทำสงครามเหรอค่ะ

 

ยุพิน : ก็ไม่แน่…

 

เอก : ข้าว่าน่าจะใช่นะพี่ยุพิน… ก็พวกเราฆ่าเจ้าเมืองเขาไปทั้งคน ยังไงพวกเขาก็ต้องโกรธแค้นแน่ ๆ…

 

ทิว : ไม่ช้าก็เร็ว…พวกเขาต้องหาตัวพวกเราเจอ และถ้าเรายังอยู่ที่นี่ต่อไป… เมืองนี้ก็อาจจะกลายเป็นเป้าหมาย

 

กล้า : พระยาเดโชบอกพี่ว่า เขาจะเดินทางไปขอกองกำลังจากเมืองพันธมิตรอย่างเมืองทิพย์มณฑา พี่เลยขอให้พวกเราได้ไปด้วย เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง…

 

คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนมองหน้ากันครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันอย่างไม่รังเล แววตามุ่งมั่นและพร้อมเพรียงกันบอกทุกอย่างแทนคำพูด จากนั้นทิวจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

 

ทิว : ครับ

 

ทันทีที่สิ้นคำ ทุกคนก็พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีแม้แต่คำปฏิเสธหรือความลังเลแม้เพียงน้อย

 

จากนั้น พวกเขายืนรออยู่หน้าเต็นท์รักษาตัวเงียบ ๆ เพื่อรอให้หมอหลวงที่เข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บของทิศใต้ออกมาก่อน เพียงชั่วครู่ สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบหน้าพลิ้วไหวไปกับยอดหญ้า พวกเขาต่างเฝ้ามองผืนผ้าใบที่ปิดปากทางเข้าเต็นท์ รอจนกระทั่ง เสียงฝีเท้าดังเบา ๆ ก็ดังขึ้น และไม่นาน หมอหลวงก็เดินออกมาจากเต็นท์พร้อมสีหน้าเรียบ กล้าและคนอื่น ๆ ก็รีบตรงเข้าไปหา

 

กล้า : ท่านหมอ…เขาอาการเป็นยังไงบ้างครับ

 

หมอหลวง : อืม..เขาหายเป็นปกติแล้วล่ะ พวกเจ้าเขาไปได้เลย

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างหายใจโล่งอกแล้วกล่าวขอบคุณ ก่อนรีบขยับตัวเปิดผ้าเต็นท์เข้าไปข้างในทันที

 

ภายในเต็นท์ ผืนผ้าใบสีซีดถูกดึงตึงจนแทบไม่ย่น เงาแสงอ่อน ๆ จากภายนอกทอดลงบนพื้นดินเรียบแน่น ทิศใต้นั่งอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ใบหน้าของเขาดูมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเดิมมาก เขาเงยหน้าขึ้น

 

เมื่อเห็นเพื่อน ๆ ที่ยืนอยู่หน้าเต็นท์ ก็ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ร่างกายของเขาไม่มีแม้แต่ร่องรอยบาดแผล ผ้าพันแผลหายไปและแผลฟกช้ำก็ดูจะเลือนหายหมดแล้ว กล้าทำหน้าตกใจเล็กน้อย เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกชื่อเพื่อนด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

 

กล้า : ทิศใต้..เอ็ง…หายดีแล้วรึ

 

ทิศใต้ : อืม หมอหลวงคนนั้นใช้พลังจากศาสตราวุธของเขารักษาข้า บาดแผลถึงได้หายไว้ขนาดนี้ไงล่ะ

 

เอก : โอ้โห! สุดยอดไปเลย ข้าอยากรู้จังว่าหมอหลวงคนนั้นมีศาสตราวุธเป็นอะไร

 

ทิศใต้ : แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน เอาเรื่องของพวกเอ็งก่อนเถอะ

 

ทิศใต้กล่าวพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้พวกพ้อง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง แววตาแน่วแน่เหมือนเดิม กล้าสบตาเขาก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ

 

กล้า : ตอนนี้พวกเรา… ต้องเดินทางไปที่เมืองทิพย์มณฑากับพระยาเดโช เห็นเขาบอกมาว่าเมืองอินตรากำลังระดมกองกำลังชุดใหญ่เลยล่ะ แต่สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเตรียมทำสงครามแน่ ๆ พระยาเดโชเลยจะไปขอกองกำลังจากเมืองทิพย์มณฑามาไว้ก่อนน่ะ

 

ทิศใต้ : คิดไว้แล้วเชียวว่าพวกมันต้องไม่ยอมแน่ ถ้าอย่างนั้นข้าจะขอไปด้วยอีกคน

 

กล้า : พระยาเดโชจะให้ออกเดินทางภายในเจ็ดวัน ในระหว่างนั้นพวกเราก็ต้องเตรียมตัวไว้ เผื่อว่าจะโดนโจรป่าหรืออะไรดักโจมตีระหว่างทางอีก ครั้งนี้พวกเราจะต้องสู้ให้ได้และจะไม่หนีอีกแล้ว

 

เมื่อคำพูดนั้นจบลง ทิว, เอก,และรำพา ต่างพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ต้องมีคำใดเพิ่มเติมความมุ่งมั่นปรากฏอยู่ในสายตาของพวกเขา มีเพียงยุพินที่ยืนกอดอกและขมวดคิ้วอยู่เดียว เธอเดินเข้ามาใกล้ทิศใต้ก่อนจะกล่าวขึ้น

 

ยุพิน : นี่… อาการบาดเจ็บของเอ็งเพิ่งดีขึ้นเองนะ เอ็งยังไม่เข็ดอีกหรอ

 

ทิศใต้ : เพราะงั้นไง ถึงต้องแก้เข็ดสักหน่อย

 

ยุพิน : เฮ้อ… เอ็งนี่สมควรตายจริงเลยนะ

 

ยุพินถอนหายใจเฮือกใหญ่ นั่นทำให้ทุกคนหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศรอบตัวเริ่มดูผ่อนคลายขึ้น แต่พวกเขารู้ดี ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้ อย่างน้อยที่สุดพวกเขาจะได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกครั้ง

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!