สุริยเทพีหนีออกจากบ้าน - Apollo

ตอนที่ 4: Chapter 4: นอกจากจะโดนต่อยตาเขียวแล้ว ยังต้องนอนในคอกหมูอีกต่างหาก

👁️ 1 อ่าน
22px

“ตัวกระจิ๋วอย่างเจ้าเนี่ยนะ กลับบ้านไปดูดนมแม่ดีกว่ามั้ง” นายทหารสวมเกราะเฉพาะแผ่นป้องกันหน้าอกเก่าบุบบี้ซึ่งเป็นเครื่องแบบของทหารชั้นล่างของอาณาจักรธารพฤกษาหัวเราะเยาะใส่เด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดคนหนึ่ง “กลับไปเถอะ ๆ ” ไม่พูดเปล่า มันยังโบกมือเหมือนไล่หมาอีกต่างหาก

“ใช่ ๆ ปวกเปียกป้อแป้แบบเจ้า ข้าว่ายังไม่ทันถึงเมืองขนปุย เจ้าก็คงถูกดักปล้นหมดตัวต้องเดินร้องไห้กลับบ้านแล้วละ” ทหารอีกนายเสริมเมื่อเห็นเด็กหนุ่มยังคงไม่ยอมขยับ

“ข้ารับรองว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่นอน” เด็กหนุ่มนิ่วหน้าไม่เห็นด้วย “ที่สำคัญ การร่วมการแสวงบุญไม่ว่าใครก็สามารถเข้าร่วมได้ไม่ใช่หรือ เมื่อกี๊ข้ายังเห็นนักโทษคนหนึ่งเพิ่งลงทะเบียนกับพวกเจ้าไปหมาด ๆ เลยนะ”

“นั่นเป็นนักโทษชั้นดี พวกเขาได้รับอนุญาตจากผู้คุมแล้วว่าจะ-” ทหารเฝ้าโต๊ะลงทะเบียนร่วมการเดินทางแสวงบุญชะงักราวกับเพิ่งนึกอะไรได้ “ทำไมข้าต้องแก้ตัวกับไอ้กุ้งแห้งอย่างเจ้าด้วย ข้าจะให้ใครหรือไม่ให้ใครลงทะเบียนมันหนักหัวเจ้าตรงไหนกัน!

เด็กหนุ่มทำตาโต “ก็หนักหัวข้าไงเล่า! เพราะเจ้าไม่ยอมให้ข้า-”

“เจ้าชื่ออะไร” ทหารอีกคนขัดขึ้น หยิบกระดานรายชื่อพร้อมปากกาขึ้นมาถือไว้

“อาร์- อพอลโล” เด็กหนุ่มตอบ สีหน้าสดใสยามคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะเขียนชื่อตนลงไป

“อพอลโล... เจ้าจะไม่ได้ลงทะเบียนที่นี่แน่นอน เพราะงั้นไสหัวไปได้แล้ว!!!

ว่าไงนะ!?!” หนุ่มน้อยอพอลโลพลันหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ จากนั้นเขาก็เหวี่ยงกำปั้นใส่หน้าทหารร่างกำยำนายนั้นทันที “ไอ้บัดซบ- โอ๊ย!

แต่แทนที่จะได้เห็นทหารสวมเกราะเป็นฝ่ายหงายหลังล้ม กลับเป็นอพอลโลต่างหากที่รู้สึกอย่างกับชกก้อนหินก็ไม่ปาน เด็กหนุ่มกระโดดเหยง ๆ พลางสะบัดมือข้างนั้นเร่า ๆ “หน้าเจ้าทำจากอะไรฟะเนี่ย หนังแรดหรือไง! ดูท่าไม่ใช่แค่หน้าตาน่าเกลียดอย่างเดียวซะแล้ว แต่พวกเจ้ายังจะ-”

ยังจะอะไร!” ทหารนายนั้นคว้าคอเสื้ออพอลโลจากด้านหลัง ก่อนจะหิ้วเขาไม่ต่างจากกระสอบป่านเก่า ๆ น้ำลายเหม็นบูดกระเซ็นถูกผิวหน้าบอบบางซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี อพอลโลนึกเสียใจทันทีที่ดันลงมือไวไปหน่อย เพราะถึงยังไงตอนนี้เขาก็ไม่ใช่ เจ้าหญิงที่ไม่ว่าจะทำอะไรทุกคนก็ต้องยอมลงให้อีกแล้ว

“แบบนี้เขาเรียกว่าหนังหนาหน้าด้าน” อพอลโลกัดฟัน ไม่อาจยั้งปากได้ หรือจะบอกว่าไม่อยากก็ได้ “พนันว่าในหัวของเจ้าก็คงจะมีแต่กล้ามเนื้อไม่ก็ขี้เลื่อ-”

แล้วกำปั้นหนัก ๆ ก็กระแทกเบ้าตาหนุ่มน้อยหน้าหวานจนตัวปลิว

1

ข้าให้เวลาเจ้าหกชั่วโมง จงรีบเดินทางไปยังชายแดนอาณาจักรแล้วลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันให้เสร็จสิ้นเสีย อีกหกชั่วโมงข้าจะตามเจ้าไป และถ้าข้าเจอเจ้าข้างนอกโดยที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนละก็ ข้าจะจับเจ้ากลับมาส่งให้บิดาเจ้าขังไม่ให้ออกไปไหนได้อีก

ทำไมต้องหกชั่วโมงด้วย ลำพังขี่ม้าไปที่นั่นก็กินเวลาตั้งเกือบห้าชั่วโมงแล้วนะ

เพราะถ้าแค่นี้เจ้ายังทำไม่สำเร็จละก็ ไม่ต้องพูดถึงอันดับหนึ่งของการแข่งขันหรอก!’

เสียงเฮอร์มาดังขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามของท้องนภา อพอลโลรู้สึกตัวและพบว่าตนกำลังนอนจมโคลนเหม็น ๆ โดยมีสายฝนกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง เขาค่อย ๆ ยันตัวขึ้น ปวดระบมตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยเฉพาะสมองที่เต้นตุบ ๆ ราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ

เขากำลังอยู่ในเล้าหมูที่ว่างเปล่า

“เจ้าพวกบ้านั่น...” อพอลโลคราง สัมผัสตาข้างซ้ายที่บวมเท่าลูกมะนาว กลิ่นอุจจาระเหม็นฉึ่งทำให้ความคิดของเขาพร่าเลือนและมึนงงเล็กน้อย เขาจำได้ว่าโดนไอ้ทหารบัดซบสองคนนั่นเตะต่อยก่อนถูกจับมาโยนทิ้งไว้ในเล้าหมูโสโครกนี่

“เจ้าจะนอนเกะกะในเล้าหมูของข้าไปถึงเมื่อไหร่”

อพอลโลมองไปรอบ ๆ เล้าไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ว่างเปล่า มันเกะกะตรงไหนกันนะ เขาคิด

“ข้าหมายความว่าให้เจ้าไสหัวไปสักที” เสียงเดิมพูดขึ้น

หล่อนเป็นหญิงสาววัยยี่สิบตอนกลาง รูปร่างกำยำ ผิวคล้ำแดด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบรัดกุม เสื้อแขนยาวสีน้ำตาลทับด้วยเสื้อกั๊กหนังสีเขียวหม่น คาดเข็มขัดโลหะเก่า ๆ เส้นใหญ่ กางเกงขายาวสีดำกับรองเท้าบู๊ทหนัง ช่างเป็นการแต่งตัวที่ไม่ค่อยเข้ากับใบหน้าสะสวยเอาเสียเลย เรือนผมสีแดงเพลิงหยักศกเล็กน้อยถูกรวบส่ง ๆ พาดไหล่ขวามาทางด้านหน้า ผิวหล่อนคล้ายผจญกับสภาพอากาศเลวร้ายมาช่วงเวลาหนึ่ง ส่งผลให้ดูหยาบกร้านผิดกับสาวชาวบ้านทั่วไป ทั้งเต็มไปด้วยรอยกระกระจายทั่ว หล่อนมีดวงตากลมโตสีน้ำเงินเข้มเฉียบคมดุดัน จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงเม้มเป็นเส้นตรงบ่งบอกความไม่พอใจ

หล่อนยืนพิงกรอบประตูบ้านติดกับเล้าหมู ถลึงตามองเด็กหนุ่มที่เปียกทั้งฝนและโคลนอย่างไม่ค่อยเป็นมิตรนัก

จากท่าทางการยืนกอดอก แววตา และเหนืออื่นใดคือหัวเข็มขัดเส้นนั้น อพอลโลรู้ทันทีว่าหล่อนเป็นทหารสังกัดหน่วยแนวหน้าของอาณาจักรธารพฤกษา ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันอาณาจักรจากชนเผ่าผู้รุกรานทางตะวันออก

“สงสัยข้าพูดไม่ชัดกระมัง” หญิงสาวเอ่ยต่ออย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นอพอลโลเอาแต่จ้องตนตาเป๋งอยู่อย่างนั้น

“ข้าหลับไปนานแค่ไหนแล้ว” อพอลโลชิงถามขึ้น

หญิงสาวดูงุนงงนิดหน่อยที่จู่ ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายยิงคำถามใส่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ก็สักครึ่งชั่วโมงได้ ไม่สิ อาจจะมากกว่านั้น”

“มากกว่าครึ่งชั่วโมง แย่แล้ว!” อพอลโลลุกพรวด “ข้าต้องรีบไปลงทะเบียน!

“รู้อะไรไหม ข้าเห็นด้วยกับทหารพวกนั้นนะ อย่างเจ้าไม่น่าไหวหรอก ทำไมเจ้าไม่ทำอย่างที่พวกคุณชายรวย ๆ มักทำกันล่ะ ใช้เงินจ้างให้คนเดินทางแทน ส่วนตัวเองนอนรอรับผลประโยชน์อยู่ที่บ้านน่ะ” หญิงสาวว่า สีหน้ารังเกียจเต็มที่

“ข้าดูเป็นคนไม่ได้เรื่องแบบนั้นหรือ” อพอลโลถาม ฝ่ายตรงข้ามพยักหน้าทันทีแบบที่ไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ

“ลูกผู้ดีอย่างเจ้าก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ”

อพอลโลกำลังจะเถียง ทว่าตอนนั้นเขาได้ยินเสียงกีบเท้าม้านับสิบกำลังควบดังแว่วฝ่าเสียงฝนมาจากไหนสักแห่ง ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ หนุ่มน้อยหน้าหวานทรุดลงหลบหลังรางอาหารหมูเตี้ย ๆ ทันที

“เจ้า...” หญิงสาวหรี่ตาลง ครุ่นคิดและระแวดระวัง อพอลโลตระหนักในทันใดว่า ...แย่แล้ว

“ข้าไม่ใช่คนไม่ดีนะ!” อพอลโลรีบร้อนโพล่งออกมา ก่อนคิดได้ว่าบางทีท่าทางของตนอาจดูร้อนตัวเกินไป “ข้าเหมือนคนที่จะทำเรื่องเลว ๆ งั้นหรือ”

ก็ยังเหมือนร้อนตัวเกินไปอยู่ดีแฮะ

“คนเราดูจากภายนอกไม่ได้” อีกฝ่ายตอบเรียบ ๆ “เห็นแห้ง ๆ แบบนี้ ไม่แน่เจ้าอาจฆ่าคนตายมาก็ได้”

“งั้นที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้ก็ไม่ถูกน่ะสิ ที่ว่าข้าไม่น่าจะเข้าร่วมการแข่งขันไหวน่ะ”

“การฆ่าคนแค่ไม่กี่คนกับการเดินทางข้ามทวีปมันไม่เหมือนกัน” หญิงสาวส่ายหน้าช้า ๆ จากนั้นหล่อนจึงสังเกตเห็นบางอย่าง แม้จะอยู่ไกลออกไป ทั้งมีบ้านหลายหลังขวางอยู่ กระนั้นธงสีเขียวกับฟ้ารูปต้นไม้และสายธารที่โบกสะบัดผลุบ ๆ โผล่ ๆ ระหว่างหลังคาสูงต่ำก็บอกให้หล่อนรู้ว่านั่นเป็นกองทหารของอาณาจักรธารพฤกษา ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังไม่ใช่แค่กองทหารธรรมดาเสียด้วย “หืม ดูเหมือนพวกนั้นจะเป็นทหารนะ ตกลงเจ้าเป็นนักโทษหนีคดีมาหรือ”

ข้าเปล่า!!!” อพอลโลซึ่งมองข้ามรางอาหารไปเป็นเห็นธงแวบ ๆ ยิ่งตื่นตระหนก นั่นมันกองทหารหลวง

เฮอร์มาตามมาถึงที่นี่แล้ว!?!

“ข้าไม่ใช่อาชญากร!” เขายืนยันซ้ำอีกครั้ง

“ถ้าเจ้าไม่ใช่แล้วเจ้าจะหลบทำไมกัน” หญิงสาวถาม

“มัน... เพราะว่าข้า...” อพอลโลอ้ำอึ้ง “มันอธิบายยากน่ะ”

“อธิบายยากนักก็ไม่ต้อง” หญิงสาวโบกมือเบื่อ ๆ หันกายเดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน “เจ้าก็รีบ ๆ ไสหัวไปจากเล้าหมูข้าสักทีเถอะ ข้าไม่อยากเจอเรื่องยุ่งยาก-”

วินาทีนั้นอพอลโลก็พุ่งโถมใส่อีกฝ่าย เหลือเชื่อที่ร่างเล็ก ๆ ผอมบางนั้นสามารถกระชากและเหวี่ยงหญิงสาวผมแดงที่สูงกว่าเกือบฟุตกระเด็นไปยืนอึ้งหลังติดกำแพงได้ในครั้งเดียว อะดรีนาลีนนั้นช่างน่ากลัวเหลือเกิน

อพอลโลถลึงตาใส่ “ข้าไม่อยากแต่งงาน! เข้าใจไหม!!!

“อืม เอ่อ โอเค” หญิงสาวกะพริบตาปริบ

หล่อนไม่คาดคิดว่าอยู่ ๆ เจ้าหนุ่มท่าทางอ่อนแอนี่ถึงกับสามารถผลักตนเซได้ ที่จริงแล้วบทสรุปของคนที่กล้าทำแบบนี้กับนักรบเช่นหล่อนก็คือโดนจับทุ่มแล้วตามด้วยเตะสวนหรือไม่ก็ยัดกำปั้นหนัก ๆ ลงไปในลำคอ กระนั้นหนุ่มน้อยตรงหน้านี้กลับมีบางอย่างที่ทำให้สัญชาตญาณนักสู้ของเธอสงบนิ่งไม่ต่างจากผ้าขนหนูนุ่ม ๆ สักผืนยังไงยังงั้น เพราะเขาดูไม่มีพิษมีภัยงั้นหรือ ก็ไม่น่าใช่ หรือการเคลื่อนไหวของเขาไม่มีจิตสังหาร นั่นก็บางส่วน เอาเป็นว่าหล่อนเคยเกือบหักข้อมือเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทคนหนึ่งจากการที่หมอนั่นพยายามแกล้งให้ตกใจโดยการย่องดอดเข้าทางด้านหลังมาแล้ว

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ...” หญิงสาวอ้าปากจะบ่น แต่แล้วความคิดหนึ่งก็วาบเข้ามาในสมอง

กองทหารหลวง...

ไม่อยากแต่งงาน...

หรือว่าเจ้านี่จะ...

“ช่วยข้า... เพื่อความถูกต้อง!” เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างร้อนรน ขณะที่เสียงม้าควบเข้าใกล้ถนนเส้นที่เขาอยู่มาเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นความถูกต้อง” หญิงสาวปัดมืออพอลโลออกก่อนเบี่ยงตัวหลบด้วยการเคลื่อนไหวอันลื่นไหล หล่อนขยับไปปักหลักยืนขวางไม่ให้อีกฝ่ายสามารถเข้ามาในเขตบ้านของตนได้มากกว่านี้ และที่สำคัญคือเจ้านี่จะไม่มีทางจู่โจมหล่อนด้วยความประหลาดใจใด ๆ ได้อีก

“งั้นก็เพื่อเทพเจ้าของเจ้า!” อพอลโลหยิบยกเหตุผลใหม่มาใช้ทันที

หญิงสาวนิ่วหน้า “ข้านึกว่าอาณาจักรเราอยู่ใต้เทพเจ้าเดียวกันซะอีก”

โอ้ะ ลืมไปซะสนิทเลย อพอลโลกัดลิ้นตัวเอง

“งั้นข้าจะจ่ายให้เจ้า! เพียงเจ้ายอมทำเป็นมองไม่เห็น ข้าจะให้ทองเจ้า... หนึ่งร้อยเหรียญเป็นไง!!!

“พูดด้วยภาษาเงินแต่แรกก็สิ้นเรื่อง” สีหน้าหญิงสาวแปรเปลี่ยนในทันใด สมองหล่อนสลับเข้าโหมดทำงานด้วยความเร็วสูง “แต่ข้าไม่คิดว่าอิสรภาพของเจ้าจะถูกถึงเพียงนั้น สองร้อยเหรียญ”

“หนึ่งร้อยสิบห้าเหรียญ!

“เจ้าอยากให้ข้าออกไปโบกเรียกทหารให้ด้วยไหม สองร้อยเหรียญ”

“แค่ทำเป็นมองไม่เห็นเองนะ” อพอลโลงัดสีหน้าน่าสงสารออกมาใช้ ด้วยสีหน้านี้ไม่ว่าสาว ๆ รายใดเห็นเป็นต้องใจอ่อนทั้งนั้น “หนึ่งร้อยยี่สิบห้าเหรียญ”

โชคร้ายที่หญิงตรงหน้าหาใช่ผู้หญิงทั่วไปที่เขาเคยพบเจอ หากไม่ใช่ว่าหล่อนใจแข็งเป็นเพชร ก็เป็นไปได้ว่าหล่อนแอบซ่อนความหวั่นไหวเอาไว้ลึกเสียยิ่งกว่าลึก “ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้ ข้าก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไรนัก หนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเหรียญทองเป็นไง”

“หนึ่งร้อยห้าสิบขาดตัว ได้โปรดเถอะ ข้าแค่ไม่อยากแต่งงานเท่านั้น!

หญิงสาวจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอนหายใจ “ก็ได้ ตกลง”

อพอลโลฉีกยิ้มกว้าง วินาทีนั้นราวกับฉากหลังอันหม่นหมองในสายฝนเบื้องหลังของเขาในสายตาหญิงสาวพลันอาบไล้ด้วยแสงเจิดจ้าของดวงตะวัน ระยิบระยับวาววามงดงามประหนึ่งธารน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ถึงกับทำเอาหล่อนตกอยู่ใต้ภวังค์ตื่นตะลึงไปชั่วขณะ ทว่าพออพอลโลจะวิ่งผ่านหล่อนเข้าไปข้างใน หญิงสาวก็ได้สติและชิงยื่นมือออกไปผลักอก ยับยั้งเขาไว้เสียก่อน

“เจ้าทำอะไรน่ะ” อพอลโลถาม หญิงสาวสะบัดศีรษะน้อย ๆ เป็นเชิงขับไล่ฤทธิ์มนตร์สะกดพิลึก ๆ ออกไปจากความคิดตน

“ข้อตกลงคือทำเป็นไม่เห็น เพราะงั้นเจ้าก็รีบ ๆ ออกไปจากร้านของข้าได้แล้ว!

อพอลโลมีสีหน้าไม่เชื่อสุดขีด “ว่าไงนะ!?! เจ้าหมายถึง- แต่ว่าคนทั่วไปน่ะ-” เสียงม้าที่น่าจะควบมาถึงต้นซอยแล้วทำให้เขาไม่เหลือเวลาคิดหาคำผรุสวาทใด ๆ อีก “สิบเหรียญ ข้าให้เพิ่มสิบเหรียญ ให้ข้าเข้าไปเดี๋ยวนี้!

หญิงสาวเลิกคิ้ว

“ได้โปรดเถอะ” อพอลโลคอตก

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!