“เจ้าเนี่ยนะ! ตั้งใจจะให้ข้ารอไปถึงเมื่อไหร่กัน!!!” เดียร์ล็อตลุกจากหินก้อนหนึ่งในสวนป่าอันงดงามกลางวิหารแห่งเกียรติยศตอนอาร์พิน่าเดินอาด ๆ มาด้วยท่าทางสบายอกสบายใจโดยมีนักบวชหญิงชั้นสูงในชุดคลุมสีเพลิงขนาบด้านซ้าย พร้อมด้วยนักบวชเสื้อคลุมสีฟ้าน้ำทะเลอันเป็นระดับชั้นรองลงมาทางด้านขวา ทั้งคู่ต่างก็คอยลอบมองเจ้าหญิงเสเพลผู้นี้ด้วยสายตาหลงใหล
และการที่เห็นยายนั่นยังมัวจัดเสื้อผ้าผู้ชายที่ยับยู่ยี่ไม่เสร็จสักทีนี่ละก็ยิ่งทำให้เดียร์ล็อตเกรี้ยวกราดมากขึ้นอีก
“ข้าก็มาแล้วไม่ใช่หรือ” อาร์พิน่าตอบเรียบ ๆ ไม่แยแสสีหน้าปานจะพ่นไฟแล้วสักนิด “ขอบคุณมากจ้ะ สุดสวย” เธอส่งยิ้มหวานให้สาววัยขึ้นเลขสามในผ้าคลุมสีแดงเมื่อฝ่ายนั้นช่วยจัดปกคอเสื้อให้ แค่ได้เห็นรอยยิ้มเจิดจ้าของเจ้าหญิง หล่อนก็แทบทรงตัวยืนไม่อยู่เสียแล้ว หรือจะบอกว่าอยู่ ๆ ส่วนล่างก็เริ่มลืมตาตื่นขึ้นอีกแล้วดีล่ะ
“เจ้ารู้ไหมว่าข้าต้องเข้าคิวตากแดดอยู่ครึ่งวัน! ครึ่งวัน!!! โดยที่ไม่ได้อะไรเลยนะยะ!!! ในขณะที่เจ้า... เจ้า...” เดียร์ล็อตกระทืบเท้า นึกอยากชกเบ้าตายายเจ้าหญิงเสเพลนี่ให้ช้ำเท่ากันทั้งสองข้าง(รอยเดิมซึ่งโดนทหาร ณ จุดลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันซ้อมยังคงประดับอยู่จาง ๆ ) ความอึดอัดที่สาวผู้คุ้มกันกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ทำหล่อนอยากกระอักเลือดออกมา “ทั้งอย่างนั้นพอข้ามาถึง แทนที่เจ้าจะรีบ ๆ ไสหัวออกมา ...ที่ไหนได้ เจ้ากลับไล่ข้าออกมารอข้างนอกนี่อีกตั้ง... นาน!”
“ทีแรกข้าก็กะชวนเจ้าเข้ามารอในวิหารอยู่หรอก แต่ตอนที่นึกได้เจ้าก็ไม่อยู่แล้ว” อาร์พิน่ายักไหล่
“แล้วแค่เดินมาบอกกันจะถึงตายไหมยะ!”
“ไม่เอาหรอก” เจ้าหญิงส่งสายตาเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม มือตบก้นสองสาวนักบวชพลางขยับปาก ‘ไว้ข้าจะแวะมาใหม่นะ’ บอกพวกหล่อนที่กลับหลังหันจากไปพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก “ข้าไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
“ระ เรื่องไม่เป็นเรื่อง!?!” เดียร์ล็อตตาโตเท่าไข่ห่าน อีกนิดเดียวก็คงกระโจนไปบีบคออีกฝ่ายแล้ว
“เจ้าต้องเข้าใจนะว่าเวลามีสาว ๆ มารอท่าอยู่ตรงหน้าข้าแล้วเนี่ย ข้าไม่อยากเสียเวลาแม้วินาทีด้วยซ้ำ”
“แล้วข้าล่ะ!” เดียร์ล็อตตะโกนลั่น
“เจ้าดูไม่เหมือนคนที่อยากมีอะไรกับข้าสักหน่อยนี่” อาร์พิน่าตอบ ท่าทางสงสัยอย่างใสซื่อที่ดูสมจริงเหลือเชื่อนั้นให้ความรู้สึกเสแสร้งอย่างประหลาด
เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ “ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น! ที่ข้าพูดน่ะคือ- บ้าเอ๊ย! ข้าทำงานให้เจ้านะ! เจ้าไม่นึกเห็นใจข้าบ้างเลยหรือ! อย่างน้อยช่วยคิดสักหน่อยว่ายังมีคนคุ้มกันกำลังทนตรากตรำเพื่อเจ้าอยู่คนหนึ่งก็ยังดี!”
“งั้นเองหรือ เข้าใจละ” อาร์พิน่าพยักหน้าน้อย ๆ เหมือนกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า “เรื่องนั้นไว้คราวหน้าแล้วกัน”
ท่าทีไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยของเจ้าหญิงทำให้เดียร์ล็อตหมดความอดทนในที่สุด อดีตนักรบสาวเหวี่ยงขาเตะหน้าแข้งส่งอาร์พิน่าลงไปกลิ้งกับพื้น เจ็บปวดจนร้องไม่ออก “ข้าเกลียดคนเสเพลไร้ความรับผิดชอบอย่างเจ้าที่สุด! ถ้าเจ้าอยากได้ผู้ช่วยโง่เง่าเต่าตุ่นที่จะโขกสับยังไงก็ได้ก็เชิญไปหาเองแล้วกัน! ข้าขอลาออก!!!”
เดียร์ล็อตคิดจะเตะร่างขดงอบนพื้นอีกสักทีทว่าก็นึกเกรงใจขึ้นมานิดหน่อย เพราะถึงจะกวนบาทาเพียงใด กระนั้นหนุ่มหน้าสวยผู้นี้แท้จริงแล้วก็เป็นหญิงสาวบอบบาง(ที่นิสัยงี่เง่าไปหน่อย ไม่สิ ไม่ ‘หน่อย’ สักนิด โคตรจะแย่เลยต่างหาก) นี่ถ้าหล่อนไม่ได้รู้อยู่แล้วละก็ มีหวังได้จัดมือเท้าหมัดศอกชุดใหญ่ใส่ไปแล้วละ!
แม้เดียร์ล็อตจะไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าอาร์พิน่าไปกวนตีนทหารประจำโต๊ะลงทะเบียนอีท่าไหน แต่ก็เข้าใจเลยว่าทำไมตอนนั้นทหารสองนายนั่นถึงอัดยายนี่ซะลงไปกอง แถมยังจับมาโยนใส่เล้าหมูหลังโรงแรมของหล่อนอีก
“ดะ เดี๋ยวก่อน! เดีย- เดียร์ล็อต...” อาร์พิน่ากัดฟัน กลิ้งตัวพลิกนอนคว่ำพร้อมเอื้อมไปคว้าข้อเท้าเดียร์ล็อตที่กำลังจะจากไปเอาไว้ “ข้า- ข้าได้มาแล้ว... ข้าได้มาแล้ว!!!”
“เจ้าว่าอะไรนะ”
“ข้าได้สัญลักษณ์ผ่านทางแรกมาแล้ว” เจ้าหญิงกระแอมไอ ล้วงเอาหินทรงรีขนาดพอ ๆ กับไข่ไก่โปร่งใสสีฟ้าน้ำทะเลจากกระเป๋าสะพายเล็ก ๆ ข้างเอว บนศิลามีอักขระมนตราโบราณสัญลักษณ์ประจำตัวเทพีริชูสลักอยู่ โดยสัญลักษณ์นี้บรรจุพลังสำหรับยืนยันว่าเป็นของจริงด้วยมือขององค์เทพีเอง(ตามที่คนเขาพูด ๆ กันมา)
ไม่ใช่แค่หนึ่ง ทว่ามีถึงสองก้อนด้วยกัน
“นี่เจ้า-” เดียร์ล็อตพูดไม่ออก ไม่แน่ใจนักว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดีที่ตนต้องเสียเวลาชีวิตเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไปกับการเข้าคิวทั้งที่ความจริงยายเสเพลกวนประสาทได้ครอบครองหินงี่เง่านี่เรียบร้อยแล้ว แถมไม่ใช่แค่ก้อนเดียวอีกต่างหาก สองก้อน! มีตั้งสองก้อน! ซึ่งสำหรับพวกเธอแค่ก้อนเดียวก็เพียงพอแล้ว ลองคิดดูสิว่าพวกที่อยู่ข้างนอกจะบ้าคลั่งเพียงใด จะยอมทุ่มเงินมากขนาดไหนกันเพื่ออีกหนึ่งก้อนที่เกินมา “ที่เจ้าทำไปทั้งหมดนี่ก็เพื่อ...”
“ถูกต้อง! ข้ามีเป้าหมายที่สัญลักษณ์ผ่านทางแต่แรกแล้ว” พอเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง อาร์พิน่าก็ค่อย ๆ ยันตัวขึ้นนั่งช้า ๆ
“อย่ามาแถน่า” สาวผู้คุ้มกันแยกเขี้ยว ทำเจ้าหญิงผงะเล็กน้อยด้วยกลัวว่าจะโดนโจมตีใส่อีก กระนั้นเดียร์ล็อตกลับเพียงกอดอกและถลึงตาโหด ๆ “เจ้าก็แค่อยากเล่นสนุกกับพวกนักบวชหญิงก็เท่านั้นแหละ”
อาร์พิน่าหัวเราะแหะ ๆ พลางคลำศีรษะป้อย จากนั้นโดยไม่คาดคิด เธอก็โยนหินทั้งสองก้อนให้อีกฝ่าย “เอ้า! เจ้าเก็บไว้เถอะ”
เดียร์ล็อตตาโต แม้จะตกใจแต่ก็สามารถรับหินไว้ได้ “เจ้า! เอาจริงงั้นหรือ”
“ก็จริงน่ะสิ ทำไมล่ะ ถือเป็นการแสดงความจริงใจและคำขอโทษก็แล้วกัน เจ้าว่าดีไหม” อาร์พิน่าฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยวซี่จิ๋วสองซี่ที่เสริมให้ดวงหน้าสวยหวานของเธอทรงเสน่ห์ยิ่งขึ้น
“เจ้าต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ ” เดียร์ล็อตส่ายหน้า
สิ่งสำคัญยิ่งยวดอย่างสัญลักษณ์ผ่านทางไม่ใช่ของที่จะมอบให้ใครถือได้ง่าย ๆ ต้องบอกว่าหล่อนไม่เคยได้ยินเรื่องผู้ว่าจ้างที่ยอมให้ลูกน้องตัวเองเป็นผู้ถือครองศิลาสัญลักษณ์ผ่านทางแทนมาก่อนเลย เพราะเป็นไปได้ว่าหากลูกน้องหรือลูกจ้างแอบไปลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันด้วยเช่นกัน และไม่มีการเซ็นสัญญาไว้อย่างรัดกุมแต่แรกว่าจะสละสิทธิการรับรางวัลให้นายจ้างก็เทียบได้ว่าถ้าลูกจ้างถือสัญลักษณ์ทั้งสามเดินเข้าเส้นชัยไป ผู้ชนะก็คือลูกจ้างคนนั้นนั่นเอง
ยิ่งกว่านั้นมันยังมีกรณีที่ต่อให้เซ็นสัญญาแล้วก็ยังมีลูกจ้างคิดไม่ซื่อลอบขโมยสัญญาฉบับที่นายจ้างถือครองมาทำลาย จากนั้นก็นำสัญลักษณ์ผ่านทางทั้งสามเข้าเส้นชัยแทนนายจ้าง เมื่อไม่มีสัญญาไว้ใช้ยืนยันความจริง แน่นอนว่าผู้ชนะก็คือลูกจ้างชั่วร้ายรายนั้นไม่ต้องสงสัย
ประเด็นก็คือระหว่างอาร์พิน่ากับเดียร์ล็อตนั้น นอกจากสัญญาค่าตอบแทนหลังจบการเดินทาง(ซึ่งในที่สุดเดียร์ล็อตก็โน้มน้าวจนอาร์พิน่ายอมจ่ายให้แม้จะไม่ชนะรางวัลที่หนึ่งก็ตาม ทว่าเงื่อนไขก็ยังต้องติดหนึ่งในสิบอันดับอยู่ดี)กับเรื่องที่เดียร์ล็อตเป็น ‘ตัวแทน’ ของเจ้าหญิงในการแข่งขันแล้ว ที่เหลือก็ไม่ได้กำหนดอะไรไว้อีก ยกตัวอย่างเช่นเรื่องสำคัญที่สุดอย่างการที่แม้เดียร์ล็อตจะเป็นคนเข้าเส้นชัยทว่าผู้ชนะต้องเป็นอาร์พิน่าเท่านั้นก็ไม่ได้ระบุไว้ ทั้งนี้คำว่าตัวแทนในกรณีของพวกเธอโดยหลักแล้วจะหมายความว่า หากเดียร์ล็อตไปสร้างเรื่องวุ่นวายหรือความเสียหายอะไรไว้ คนที่ต้องตามล้างตามเช็ดก็คือ ‘เจ้านาย’ นั่นเอง
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ สัญญาจ้างของพวกเธอเป็น ‘สัญญาว่าจ้างผู้คุ้มกันธรรมดา’ เท่านั้น
“ให้ข้าถือสัญลักษณ์แบบนี้ เจ้าไม่กลัวจะถูกข้าหักหลังตอนเข้าเส้นชัยงั้นหรือ” เดียร์ล็อตถาม
“เจ้าดูแคลนตัวเองถึงเพียงนั้นเลยหรือ” อาร์พิน่าตอบเรียบ ๆ ไม่มีทีท่าว่าต้องครุ่นคิดหรือบังคับตัวเองให้พูดออกมาแม้แต่น้อย ราวกับเธอเชื่อมั่นในตัวเดียร์ล็อตอย่างถึงที่สุด
“อย่ามางี่เง่าน่า” เดียร์ล็อตโยนหินทั้งสองก้อนคืนให้เจ้าหญิง ความรู้สึกอ่อนหวานบางอย่างบังเกิดขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว “ของอยู่ที่ผู้คุ้มกันอย่างข้าก็ไม่มีประโยชน์หรอก เจ้าเก็บไว้แหละดีแล้ว”
อาร์พิน่ามองออกว่าภายใต้ท่าทางกร้าวกระด้างติดจะกระฟัดกระเฟียดอยู่สักหน่อยนั้น เดียร์ล็อตหายโกรธตนแล้ว “เจ้าพูดเองนะ งั้นข้าไม่เกรงใจล่-”
“รอประเดี๋ยวก่อน!” เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมฝีเท้าคนสองคนมุ่งตรงเข้ามาในสวนบริเวณข้างสระบัว คนหนึ่งสับเท้าอย่างรีบเร่ง ขณะที่อีกคนก้าวยาว ๆ เชื่องช้าและมั่นอกมั่นใจ “คุณชายท่านนี้ โปรดรอประเดี๋ยวก่อนเถิด”
ชายร่างผอมแห้งราวกับถูกจำกัดอาหารมาตั้งแต่เด็กแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีกรมท่าเก่า ๆ เต็มไปด้วยรอยปะวิ่งมาหยุดตรงหน้าอาร์พิน่า เขาดูกระสับกระส่ายและค่อนข้างขาดความมั่นใจ อาร์พิน่าสังเกตว่าชุดของชายหนุ่มแม้จะโทรมไปหน่อยทว่าก็ยังพอมองออกว่าเป็นเครื่องแบบข้ารับใช้ชนชั้นสูงจากต่างอาณาจักร เธอแค่ยังนึกไม่ออกว่านี่เป็นแฟชั่นจากอาณาจักรไหนกัน
“ไม่ทราบว่าท่านจะ-” หนุ่มคนรับใช้วัยรุ่นกำลังจะเอ่ยปาก แต่อาร์พิน่ากลับยิ้มน้อย ๆ และส่ายศีรษะช้า ๆ
“คำตอบคือไม่”
ข้ารับใช้รายนั้นทำตาโต “แต่ว่าท่านยังไม่ได้ฟัง-”
“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่” อาร์พิน่าใช้นิ้วเคาะหน้าผากตนเอง “ข้าขอยืนยันว่าไม่มีทางแน่นอน”
“แต่ไหนแต่ไรมาไม่มีใครปฏิเสธข้ามาก่อน และต่อจากนี้ไปก็เช่นกัน” คราวนี้เป็นชายที่เดินช้า ๆ ตามมาเอ่ยบ้าง หมอนี่มีผิวขาวซีด รูปร่างบอบบางหาใช่น่าทะนุถนอมแต่เป็นผอมแบบคนที่แทบไม่ค่อยได้ออกแรงมาตลอดชีวิตมากกว่า ผมสีน้ำตาลแดงทรงเปิดข้างด้านบนไว้ยาวหวีรวบไปด้านหลัง นัยน์ตาสีเทาปลายหางชี้ขึ้นทรงตาแมวดูฉลาดเจ้าเล่ห์ และเมื่อมีริมฝีปากบางประดับรอยยิ้มเย็นชากับใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลามาร่วมด้วย อาร์พิน่าก็รู้สึกอย่างกับกำลังเผชิญหน้ากับแวมไพร์จากภาพยนตร์ช่วงยุคเก้าศูนย์ยังไงยังงั้น
“เจ้าเป็นใคร” เดียร์ล็อตสัมผัสความไม่เป็นมิตรจากฝ่ายนั้นได้รีบขยับตัวมาขวางระหว่างชายผู้มาใหม่ทั้งสองกับอาร์พิน่าทันทีอย่างเป็นธรรมชาติ
“ข้าไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวกับสามัญชนอย่างเจ้า หลีกไป” ชายผิวซีดเอ่ยพร้อมก้าวตรงหาเดียร์ล็อตโดยไม่กลัวเกรง “ข้าจะไม่พูดซ้ำ-”
“เดียร์ล็อต ไม่เป็นไรหรอก” อาร์พิน่าแตะไหล่ผู้คุ้มกันของตนเบา ๆ ก่อนขยับอ้อมมาประจันหน้ากับชายหนุ่มมาดแวมไพร์ที่สูงกว่าเธอเล็กน้อย “หากเจ้ามาจากตระกูลสูงจริง แค่การแนะนำตัวก็คงทำเป็นใช่ไหม”
“เจ้ามันผู้ใดกัน มีสิทธิอะไรถึงกล้าเรียกร้องจากข้า!” ฝ่ายนั้นเอ่ยน้ำเสียงกระด้างกว่าเดิม
“ข้าจำได้แล้ว สัญลักษณ์นั่น” ในที่สุดอาร์พิน่าก็นึกออก เธอติดใจกับเข็มกลัดตรงปกคอเสื้อของหนุ่มหน้าซีดตั้งแต่แรกแล้ว ชุดผ้าไหมเนื้อดีสีแดงเลือดหมู กางเกงขี่ม้าสีดำกับรองเท้าบู๊ทสูงถึงเข่าทำจากหนังมันวับ โดยเฉพาะเข็มขัดทองคำขาวประดับเพชร มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าทุกสิ่งในตัวเขาล้วนเลอค่าที่สุด รวมทั้งนิสัยขี้อวดเจ้ายศเจ้าอย่างอีก อาร์พิน่าแน่ใจทันทีว่าเจ้านี่แหละชนชั้นสูงตัวจริงเสียงจริง คำถามก็คือ เข็มกลัดทองรูปปลาวาฬบนทะเลเมฆนั้นเป็นตราตระกูลไหนกันแน่
อาร์พิน่าค้นไปในความทรงจำครั้งงานฉลองครบรอบหนึ่งพันสี่ร้อยปีการก่อตั้งอาณาจักรธารพฤกษาตอนเธออายุสิบห้า ครานั้นทูตจากอาณาจักรใหญ่ ๆ ต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกันถ้วนหน้า ซึ่งเธอก็ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมและรสชาติของเหล่าทูตสตรีต่างอาณาจักรก็ตอนนั้นเอง
“ปลาวาฬท่องเมฆเป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรอำพันทอง เข็มกลัดที่ปกเสื้อเป็นตัวแทนชนชั้นสูง ส่วนทองคำนั้นบ่งบอกสถานะความใกล้ชิดต่อราชวงศ์” เธอเอ่ยตามที่ทูตอาณาจักรอำพันทองเคยสอน ก่อนจะจบลงบนเตียงหรูหราในห้องนอน
“เช่นนั้นเจ้าก็รู้ว่าข้าหาใช่ผู้ที่เจ้าควรขัดใจไม่” ชายหน้าซีดหัวเราะ “ข้า เอนเกลเบิร์ก เฟลิซิทัสแห่งเมืองทะเลอำพัน ตระกูลของข้าปกครองที่นั่นมาหลายชั่วอายุคนแล้ว”
“เห็นไหม นี่แหละลักษณะของตัวร้ายกาก ๆ ละ” จู่ ๆ อาร์พิน่าก็หันไปพูดกับเดียร์ล็อต “ขอเพียงกระตุ้นถูกจุด ต่อให้ทีแรกทำเป็นปากแข็งแค่ไหน สุดท้ายก็พล่ามออกมาทั้งหมดซะเองนั่นแหละ”
“อาร์- อพอลโล! เจ้าไม่ควรพูด-” เดียร์ล็อตมีสีหน้าตกใจ เช่นเดียวกับข้ารับใช้ผอมแห้งของอีกฝ่ายที่ดูราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ก็ไม่ปาน จากนั้นเขาก็เริ่มตัวสั่นหลังจากเหลือบมองสีหน้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นดำคล้ำของเจ้านาย
“เจ้าว่าอะไรนะ...” เอนเกลเบิร์กเอ่ยเสียงต่ำ
“นอกจากจะนิสัยแย่แล้วยังหูไม่ดีด้วยหรือ” อาร์พิน่าแสยะยิ้มหยัน
“เจ้ารู้ไหม หากเป็นที่เมืองของข้า รับรองว่ายังไม่ทันพูดจบ เจ้าก็จะพบความตายแล้ว!”
“แล้วยังไงล่ะ เท่าที่ข้ารู้ ที่นี่ไม่ใช่เมืองทะเลอำพันสักหน่อย ไม่ว่าเจ้าจะใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีสิทธิสั่งข้าให้ทำหรือไม่ทำอะไรทั้งนั้นรู้ไว้ซะด้วย!”
“อพอลลลลลโล...” เดียร์ล็อตกระซิบ พยายามส่งสายตาให้เจ้าหญิงเลิกยั่วโทสะของฝ่ายตรงข้ามเสียที เพราะแค่นี้จิตสังหารก็พวยพุ่งจนไม่รู้จะพุ่งยังไงแล้ว หล่อนมั่นใจว่าเอนเกลเบิร์กพูดจริงทำจริงแน่นอนเรื่องคิดสังหารอาร์พิน่า พวกชนชั้นสูงก็อย่างนี้ละ อวดเบ่งอำนาจบาตรใหญ่ทั้งกระหายเลือดอย่างไร้เหตุผลกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ขณะที่สิ่งที่ควรจะเป็นประโยชน์แท้จริงแก่ผู้อื่นรวมถึงโลกใบนี้กลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ประสบการณ์จากการอยู่แนวหน้าในกองทหารมาหลายปีสั่งสอนหล่อนเรื่องนี้เป็นอย่างดี หากไม่นับชนเผ่าป่าเถื่อนกับพวกโจรป่าแล้ว ก็เห็นจะเป็นชนชั้นสูงนี่แหละที่เป็นอันตรายต่อชาวบ้านตาดำ ๆ ที่สุด “เจ้าหยุดสักที!”
“ขอเถอะ ด้วยอำนาจของอาณาจักรอำพันทอง ต่อให้ข้ากำจัดมดปลวกอย่างเจ้าทิ้งเสียตรงนี้ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าตำหนิข้าหรอก” เอนเกลเบิร์กอาศัยส่วนสูงของตนชำเลืองมองอาร์พิน่าเช่นคนที่สูงส่งกว่า “แต่โชคยังดีที่ครั้งนี้ข้าใจกว้างพอยกโทษให้กับความหยาบกระด้างของเจ้า สามัญชน เจ้าจงยกสัญลักษณ์ผ่านทางให้ข้าเสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิตสุนัขของเจ้า”
“อาศัยอะไร ด้วยคนรับใช้ผอมแห้งนี่หรือ” อาร์พิน่ายังคะนองปากไม่เลิกชี้ไปยังหนุ่มท่าทางขี้โรคขาดสารอาหารข้างกายเอนเกลเบิร์ก หมอนั่นตัวสั่นระริกทันทีที่เผชิญกับสายตาดุดันของเธอเข้า
“คนของข้ามากมายรอข้าอยู่นอกวิหาร พวกเจ้าไม่มีทางออกจากเมืองเล็ก ๆ บ้านนอกนี่ไปได้แน่”
“เฮอะ พอเห็นคนไม่กลัวตัวเองก็ยกลูกกระจ๊อกมาข่มซะงั้น เจ้ามันโคตรจะตัวโกงระดับตัวประกอบเลย ไร้จินตนาการแบบนี้ก็เป็นได้แค่ตัวละครในหนังเกรดบีเท่านั้นแหละ”
แม้ไม่ค่อยเข้าใจวลีที่ว่า ‘ตัวละครในหนังเกรดบี’ เท่าไหร่ ทว่าเดียร์ล็อตก็พอเดาได้ว่ามันต้องมีความหมายไม่ดีนัก “อพอลโล! พอได้แล้ว!” หล่อนจำเป็นต้องหยุดอาร์พิน่าก่อนที่ยายนี่จะสร้างความเสียหายมากกว่านี้ “แค่เจ้าไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะคิดว่าเป็นใบ้หรอกนะ” หญิงสาวคว้าแขนเจ้าหญิงในคราบหนุ่มน้อยดึงให้ถอยห่างจากชายหน้าซีดชุดผ้าไหมสีแดงเลือดหมู
“ใช่ ฟังนังขี้ข้านั่นเถอะ” เอนเกลเบิร์กว่า “ทีนี้ก็ส่งสัญลักษณ์มาให้ข้าได้แล้ว!”
“ไม่ – มี – ทาง”
“อะไรนะ!?!” จากแววเกรี้ยวกราดกลายเป็นงุนงง เอนเกลเบิร์กไม่คุ้นเคยกับท่าทีไม่ยี่หระเช่นนี้มาก่อน ปกติแล้วแค่เขาเริ่มขมวดคิ้วสักข้าง อย่าว่าแต่ชูคอเถียงกลับเสียงดังฟังชัดแบบนี้เลย ใครต่อใครต่างก็แข้งขาอ่อนเป็นลมพับไปเนื่องจากความกลัวกันแล้ว “ไม่งั้นหรือ?”
“ถามกี่ครั้งคำตอบก็เหมือนเดิมนั่นแหละ” อาร์พิน่ากอดอก
“แต่เจ้ามีศิลาสัญลักษณ์สองก้อน ถึงข้าเอาไปหนึ่งก้อนก็ไม่กระทบอะไรกับเจ้านี่นา”
“นั่นไม่ใช่ประเด็น”
“อ๋อ เจ้าหมายถึงราคาสินะ เช่นนั้นจงเสนอมาสิ เจ้าเสนอมาเท่าไหร่ข้าจะทบให้อีกเท่าตัว!” เอนเกลเบิร์กประกาศ
“นั่นก็น่าสนใจอยู่นะ...” อาร์พิน่ายิ้ม เดียร์ล็อตเห็นแววเจ้าเล่ห์ในดวงตาสีเขียวมรกตของเจ้าหญิง หล่อนก็ถึงกับสะท้านเลยทีเดียว “เพียงแต่บ้านข้าก็เต็มไปด้วยเงินทองมากมายจนไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไรอยู่แล้ว”
“งั้นเจ้าต้องการอะไรกันแน่!” เอนเกลเบิร์กกัดฟันพูด
“มันก็แน่นอนอยู่แล้ว ข้อแรก ข้าเกลียดพวกแอบฟังคนอื่นคุยกันที่สุด ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองแท้ ๆ แต่กลับสอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเรื่อง!”
“นี่เจ้ากล้าพูดแบบนี้กับข้างั้นหรือ!”
“ก็เออสิ! แค่ครองเมืองเล็ก ๆ เมืองเดียวก็กล้าวางอำนาจกับข้าแล้วเรอะ! นี่แหละข้อที่สองที่ทำให้ข้าเหม็นขี้หน้าเจ้า ไอ้ผีดูดเลือด!” อาร์พิน่าตะคอก “คนที่ดีแต่ยกพ่อแม่มาข่มคนอื่นน่ะไม่มีทางทำอะไรสำเร็จหรอก! แค่สัญลักษณ์อันแรกยังไม่มีปัญญาคว้ามาด้วยตัวเองเลย แล้วยังมีหน้าคิดว่าตัวเองจะชนะการแข่งขันอีก!”
“อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้โกงอย่างเจ้าแล้วกัน!”
“แค่ยังไม่ลงมือไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะไม่ทำสักหน่อย” อาร์พิน่าสวนกลับอย่างรู้ทัน “ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่เข้ามาเดินเล่นในวิหารแบบนี้หรอก เจ้าคงกำลังคิดหาทางติดสินบนนักบวชสักรูปให้ขโมยสัญลักษณ์มาให้เจ้าสิท่า”
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม!” เอนเกลเบิร์กเชิดหน้าหยิ่งผยอง “ทรัพย์สินถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง”
“แค่นั้นน่ะไม่ได้ช่วยให้ชนะได้หรอก” เจ้าหญิงส่ายหน้า สายตาเย็นชาระคนสมเพช “เป็นข้าไม่มีทางทำท่าทางจองหองพองขนได้อย่างเจ้าแน่”
“รู้ก็ดีแล้ว” เอนเกลเบิร์กแสยะยิ้ม ย่างสามขุมเข้ามาหาอาร์พิน่าด้วยท่าทางคุกคามยิ่ง “เพราะคนอย่างข้าเกิดมาเพื่อเหนือกว่าคนอื่นไงล่ะ ผิดกับเจ้า ไอ้ขี้แพ้ เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าแค่ล่อลวงนักบวชวิหารแรกให้ยอมยกสัญลักษณ์ได้แล้วจะช่วยให้เจ้าชนะการแข่งนี้ได้น่ะ ฝันไปเถอะ เจ้าอาจมีขี้ข้าไว้ใช้งานคนนึงกับทรัพย์สินเงินทองสักหยิบมือไว้พอหลอกลวงพวกชั้นต่ำประเภทเดียวกันได้ แต่เทียบกับข้าแล้ว เจ้าน่ะไม่มีอะไรเลย เมื่อมาอยู่ต่อหน้าความสูงส่งแท้จริงเช่นข้าแล้ว เจ้ามันก็แค่-”
เดียร์ล็อตสังเกตเห็นประกายบางอย่างในดวงตาคมกริบของเจ้านายตน ทว่าหล่อนไม่ทันจะร้องห้ามได้เต็มเสียงด้วยซ้ำตอนที่อาร์พิน่าสืบเท้าประชิดตัวอีกฝ่าย “เดี๋ยว-”
อาร์พิน่าออกหมัดเสยคางหนุ่มหน้าซีดสไตล์ผีดูดเลือด เพียงหมัดแรกก็เรียกเลือดแทบทำอีกฝ่ายคอพับคออ่อนร่วงลงไปน็อคหมดสติ ทว่าสำหรับเธอผู้เก็บกักความแค้นเคืองไม่ได้ระบายออกมาตั้งหลายวัน แค่หมัดนั้นหรือจะพอ เจ้าหญิงเสือกเท้าไปข้างหน้าเพื่อให้ท่าทางของตนมั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับการโจมตีถัดไป จากนั้นก็ซัดกำปั้นซ้ายกระแทกลิ้นปี่ตามติด ๆ โดยไม่รั้งรอ
กว่าคนรับใช้จะเข้าไปช่วยเอนเกลเบิร์กหรือเดียร์ล็อตจะได้สติแล้วรั้งตัวอาร์พิน่า เธอก็เหวี่ยงหมัดที่สามออกไปเรียบร้อยแล้ว หมัดนั้นพุ่งตรงอัดเข้า ‘เป้า’ เน้น ๆ ไม่ใช่แค่คำว่า ‘เป้าหมาย’ เท่านั้น แต่เป็น ‘เป้า’ ตามตัวอักษรเป๊ะ ๆ
“จำไว้! ไอ้ปากสุนัข! ว่าอย่ามาแหยมกับข้า!” อาร์พิน่าตะโกนแข่งกับเสียงโหยหวนของชายหนุ่มที่มือกุมความเป็นชายของตนไว้พลางดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่บนพื้น สาวผู้คุ้มกันรวบตัวอาร์พิน่าไว้ก่อนลากเธอซึ่งยังอยากตามไปกระทืบอีกสักเท้าสองเท้าออกมา “ปล่อยข้านะ!” เธอคำราม พยายามขืนตัวต้านการจับกุมของเดียร์ล็อต “ข้าจะเตะมันให้หน้ายุบไปอีกด้านเลย! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!!!”
“ทำอะไรของเจ้าน่ะ!” เดียร์ล็อตกระซิบข้างหูอาร์พิน่า
“ปล่อยข้า!”
“บ้าไปแล้วหรือไงยะ! เจ้าเพิ่งทำร้ายชนชั้นสูงจากอาณาจักรอำพันทองนะ!”
“ข้าไม่สน!”
“แต่ข้าสน!!! ถ้าข้าอยากรับประกันว่าศีรษะเจ้าจะยังอยู่บนบ่าไปจนถึงวิหารแห่งสุดท้าย!” ในเมื่อดิ้นนัก เดียร์ล็อตก็ออกแรงรัดลำตัวแล้วกึ่งลากกึ่งอุ้มอาร์พิน่าออกจากที่นั่นเสียเลย “เจ้าเข้าใจถึงอันตรายที่จะเกิดจากการกระทำไม่คิดหน้าคิดหลังของเจ้าหรือไม่ เจ้าจะทำให้พวกเราตายกันหมด!!!”
“อะไรนะ” เจ้าหญิงหยุดดิ้นทันที หันหน้าไปกะพริบตาปริบ ๆ ใส่ผู้คุ้มกันที่กำลังโอบกอดเธอด้วยกำลังแขนซึ่งอีกนิดก็ป่นกระดูกได้แล้ว
“คิดสิยะ เจ้าเพิ่งชกหน้าชนชั้นสูงจากอาณาจักรอำพันทอง! แล้วไหนจะยัง...” เดียร์ล็อตเว้นรายละเอียดน่าสยดสยองที่เหลือเอาไว้ “เอาเป็นว่าเจ้าก็น่าจะรู้ว่าพวกชนชั้นสูงจากที่นั่นกระหายเลือดขนาดไหน-”
“กลับมานี่นะ! ข้าจะฆ่าเจ้า! ข้าจะฆ่าเจ้า ไอ้เศษสวะสารเลว!!!”
พูดยังไม่ทันจบดีเลย เสียงของเอนเกลเบิร์กก็ส่งตรงมาตัดบทอดีตนักรบหญิงราวกับสายฟ้าฟาด สองสาวหันขวับไปทางนั้นและก็ต้องเผชิญกับรังสีสังหารรุนแรงถูกส่งจากชายหนุ่มหน้าแดงก่ำซึ่งนอนตัวงอซุกมือไว้หว่างขา หากแววตานั้นสามารถสังหารคนได้ พวกเธอก็คงตายไปสักร้อยครั้งแล้ว
“ถ้าเจ้าอยากให้ข้าช่วยหุบปากมันละก็...” อาร์พิน่าเริ่ม เดียร์ล็อตทำหน้าเป็นใจความว่า ‘นี่หล่อนยังไม่เลิกบ้าอีกเรอะ’
“วอลเตอร์! วอลเตอร์! เรียกวอลเตอร์ให้ข้าเดี๋ยวนี้!!!” เอนเกลเบิร์กกรีดเสียง “บอกวอลเตอร์ให้สั่งทุกคนเฝ้าทางเข้าออกวิหารงี่เง่านี่ทุกทาง! ไม่ว่าใครก็ห้ามออกจากที่นี่ทั้งนั้น!!!”
รู้ตัวอีกทีข้ารับใช้ร่างผอมผู้นั้นก็วิ่งปรู๊ดหายตัวไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่สองสาวยังได้แต่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกอยู่นั่นเอง
ทั้งคู่มองหน้ากันคล้ายงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นเสียงตะโกนสาปแช่งสลับข่มขู่ว่าจะฆ่าพวกเธออย่างไรบ้างของเอนเกลเบิร์กก็ดังเป็นซาวด์แทร็กพื้นหลังอย่างต่อเนื่อง
“มัวรออะไรอยู่ยะ พวกเราก็หนีสิ” อาร์พิน่ากลอกตา จากนั้นก็ออกวิ่งไปคนละทางกับเดียร์ล็อต
ไม่... อาร์พิน่าวิ่งย้อนกลับมาที่เดิมอีกครั้ง เพื่อจะเจอกับเดียร์ล็อตที่นึกได้เช่นกันว่าพวกเธอต้องไปด้วยกัน