“ทางนี้ค่ะ! ทางนี้!” ร่างเล็ก ๆ ในฮู้ดคลุมสีน้ำเงินเข้มโผล่จากซอกหลืบหลังรูปปั้นบนระเบียงทางเดินด้านหน้า เวโรนิก้าโบกมือเป็นเชิงให้อาร์พิน่ากับเดียร์ล็อตตามหล่อนเข้าไปด้านหลังรูปปั้นหินอ่อนของนักบวชหญิงจากยุคโบราณสักคน
“หลังกำแพงนี้มีทางลับเชื่อมไปนอกเมืองอยู่ค่ะ ถ้าเป็นที่นั่นรับรองว่าไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึงแน่ ๆ ” คราวนี้เป็นสาวน้อยหน้ากลมเอวาที่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของเดียร์ล็อต หล่อนโผล่ร่างออกมาเพียงครึ่งเดียวจากด้านหลังธงผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินลายดาบกับโล่สีขาวบนผนัง ธงมีขนาดสูงสี่เมตรกว้างราวสองเมตรครึ่ง หากว่ามันถูกแขวนไว้เฉย ๆ ก็ย่อมไม่มีผู้ใดคาดคิดแน่ว่านี่เป็นหนึ่งในทางลับภายในวิหาร
ทั้งหมดรีบลอดผ่านประตูเตี้ย ๆ เข้าไปทันที ภายในเป็นทิวทัศน์เฉกเช่นทางลับดี ๆ สักแห่งในจินตนาการของผู้คนนั่นแหละ บันไดแคบเดินได้ทีละคนทอดยาวสู่ทางเดินใต้ดินที่สว่างไสวด้วยแสงคบเพลิงทุก ๆ สามเมตร อุโมงค์ทางลับแม้จะมีกลิ่นอับทว่าก็ค่อนข้างกว้างขวาง เมื่อเดินไปสักพักจะพบกับทางโค้งและแยกมากมายแตกแขนงออกไป เรียกว่าถ้าไม่ได้นักบวชของวิหารแห่งเกียรติยศนำทางละก็ พวกเธอต้องหลงทางเป็นแน่
เดียร์ล็อตพอเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดตนจึงไม่ค่อยเห็นนักบวชเดินขวักไขว่สักเท่าไหร่แม้จะเป็นในตัววิหารก็ตาม บางทีพวกหล่อนคงชื่นชอบการใช้เส้นทางลับสัญจรไปมามากกว่า โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันที่มักจะเต็มไปด้วยบรรดาผู้ลาภมากดีที่พยายามหาทางติดสินบนนักบวชเช่นนี้ด้วย
เดียร์ล็อตส่งสายตาหงุดหงิดไปให้อาร์พิน่าตอนที่หล่อนเผลอนึกถึงรายละเอียด ‘การติดสินบน’ ของยายเจ้าหญิงจอมป่วนขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ
“พวกเจ้ารู้ได้ยังไงว่าพวกเรากำลังหาทางหนี เอ่อ... หาทางออกจากที่นี่กันอยู่น่ะ” เดียร์ล็อตถามเอวา
“อ๋อ เรื่องนั้น...” เอวาลังเลที่จะพูดเล็กน้อย
“นั่นน่ะง่ายนิดเดียว! ก็เพราะพวกเราจับตาดูพวกท่านอยู่น่ะสิ! แล้วก็ไม่ใช่แค่ข้ากับเอวาเท่านั้นด้วยนะ ยังมีท่านพี่มีอา ท่านพี่โมนา ท่านพี่แมดเดอลีน ท่านแม่เกวน ท่าน-”
“หยุดเลย!” เอวาหน้าแดง รีบตัดบทสาวน้อยแก้มแดงเวโรนิก้าทันที อันที่จริงหล่อนดูอย่างกับจะพุ่งไปบีบคอฝ่ายนั้นเสียด้วยซ้ำ “เจ้าเป็นบ้าอะไร! ทำไมถึงปากมากแบบนี้!”
“ไม่เอาน่า เรื่องนี้ต่อให้ไม่พูดออกมาเขาก็รู้กันหมดแล้วล่ะ” เวโรนิก้ายักไหล่ หันมามองอาร์พิน่ากับเดียร์ล็อตเป็นเชิงขอการสนับสนุน “พวกท่านว่าจริงไหมคะ”
“เอ่อ... เรื่องนี้ข้า... ก็เพิ่งจะรู้... เพราะเจ้าบอกนี่แหละ” เดียร์ล็อตว่า ส่วนอาร์พิน่าทำราวกับว่าเล็บนิ้วชี้ตนนั้นน่าสนใจเสียเต็มประดา
เอวาถลึงตาใส่นักบวชสาวแก้มแดง
“เอาน่า ๆ อย่ามัวสนใจกับเรื่องหยุมหยิมเลยน่า” เวโรนิก้าหัวเราะฮ่า ๆ และขยิบตาให้เดียร์ล็อต “พวกท่านคงพอเดาได้ว่าชีวิตนักบวชน่ะน่าเบื่อขนาดไหน แล้วก็ไม่ใช่ทุกวันด้วยที่จะมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้น เพราะงั้นจึงไม่แปลกอะไรที่พวกเราจะเฝ้าจับตาผู้มาเยือน ...ในทุก ๆ ย่างก้าว”
เดียร์ล็อตคิดว่าประโยคเมื่อครู่ออกจะน่ากลัวอยู่หน่อย ๆ
“นับว่าพวกข้าโชคดีที่มีพวกท่านคอยช่วย” หล่อนก้มศีรษะให้สองนักบวชตัวน้อย ทั้งกลุ่มก้าวออกจากอุโมงค์ทางเดินย่อยแคบ ๆ มาสู่เส้นทางขนาดใหญ่มีธารน้ำกว้างราวสามเมตรไหลผ่าน บรรดาหญิงสาวเลี้ยวซ้ายและใช้เส้นทางเลียบทางน้ำ “ข้าเดียร์ล็อต นิชคาลันก้า ในนามของเจ้าหญิงอาร์พิน่าขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่ง”
“ไม่เป็นไรหรอก นี่ถือว่าตอบแทนกันด้วย” เวโรนิก้าโบกมืออย่างร่าเริง “ข้าไม่ได้เห็นบรรดาท่านพี่มีความสุขแบบนี้มานานแล้ว การได้พบกับท่านอาร์พิน่าครั้งนี้ อย่างน้อยอารมณ์ของทุกคนก็น่าจะดีไปอีกพักใหญ่ ซึ่งก็หมายความว่าข้าจะถูกดุน้อยลงเหมือนกัน” หล่อนแลบลิ้นเป็นเชิงยั่วโมโหสหายหน้ากลมของตน “ที่จริงแล้วที่พาพวกท่านลงมาทางลับนี่ก็เป็นความคิดพวกท่านพี่นั่นเอง ทว่าเพราะทุกคนต้องคอยอยู่รับหน้าเจ้าเด็กเอาแต่ใจนั่น ดังนั้นคนที่ว่างและสามารถหายตัวไปไหนมาไหนได้โดยไม่มีใครสนใจก็มีแค่นักบวชเพิ่งเข้าใหม่อย่างพวกข้าสองคนเท่านั้น”
“เจ้าไม่ควรเรียกเขาแบบนั้นนะ” เอวาส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “ถึงจะนิสัยไม่ดีเท่าไหร่... เอิ่ม ไม่ดีมาก ๆ ทว่าอย่างน้อยเขาก็เป็นชนชั้นสูง-”
“แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการทำตัวกวนส้นตีนสักหน่อย”
“เวโรนิก้า!”
“ท่านเจ้าหญิง ข้าอยากให้ท่านรู้ไว้นะคะว่าข้าสนับสนุนท่านเต็มที่” เวโรนิก้าไม่สนใจเอวา หมุนตัวกลับเดินถอยหลัง หันมากุมมืออาร์พิน่าแล้วเขย่าขึ้นลง “หมัดสุดท้ายของท่านน่ะเด็ดโคตร ๆ หวังว่าผลลัพธ์นั่นจะคงอยู่ถาวรเลยนะคะ!”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง หมอนั่นเอาเจ้าตายแน่” เดียร์ล็อตหรี่ตามองอาร์พิน่าคล้ายผู้ปกครองกำลังพิจารณาโทษลูกหลานของตน “แต่ถึงจะไม่ใช่ พิจารณาจากความกระหายเลือดแล้ว ข้ายังสงสัยอยู่ว่ามันจะยอมปล่อยเจ้าหรือไม่”
“อย่าลืมสิว่าตอนนั้นเจ้าก็อยู่กับข้า เพราะงั้นคิดหรือว่าเจ้าจะรอดน่ะ” เจ้าหญิงแสยะยิ้ม แบบที่เห็นแล้วนึกอยากชกสักเปรี้ยง
“ไม่ใช่ว่าท่านแค่ใช้พลังเจ้าหญิงข่มใส่ก็ปิดปากไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นได้แล้วหรือ” เวโรนิก้าถาม ไม่สนใจกับสายตาดุดันของเอวา
เมื่อกี๊ก็ ‘เด็กเอาแต่ใจ’ ทีนี้ก็ ‘เด็กเมื่อวานซืน’ งั้นหรือ เดียร์ล็อตเลิกคิ้ว ยายนักบวชตัวจิ๋วนี่เห็นทีต้องมีอะไรสักอย่างผิดปกติแหง
“ขืนทำอย่างนั้นคงได้เกิดสงครามระหว่างอาณาจักรแน่นอน” หล่อนส่ายหน้า “แล้วยังไม่ได้พูดเรื่องที่ยายงี่เง่านี่มีเหตุผลทำให้ไม่สามารถเปิดเผยฐานะแท้จริงในสถานการณ์ทั่วไปด้วยเลยนะ”
อาร์พิน่าส่งยิ้มแหย ๆ ให้นักบวชทั้งสอง
“เจ้ามันก็เหลือเกินจริง ๆ ! ดีแต่สร้างความวุ่นวาย! ทำอะไรไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลัง! นี่ถ้าข้ารู้ก่อนว่าจะต้องเจออะไรบ้างแต่แรกละก็ ข้าคงไม่ตอบตกลงรับงานจากเจ้าหรอก!” เดียร์ล็อตเริ่มบ่นอาร์พิน่า “ไม่ต้องมาตีหน้าใสซื่อใส่ข้าเลยนะ! เจ้าควรรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าล่วงเกินคนระดับนั้นเข้า!”
“แล้วข้าล่ะ ข้าเองก็ตำแหน่งใหญ่ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน” อาร์พิน่าแย้ง “เจ้าไม่รู้สึกว่าการที่เจ้าเอาแต่ต่อว่าข้าแบบนี้จะเป็นการล่วงเกินข้าบ้างหรือ”
เดียร์ล็อตเร่งฝีเท้าแซงหน้าเจ้าหญิงไปก่อนหมุนตัวกลับมายืนขวางหน้าบังคับให้อีกฝ่ายต้องหยุดยืนเช่นกัน ทั้งสองประจันหน้าจ้องตากันและกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหล่อนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ขอโทษนะ แต่ข้าไม่เห็นว่าเจ้าหญิงตัวกระเปี๊ยกผอมแห้งอย่างเจ้าจะข่มขวัญข้าตรงไหน” หญิงสาวฉีกยิ้มเยาะ ๆ แล้วดีดหน้าผากอาร์พิน่าดังเผียะ อุโมงค์ใต้ดินทำให้เสียงนั้นดังกว่าที่ควรจะเป็น “โทษฐานที่ทำให้งานข้ายากขึ้น!”
“เจ้า!” อาร์พิน่านวดหน้าผาก ได้แต่มองผู้คุ้มกันของตนเดินหัวเราะฮ่า ๆ จากไปด้วยความคับแค้นใจ คิดว่าตัวเองเป็นใครกันยะ ถึงได้ทำกับข้าแบบนี้น่ะ! “มองอะไรยะ!”
อาร์พิน่าถลึงตาใส่สองนักบวชที่ยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ ทั้งคู่เร่งฝีเท้าตามเดียร์ล็อตไปติด ๆ
“พอบังคับใช้พระราชอำนาจไม่ได้ก็หันไปลงกับเด็กแทนงั้นหรือ เจ้ามันไม่ได้เรื่องเลยสักนิด”
“หุบปากนะ!”
“ถ้าข้าไม่หุบล่ะ เจ้าจะทำยังไง”
“ข้าก็จะต่อยเจ้าน่ะสิ!”
เดียร์ล็อตชำเลืองข้ามไหล่กลับมาอย่างดูถูก “ข้าก็อยากเห็นเจ้าลองเหมือนกัน เจ้าหญิง”
1
ตอนที่ทั้งหมดมาถึงปากอุโมงค์ทางลับนอกเมือง พวกเธอก็พบว่าใครบางคนกำลังรออยู่แล้ว
“ข้าได้ยินว่าเจ้าทำเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว” หนุ่มร่างสูงใหญ่ที่หล่อโคตร ๆ เอ่ยทัก ข้างกายเขาคือรถม้าเรียบ ๆ สีดำคันใหญ่ รถม้าโดยสารของอาร์พิน่า คันที่เดียร์ล็อตเช่าเพื่อเดินทางจากชายแดนอาณาจักรธารพฤกษาอย่างเมืองว่านหมอกเขียวอันเป็นสถานที่ที่พวกเธอลงทะเบียนร่วมการแข่งกันมายังเมืองขนปุยแห่งนี้นั่นเอง เพียงแต่ครั้งสุดท้ายที่สองสาวเห็นมันก็คือตอนที่เดียร์ล็อตฝากมันไว้กับลานรับฝาก ที่แน่ ๆ ก็คือในสถานการณ์แบบนี้ พวกเธอย่อมไม่มีทางย้อนกลับไปขับมันออกมาได้
แวบแรกที่อาร์พิน่าเห็น ชายผู้นี้ก็คือนาธาน ฟิลเลียน ไม่สิ เขาคือคนหน้าเหมือนกับนักแสดงชาวแคนาดาที่เธอคลั่งไคล้สุด ๆ ตั้งแต่สมัยยังเป็นอพอลโลต่างหาก เทพโอลิมเปียนอีกองค์ที่โดนซูสส่งข้ามมายังมิตินี้
“เฮอร์มา!” อาร์พิน่าร้องด้วยความประหลาดใจ “เจ้ามาทำอะไรที่นี่!?!”
“ข้าก็มาเพื่อจัดการความยุ่งยากที่เจ้าก่อขึ้นน่ะสิ!” คราวนี้ไม่ใช่แค่นิ้วแล้วที่ร่วงใส่หน้าผากเจ้าหญิงตัวป่วน ทว่าเป็นมะเหงกค่อนข้างหนักถึงขั้นทำเธอน้ำตาซึมเลยทีเดียว “ซ้อมคนจากอาณาจักรอำพันทองเนี่ยนะ คราวนี้เจ้าคิดจะก่อสงครามขึ้นหรือไง!”
“ข้าเปล่านะ! ข้าก็แค่หงุดหงิด...”
“ข้าน่าจะรู้นะว่าการปล่อยให้เจ้าออกมาเพ่นพ่านข้างนอกจะก่อหายนะยังไงบ้าง” เฮอร์มานวดขมับตนเอง “รู้งี้แทนที่จะส่งเจ้าไปแต่งงานกับตาแก่ สู้โยนเจ้าลงคุกใต้ดินน่าจะช่วยให้แผ่นดินสงบสุขได้มากกว่า”
เสียงกระแอมดังขึ้น ก็ไม่เชิงเป็นเสียงกระแอมหรอก มันฟังดูเหมือนคนกำลังขาดอากาศหายใจมากกว่า
อาร์พิน่าหันไปทางต้นเสียง และก็เห็นเดียร์ล็อตกับสองเด็กสาวนักบวช โอ้ ไม่นะ อีกแล้วหรือ!
สีหน้าบรรดาหญิงสาวที่มีต่อหนุ่มผมสีฮาเซลนัทกับนัยน์ตาสีเทาผู้นี้คือ ‘ตกอยู่ใต้มนตร์สะกด’ กับ ‘หลงใหลอย่างไม่ลืมหูลืมตา’ กระทั่งเดียร์ล็อตที่อาร์พิน่ามักไม่ค่อยเห็นความรู้สึกอื่นนอกจากแววตาที่เหมือนมองโคลนสักก้อนบนรองเท้าสะอาด ๆ ของหล่อน(ส่วนใหญ่แล้วนั่นเป็นสายตาที่หล่อนใช้มองเธอ)ก็ยังเหม่อลอยแบบเห็นชัด ๆ เลยว่าเป็นสีหน้าแบบเด็กสาวยามเจอหนุ่มวงวันไดเรกชันตัวเป็น ๆ ในร้านสตาร์บัคโดยบังเอิญยังไงยังงั้น
“โอ้ ข้าเสียมารยาทไปซะแล้ว ต้องขออภัยด้วยที่บังอาจละเลยบุปผางาม แต่คุณคงเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะความสนใจได้เมื่อต้องรับมือกับยายตัวป่วนนี่” เฮอร์มาโค้งให้สามสาวที่ยืนทึ่มทื่อข้างอาร์พิน่า
“เจ้านี่มัน...” เจ้าหญิงแยกเขี้ยว
“มะ ไม่เป็นไรค่ะ ข้าเข้าใจ” เดียร์ล็อตสะดุ้ง เผยสีหน้าเคลิบเคลิ้มชวนให้อาร์พิน่าหงุดหงิดมากขึ้น นั่นหล่อน... หน้าแดงงั้นเรอะ!?! “ข้าเข้าใจที่ท่านพูดสุด ๆ เลยค่ะ”
“ขอแนะนำตัวนะครับ ข้า เฮอร์มา เอลดริตช์ สตูร์ลูสัน ข้าเป็น-”
“จอมปราชญ์แห่งวิหารแห่งปรัชญา!” อดีตนักรบสาวขัดขึ้น น้ำเสียงสูงกว่าระดับปกติจนเหมือนหล่อนกำลังจะหยุดหายใจ “ข้าเป็นแฟนของท่าน ...เอ้อ! หมายถึงแฟนคลับน่ะค่ะ ข้าชื่นชอบผลของท่านมากเลย คอยสะกดรอยตามตลอดเลยค่ะ! ไม่... ฉันจะพูดว่าติดตาม ไม่ใช่ สะกดรอย นั่นมันฟังอย่างกับพวกโรคจิต คือว่าฉันไม่ใช่คนโรคจิตนะคะ! เอิ่ม... เอ่อ...”
“ข้ารู้” เฮอร์มายิ้มกว้างจนตาหยี เป็นรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์อัดแน่นด้วยความอ่อนโยน ซึ่งก็ทำให้สามสาวแทบเป็นลมล้มพับไปเลย “และซาบซึ้งมากสำหรับความรู้สึกของคุณ ท่านนิชคาลันก้า”
“ท่านรู้ชื่อข้าด้วยหรือคะ!!!”
“แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อเกี่ยวกับความปลอดภัยของเจ้าหญิง ข้าจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง” ชายหนุ่มตอบ “ข้าต้องพูดเลยว่าเราโชคดีแล้วที่ได้คุณมาเป็นผู้คุ้มกันของเจ้าหญิง จากประวัติสมัยที่คุณยังประจำการสังกัดหน่วยแนวหน้า คุณแสดงฝีมือไว้ไม่เลวเลย เพราะอย่างนั้น ข้าจึงอยากขอร้องคุณด้วยตัวเอง ได้โปรดปกป้องเจ้าหญิงของพวกเราให้ปลอดภัยด้วยเถิด ส่วนเรื่องค่าตอบแทนนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าขอรับรองว่าคุณจะได้รับมากกว่าที่เจ้าหญิงเคยสัญญาไว้ นอกจากนี้ข้ายังได้จัดการเรื่องหนี้สินของคุณให้แล้ว มั่นใจเลยว่าเมื่อกลับไป โรงแรมแห่งนั้นจะยังตั้งอยู่อย่างที่เคยเป็น รอให้คุณจัดการตามประสงค์”
“จะ- จริงหรือคะ!?!” เดียร์ล็อตคิดว่าตนกำลังจะเป็นลมจริง ๆ เสียแล้ว
“และนี่... เงินสำหรับใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง” ชายหนุ่มล้วงถุงหนังหนักอึ้งจากในเสื้อคลุมออกมายัดใส่มือเดียร์ล็อต ผู้คุ้มกันสาวกะคร่าว ๆ จากน้ำหนัก ดูเหมือนข้างในจะมีเงินไม่ต่ำกว่าสองร้อยเหรียญทอง “ให้คุณเป็นคนเก็บไว้”
“ท่านจอมปราชญ์... ข้า... ข้าน่ะ...” เดียร์ล็อตอ้าปากพะงาบ ๆ ทว่าไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่!” อาร์พิน่าทนดูต่อไปไม่ได้อีกต้องพุ่งไปรวบแขนเฮอร์มาแล้วลากเขาออกห่างจากเดียร์ล็อตกับสองนักบวชหญิง ความจริงเธอตั้งใจจะชิงถุงเงินต่างหาก แต่ราวกับคนทั้งสองจะล่วงรู้ความตั้งใจของเธออยู่แต่แรกแล้ว ทันทีที่เฮอร์มาปล่อยมือจากถุงหนัง เดียร์ล็อตก็กระชากตัวหลบออกด้านข้างในชั่วพริบตาที่อาร์พิน่าลงมือ
“ถามได้ ก็สนับสนุนการเดินทางของเจ้าไงล่ะ” เฮอร์มามีสีหน้าแบบ ‘อย่าพยายามให้ลำบากเลย ข้ารู้ว่าเจ้าเล็งถุงเงินอยู่แล้ว’ ขาดก็แค่เย้ยหยันออกมาเป็นคำพูดเท่านั้นแหละ “ไม่งั้นเจ้าคิดว่าเพราะอะไรข้าถึงลำบากลำบนถ่อมาถึงที่นี่กัน”
“ก็เพื่อทำให้ข้าเสียหน้ายังไงเล่า!” อาร์พิน่าขู่ฟ่อ จากนั้นเธอก็ทำตาโตเมื่อคิดอะไรบางอย่างออก “หรือว่าที่จริงแล้วเจ้าก็เข้าร่วมการแข่งขันเหมือนกัน!?!”
“ไม่เจอกันแค่พักเดียว ดูท่าสมงสมองไปหมดแล้วนะเนี่ย เจ้าคิดว่าจอมปราชญ์ที่ทั้งหล่อทั้งรวยแล้วก็มีหนังสือของอกาธา คริสตี้ครบชุดในห้องทำงานหรูหราเทียบเคียงกับห้องนอนของพ่อเจ้าอย่างข้าจะยังต้องการอะไรจากการแข่งขันครั้งนี้อีกงั้นหรือ”
“อย่างน้อยถ้ามีเงินเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีไม่ใช่หรือไง”
“เจ้ามันโคตรจะพิลึกเลย” เฮอร์มาฉีกยิ้มที่ปราศจากการแฝงความนัยว่ารำคาญหรือการเยาะเย้ยให้กับเจ้าหญิงเป็นครั้งแรกพร้อมใช้มือขยี้ผมเธอเบา ๆ ด้วยความรักใคร่ “ข้ารู้นะ จริง ๆ เจ้าก็แค่กลัวว่าข้าจะทำให้ภาพลักษณ์แย่ ๆ ของเจ้าในสายตาสหายที่รักลดต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้นแหละ” เขายื่นหน้ามากระซิบข้างหูเธอ
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร” อาร์พิน่าหน้างอ
“ขอเถอะ เจ้ามันเดาง่ายจะตาย”
“ครั้งนี้เจ้าเข้าใจผิดแล้ว!”
“อ๋อ อย่างนั้นหรือ” เฮอร์มาไม่สนใจกับความไม่พอใจของอาร์พิน่าอีก เขาโบกมือให้เธอขณะที่เดินไปหาเอวากับเวโรนิก้า “รบกวนท่านนักบวชน้อยทั้งสองโปรดพาข้าไปพบท่านหญิงอิลม่าเถิด ข้ามีเรื่องบางอย่างต้องปรึกษากับท่าน”
“เอ่อ ท่านยังต้องให้พวกเรานำทางอีกหรือคะ” เวโรนิก้าที่ยังพอควบคุมสติไว้ได้เอ่ยถามด้วยเสียงเบาหวิว ระหว่างที่สหายตัวน้อยข้าง ๆ อย่างเอวานั้นแดงก่ำไปทั้งหัวทั้งหูและวงจรสมองช็อตไปเรียบร้อยแล้ว “ท่านรู้ว่าพวกเราจะมาโผล่ที่ทางออกนี่แต่แรก ก็แสดงว่าท่านล่วงรู้ความลับของวิหารนี้อยู่แล้ว ซึ่งสำหรับท่านจอมปราชญ์แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยค่ะ แต่ว่า...”
“ถึงข้าจะรู้อยู่แล้ว ทว่าการได้รับการเชื้อเชิญจากเจ้าบ้านอย่างถูกต้องถึงจะเป็นมารยาทของจอมปราชญ์อย่างแท้จริง” เฮอร์มาตอบ ทำให้เวโรนิก้าพยักหน้าหงึก ๆ อย่างพึงพอใจ
“เช่นนั้นก็เชิญค่ะ” หล่อนถอนสายบัวก่อนจะผายมือเป็นเชิงส่งสัญญาณให้เขาเดินตามไป แน่นอนว่าโดยไม่ลืมลากแขนเอวาที่สติยังไม่กลับเข้าร่างไปด้วย
“อ้อ ข้าเกือบจะลืมไปเลย” กระดาษแผ่นหนึ่งร่อนจากมือชายหนุ่มมาอยู่ในมืออาร์พิน่าอย่างแม่นยำและเหลือเชื่อสุด ๆ ราวกับมีเวทมนตร์ยังไงยังงั้น “ไอ้เด็กเหลือขอนั่น เอนเกลเบิร์กใช่ไหม มันสั่งฆ่าพวกเจ้าด้วย แต่คนของข้าสกัดจดหมายคำสั่งเอาไว้ได้ อย่างน้อยก็ตอนนี้ เพราะงั้นจากนี้ไปพวกเจ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ” เขาโบกมือให้สองสาวโดยไม่หันกลับมามองขณะที่ค่อย ๆ ขยับไกลออกไปพร้อมเอวากับเวโรนิก้า
“คำสั่งฆ่างั้นหรือ!?!” เดียร์ล็อตเดินมาหยุดข้าง ๆ และชะโงกหน้ามองกระดาษในมือเจ้าหญิงในคราบเด็กหนุ่ม “นี่มัน...”
“ช่างเป็นการจ้างฆ่าที่น่าขันสิ้นดี ค่าหัวหนึ่งร้อยเหรียญเนี่ยนะ! แถมยังไม่ใช่เหรียญทองด้วยซ้ำ! คิดว่าข้าเป็นใครกัน หัวผักกาดโง่ ๆ เรอะ!!!” อาร์พิน่าขยำกระดาษแล้วขว้างทิ้งสุดแรง เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังตามไปกระทืบอีกหลายเท้าด้วย “อย่างข้ามันต้องอย่างต่ำสองหมื่นเหรียญทองนู่นเฟ้ย!!!”
โกรธเรื่องนี้เองหรือ... เดียร์ล็อตเอาส่ายหัวในใจ กระนั้นข้อมูลต่าง ๆ จนถึงภาพเหมือนในกระดาษคำสั่งจ้างฆ่านั้นช่าง... ละเอียดเสียจนน่ากลัว ที่สำคัญยังสั่งการด้วยความรวดเร็วขนาดนี้อีก
การที่จู่ ๆ ก็มีศัตรูทรงอำนาจซ้ำแค้นฝังหุ่นแบบนี้เนี่ย...
ดูท่าหลังจากนี้เส้นทางของพวกเธอคงเต็มไปด้วยขวากหนามอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าอีกเดี๋ยวท่านหญิงอิลม่าอะไรนั่นก็จะเสร็จหมอนั่นน่ะ” อาร์พิน่าทำลายห้วงแห่งความตึงเครียดในใจของเดียร์ล็อตด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดราวกับสิ่งที่กำลังพูดอยู่นั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย “ถ้าเจ้าคิดว่าข้าเป็นเสือผู้หญิงตัวแม่แล้วละก็ แสดงว่าเจ้ายังไม่เจอจ้าวป่ามาก่อน”
เดียร์ล็อตกลอกตาด้วยความเหนื่อยใจ