เสียงหอบหายใจดังถี่ดั่งว่าเจ้าตัวกำลังจะขาดอากาศตาย กระนั้นฝีเท้าที่สับอย่างบ้าคลั่งนั้นอยู่ในจังหวะรวดเร็วยิ่งกว่า ครั้งสุดท้ายที่เดียร์ล็อตเคยตั้งหน้าตั้งตาวิ่งลืมตายเช่นครั้งนี้ก็เป็นตอนที่เธอได้รับคำสั่งให้ตีฝ่าวงล้อมกองโจรภูเขาเพื่อแจ้งข่าวขอกำลังเสริม ในครั้งนั้นหน่วยสิบห้าคนของเธอถูกปิดล้อมโดยโจรกว่าหนึ่งร้อยคน ซึ่งกระทั่งตอนนี้เธอเองก็ยังไม่แน่ใจนักเหมือนกันว่าตนกับพวกสามารถรอดชีวิตมาได้อย่างไร
แต่แม้จะไม่ใช่สถานการณ์แบบเดียวกัน ทว่าความคอขาดบาดตายก็ดูจะไม่ต่างกันนัก เดียร์ล็อตกระโจนจากเนินสูงสี่เมตรลงไปยังรถม้าคันสีดำที่จอดตายสนิทเนื่องจากม้าลากทั้งสองตัวไม่ได้ถูกเทียมไว้อีกต่อไปอยู่ตรงริมหาดกรวดหินสีน้ำเงินเข้มกระดำกระด่าง ประตูรถม้าเปิดกว้างมีชายร่างใหญ่สองคนกำลังด้อม ๆ มอง ๆ ภายในเพื่อมองหาของมีค่าอยู่ หญิงสาวไม่รอช้า ถลันหาชายคนที่อยู่ใกล้ที่สุดพร้อมประเคนกำปั้นหนัก ๆ กระแทกคางทีเดียวส่งหมอนั่นไปโลกความฝันทันที
เจ้าคนที่สองผงะร้องโวยวาย เดียร์ล็อตวิ่งอ้อมรถม้าไปทันเห็นมันล้มก้นจ้ำเบ้าด้วยความตกใจ สายลมแรงหอบพาความเค็มและเค้าลางของพายุเข้ามาปะทะ พัดเรือนผมให้สะบัดบ้าคลั่ง แต่ก่อนที่เธอจะมีโอกาสจู่โจมไอ้หัวทรงกะลาครอบ ประกายสีเงินสายหนึ่งก็สว่างวาบที่หางตา ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองเฉียบคมอันเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักนับครั้งไม่ถ้วนทำให้หญิงสาวชักดาบตรงเอวออกมาโดยอัตโนมัติ เสียงโลหะกระทบกันดังลั่น เดียร์ล็อตก้าวถอยห่างจากตัวถังรถเพื่อหลบการโจมตีที่อาจตามมา
ชายวัยสี่สิบกลาง ๆ รูปร่างผอมแห้งกระโดดออกจากรถม้าพร้อมมีดในมือ เดียร์ล็อตย่อตัวลงแล้วถีบเท้าพุ่งใส่เจ้าหมอนั่นทั้งที่เท้ามันยังไม่แตะพื้นดีด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเนื่องด้วยการจู่โจมสายฟ้าแลบหรือแววดุร้ายกระหายเลือดบนใบหน้าเธอกันแน่ที่ทำให้ฝ่ายนั้นเกิดแตกตื่นขึ้นมาในนาทีสุดท้าย หรือไม่มันก็แค่กระจอกเอง รู้เพียงว่ามันตกใจจนทำมีดพกหล่นพื้นขณะพยายามตั้งท่าจะรับมือสาวผู้คุ้มกัน เดียร์ล็อตตวัดดาบเกือบจะตัดหัวชายผู้นั้นได้แล้วพลิกข้อมือเปลี่ยนมาใช้ส่วนแบนของใบดาบแข็ง ๆ ฟาดขมับเจ้านั่นแทน ส่งมันลงไปนอนน้ำลายยืดตามเพื่อนร่วมแก๊งไปติด ๆ
“หยุดอยู่ตรงนั้น! หรือจะให้ข้าช่วยหยุดให้เจ้า!” เดียร์ล็อตตะโกนแข่งกับเสียงลมหวีดหวิว ผิวหนังของเธอสัมผัสละอองน้ำเย็น ๆ อีกไม่นานฝนก็จะตกแล้ว “ข้า – บอก – ให้ – เจ้า – หยุด – เดี๋ยวนี้!!!”
ดาบสั้นพุ่งฉิวดั่งลูกธนูปักน่องซ้ายของไอ้อ้วนผมทรงกะลาครอบที่อาศัยจังหวะวุ่นวายระหว่างเธอกับคู่ต่อสู้ที่ไม่คาดฝันพยายามวิ่งหนีด้วยความแม่นยำราวจับวาง เลือดสด ๆ ทะลักทันทีที่เธอก้าวยาว ๆ ไปกระชากอาวุธเล่มนั้นออกอย่างไร้ปรานี
“เขาอยู่ที่ไหน!” เดียร์ล็อตตะคอกพลางเตะเจ้าอ้วนที่คลานหนีหัวซุกหัวซุนให้พลิกนอนหงายแผ่หรา ปลายดาบอาบโลหิตจ่อคอไขมันหนาพอกเป็นชั้น “เขาอยู่ที่ไหน!!!”
“ข้า- ข้าไม่รู้...” มันตอบเสียงสั่น แทบกลืนหายไปกับสายลม ท้องฟ้าคำรามอยู่ไกล ๆ ที่ไหนสักแห่ง “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดถึงใคร!!!” มันกรีดเสียงเมื่อเดียร์ล็อตทำท่าจะเสียบปลายแหลม ๆ กับคอหอย
“อพอลโล!!!” เธอคำราม “พวกเจ้าพาเขาไปไหน!!!”
“ข้าไม่รู้!!!” มันเริ่มสะอื้น กลิ่นปัสสาวะฉุนโชยมากับสายลมคล้ายมีคล้ายไม่มียามความกลัวพุ่งสูงสุดกระทั่งกลั่นตัวออกมาโดยไม่อาจควบคุมได้ “พวกข้าแค่ผ่านมาเจอรถม้าเปล่า ๆ คันนี้เท่านั้น! มัน... มันไม่มีของมีค่าอะไรด้วยซ้ำ! ดะ ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอ- อ๊าคคคคคค!!!”
เดียร์ล็อตกระทืบบาดแผลและทำกระดูกขาข้างนั้นหักสองท่อน จากนั้นเธอก็ส่งลูกเตะตามเข้าที่ศีรษะจัง ๆ หยุดเสียงกรีดร้องบาดหูของเจ้าหมูตอนในคราวเดียว
“เจ้าอยู่ที่ไหนกันแน่” เธอพึมพำ เลื่อนสายตาจากเมฆทะมึนเหนือผืนน้ำไปยังบริเวณท่าเรือไม่ไกลเท่าไหร่ มันดูเหมือนหมู่บ้านเล็ก ๆ ทั่วไปตามแถบชายทะเลกับพื้นที่ตลาดกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่พอมองออกว่าร้านแผงลอยเหล่านั้นค้าขายอะไรบ้าง ทางเดินที่ต่อยื่นเข้าไปในทะเลเชื่อมกับเรือเดินสมุทรมหึมาจำนวนหกลำซึ่งเทียบท่าอยู่
ท่าเรือบาร์บารอสซา...
“ให้ตายสิ หวังว่าเจ้าคงไม่ได้เข้าไปที่นั่นหรอกนะ” เดียร์ล็อตเช็ดใบดาบกับเสื้อของไอ้อ้วนหมดสติก่อนควงหนึ่งรอบแล้วเสียบกลับเข้าฝัก “ไม่โจรก็คนตายนั่นแหละที่จะกล้าเหยียบเข้าไปในนั้น”
1
อาร์พิน่าหรือเด็กหนุ่มหน้าหวานนามอพอลโลในยามนี้ถูกอุดปากมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนาเป็นพิเศษอันเป็นผลจากการเตะถีบไม่หยุดจนคนพวกนั้นหน้าบวมปูดกันไปหมด เหลือพื้นที่ให้เธอทำได้แต่ดิ้นกระแด่ว ๆ ไม่ต่างจากปลาหน้าโง่ถูกทิ้งไว้บนพื้นแห้ง ๆ เท่านั้น
ย้อนไปราวสิบห้าถึงยี่สิบนาทีก่อน รถม้าของเธอถูกโจมตีโดยเจ้า... คนถ่อยพวกนั้น... พวกมันปลอมตัวเป็นกลุ่มพ่อค้าเร่ตั้งแผงขายอยู่ริมหาด อันที่จริงเธอก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกันตอนที่เห็นครั้งแรก ใครกันจะบ้ามาตั้งแผงในที่โดดเดี่ยวไม่มีใครผ่านไปผ่านไปมาแบบนี้กัน โดยเฉพาะถนนที่เธอใช้นั้นก็เพิ่งจะขับลงมาจากเส้นทางเลียบผาซึ่งทั้งลมแรง เต็มไปด้วยหลุมบ่อกับหินระเกะระกะซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อรถม้า ถึงอย่างนั้นก็ยังโชคดีที่เดียร์ล็อตมีฝีมือขับรถม้าดีกว่าที่คาดจึงสามารถผ่านเส้นทางโหดหินตลอดสามวันมาได้โดยทั้งรถทั้งม้ายังอยู่ในสภาพค่อนข้างดี และที่สำคัญคือพวกเธอยังไม่ได้เอาชีวิตไปทิ้งลงเหวเช่นเดียวกับนักเดินทางใจกล้าอีกหลายราย
โอ้... เดียร์ล็อต หากตอนนั้นแค่มีหล่อนอยู่ด้วยเท่านั้น เชื่อได้เลยว่าเสียงแห่งเหตุผลของหล่อนจะต้องหยุดเธอจากความอยากรู้อยากเห็นต่อของเล่นหน้าตาแปลก ๆ บนแผงขายนั่นเป็นแน่
ทว่าทุกอย่างก็สายเกินไป อาร์พิน่าในยามนี้ทำได้เพียงนึกเสียใจที่ตนดันไล่เดียร์ล็อตไปด้วยตัวเอง ทั้งหมดก็เพียงเพราะอารมณ์เบื่อหน่ายของเธอ เบื่อหน่ายจนพาลกับทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงตอนนี้เธอเกือบจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าตนทะเลาะกับอีกฝ่ายด้วยเรื่องอะไรกันแน่ ถ้าเข้าใจไม่ผิดละก็ดูเหมือนความขัดแย้งจะเริ่มจากตนที่บ่นว่าอยากกินเนื้อย่างกับบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลไม่หยุดกระทั่งเดียร์ล็อตเกิดสติแตกขึ้นมา สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากสามวันอันโหดร้ายของการเดินทางบนเขาที่นอกจากเนื้อตากแห้งเหี่ยว ๆ น่าสมเพช พวกเธอก็ไม่ได้กินอะไรอีก ยิ่งกว่านั้นเนื่องด้วยพวกเธอใช้เวลากับบริเวณหุบเหวนานเกินไป อาหารที่พกไปด้วยจึงหมดลงก่อนเวลาอันควร ถึงขั้นที่วันสุดท้ายเดียร์ล็อตจำเป็นต้องอดอาหารเพื่อให้เธอได้กินเลยทีเดียว
หากไม่ใช่เพราะเธอไปทำร้ายเอนเกลเบิร์ก ถ้าแค่ตอนที่อยู่ในวิหารแห่งเกียรติยศ เธอยอมยกสัญลักษณ์ผ่านทางอันหนึ่งให้หมอนั่นไปอย่างว่าง่าย พวกเธอก็จะไม่ต้องถูกบีบให้เลือกใช้เส้นทางเสี่ยงตายที่ไม่มีใครหน้าไหนเลือกใช้มาเป็นเวลาหลายสิบปีแบบนี้ และก็หากเธอไม่เอาแต่โวยวายเอาแต่ใจในเวลาที่เดียร์ล็อตกำลังอดทนต่อความลำบากทั้งหมดที่เธอเป็นคนก่อขึ้น ผู้คุ้มกันของเธอก็คงไม่โกรธขนาดนั้น ถึงขั้นยอมทิ้งรถม้าไปง่าย ๆ เพียงเพราะเธอตะโกนไล่ให้หล่อนไปตายที่ไหนก็ไปเสียเป็นแน่
กระนั้น แม้จะโกรธเพียงใด เดียร์ล็อตก็ยังอุตส่าห์ขับรถลงมาจนเจอถนนเรียบ ๆ ที่มั่นใจว่าเธอจะสามารถบังคับรถไปต่อเองได้ก่อนค่อยจากไป ทั้งที่ตอนนั้นเมื่อมองจากแววตาแล้ว อาร์พิน่ายังนึกสงสัยอยู่เลยว่าฝ่ายนั้นอดทนไม่ต่อยหน้าตนได้ยังไง นี่แสดงให้เห็นน้ำใจของสาวผู้คุ้มกันว่ามีอยู่มากมายเพียงใด ผิดกับเธอ ...ยายเด็กแสบไร้เหตุผลเห็นแก่ตัว
แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้นึกเสียใจอาร์พิน่าก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีสิทธิทำเช่นนั้น และแทนที่เธอจะมัวคร่ำครวญในโชคร้ายที่จู่ ๆ ก็หล่นใส่ศีรษะตน อาร์พิน่าเลือกทุ่มความสนใจทั้งหมดกับปัญหาเร่งด่วนตรงหน้าก่อน ส่วนหนึ่งก็เพื่อเบนตัวเองจากความรู้สึกผิดซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนักไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติก่อน ทว่าหลักใหญ่ก็คือหากเธอไม่สามารถรอดไปจากตรงนี้ได้ เธอก็ไม่มีโอกาสไถ่โทษกับเดียร์ล็อตอีกต่อไป
เกวียนแบบมีประทุนของพวกมันเพิ่งหยุดลง อาร์พิน่าคะเนว่าพวกมันคงพาเธอเข้ามาในเมืองท่าใกล้ ๆ ที่มองเห็นได้จากชายหาดตรงจุดที่ถูกพวกมันจับกุม เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นเมื่อพวกโจรลงจากพาหนะของพวกมัน คนหนึ่งจากที่นั่งขับเกวียนคันที่บรรทุกเธออยู่ ส่วนอีกสามซึ่งคอยบังคับม้าวนรอบ ๆ มาตลอดทางเพื่อป้องกันเธอหลบหนีก็สั่งให้ม้าหยุดและลงเดินเท้าเช่นกัน ทั้งหมดตรงมายังส่วนประทุนมิดชิดที่โจรทั้งสี่ซ่อนตัวเธอไว้ท่ามกลางสินค้าระเกะระกะที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นข้าวของของพวกมันอย่างถูกต้องจริงหรือไม่
แสงสาดส่องเข้ามาเมื่อม่านถูกกระชากเปิดออก เสียงกระทบดังโครมครามยามพวกมันช่วยกันย้ายกล่องไม้กับข้าวของที่ใช้บดบังออก จากนั้นมือหยาบกร้านคู่หนึ่งก็คว้าคอเสื้อลากอาร์พิน่าลงจากรถ มันโยนเธอลงกับพื้นโดยไม่มีการเบามือสักนิด
อาร์พิน่าร้องอู้อี้ผ่านผ้าปิดปาก แววตาแข็งกร้าวบอกให้รู้ว่าถ้อยคำเหล่านั้นคงไม่ใช่คำอวยพรเป็นแน่
“คงนึกอยากบอกแล้วมั้งว่าแกเป็นใครมาจากไหน!” หนึ่งในโจรผู้มีนัยน์ตาซ้ายข้างเดียวเอ่ย ตาขวาของมันคาดผ้าปิดตาสีดำแบบโจรสลัดเห่ย ๆ ตามหนังเกรดบี อาร์พิน่าย่นหัวคิ้วด้วยความรังเกียจน้ำลายที่กระเซ็นมาโดนเสื้อผ้าของตน
กระนั้นเธอก็พยักหน้า
“ไม่มีประโยชน์ที่จะร้องขอความช่วยเหลือ” มันกล่าวสำทับ “ท่าเรือนี้เป็นที่ของพวกเรา”
อาร์พิน่าพยักหน้าอีก
“เอาล่ะ ข้าจะถอดผ้าปิดปากให้ อย่าคิดทำอะไรตุกติกล่ะ”
เจ้าหญิงกลอกตาราวกับได้ยินเรื่องโง่เง่าที่สุด ‘ข้าโดนพวกเจ้ามัดซะอย่างกับดาราหนังเอวีญี่ปุ่น คิดว่าสภาพแบบนี้จะให้ข้าทำอะไรได้ยะ!’
“ทีนี้ก็บอกมาว่าแกเป็นใคร พวกข้าจะได้ส่งข้อความไปถูกที่!” ชายตาเดียวตะคอก ก่อนจะลดเสียงลงเพื่อให้คำขู่ต่อมาฟังดูน่ากลัวยิ่งขึ้น “แต่ถ้ายังปากแข็งอยู่ละก็ ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับสหายเบรนแนน และสหายเบรนแนนก็ชื่นชอบความเจ็บปวดเป็นที่สุด-”
“โอ้! ให้ซูสเป็นพยานสิ! ถุย!!!” ทันทีที่หมอนั่นถึงผ้าปิดปากออกให้ อาร์พิน่าก็พ่นน้ำลายทั้งหมดที่กักเก็บไว้โดยพยายามไม่ให้ไหลลงคอให้ได้มากที่สุดใส่หน้าฝ่ายนั้นทันที “โสโครกชะมัด! พวกเจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือไงกัน!!!”
“แก...” ชายตาเดียวใช้มือปาดน้ำลายทิ้งจากใบหน้าตน เส้นเลือดขมับเต้นตุบ ๆ ชัดเจน ขณะที่เพื่อนร่วมแก๊งอีกสามคนพากันหัวเราะเยาะ มันต้องยั้งตัวเองด้วยพลังทั้งหมดเพื่อจะไม่ชักมีดออกมาเชือดคอไอ้หนุ่มลูกคุณหนูนี่เสียให้รู้แล้วรู้รอด “เชื่อเถอะว่าถ้าข้าต้องการให้แกตาย แกคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้หรอก”
“งั้นพวกเจ้ามันก็แค่โจรกระจอกเท่านั้น”
“อะไรนะ!?!”
อาร์พิน่ายังถ่มน้ำลายไม่หยุดแม้จะไม่มีอะไรออกมาแล้วก็ตาม “ถ้าพวกเจ้าเป็นมืออาชีพจริงก็คงไม่ใช้ผ้าเน่า ๆ นั่นอุดปากข้าหรอกมั้ง คิดว่าจะขาดใจตายซะแล้ว ยิ่งกว่านั้นข้างหลังเกวียนนั่นมันอะไรกัน สกปรกที่สุด เจ้าได้ทำความสะอาดบ้างหรือเปล่า อืม... ดูจากสภาพพวกเจ้าแล้วข้าคงหวังสูงเกินไปละมั้ง หากพวกเจ้าจะรู้จักคำว่าอาบน้ำซะบ้าง-”
“หุบปาก!!!” ชายตาเดียวคำรามลั่น ชักมีดด้านหลังสะโพกออกมาจ่อคอขาวผ่องของเจ้าหญิง อาร์พิน่าตาเหลือก ไม่ใช่ว่ากลัวมีดหรอกนะ(แต่ก็นิดหน่อยแหละ) ทว่าเพราะตอนนั้นมันทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงมาบนมืออีกข้างที่กดทับแถว ๆ เหนือลิ้นปี่น่ะสิ “แกมันแค่ตัวประกันที่ข้าจะเชือดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้! รู้ไว้ซะ!!! เพราะงั้นหัดหุบปากและทำตัวให้สมกับเหยื่อหน้าโง่ได้แล้ว!!! บอกมาว่าแกเป็นใคร!!!”
อาร์พิน่าทำได้แค่ทำตัวไม่ต่างจากปลาขาดน้ำ ขณะที่ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม
“บอกมาเดี๋ยวนี้!!!”
“เฮ้ย ๆ เอ็งพอก่อน ๆ ” เพื่อนสองคนของมันรีบพุ่งเข้ามารวบตัวชายตาเดียวแล้วลากมันออกห่างจากอาร์พิน่า ชายคนสุดท้ายกวาดตามองสภาพของเหยื่อลักพาตัวของพวกมันเร็ว ๆ ว่ายังไม่มีส่วนไหนเป็นอันตรายถึงชีวิต จากนั้นหันไปต่อว่าชายตาเดียวที่ขาดอีกไม่เท่าไหร่ก็คงปาดคออาร์พิน่าหรือที่พวกมันรู้จักในนามอพอลโลเสียแล้ว “ใจเย็น ๆ จะทำอะไรก็คิดให้ดีก่อนนะเว้ย!”
“ข้าก็ใจเย็นแล้วนี่ไง เย็นอย่างกะน้ำแข็ง!” ชายตาเดียวยังไม่เลิกดิ้นรนให้หลุดจากการถูกยึดแขนสองข้าง
“น้ำแข็งบ้านเตี่ยบิดาฟาร์เธอร์เอ็งสิ ข้าว่าเจ้ามันลาวาชัด ๆ เลยต่างหาก!” เจ้าคนที่ยึดแขนขวาเอ่ยพลางยื้อแย่งมีดจากมือ
“ไม่รู้ก็อย่าพูด!” ชายตาเดียวตะคอก ก่อนลดเสียงลงเมื่อหันกลับไปพูดกับชายสวมเสื้อลายขวางสีน้ำเงินกับขาวเต็มไปด้วยคราบเหลือง ๆ สกปรก “ฟังนะ ข้าดูออกว่าไอ้ผู้ดีตีนแดงนั่นมันเป็นยังไง คนที่กวนส้นตีนแบบนั้นจำเป็นต้องกระทืบไม่ก็ขู่หนัก ๆ สักหน่อยถึงจะยอมเปิดปาก”
“ไม่ ยังเร็วไปที่จะกระทืบ” อีกฝ่ายว่า “และที่เจ้าทำก็ไม่ใช่ขู่ด้วย หมาบ้าอย่างเอ็งมีแต่จะฆ่าอย่างเดียว”
“เจ้ามองไม่ออกหรือว่ามันโกหก! มันไม่ได้ชื่ออพอลโล!”
“เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้วละน่า! ข้าไม่ได้โง่สักหน่อย” ชายร่างกำยำเสื้อลายขวางถ่มน้ำลายลงพื้นข้าง ๆ รองเท้าบู๊ทหนังเก่าขาดของมัน “มันชะงักนิดหน่อยตอนถูกถามชื่อ คนเราจะไม่ชะงักกับเรื่องแบบนี้ถ้าตั้งใจจะบอกชื่อจริง ๆ ออกมา ที่สำคัญ ไม่มีไอ้พวกผู้ดีคนไหนจะประกาศแค่ชื่ออย่างเดียวหรอกในขณะที่พวกมันสามารถอวดเบ่งชื่อตระกูลได้ ถึงงั้นนี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่แกจะปาดคอหรือกระทืบมันตายตรงนี้ เจ้าอยากรีดความลับของมัน ได้ เรามีสหายเบรนแนนอยู่ จะถอดเล็บ ตัดนิ้วหรือถลกหนังทีละตารางนิ้วก็ได้ทั้งนั้น แต่ขออย่างเดียวเท่านั้น แค่พามันขึ้นไปบนเรือให้ได้ก่อน ตราบที่พวกเราไม่ได้อยู่บนเรือ ขอให้เจ้างดความรุนแรงทั้งหมดไว้ก่อน เข้าใจไหม”
หลังจากจ้องหน้ากันเขม็งอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดชายตาเดียวก็ตอบรับแบบฮึดฮัด “เออ! ตามที่เอ็งว่านั่นแหละ!”
“ดีมาก”
“ตกลงมันโกหกพวกเรางั้นหรือ” ชายหน้าตาทึ่มทื่อที่คอยยึดแขนซ้ายของชายตาเดียวมาจนถึงเมื่อครู่ถามขึ้นงง ๆ
“ใช่ เจ้าโง่ มันโกหกพวกเราแต่แรกแล้ว” ชายทางขวามือพยักหน้าหงึกหงัก “ที่เราต้องทำก็คือพามันขึ้นเรือไปแนะนำให้รู้จักกับสหายเบรนแนน จากนั้นเราก็จะได้ส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ไปยังครอบครัวของมันไงล่ะ”
“แล้วพวกเราก็จะรวยกันอีกใช่ไหม!” ชายที่ถูกเรียกว่า ‘เจ้าโง่’ ปรบมืออย่างตื่นเต้น
“ข้าสงสัยจังว่านอกจากชื่อแล้วมันยังมีความลับอะไรอีก” ชายสวมเสื้อลายขวางลูบคางสาก ๆ ตอหนวดเคราระเกะระกะ คิดยังไงก็แปลก มันค่อนข้างติดใจเรื่องที่เด็กหนุ่มผอมแห้งท่าทางอ่อนแอแบบนี้เดินทางเพียงคนเดียวด้วยรถม้าคันใหญ่ซึ่งแม้จะไม่หรูหราทว่าก็ยังเปล่งออร่า ‘ปล้นข้าสิ ๆ ’ ออกมาชัดเจน ทั้งที่เป็นอย่างนั้น ภายในรถม้ากลับไม่มีของล้ำค่าสักชิ้น อันที่จริงกระทั่งข้าวของเครื่องใช้ทั่ว ๆ ไปก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ
ยิ่งกว่านั้นยังใช้เส้นทางเสี่ยงอันตรายที่ใครต่อใครต่างรู้ดีว่าจะมีเฉพาะผู้มีความจำเป็นยิ่งยวดเท่านั้นถึงจะยอมเอาคอพาดเขียงเดิมพันชีวิตตัวเองเช่นนี้อีก หากเป็นปกติให้ตีความก็คงเป็นการขนส่งของล้ำค่าไม่ก็พวกผู้ดีหรือเศรษฐีที่หนีตายจากศัตรู ซึ่งไม่ว่าทางไหนพวกมันก็เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้เองมันจึงจำเป็นต้องรีบพาตัวอพอลโลออกจากที่นั่นให้เร็วที่สุดโดยยังไม่มีการไถ่ถามเรื่องสำคัญ ๆ สักเท่าไหร่ ทันทีที่เรือออกจากท่า มันก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครตามมาชุบมือเปิบได้อีก มันและพวกจะค่อย ๆ ใช้เวลารีดทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการรู้จากร่างเล็ก ๆ นั่น มันไม่เชื่อหรอกว่าภายใต้ฝีมือของเบรนแนน อพอลโลจะทนปิดปากเงียบรักษาท่าทีกวนประสาทไว้ได้ จากนั้นขอแค่ส่งนิ้วสักนิ้วกลับไปให้ครอบครัว ไม่ว่าจะเรียกร้องเท่าไหร่ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น หรือแม้เจ้าเด็กนี่จะไม่มีความสำคัญอะไรเลย อย่างน้อยขายเป็นทาสก็ยังได้มูลค่ามากโขอยู่ โดยเฉพาะซ่องเด็กผู้ชายหน้าตาดีคงตื่นเต้นเมื่อได้เห็นสินค้าชิ้นนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
“ความลับ... งั้นหรือ” ชายตาเดียวพึมพำ พอมันเริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้ บางสิ่งที่บังเอิญได้รับรู้ก่อนหน้านี้ก็ค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น มันก้มมองมือของตน ...ข้างที่ยันกับแผ่นอกเด็กหนุ่มตอนที่มันขู่จะเชือดคออีกฝ่ายก่อนหน้านี้
ความรู้สึกแบบนั้นมัน...
“ผู้หญิง!!!” จู่ ๆ มันก็ร้องออกมา “ไอ้สารเลวนั่นเป็นผู้หญิง!?!”
ชายสวมเสื้อลายขวางซึ่งพิจารณาทีท่าของเพื่อนร่วมแก๊งอยู่แล้วรู้สึกราวกับตนเพิ่งจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งยังไงยังงั้น หากเจ้านั่นเป็นผู้หญิงจริง ๆ ล่ะก็ แน่นอนว่ามูลค่าต้องเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะ ‘ใช้งาน’ นังนี่อย่างไรบ้างบนเรือ
ลูกคุณหนูเนื้ออ่อน ๆ แบบนี้... แค่คิดก็ร้อนรุ่มไปทั้งตัวแล้ว...