ฝ่าโลกสัตว์ประหลาดกับยัยปีศาจกลายพันธุ์ เล่ม 1

ตอนที่ 1: ตอนที่ 1: ผู้รอดชีวิต

👁️ 2 อ่าน
22px

ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เท่าที่รู้ก็คือในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีคริสตศักราช 2047 เวลา 3 ทุ่ม 27 นาที พิธีกรสาวจากช่องโทรทัศน์ ZBC ถูกชายไร้บ้านคนหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีออกหน้ากล้องรายการสด โดยกว่าทีมงานถ่ายทำนอกสถานที่จะได้สติและเข้าไปช่วยได้ ชายผู้นั้นก็กินหน้าเธอไปครึ่งหนึ่งเรียบร้อย ในตอนนั้นพวกเขาต่างพบว่าเธอขาดใจตายไปแล้ว หรือเข้าใจเช่นนั้นจนกระทั่งเกือบนาทีถัดมา พิธีกรสาวผู้ไม่เหลือชีพจรอีกต่อไปก็กลับลุกขึ้นอีกครั้ง แล้วกัดคอตากล้องหมายเลขสอง

จากนั้นไวรัสที่รู้จักกันว่าทำให้ศพกลับมีชีวิตพร้อมความหิวกระหายเลือดเนื้อก็แพร่กระจายไปทั่วโลกและกวาดล้างมนุษยชาติกับสิ่งมีชีวิตกว่า 99% บนผืนดินในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ

บ้างเชื่อว่าเชื้อนี้ถูกพัฒนาด้วยเงื้อมมือมนุษย์แล้วหลุดจากห้องแลป บ้างก็มองว่ามันไม่ได้หลุดออกสู่โลกภายนอกโดยบังเอิญทว่าเป็นความตั้งใจที่จะโจมตีประเทศอื่น ๆ ของพรรคลัทธิกระหายอำนาจชั่วช้า บ้างก็คิดว่าเป็นไวรัสต่างดาวที่ติดกลับมาจากการสำรวจดาวพฤหัส แต่ไม่ว่าสาเหตุแท้จริงจะเป็นอย่างไร

โลกทั้งใบก็เสียหายไม่อาจหวนกลับคืนได้อีกแล้ว

1

คลาร่าไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากต้องเสี่ยงตายเข้าไปยังไฮเปอร์มาร์ทซึ่งตั้งห่างจากที่หลบภัยราวหนึ่งกิโลเมตรเพื่อหาเสบียง ที่จริงแล้วหากโลกยังคงเป็นปกติ ด้วยระยะห่างเท่านี้คงดึงดูดให้เธอไปที่นั่นเกือบทุกวัน ทว่าในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปเช่นนี้ การสุ่มสี่สุ่มห้าบุกเข้าพื้นที่อย่างห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือพื้นที่ปิดขนาดใหญ่ที่ใดก็ตามนั้นอาจแปลความหมายได้อย่างเดียวว่าการตายอย่างทุกข์ทรมาน

เหตุผลหลักได้แก่สถานการณ์เสบียงอาหารที่ย่ำแย่ แม้การลดลงฮวบฮาบลงของจำนวนผู้รอดชีวิตจะหมายถึงการแก่งแย่งอาหารที่น้อยกว่าเดิม ถึงอย่างนั้นตลอดหกเดือนของการตั้งรกรากบริเวณนี้พวกเธอก็สำรวจบ้านทุกหลังในรัศมีกว่าห้ากิโลเมตรจนหมดแล้ว ที่ยังไม่ได้ลองทำก็คือรื้อบ้านทิ้งทั้งหมดโดยหวังว่าจะมีเครื่องกระป๋องซ่อนตามพื้นกับกำแพงนั่นแหละ ซึ่งนั่นก็ดูเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย ขณะที่ตัวเลือกอย่างการย้ายสถานที่หลบภัย แน่นอนว่าคลาร่ากับพวกก็ตั้งใจไว้อย่างนั้น เพียงแต่การย้ายที่ตั้งค่ายโดยไม่มีเสบียงติดตัวก็แทบไม่ต่างจากการปิดตาออกไปเดินข้างนอก โดยเธอไม่มีทางรู้เลยว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนจึงจะเจอสถานที่ปลอดภัยสำหรับอาศัยระยะยาว(เกิน 1 เดือน) และกรณีที่ร่างกายอ่อนล้าเพราะขาดอาหารก็อาจนำไปสู่การตายสยดสยองได้หากต้องเผชิญหน้ากับฝูงซอมบี้หรือผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์เข้าโดยบังเอิญ

คลาร่ากับพรรคพวกอีกสามคนออกเดินทางจากที่หลบภัยยามแดดช่วงสายเริ่มแรงขึ้น เหตุผลหลักคือเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีเหล่าไนท์วอร์คเพ่นพ่านอยู่ข้างนอกแล้วแน่ ๆ ไนท์วอร์คจัดเป็นผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ประเภทหนึ่ง พวกมันแพ้แสงยูวีอย่างรุนแรงแต่ก็แลกมาด้วยความร้ายกาจอันดับต้น ๆ ในบรรดาผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ที่ออกหากินตอนกลางคืน แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งไปสนใจเจ้าตัวสารเลวนี่เลย

คลาร่าเกือบลืมแล้วว่าบ้านเรือนสมัยที่มนุษย์ยังคงใช้ชีวิตปกติสุขนั้นเป็นอย่างไร เธอค่อย ๆ ปีนลอดผ่านหน้าต่างบ้านเดี่ยวขนาดสองชั้นซึ่งชั้นบนเหลือไม่ถึงหนึ่งในสามออกมายังสวนแออัดด้วยต้นไม้ที่แข่งกันเติบโตอย่างบ้าคลั่ง มือกระชับท่อเหล็กยาวฟุตครึ่งราวกับต้องการให้แน่ใจว่ามันยังอยู่ดี อาวุธระยะประชิดมันก็มีประโยชน์อยู่บ้างแค่เวลาบังเอิญไปเจอผู้ติดเชื้อทั่วไปหรือที่เรียกว่าซอมบี้แค่ตัวสองตัว กระนั้นก็ยังดีกว่าเดินตัวเปล่าแล้วกัน

ที่นี่เคยเป็นโซนหมู่บ้านจัดสรรมาก่อนสังเกตจากบ้านสองชั้นจำนวนมากเรียงรายประหนึ่งเขาวงกตห่วยแตก และมันก็เคยเป็นจุดปะทะระหว่างทหารกับฝูงผู้ติดเชื้อมาก่อนสังเกตจากบ้านแต่ละหลังที่แหว่งวิ่นอย่างกับฉากประกอบในหนังสงครามยังไงยังงั้น พื้นถนนเป็นหลุมบ่อ บางส่วนทะลุลงถึงทางระบายน้ำด้านล่างเลยทีเดียว และต้นไม้ใบหญ้าที่ขยายพันธุ์เสียเต็มพื้นที่ก็เพิ่มความอันตรายให้กับดักเหล่านี้ ไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรซ่อนอยู่ในใต้ดินมืด ๆ นั่นบ้าง คำว่าก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวก็มีความหมายเท่ากับการจบชีวิตนั่นเอง

จากหมู่บ้านจัดสรรที่พังทลายก็มาถึงถนนสายหลักตัดตรงเข้าสู่เมืองร้าง อาคารสูงมีให้เห็นบ้างตามประสาชานเมือง แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นเพียงซากความเสียหาย กระจกแตกร้าวเปรอะคราบเลือดแห้งกรัง อาคารขนาดห้าถึงหกชั้นหลังหนึ่งมีการปิดกั้นทางเข้าออกด้วยโต๊ะ เก้าอี้กับเฟอร์นิเจอร์น้ำหนักมาก แต่ความพยายามเอาตัวรอดนั้นก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ด้วยช่องขนาดใหญ่เกิดจากแรงปะทะมหาศาลบนผนังไม่ไกลกันเท่าไหร่ ช่องที่มีความสูงถึงสี่เมตรทำให้คลาร่าพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

เมืองร้างในช่วงสายเงียบสงัดเช่นที่ควรเป็น หญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นนกตัวสุดท้ายเมื่อไหร่ ในช่วงต้นของการระบาด นกส่วนใหญ่กลายเป็นพาหะเชื้อไวรัสซอมบี้และถูกกำจัดทิ้ง ส่วนที่เหลือรอดก็กลายพันธุ์ไปเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า จากนั้นในวันหนึ่งจู่ ๆ พวกมันก็พากันหายตัวไปจนหมดสิ้น หลงเหลือเพียงความทรงจำของเสียงหวีดแหลมราวกับเสียงกรีดร้องที่ดังแหวกอากาศมาจากสรวงสวรรค์ที่ไม่มีอยู่จริงเอาไว้

แม้จะเป็นระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่ทว่าพวกเธอก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงทีเดียวเนื่องด้วยต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว ทุกวันนี้กระทั่งซอมบี้ก็ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่านข้างนอกแล้วเช่นกัน พวกมันมีการปรับตัวเมื่อต้องเผชิญกับผู้ล่าที่เลวร้ายยิ่งกว่า แน่นอนว่าผู้ที่ตกไปอยู่ชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหารก็หนีไม่พ้นมนุษย์จำนวนน้อยนิดนั่นเอง

คลาร่าเพิ่งชักศีรษะกลับจากขอบดาดฟ้าร้านขายเครื่องเสียงซึ่งอยู่บนถนนฝั่งตรงข้ามกับอาคารขนาดใหญ่กลางลานจอดกว้างขวางมีรถผุพังถูกทิ้งขว้างอยู่ทั่ว เธอพบกับใบหน้าคนสามคนกำลังจ้องมองอย่างรอคอย

“เป็นไงบ้าง” จอห์น แบล็กหรือบิ๊กเจถาม เขาเป็นชายวัยหกสิบตอนปลายพุงพลุ้ยไว้เครารุงรังเหมือนพวกฮิปปี้และชอบแต่งกายด้วยเสื้อหนังแบบสิงห์นักบิด อาวุธคู่กายของเขาคือไม้หน้าสามฝังตะปูที่มีอานุภาพน่าเวทนาพอ ๆ กับท่อเหล็กของคลาร่านั่นแหละ

“ซอมบี้สองตัวใกล้กับประตูหน้า ที่เหลืออีก 18 ตัวกระจายอยู่ตามแถวซากรถในลานจอด ส่วนใหญ่อยู่ทางสองนาฬิกา” หญิงสาวทำมือประกอบ

“เหมือนจะง่ายกว่าที่คิดนะ” บิ๊กเจเอ่ย

ลูกตบร่อนบนศีรษะโพกผ้าลายกระดูกนกอินทรีแทบจะทันที “ง่ายกับผีสิยะ!” ลูซินด้าแหว หญิงกลางคนรูปร่างผอม แม้จะอายุอานามเพียงผ่าน 50 มาได้ไม่นาน กระนั้นผมตัดสั้นเกือบติดหนังหัวก็เปลี่ยนเป็นขาวแล้วทั้งศีรษะ หล่อนมีใบหน้าตอบ ชอบสวมเสื้อผ้าโปร่งพลิ้ว ๆ ให้อารมณ์ประมาณหญิงยิปซีซึ่งเข้ากับสามีของตนเป็นอย่างดี ใช่แล้ว ลูซินด้าเป็นภรรยาของบิ๊กเจนั่นเอง ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมาจนจะครบ 22 ปีในอีกไม่ช้า “ครั้งก่อนคุณเอ็งก็พูดแบบนี้ แล้วเป็นยังไงดูสิ ตอนนั้นฉันคิดว่าต้องทิ้งชีวิตซะแล้ว”

“ฉันไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นหรอกยอดรัก” บิ๊กเจยิ้มกว้างส่งตาหวานให้ลูซินด้า

“คุณก็ดีแต่พูดนั่นแหละ” ลูซินด้าถลึงตาตอบ ทว่าน้ำเสียงอ่อนลงอย่างชัดเจน “ฟังนะ ห้างสรรพสินค้าไม่ใช่สถานที่เล่น ๆ ...จะแค่เอามาล้อเล่นก็ไม่ได้” หล่อนว่าต่อตอนที่สามีอ้าปากจะแย้ง “มันเป็นที่ที่แม้แต่ซอมบี้ก็ไม่กล้าเข้าไปด้วยซ้ำ ส่วนคนที่เข้าไปก็แทบไม่มีใครรอดชีวิตออกมา คุณก็รู้”

แทบไม่มีก็หมายความว่ายังมีอยู่” คลาร่าพูดบ้าง เธอรู้ดีว่านี่เป็นภารกิจเสี่ยงตายที่สุดที่กลุ่มเธอพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดกระทั่งไม่มีทางเลือกอื่นอีกต่อไป “พวกเราจะลอบเข้าทางประตูร้านเบอร์เกอร์แท็งค์ ...อย่างเงียบเชียบเท่าที่จะทำได้

“เดี๋ยว เธอนับผิดนะ ไม่ใช่ 20 แต่เป็น 21 ต่างหาก” คราวนี้เป็นชายวัย 34 นามเกล เกลเลียน ซึ่งคลาร่ามั่นใจว่าจนบัดนี้หมอนี่ก็ยังไม่ยอมบอกชื่อจริงให้พวกเธอรู้อยู่ดี(ทว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าสมัยเจอกันครั้งแรกที่ตอนนั้นเขาพยายามให้ทุกคนเรียกตนว่าบิลลี่บารอน)

เกลเป็นชายมาดแมนประเภทที่มักทำให้ผู้คนตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น เขาเป็นหนุ่มกะล่อนมากเสน่ห์สำหรับสาวน้อยสาวใหญ่ เป็นพี่ชายไม่ก็คุณอาเท่ ๆ ผู้มักแวะมาเยี่ยมครอบครัวทุกช่วงเทศกาลหยุดยาว และสำหรับคู่สามีภรรยาบิ๊กเจกับลูซินด้าแล้วนั้น คลาร่าคิดว่าทั้งคู่เห็นเขาเหมือนลูกชายที่ไม่เคยมีอยู่อะไรทำนองนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่พวกเขาพยายามโฆษณาสรรพคุณของเกลให้เธอฟังทุกครั้งที่มีโอกาส

ใช่ว่าเธอไม่เคยคิดเรื่องทำนองนั้นหรอกนะ แต่เพราะมีเรื่องจำเป็นต้องใส่ใจมากเกินไป เธอจึงไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างจริงจังเลยสักครั้งต่างหาก

“ไหน” คลาร่าชะโงกส่องกล้องทางไกลยังตึกอีกฟากถนนอีกครั้ง

เกลชี้มือไปยังจุดที่เธอพลาดในทีแรก คลาร่าหรี่ตามองหาครู่หนึ่งก็พบกับร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงวัยเจ็ดถึงแปดขวบผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่หลังรถเข็นที่เสียบต่อกันเป็นแถวยาว “มองที่แถวรถเข็น” ชายวัยขึ้นเลขสามว่า

“รู้สึกไหมว่าเดี๋ยวนี้ซอมบี้เหมือนจะต่างไปจากเดิมนะ” คลาร่าถาม เกลยักไหล่ ไม่เห็นด้วยหรือปฏิเสธชัดเจน

ตอนที่ทั้งหมดคิดว่าคงไม่มีทางพร้อมได้มากกว่านี้อีกแล้ว คลาร่าผู้ทำหน้าที่เสมือนผู้นำกลุ่มกลาย ๆ ก็พาอีกสามชีวิตลอบผ่านช่องแตกบนกระจกหน้าต่างร้านข้ามถนนเข้าสู่พื้นที่ลานจอดรถ พวกเธอกดตัวต่ำลัดเลาะตามซากรถอย่างเงียบเชียบ

คลาร่าคอยส่งสัญญาณมือบอกคนที่ตามมา ระบบสัญญาณมือนี้เธอเรียนรู้จากลุงเบนนี่ผู้เป็นสมาชิกดั้งเดิมของกลุ่มผู้รอดชีวิตเล็ก ๆ ของเธอตอนนี้ ลุงเบนนี่มักเล่าเสมอว่าสมัยหนุ่มตนเคยออกรบหลายครั้ง ที่จริงคลาร่าค่อนข้างมั่นใจว่าในบรรดาคนทั้งกลุ่มถ้าจะมีใครรอดจนถึงที่สุดได้ก็น่าจะเป็นเขานี่แหละ กระนั้นมันก็เป็นเพียงความเชื่อมั่นของเด็กไม่ประสีประสาเท่านั้น เมื่อวันหนึ่งกลุ่มของเธอต้องสูญเสียลุงเบนนี่ไปตลอดกาลระหว่างการตีฝ่าฝูงซอมบี้ โดยลุงเบนนี่ยอมสละชีวิตลงไปเปิดประตูรั้วเพื่อให้พวกเธอสามารถขับรถหนีออกมาได้

ช่วงแรกผ่านไปอย่างราบรื่น พวกเธอตัดข้ามลานจอดรถมาได้ครึ่งทางตอนที่จู่ ๆ ก็โผล่พรวดออกไปเจอซอมบี้ตัวหนึ่งยืนอยู่อีกฟากของกระโปรงหน้ารถ

ถอย! ถอยก่อน!!! คลาร่าโบกมืออย่างบ้าคลั่ง รีบร้อนก้าวถอยหลังและเกือบสะดุดขาเกล ยังดีที่ปฏิกิริยาตอบสนองของบิ๊กเจรวดเร็วพอช่วยพยุงและดึงคนทั้งสองกลับมาหลบด้านข้างประตูรถทันเวลาที่ซอมบี้หญิงชราไร้แขนขวาหันมาพอดี

ทั้งกลุ่มกลั้นใจไม่ขยับเขยื้อน รอคอยให้ซอมบี้ตัวนั้นเลิกสงสัยไปเอง

คลาร่าเงี่ยหูฟังเสียงขู่ต่ำแผ่วเบาที่คิดมาตลอดว่าเป็นเสียงหายใจของซอมบี้ รู้สึกเนิ่นนานราวเฝ้าใจจดใจจ่อเป็นชั่วโมง ๆ กระทั่งเสียงลากเท้าเริ่มขยับห่างออกไปด้วยจังหวะเชื่องช้า หญิงสาวจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมา

“คิดว่าน่าจะไม่เป็นอะไรแล้ว” เธอหันไปพูดกับคนอื่น ๆ

วินาทีนั้นเองนัยน์ตาเธอพลันเบิกกว้างยามพบว่าด้านหลังลูซินด้าที่ติดตามเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มมีซอมบี้ผอมแห้งยืนถลึงตาอยู่ตัวหนึ่ง!

ไม่ทันที่คลาร่าจะได้ทำอะไร เสียงหวีดแหลมดังทั่วบริเวณกว้าง หญิงสาวตกใจสุดขีด กระโจนใช้ท่อเหล็กฟาดศีรษะซอมบี้ตัวนั้นทีเดียวกะโหลกยุบลงไปกองแน่นิ่ง ถึงอย่างนั้นก็สายไปเสียแล้ว

ซอมบี้ที่เหลือทั้งหมดต่างพร้อมใจกันพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเธออยู่ตอนนี้ทันที

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!