หญิงสาวคนหนึ่งกำลังชกกระสอบทรายเอาเป็นเอาตาย เป็นเวลาเกือบชั่วโมงแล้วที่เธอซ้อมอย่างบ้าคลั่งและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หากโลกนี้ยังไม่พังทลาย เวลานี้หญิงสาวก็คงเข้ามหาลัยสักแห่ง กำลังสนุกสนานกับประสบการณ์ช่วงวัย 19 ปีของตน ผมสีส้มแดงยาวเลยบ่ารวบหางม้าแกว่งไกวตามจังหวะออกหมัดสลับลูกเตะ ผิวของเธอค่อนข้างซีดเนื่องจากไม่ค่อยได้เจอแดดจัง ๆ เป็นเวลานาน นัยน์ตาสีเขียวแข็งกร้าวบ่งบอกนิสัยเฉียบขาด ดวงหน้าคมที่ควรสวยน่ารักอย่างเด็กสาววัยรุ่นทั่วไปกลับให้ความรู้สึกดุดันจากรอยแผลเป็นสองรอยพาดผ่านใบหน้าตั้งแต่หน้าผากด้านขวาลงมาถึงแก้มซ้าย โดยหนึ่งนั้นเฉียดใกล้กับดวงตาอย่างน่าหวาดเสียว
หญิงสาวมีรูปร่างสันทัดไม่มีไขมันส่วนเกินให้เห็นเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในยุคสมัยที่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตทุกครั้งเพื่อหาอาหารสักมื้อ ทว่าแม้จะเป็นสถานการณ์ที่สามารถอยู่ดีกินดีได้ เธอก็ไม่เคยละเว้นจากวินัยที่ยึดถือเลยสักครั้ง หญิงสาวเชื่อว่าปริมาณอาหารมากเกินไปอาจส่งผลต่อความคล่องแคล่วในการเอาตัวรอดข้างนอกนั่น กระนั้นเธอก็ไม่เคยบังคับคนอื่นในทีมให้ทำตามความคิดของตน
“แกยังไม่หยุดอีกหรือ” บิ๊กเจเพิ่งปีนเข้ามาทางหน้าต่างห้อง 202 เอ่ยถามลูซินด้าที่นั่งเช็ดจานอย่างเหม่อลอย ขาซ้ายยืดตรงด้วยเฝือกพันแน่นหนา
ภายในห้องแฟลตคับแคบอัดแน่นด้วยข้าวของที่โลกก่อนหน้าคงเรียกว่าขยะได้เต็มปาก เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดถูกประกอบขึ้นใหม่จากชิ้นส่วนต่าง ๆ พันด้วยเทปกาวกับลวด โชคดีที่บิ๊กเจมีความเชี่ยวชาญด้านการช่างที่ค่อนข้างกว้างขวาง เพราะงั้นพวกเขาจึงมีกระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาเซลล์ในวันแดดจัดสลับกับเครื่องปั่นไฟ พูดได้ว่าในบรรดาผู้รอดชีวิตทั้งหมดที่เคยเจอมา ก็มีแก๊งพวกเขานี่แหละที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น เตาไฟฟ้า ระบบไฟในอาคารและเครื่องกรองน้ำด้วยรังสียูวีใช้งาน
ลูซินด้ามีหน้าที่ตรวจสอบและวางแผนการบริโภคทรัพยากรในครอบครอง หล่อนเปรียบเสมือนผู้จัดการการใช้ชีวิตของทุกคนในกลุ่ม นอกจากนี้หล่อนยังถนัดเรื่องการจับนั่นจับนี่มาผสมผสานกันและเปลี่ยนอาหารกระป๋องแสนเซ็งให้เป็นอาหารหน้าตาแพงได้อย่างน่าทึ่ง
“ใช่ นี่ก็เป็นชั่วโมงแล้ว” ลูซินด้าตอบ น้ำเสียงกังวล “แกไม่เคยซ้อมหนักขนาดนี้เลยตั้งแต่...”
“ตั้งแต่เราเสียเบนนี่ไป” บิ๊กเจต่อประโยคที่ภรรยาตนไม่อาจพูดจนจบ
“ไม่สิ นี่ไม่ใช่การฝึกซ้อมแล้ว มันเป็นการทรมานตัวเองชัด ๆ ” ลูซินด้าส่ายหน้า “คุณช่วยไปพูดกับแกหน่อยได้ไหม”
“แล้วจะให้ฉันพูดอะไรล่ะ” ชายเคราหนายักไหล่ท่าทางจนปัญญา “ถ้าเป็นเรื่องซ่อมแซมข้าวของหรือให้ไปตีหัวใครละก็พอได้อยู่ แต่พูดคุยเนี่ยนะ”
“คุณทำได้น่า” ลูซินด้าวางจานในมือลงบนตะกร้าข้างอ่างล้างจาน พวกเขาไม่ได้ล้างจานด้วยน้ำประปามาหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีเช็ดด้วยผ้าชุบแอลกอฮอล์ก่อนนำไปตากแดด ถึงอย่างนั้นในบางครั้งลูซินด้าก็มักหยิบจานมาเช็ด ๆ ถู ๆ บ้างทั้งที่ไม่ได้สกปรกเป็นพิเศษ หล่อนไม่เคยพูดถึงสาเหตุของการกระทำนี้ แต่บิ๊กเจก็เข้าใจว่านี่อาจเป็นวิธีที่หล่อนใช้ปลอบใจตัวเองว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยดี
“แล้วไหงเธอไม่ขึ้นไปห้ามแกล่ะ”
“ไม่คิดว่าฉันคุยกับแกไปแล้วหรือไง” ลูซินด้าตีแขนบิ๊กเจดังเผียะไปหนึ่งที “เพราะแกไม่ฟังฉันเลย ฉันถึงอยากให้คุณลองดูบ้าง”
“คิดว่าแกจะฟังฉันหรือ”
“ก็อาจจะ เพราะอย่างน้อยคุณก็ใกล้เคียงเบนนี่มากกว่าฉัน”
“ฉันแทบไม่มีอะไรเหมือนหมอนั่นเลยนะ” บิ๊กเจรีบพูด “หมอนั่นน่ะเป็นผู้นำโคตร ๆ ไหนจะเจ้าแผนการ แล้วยังมี-”
“ฉันไม่ได้พูดถึงเรื่องพวกนั้นสักหน่อย คุณสมบัติพวกนั้นดูจะเกลียดคุณจนหนีไปอยู่กับแกหมดแล้วล่ะ” ลูซินด้าบุ้ยใบ้ไปทางเพดานซึ่งเสียงเตะต่อยกระสอบทรายยังคงดังตึง ๆ ลงมาให้ได้ยิน จากนั้นหล่อนก็ตบแผงอกเหี่ยว ๆ ของสามีตน “ฉันพูดถึงพ่อต่างหาก”
“โอ้ อ๋อ โอเค” บิ๊กเจเกาศีรษะ ก่อนพยักหน้าอย่างว่าง่าย “เข้าใจละ”
ชายวัยหกสิบปลายผู้แต่งกายแบบสิงห์นักบิดปีนหน้าต่างบานกลับออกไปยังระเบียงทางเดิน แฟลตเอ็ดแอนด์ชอว์นตั้งอยู่บริเวณชานเมือง แม้ชั้นล่างจะถูกทำลายเหลือเพียงซากกลวงโบ๋ กระนั้นในชั้นที่สองกับสามกลับมีสภาพเหมือนไม่เคยถูกบุกรุกโดยฝูงผู้ติดเชื้อใด ๆ มาก่อน(เมื่อทำความสะอาดแล้วนะ) ซึ่งผิดกับอาคารใกล้เคียงอื่น ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์บุกโจมตีหลายปีก่อน
พวกเขายึดแฟลตเอ็ดแอนด์ชอว์นเป็นที่หลบภัยมาได้หกเดือนแล้ว พูดได้ว่านี่อาจเป็นสิ่งดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับพวกเขา หลังจากต้องร่อนเร่พเนจรอยู่มากกว่าครึ่งปีและสูญเสียสมาชิกกลุ่มดั้งเดิมไปเกือบทั้งหมด แต่แล้ววันหนึ่งปาฏิหาริย์ก็เกิดแก่ผู้รอดชีวิตทั้งสี่ที่กำลังสิ้นหวังถึงขีดสุด ตอนที่เกลหนีตายมาเจออาคารสามชั้นซ่อนตัวอยู่ในซอยลึกลับแห่งนี้พอดี
สาเหตุที่ทำให้แฟลตเอ็ดแอนด์ชอว์นเหมาะสำหรับใช้เป็นที่หลบภัยมากกว่าอาคารอื่นในรัศมีอย่างต่ำห้ากิโลเมตรก็จากทำเลที่ตั้งซึ่งยากต่อการเข้าถึงจากผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่น ด้านหนึ่งคือทางด่วนที่พังลงมาเป็นกำแพงบังสายตา ขณะที่ทางเข้าออกเดียวเป็นซอยค่อนข้างวกวนก็ถูกปิดกั้นด้วยซากรถถังกับเนินคอนกรีตซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคอนโดมาก่อน และแม้จะโชคดีพบกับช่องลับใต้เนินจนมุดผ่านเข้ามาได้ ตัวแฟลตยังถูกซ่อนด้านหลังอาคารชุดที่ถูกฝูงพืชกลายพันธุ์ยึดครองจนดูเหมือนยักษ์สูงสิบห้าเมตรถูกสาปเป็นต้นไทรหงิกงอ(ใช่ ที่กลายพันธุ์ไม่ได้มีแค่มนุษย์กับสัตว์เท่านั้นหรอกนะ) กิ่งก้านมหึมาของมันสามารถบดบังได้กระทั่งสายตานกเหยี่ยวด้วยซ้ำ
ข้อดีอีกอย่างของแฟลตเอ็ดแอนด์ชอว์นได้แก่ทางขึ้นลงชั้นสองซึ่งตัดขาดพื้นดินอย่างสิ้นเชิง นั่นหมายความว่าซอมบี้ทั่วไปไม่สามารถแอบเข้ามาซุ่มตลบหลังเวลาทุกคนออกไปข้างนอกได้ เพียงแต่พวกเขาต้องทนไม่สะดวกนิดหน่อย อย่างเวลาจะขึ้นทีหนึ่งก็ต้องใช้ตะขอเกี่ยวบันไดหนีไฟลงมา และเมื่อใช้เรียบร้อยแล้วก็ต้องเก็บบันไดทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย
ห้องของคลาร่าอยู่บนชั้นสาม ห้อง 307 ชายสูงวัยดึงตัวเองขึ้นจากบันไดขั้นสุดท้ายมาบนระเบียงทางเดินชั้นสามที่เรียงรายด้วยกระถางดอกไม้กับผักสวนครัวฝีมือสองสาวช่วยกันดูแล พื้นกระเบื้องราคาถูกขรุขระเป็นหลุมบ่อทว่าก็สะอาดสะอ้านเท่าที่โลกหลังโลกาวินาศจะเป็นได้
บิ๊กเจไม่ได้ไปถึงห้องคลาร่าแต่หยุดหน้าห้องหมายเลข 305 แทน จากนั้นก็เคาะประตู
เสียงอัดกระสอบทรายยังไม่มีทีท่าว่าจะเงียบ เขาลองเคาะอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นไปตามคาด คลาร่าตั้งใจเมินเสียงเรียกจากเขา
“ได้ยินว่าเธอเอาแต่ซ้อมไม่หยุดมาเป็นชั่วโมงแล้ว สงสัยกระสอบทรายนั่นคงสมควรโดนแล้วนะ ไม่ว่ามันจะทำอะไรมาก็ตาม” บิ๊กเจพูดแข่งกับเสียงออกหมัดของคนภายในห้อง “ฟังนะ คลาร่า ฉันไม่ได้มาห้ามการฝึกของเธอหรอก แต่ลองคิดดูดี ๆ นะ ถ้าขืนเธอฝึกหนักกว่านี้ละก็มีหวังกลายเป็นโซลิด มัสเซิลแน่ ...แบบล่ำ ๆ เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อปูดตั้งแต่หัวจรด-”
ประตูพลันเปิดออกในทันใด บิ๊กเจฉีกยิ้มกว้างตอบสีหน้าบูดบึ้งของหญิงสาวผมสีส้มสว่างไสว
“ขอเข้าไปได้ไหม” เขาถาม
“มากวนขนาดนี้คงไม่ต้องให้เชิญแล้วละ” คลาร่าทำปากยื่น หันกลับไปชกกระสอบทรายสุดแรง และเพราะทุ่มสุดแรงนี่แหละที่ส่งผลให้เธอถึงกับสะดุ้งโหยง เจ็บจนทรุดลงไปนั่งตัวงอเลยทีเดียว
“เห็นไหมล่ะ อะไรที่มากไปก็ไม่ดีหรอก” บิ๊กเจส่งมือให้หญิงสาว แม้ทีแรกเธอจะไม่สนใจ แต่เมื่อพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถลุกเองแบบสวย ๆ ได้ สุดท้ายเธอก็ยอมให้เขาช่วยดึงขึ้น
“ยังหรอก” คลาร่ากัดฟันกรอด ตั้งท่าจะกลับไปซ้อมต่อ ทว่าบิ๊กเจส่ายหน้าและดึงเธอให้ไปนั่งเก้าอี้ยาวสำหรับซิทอัพแทน
“พอได้แล้วมั้ง แค่นี้ก็ระบมไปทั้งตัวแล้วไม่ใช่เรอะ” เขากำลังจะเขกกะโหลกหญิงสาวจอมหัวรั้นถึงอย่างนั้นก็หยุดมือเสียก่อนด้วยกังวลว่าอาจกระทบกับกล้ามเนื้อที่กำลังเจ็บอยู่ “แล้วก็ไม่ได้จะให้เปลี่ยนเป็นซิทอัพด้วยนะ... แค่... ที่นี่ไม่มีเก้าอี้สักตัวเลยต่างหาก”
บิ๊กเจมองรอบห้องออกกำลังกายของคลาร่า อุปกรณ์ทั้งหมดในห้องนี้ย้ายจากแต่ละห้องในแฟลตมารวมไว้ที่เดียวเพื่อความสะดวก แน่นอนว่าห้องนี้มีทุกอย่างตั้งแต่ชุดดัมเบลล์อย่างดี ลู่วิ่งที่ดัดแปลงให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ไปจนถึงเครื่องสร้างกล้ามเนื้อระดับจัดเต็มเหมือนยกฟิตเนสมาอัดในห้องแคบ ๆ นี่ ทุกอย่างจริง ๆ ...ยกเว้นก็แต่เก้าอี้ปกตินี่ละ
“เธอออกกำลังอย่างหนักเกินไปมาสี่วันแล้วนะ ถ้าเป็นฉันละก็แค่วันแรกก็จอดแล้วมั้ง” บิ๊กเจค่อย ๆ หย่อนก้นลงบนจักรยานสปินไบท์ ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าน้ำหนักตัวของตนจะทำมันพลิกคว่ำหรือไม่ “แน่ละว่าร่างกายที่แข็งแรงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด และฉันก็เชื่อว่าเธอทำมันได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว แต่ทั้งหมดนี่จะไร้ประโยชน์ไปเลยถ้าเธอดันกล้ามเนื้อฉีกเอาซะก่อน เธอคงไม่อยากกล้ามเนื้อฉีกหรอกใช่ไหม ได้แต่นอนร้องโอดโอยเป็นปลาตากแดด แล้วพอโดนแตะแบบนี้เธอก็จะ-”
“หยุดเลยนะ!!!” คลาร่าเกือบชกสวนมาแล้วตอนที่บิ๊กเจแสร้งทำเป็นเอื้อมไปจะตบไหล่ “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!”
“เพราะพวกเราเป็นห่วงเธอไงล่ะ” ชายสูงวัยหนวดเคราครึ้มพูด “ลูซินด้าเขาเอาแต่ขัดจนจะไม่เหลือจานให้ขัดแล้วนะ เธอก็รู้นี่ว่าฉันรู้สึกยังไงกับจานที่สะอาดเกินไป”
“นั่นเพราะคุณมันซกมกต่างหาก”
“ใช่ ๆ ฉันมันตาแก่หนังเหนียวเหมือนรองเท้าเก่า ๆ ชวนคลื่นไส้” บิ๊กเจหัวเราะพลางยกแขนเบ่งกล้ามที่ควรเรียกว่าไขมันย้อย ๆ มากกว่า คลาร่าจ้องเขาราวกับมองตัวตลกที่เอาแต่เล่นมุกแป้กอยู่ครู่ใหญ่กระทั่งบิ๊กเจเริ่มรู้สึกงี่เง่าขึ้นมาจริง ๆ
แต่แล้วจู่ ๆ เธอก็หัวเราะออกมา ทำเอาเขาที่เหลือเพียงรอยยิ้มแหยกลับมาระเบิดเสียงหัวเราะอีกครั้ง
เป็นช่วงสั้น ๆ ที่คนทั้งสองหัวเราะกับเรื่องไร้สาระโดยลืมความจริงที่กำลังเผชิญอยู่จนหมดสิ้น ไม่ว่าจะโลกที่ล่มสลาย สภาพขาดแคลนอาหารกับน้ำสะอาด ชีวิตที่แขวนบนเส้นด้ายทุกครั้งยามรัตติกาลมาเยือน ความรู้สึกเช่นนี้คล้ายเคยเกิดขึ้นนานแสนนานมาแล้วทั้งที่ความจริงก็แค่เพียงเกือบสองอาทิตย์ก่อนเท่านั้น ตอนที่พวกเขาทั้งหมดนั่งรอบโต๊ะอาหาร จากนั้นเกลก็เดินเข้ามาพร้อมยิ้มกว้างระหว่างพยายามเลียนแบบท่าทางนักเล่นละครใบ้ที่ดันให้อารมณ์เหมือนมิสเตอร์บีนมากกว่า
เกล เกลเลียน เจ้าบ้านั่น ไอ้สุภาพบุรุษพิลึกพิลั่น คงไม่มีใครในกลุ่มพวกเขามีเสน่ห์มากกว่าหมอนี่แล้วละ ตัวตนของเกลประหนึ่งกาวคอยประสานพวกเขาไว้ด้วยกัน เมื่อทุกคนหมดกำลังใจ ใครกันล่ะที่คอยกระตุ้นให้กลับมายืนได้อีกครั้ง ทุกครั้งที่ความสิ้นหวังของโลกทำให้ทุกคนหม่นหมอง ก็ได้หมอนี่แหละช่วยเรียกเสียงหัวเราะในห้วงเวลาอันมืดมนที่สุด เกล เกลเลียนไม่ใช่คนประเภทผู้นำ ทว่าความมีชีวิตชีวาของเขาคือสิ่งที่ผู้นำขาดไม่ได้
เสียงหัวเราะจางหายไปโดยไม่รู้ตัว แววตามืดลงของคลาร่าบอกบิ๊กเจว่าเธอกำลังคิดถึงเกล มันเหมือนหมอนั่นกลายเป็นตัวแทนของการหัวเราะไปแล้วยังไงยังงั้น บิ๊กเจจำได้แม่นว่าเกลคือคนสำคัญที่ช่วยให้คลาร่าก้าวข้ามการสูญเสียเบนนี่กระทั่งยืนหยัดรับภาระในฐานะหัวหน้ากลุ่มแทนได้ในที่สุด
แต่แล้วเขาก็มาจากไปอีกคน
“ฉันไม่น่าพาพวกเราไปที่นั่นเลย” คลาร่าเอ่ยทำลายความเงียบ “ถ้าหากว่า...”
“ถ้าไม่ไปที่นั่น เวลานี้เราคงอดตายกันแล้ว” บิ๊กเจมองมือกำหมัดแน่นจนสั่นของหญิงสาว “เชื่อไหมว่าในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ายังไงพวกเราก็จะต้องไปที่ห้างอิชิมูระอยู่ดีนั่นแหละ”
“แต่ว่า...”
“คลาร่า มันไม่มีคำว่า ‘แต่’ หรือ ‘ถ้าหากว่า’ หรอกนะ เธอไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนอกจากต้องทำใจยอมรับมันให้ได้” บิ๊กเจเงยหน้า สายตาหยุดบนพัดลมเพดาน “การตัดสินใจครั้งนี้ของเธอน่ะ... ไม่ว่าเธอจะมองยังไง แต่ฉันก็อยากบอกว่าฉันกับลูซภูมิใจกับเธอมากนะ เพราะเธอ พวกเราจึงยังมีอาหารพอกินต่อไปได้อีกพักใหญ่ ที่สำคัญพวกเราคงตายไปแล้วหากเธอไม่ได้พาตัวประหลาดนั่นขึ้นมา”
“ภูมิใจงั้นหรือ!” แววตาคลาร่าสะท้อนความไม่เชื่อถือถึงขั้นโกรธเกรี้ยวออกมา “พวกคุณภูมิใจกับฉันได้ยังไงในเมื่อฉันเป็นสาเหตุที่เกลต้องตาย!”
“คลาร่า ฟังฉันนะ เธอไม่ใช่ต้นเหตุที่เกลตาย” บิ๊กเจเอ่ยช้า ๆ ชัด ๆ หนักแน่นเพื่อที่อีกฝ่ายจะไม่พลาดคำพูดของเขาแม้แต่คำเดียว “ถ้าเธอจะโกรธ ได้ เธอมีสิทธิที่จะโกรธ แต่คน ๆ นั้นต้องไม่ใช่เธอ ไอ้แมงมุมสารเลวนั่นต่างหากที่ฆ่าเขา โน่น! เธอต้องไปโกรธเจ้าตัวที่ลงมือต่างหาก”
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิด” เขาเอ่ยต่อหลังจากเว้นจังหวะให้คลาร่าเป็นฝ่ายแย้งบ้างกระนั้นก็ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากเธอ “ถ้าเธอจะหาคนผิด คน ๆ นั้นก็ควรเป็นพวกฉันหรือกระทั่งเกลเองด้วยซ้ำที่เห็นด้วยกับแผนการของเธอแต่แรก รู้อะไรไหม แม้แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่คิดว่าการที่พวกเราไปที่นั่นเป็นเรื่องผิดพลาด และเชื่อว่าลูซเองก็ไม่ต่างกัน พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเสี่ยง ใช่ ทุก ๆ วันของเราคือความเสี่ยง ให้ตายสิ แค่ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้าเผลอ ๆ ยังตายได้เลย ไม่ต้องพูดถึงการบุกเข้าไปในสถานที่อันตรายสุด ๆ อย่างห้างสรรพสินค้าหรอก”
บิ๊กเจลอบพิจารณาสีหน้ากับภาษากายของคลาร่า และโล่งอกที่เธอดูผ่อนคลายลงบ้าง
“เธอทำดีที่สุดแล้วในสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่ฉัน ลูซหรือเกล ไม่มีใครในพวกเราทำได้เหมือนเธอ ฉันอาจเก่งเรื่องซ่อมแซมข้าวของ ถึงอย่างนั้นถ้าให้มานั่งอ่านแผนที่ลงมือวางแผนก็คงไม่ไหว เธอจำได้ไหมตอนที่ฉันคิดว่าพาพวกเธอไปหลงในไร่อัลปากา แต่ที่จริงดันเป็นสวนสัตว์น่ะ”
“และพวกเราก็เกือบไม่รอดกันทั้งหมด!” คลาร่าเบ้ปาก “สัตว์พวกนั้นกลายพันธุ์เป็นตัวบ้าอะไรไปแล้วก็ไม่รู้!”
“โอ้ ขอโทษที” บิ๊กเจมีสีหน้าเหมือนโดนเหยียบเท้า “ที่ฉันอยากบอกก็คือพวกเราเชื่อมั่นในตัวเธอเสมอ สิ่งที่เกิดกับเกลเป็น... เรื่องน่าเศร้าซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถพวกเราที่จะรับมือได้ ในบางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลก เกลจากไปเพราะถึงเวลาของเขา ไม่มีใครทำอะไรได้ ไม่ว่าฉัน ลูซหรือเธอ”
“แต่... ฉันไม่อยากให้เขาจากไปนี่นา”
“ฉันก็เหมือนกัน” เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะคลาร่าเบา ๆ “ถึงอย่างนั้นเขาก็จากพวกเราไปแล้ว คลาร่า ฉันไม่ได้จะบังคับเธอหรอกนะ และเธอก็คงไม่เห็นด้วยกับฉันเต็มที่ แต่สิ่งเดียวที่เธอทำได้หลังจากนี้คือปล่อยเขาไปเสีย แน่ละว่าเธอคงทำไม่ได้ทันทีหรอก ทว่าสักวันหนึ่ง คลาร่า สักวันเธอจะพบว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นเป็นความจริง”
คลาร่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะตอบอะไร เสียงกรี๊ดก็ดังแทรกขึ้นมาระหว่างคนทั้งสอง
บิ๊กเจมีสีหน้าตกใจสุดขีด “ลูซ!?!” เขาร้อง จากนั้นผลุนผลันออกจากห้องโดยมีคลาร่าตามไปติด ๆ
ในห้อง 202 บิ๊กเจกับคลาร่าพบลูซินด้าล้มอยู่บนพื้นหลังชนประตูตู้ใต้อ่างล้างจาน เบื้องหน้าหล่อนคือเศษจานกระเบื้องสองใบ หญิงวัยกลางคนอยู่ในสภาพตกใจนั่งอ้าปากพะงาบ ๆ ทำอะไรไม่ถูก ตาค้างจ้องขึ้นด้านบนเขม็ง ในมือบิ๊กเจถือแฮนด์จักรยานขึ้นสนิมซึ่งคว้าจากทางเดินต่างอาวุธ เขามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เจออะไรผิดปกติ เขากวาดตาหาบาดแผลที่ไม่มีบนร่างของภรรยา หล่อนยังคงปลอดภัยดี
“ใครกัน!” เขาคำราม สลับมาอยู่ในโหมดพร้อมต่อสู้เต็มที่
“เกิดอะไรขึ้น” คลาร่าคุกเข่าข้างลูซินด้า
มือสั่นเทาชี้เพดาน คลาร่าเงยหน้ามองตามไป
พริบตานั้นหัวใจก็เหมือนหยุดเต้นชั่วขณะ
เจ้าสิ่งนั้นมีลักษณะของดอกไม้มหึมากำลังเบ่งบานอยู่บนเพดาน กลีบดอกมีทั้งสีเหลืองสดสลับแดงเลือดแล้วก็สีน้ำเงินสว่างลายจุดดำมองคล้ายลูกตานับไม่ถ้วน พื้นผิวมันวาวเป็นเมือกลื่นแบบเดียวกับผิวกบลูกศรพิษ บริเวณขอบแต่ละกลีบติดเขี้ยวฟันฉลามเรียงต่อเนื่องกัน การเคลื่อนไหวของมันคือการบิดส่ายเป็นระลอกอย่างเชื่องช้าชวนนึกถึงทากทะเล ไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากถูกจับโดยเจ้าสิ่งนี้จะเป็นอย่างไร มันจะใช้วิธีน่าขยะแขยงแบบไหนในการฆ่ากันนะ
“ตะ ตัวอะไรน่ะ!!!” บิ๊กเจร้องลั่น ยังมีสติพอดึงลูซินด้ากับคลาร่าออกห่างจากรัศมีที่มันอาจร่วงตกลงมาแม้ไม่แน่ใจว่าไอ้สิ่งประหลาดสยดสยองนี่มีรัศมีโจมตีกว้างเท่าไหร่ก็ตาม
“คิดว่าไงบ้าง การเปิดตัวของฉัน” ก่อนที่บิ๊กเจจะตัดสินใจโยนคนทั้งสองออกทางหน้าต่าง เสียงผู้หญิงแหลมเล็กดังอู้อี้เหมือนกำลังพูดตอนอาหารเต็มปาก เพียงแต่พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่อัดแน่นอยู่นั้นหาใช่ขนมเค้กคัสตาร์ดปลอม ๆ ไม่ “อลังการงานสร้างดีไหมล่ะ”
ดอกไม้อัปลักษณ์ร่วงจากเพดาน ในจังหวะที่มันลอยอยู่กลางอากาศ กลีบน่าเกลียดทั้งเจ็ดถูกดึงกลับเข้าปากของร่างซึ่งเกิดมีขึ้นจากการรวมกันของรากหงิกงอและเติบโตพรวดพราดในชั่วพริบตา ไม่ทันเปิดโอกาสให้มนุษย์ทั้งสามมีเวลาประมวลผลสถานการณ์น่าสะพรึงตรงหน้า นาทีที่ลงมาเหยียบบนพื้นห้องมันก็ไม่ใช่ดอกไม้ประหลาดอีกต่อไป หากแต่เป็นสาววัยรุ่นสิบเจ็ดสิบแปดที่มีผิวสีเทาอมฟ้าไร้ชีวิตชีวาสวมแจ็คเก็ตลูกฟูกชมพูซีดแบบมีฮู้ดกับกางเกงขายาวลายพรางโทรม ๆ คนหนึ่ง
บางอย่างในรอยยิ้มชวนขนลุกของหล่อนให้ความรู้สึกคุ้นตาคลาร่าอย่างประหลาด
“ไม่เอาน่า ไม่เจอแปบเดียวก็ลืมกันแล้วหรือ” หญิงสาวผู้นั้นว่าพลางถอดฮู้ดออก จากนั้นศีรษะอย่างมนุษย์ปกติก็พลันยืดยาว โดยเฉพาะดวงตาที่แหลมชี้ขึ้นกระทั่งใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าและเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งดวง ถึงอย่างนั้นลึกลงไปหลังพื้นผิวมันวาวของกระจกตา แสงแดดส่องสะท้อนเผยให้เห็นลูกตาขนาดจิ๋วจำนวนมากอัดกันแน่นข้างใต้ “ทั้งที่เป็นคนปล่อยฉันออกมาแท้ ๆ ”