ที่ซ่อนของกลุ่มนักล่าเนื้อมนุษย์ ‘บิดาแห่งโลกาวินาศ’ เป็นอาคารพาณิชย์ขนาดสี่ชั้นสำหรับแบ่งเช่าพื้นที่เปิดออฟฟิศของบริษัทต่าง ๆ หากยังเป็นเวลาปกติคงมีพนักงานบริษัทแต่งตัวหรูหราเดินขวักไขว่ไปมาเป็นแน่ อาคารหลังนี้ตั้งในย่านคนรวยซึ่งบัดนี้หลงเหลือเพียงซากอารยธรรมผุพังกับต้นไม้ดกครึ้ม
หลังถูกฟาดหัวหมดสติในโกดังห้างสรรพสินค้า คลาร่ารู้สึกตัวอีกครั้งบนรถเข็นคันใหญ่ที่พวกมันใช้ขนเธอ ลูซินด้ากับบิ๊กเจ แม้จะปวดหัวแทบแตกอีกทั้งจับต้นชนปลายไม่ถูกสักอย่าง กระนั้นประสบการณ์การเอาตัวรอดนับครั้งไม่ถ้วนก็สั่งให้เธอทำตัวนิ่งที่สุดเหมือนยังไม่ได้สติระหว่างประมวลผลและเก็บข้อมูลสภาพการณ์โดยรอบให้ได้มากที่สุด
คลาร่าไม่แปลกใจเลยที่พวกมันเลือกอาคารบลูสกายบิลดิ้งเป็นแหล่งกบดาน อาคารหลังนี้ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงสามเมตรสองด้าน ทางเข้าด้านหน้ามีติดตั้งลวดหนาม กระสอบทรายกับแผ่นคอนกรีตกั้นถนน ร่องรอยเหล่านี้บ่งชัดว่ากองทัพเคยตั้งค่ายตรึงกำลังต้านผู้ติดเชื้อที่นี่มาก่อน ส่วนกองขยะเศษเหล็กอัดกันแน่นบริเวณหนึ่งแทนกำแพงที่พังเป็นบริเวณกว้างก็สื่อถึงความพ่ายแพ้ต่อผู้บุกรุก ทั้งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ยึดครองรายใหม่ในเวลาต่อมาอีกด้วย
ทางเข้าอาคารบลูสกายบิลดิ้งนั้นค่อนข้างแปลกเนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่ทางด้านหน้า เมื่อผ่านเครื่องป้องกันทั้งหลายแหล่มาสักพักจะพบกับสวนหินที่แม้จะเสียหาย แต่ก็ยังพอมองออกว่ามันถูกสร้างให้มีลักษณะหลอกตา เพื่อลวงผู้ที่ผ่านไปผ่านมาให้เข้าใจว่าทางเข้าอาคารอยู่ด้านหน้าเช่นอาคารทั่วไป ทว่าแท้จริงแล้วการจะเข้าอาคารจำเป็นต้องอ้อมไปทางถนนสายเล็กด้านข้าง จากนั้นค่อยเลี้ยวลงลานจอดรถชั้นใต้ดินจึงจะเจอประตูเหล็กบานใหญ่ คลาร่ามารู้ทีหลังว่าอาคารหลังนี้มีประตูหน้าอยู่ด้วยจากแผนผังอาคาร ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเพียงประตูหลอกที่เปิดสู่ห้องสำนักงานเพียงไม่กี่ห้องซึ่งมีชื่อเรียกสวย ๆ ว่าโซนห้องจำลองเท่านั้น
คลาร่าถอนหายใจ เบือนหน้าจากผังอาคาร ดูเหมือนจะไม่มีทางออกอื่นนอกจากประตูในลานจอดรถที่เป็นทางเข้ามานั่นแหละ ซึ่งก็หมายความว่าเธอจำเป็นต้องผ่านมนุษย์กินคนทั้งฝูงถึงจะออกจากที่นี่ได้นั่นเอง
อาคารนี่มันอะไรกันนะ หญิงสาวนึกสงสัย เวลานี้เธออยู่ในห้องควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยที่ชั้นใต้ดิน B3 หลังจากโดนยายแม่มดแก่นั่นบังคับให้ไต่ลงมาตามช่องลิฟต์ส่งของแคบ ๆ ซึ่งมันเชื่อว่าเป็นเส้นทางเดียวที่นำเธอลงมาใต้อาคารได้ แม้มารดาแห่งผองจะแสดงท่าทางเหมือนอยากดึงหนังหน้าเธอออกไม่ก็ฉวยนิ้วไปหักกินสักนิ้วสองนิ้ว กระนั้นคลาร่าก็พอบอกได้ว่าฝ่ายนั้นดูพึงพอใจในตัวเธอไม่น้อย(ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร นี่ก็ยังเป็นข่าวร้ายอยู่ดีนั่นแหละ) สังเกตจากการที่มันยอมเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับฝูงให้ฟังระหว่างนำทางเธอมายังปากทางลิฟต์ส่งของที่ชั้นใต้ดิน B1
กลุ่มนักล่า ‘บิดาแห่งโลกาวินาศ’ ไม่ต่างจากฝูงไฮยีนาแสนอัปลักษณ์ พวกมันเดินทางเร่ร่อนย้ายถิ่นฐานมาเป็นปี ๆ ตามความสมบูรณ์ของอาหาร(คุณก็รู้ ผู้รอดชีวิตอื่นไงล่ะ)กระทั่งมาปักหลักที่อาคารบลูสกายบิลดิ้งราวห้าเดือนก่อน และอาศัยห้างสรรพสินค้าอิชิมูระเป็นพื้นที่ล่าเหยื่อ โดยเหยื่อส่วนใหญ่มักเป็นกวางหรือสัตว์ป่าอื่น ๆ อย่างเสือไม่ก็หมีที่เข้ามาเพ่นพ่านหากินในเขตเมือง(ใช่ ต่อให้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้กับสัตว์ประหลาด มันก็ยังเหลือสิ่งมีชีวิตจากโลกก่อนหน้าเช่นกัน เพียงแต่ว่า...) ขณะที่เหยื่อมนุษย์นานทีปีหนจึงจะจับมาย่างกินได้สักคน ให้พูดเป็นตัวเลขเป๊ะ ๆ ก็ประมาณเดือนละหนึ่งถึงสองคน ยกเว้นครั้งนี้ที่พวกมันโชคดีสามารถจับเหยื่อพร้อมกันได้ถึงสาม
“เสียดายที่ไอ้ตัวผู้นั่นถูกแมงมุมฆ่าตายไปแล้ว ไม่งั้นคราวนี้ข้าอาจยอมให้นังถุงโคลนมีสามีใหม่ก็ได้” มารดาแห่งผองแสยะยิ้ม ซึ่งคลาร่าสงสัยว่านังแม่มดแก่ตั้งใจหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทดสอบตน คำถามก็คืออย่างไหนจึงจะเป็นคำตอบที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดได้
อาคารบลูสกายบิลดิ้งนับว่าเป็นตัวเลือกที่เกือบจะไร้ที่ติสำหรับการเป็นฐานที่มั่นในระยะยาวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะกำแพงแข็งแรงล้อมรอบ ทางเข้าวกวนที่ต่อให้ผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ที่พอมีความฉลาดอยู่บ้างก็ยังต้องสับสน ประตูทางเข้าสร้างจากโลหะผสมอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ที่สำคัญคือใกล้กับทำเลทองในการซุ่มโจมตีผู้รอดชีวิตที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่หรือไม่ก็หมดหนทางจริง ๆ อย่างห้างสรรพสินค้าอิชิมูระ
แต่กระนั้นก็ใช่ว่าสถานที่นี้จะไม่มีปัญหาเสียทีเดียว ตามคำบอกเล่าของมารดาแห่งผอง เสียงโหยหวนปริศนาจากใต้ดินที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับเหล่ามนุษย์กินคนไม่ได้ดังครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทว่านับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ใหม่ก็มีเสียงร้องน่าสะพรึงประหนึ่งวิญญาณอาฆาตของผีแบนชีคอยดังเป็นพัก ๆ แล้ว ตอนแรกมารดาแห่งผองกับพวกสาวกพยายามตามหาที่มาของเสียงจนกระทั่งเจอว่ายังมีชั้นใต้ดินลึกลงไปอีก เพียงแต่ช่องลิฟท์มืด ๆ ขนาดพอดีตัวคนผอม ๆ นั้นต่อให้ไม่มีเสียงปริศนาแว่วขึ้นมาก็สยองพออยู่แล้ว แถมมีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าของเสียงจะไม่ใช่มนุษย์อีกด้วย ความคิดว่าต้องลงไปจัดการกับอะไรก็ตามข้างล่างนั่นจึงถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่เสียงร้องลึกลับมักดังแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่เกินชั่วโมงในบางวัน และเนื่องจากมันไม่เคยดังตอนกลางคืนมาก่อน เหล่านักล่ากลุ่ม ‘บิดาแห่งโลกาวินาศ’ จึงปรับตัวจนสามารถทนใช้ชีวิตอยู่กับเสียงน่าสะพรึงนี่ได้ในที่สุด เพราะถึงยังไงการหาสถานที่มั่นคงเช่นนี้ในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดอันตรายก็ไม่ใช่ง่าย ๆ
อย่างน้อยพวกมันก็เข้าใจแบบนั้นกระทั่งมาเจอเหตุการณ์วันนี้นี่แหละ
จากเสียงโหยหวนพอประมาณที่ฟังจนชาชินแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องกังวานทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ เทียบกันแล้ว เสียงคราวนี้ทำเอาครั้งก่อนหน้าทั้งหมดไม่ต่างจากเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กเลยเชียวละ มันไม่เคยดังขนาดนี้มาก่อน ขนาดที่ว่าคนเฝ้ายามนอกอาคารต้องวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกว่าพวกเขาสามารถได้ยินเสียงนี้จากอาคารฝั่งตรงข้ามถนนชัดเจน เสียงปริศนานี้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของผู้ติดเชื้อทั่วไป ตามรายงานของหน่วยเฝ้าระวังของกลุ่ม ‘บิดาแห่งโลกาวินาศ’ พวกนั้นเล่าว่าฝูงซอมบี้เริ่มปรากฏตัวใกล้กับอาคารบลูสกายบิลดิ้งมากกว่าปกติเกือบสามเท่าทั้งที่เวลาผ่านไปแค่ 15 นาทีเท่านั้น
ต่อให้เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องอย่างคลาร่าก็รู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด เสียงที่ดังจนดึงดูดซอมบี้มารวมกันตอนกลางวันได้ย่อมต้องมีอานุภาพเหนือขึ้นไปอีกในเวลากลางคืน โดยเฉพาะกลางคืนนี่แหละที่สิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าจะปรากฏตัวออกมาเดินเล่นขวักไขว่ขนาดที่กระทั่งเหล่าซอมบี้ก็ต้องหลบลี้หนีหายด้วยความกลัว
และการที่แม้จะผ่านมาเป็นชั่วโมงแล้วแต่เสียงโหยหวนก็ยังคงไม่มีทีท่าจะหยุดลง กลับกัน ยิ่งผ่านมานานเท่าไหร่ ระดับเสียงก็ยิ่งดังขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อราวกับตอกย้ำว่าจะไม่มีใครรอดผ่านคืนนี้ได้แน่นอน
ไม่มีหยุดพัก ไม่มีการชะงัก เสียงดังต่อเนื่องประหนึ่งเครื่องจักรทรมานจากนรก
ระบบไฟข้างใต้นี่ตายสนิท คลาร่าใช้ไฟฉายซึ่งเป็นหนึ่งในสองสิ่งที่ได้รับอนุญาตนำติดตัวลงมาด้วยส่องสำรวจตามจอมอนิเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตายสนิท ภายในตู้เหล็กอัดแน่นด้วยแฟ้มเอกสาร หญิงสาวทำได้เพียงกวาดตาอ่านป้ายแบบผ่าน ๆ ด้วยมีเวลาไม่มากนัก มารดาแห่งผองยื่นคำขาดว่าเธอมีเวลาจัดการกับเสียงปริศนาก่อนตะวันตกดินเท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็ประมาณ 3 ชั่วโมงเมื่อดูจากนาฬิกาข้อมือเปื้อนเลือดบนข้อมือขวาของเธอ
นาฬิกาเป็นของลูซินด้า เลือดที่เปื้อนก็เป็นของหล่อนเช่นกันจากการถูกหั่นนิ้วด้วยมีดทื่อ ๆ เพื่อแสดงตัวอย่างถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากคลาร่าล้มเหลว
คลาร่าสะดุดความสนใจกับแฟ้มที่ติดป้ายว่าพิมพ์เขียว เพียงแต่เอกสารเหล่านั้นไม่ใช่ทางหนีจากที่นี่ดังที่เธอหวัง ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังได้รู้ข้อมูลน่าสนใจอยู่ดี เธอพบว่าชั้นใต้ดินมีลึกกว่านี้ลงไปอีกเจ็ดชั้น โดยเฉพาะสองชั้นสุดท้ายที่ไม่มีรายละเอียดใดเขียนไว้นอกจากคำว่า ‘ลับสุดยอด’ อีกด้วย
ดูท่าอาคารบลูสกายบิลดิ้งจะไม่ใช่แค่อาคารพาณิชย์ทั่วไปเสียแล้ว
หญิงสาวได้กระบองสั้นของตำรวจมาหนึ่งอัน เธอค่อย ๆ ก้าวออกจากห้องควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยมาบนทางแคบ ๆ มืดมิด ด้านหนึ่งคือเพดานที่พังลงมาตัดขาดทางเดินซึ่งต่อให้พยายามปีนข้ามไปก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสามารถไปต่อได้ คลาร่าเลือกมุ่งหน้าตามเส้นทางที่ง่ายกว่า กระชับกระบองโง่ ๆ ในมือแม้จะไม่ช่วยให้มั่นใจสักนิดก็ตาม
กลิ่นอับอบอวล บรรยากาศหนักอึ้งหายใจลำบาก ความมืดรอบตัวเธอหนาแน่นจนแสงไฟฉายเลือนรางดั่งภูตผี เส้นทางเรียบ ๆ ทอดยาวราวไร้จุดสิ้นสุด คลาร่ารู้สึกว่าเธอกำลังเดินแบบตีวงโค้งกว้าง ๆ มุ่งหน้าลึกลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากพิมพ์เขียวที่เจอในห้องควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยก็ดูสมเหตุสมผลดี เนื่องด้วยสิ่งที่เขียนในนั้นก็คือสิ่งปลูกสร้างรูปวงแหวนสองวงล้อมรัศมีแตะกันที่ห้องวงกลมตรงใจกลาง(หากมองแนวตั้งจะเป็นห้องทรงกระบอก) วงแหวนทั้งสองมีสภาพบิดเกลียวเหมือนบันไดเวียนที่ผู้มาเยือนสามารถเลือกเดินเท้าในระยะทางไกล(อย่างที่เธอกำลังทำอยู่)หรือจะโดยสารด้วยลิฟท์ที่มีทั้งหมดสี่ตัว ทว่าจากสภาพตัวแรกที่เพิ่งผ่านมา คลาร่าก็ไม่คิดว่าจะมีตัวไหนยังใช้ได้อีกแล้วละ ประตูเหล็กฉีกขาดด้วยพลังมหาศาลเผยให้เห็นช่องลิฟท์กว้างพอจุผู้โดยสารได้สัก 20 คน ตัวลิฟท์ขาดตกหายไปในความเวิ้งว้างดำทะมึนประหนึ่งลึกลงไปถึงนรกภูมิอันเงียบงัน ความมืดในนั้นชวนสะพรึงเสียจนเธอไม่กล้าส่องไฟลงไปด้วยซ้ำ
ยิ่งลงไปลึกเท่าไหร่ ความเสียหายก็ยิ่งเปิดเผยตัวมันเองมากเท่านั้น ผนังทะลุเป็นรูสามารถพบเจอได้ตลอดทางและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ รอยเล็บฝังลึกในเนื้อคอนกรีต คราบสีน้ำตาลเข้มลักษณะเหมือนรอยลากวัตถุเปื้อนปรากฏเป็นระยะ ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงการโจมตีอย่างดุเดือดจากผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นการฆาตกรรมหมู่มากกว่า
หลายจุดไม่สามารถเดินเท้าได้ตามปกติเนื่องจากเพดานพังลงมาปิดทาง หรือไม่ก็ประตูเหล็กหนาสี่นิ้วแง้มเปิดเพียงเล็กน้อยซึ่งไม่มากพอแม้แต่สำหรับเด็กทารกด้วยซ้ำ บังคับให้คลาร่ามองหาช่องทางอื่นที่พอจะใช้ได้ บางทีก็เป็นช่องระบายอากาศ(ที่เธอไม่ชอบเอาเสียเลย ความคิดว่าต้องรับมือกับซอมบี้ในที่แคบแบบนั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้าทุกครั้ง) หลายครั้งที่หญิงสาวต้องรื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจำพวกชั้นวางของกับโต๊ะทำงานซึ่งถูกใช้ต่างกำแพงป้องกันประตูห้อง แล้วมุดทะลุไปยังห้องข้างเคียง มีอยู่คราวหนึ่งที่เธอต้องโรยตัวด้วยเสื้อกาวน์มัดต่อกันผ่านรูแตกของพื้นห้องน้ำลงไปยังชั้นที่อยู่ต่ำกว่า ...และเต็มไปด้วยชิ้นส่วนมนุษย์แห้งกรัง
เหล่าปีศาจจากไปแล้ว อย่างน้อยก็ตามที่คลาร่าคอยบอกตัวเองนะ ทว่าพวกมันก็ได้ทิ้งความเสียหายไว้อย่างถาวร ไม่มีทางที่เธอจะหลอกตัวเองได้เลยว่าร่องรอยความตายกับการทำลายล้างข้างล่างนี่ไม่ได้มาจากผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ ทั้งเป็นชนิดที่เลวร้ายยิ่งกว่าประเภทที่อาละวาดอยู่บนโลกภายนอกตอนนี้อีกต่างหาก นอกจากนั้นยังมีหลักฐานแสดงถึงความพยายามต่อต้านของฝ่ายมนุษย์ซึ่งจากลักษณะการแต่งกายของศพเหมือนจะเป็นทหารรับจ้างส่วนตัวของบริษัทเซเนสคอร์ป น่าแปลกที่อาวุธของพวกเขาดูจะมีอำนาจการทำลายรุนแรงกว่าทางกองทัพเสียอีก
อาวุธเกือบทั้งหมดใช้ไม่ได้อีกต่อไป พวกมันถูกทิ้งขว้างบนพื้นฝุ่นหนาสภาพบิดเบี้ยวราวถูกบดขยี้ด้วยพลังมหาศาล ขณะที่ชิ้นที่เห็นแล้วคิดว่ายังพอไหวก็ซับซ้อนเกินกว่าหญิงสาวจะเข้าใจมัน เธอถึงขั้นคิดด้วยซ้ำว่ามันอาจล็อครหัสดีเอ็นเอเจ้าของหรืออะไรทำนองนั้น
ตั้งแต่ชั้นใต้ดิน B5 เป็นต้นมา จากห้องสำนักงานกลายเป็นห้องวิจัยเต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ บางห้องบรรจุกรงเหล็กจำนวนมากมีซากสัตว์ถูกขังจนแห้งอยู่ภายใน ที่ชั้น B7 เธอเห็นหลอดแก้วขนาดใหญ่พอบรรจุสิ่งขนาดสามถึงสี่เท่าของมนุษย์ที่ว่างเปล่าติดตั้งในหลาย ๆ ห้อง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คลาร่าต้องปีนกองหินและมุดผ่านช่องเหนือประตูเข้าไปในห้องทดลองทั้งที่ไม่ต้องการสักนิด ที่นั่นเธอพบกับแผนผังภายในร่างกายของสิ่งที่มีรูปร่างเกือบจะเหมือนมนุษย์ทว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่จัดแสดงอยู่กลางห้อง ภาพอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงเผยโครงข่ายเส้นเลือดกับเส้นประสาท มันมีกะโหลกกับใบหน้าเติบโตบนหัวไหล่ซ้ายในสภาพเนื้องอกเท่าหัวคนสองหัวมัดรวมกัน กระเพาะอาหารเบ้อเริ่มอยู่บริเวณอกเหนือลิ้นปี่ขณะที่ปากกว้างเกือบสองฟุตประดับตรงหน้าท้อง
บันทึกการวิจัยบนไวท์บอร์ดตามห้องต่าง ๆ ที่เหลือรอดนั้นทั้งหมดเขียนด้วยศัพท์เฉพาะทางซึ่งคนธรรมดาไม่มีทางเข้าใจได้เลย กระนั้นหญิงสาวที่มุ่งหน้าลึกลงไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ เรียนรู้มากขึ้นว่าเกิดอะไรที่นี่กันแน่
ในที่สุดคลาร่าก็เข้าใจแล้วว่าความรู้สึกแปลกประหลาดที่มีต่ออาคารบลูสกายบิลดิ้งตั้งแต่แรกเห็นนั้นเธอไม่ได้หลอนไปเอง แท้จริงแล้วตัวสิ่งปลูกสร้างด้านบนมีเพียงเพื่อปิดบังความจริงของศูนย์วิจัยด้านล่างเท่านั้น ทว่าความจริงข้อนี้กลับไม่อาจเทียบเป้าหมายของมันได้เลย
พวกเขากำลังวิจัยเกี่ยวกับตัวประหลาด!?! หรือจะพูดว่าเป็นผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ดีนะ!
คำถามสำคัญคือการวิจัยนี้เป็นไปเพื่อเหตุผลใดกันแน่ เพื่อค้นหาวิธีรักษาและรับมือ? หรือเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งนี้?
ข้อสงสัยมากมายและทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ผุดขึ้นในหัวคลาร่าไม่หยุดราวพลุไฟคืนวันปีใหม่ ถึงอย่างนั้นเธอก็คอยเตือนตัวเองไม่ให้เสียเวลากับพวกมันด้วยจุดประสงค์ของการลงมาครั้งนี้หาใช่เพื่อสืบหาความจริงที่รัฐบาลปิดบังเอาไว้ แต่เป็นการยืดชีวิตของลูซินด้ากับบิ๊กเจและมองหาโอกาสเอาตัวรอดจากกลุ่มมนุษย์กินคนต่างหาก
นี่ก็ผ่านมาเกือบครึ่งทางแล้ว ไม่ว่าจะระยะทางและโควตาเวลาทั้งหมดที่มี ครั้งล่าสุดที่หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือก็น่าจะสักประมาณสองหรือสามนาทีก่อน ซึ่งตอนนั้นตัวจับเวลาก็บอกว่าเธอใช้เวลาหมดไปกับการฝ่าซากปรักหักพังประมาณ 1 ชั่วโมงกับ 20 นาทีแล้ว หรือก็คือเธอมีเวลาเหลือคร่าว ๆ อีกเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นก่อนที่ฝูงมนุษย์กินคนจะเริ่มลงมือเชือดบิ๊กเจกับลูซินด้า และด้วยอัตราเร็วของคลาร่าในยามนี้ก็ถือว่าล่าช้าเกินไปมาก ...มากเสียจนเรียกว่าสิ้นหวังเลยทีเดียว
เธอหวังเพียงว่าจะสามารถหาสาเหตุของเสียงปริศนาได้โดยเร็ว ยิ่งกว่านั้นก็ขอให้มันเป็นแค่เสียงลมหรือเสียงเครื่องจักรงี่เง่าที่ยังทำงานอยู่ ซึ่งด้วยหลักการสะท้อนบิดเบือนของเสียงบ้าบอคอแตกอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นเสียงโหยหวนชวนสยองแทนเสียอย่างนั้น ใช่แล้ว เหมือนกับอาการกลัวไปเองเวลาอยู่บ้านคนเดียวตอนกลางคืนจนได้ยินเสียงลมเป็นเสียงผีนั่นแหละ
แม้คราวนี้ลางสังหรณ์จะบอกเธอว่ามันไม่เหมือนกันก็เถอะ ไม่มีเสียงลมหน้าไหนทำได้แบบนี้แน่นอน
จะว่าไป... คลาร่าเพิ่งรู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้ยินเสียงโหยหวนประหลาดมาพักใหญ่แล้ว
ข้อมูลนั้นทำหญิงสาววิตกกว่าเดิม เสียงนั่นเงียบไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ตอนอยู่ชั้น B5 งั้นหรือ ไม่สิ ดูเหมือนจะก่อนหน้านั้นอีก เพราะระหว่างโรยตัวผ่านรูบนพื้นห้องน้ำ เธอจำเสียงไฟฉายพลัดหลุดจากมือนำหน้าลงไปได้แม่น เสียงก้องสะท้อนวังเวงประหนึ่งจะเรียกสิ่งชั่วร้ายจากเงามืดมานั้นบังคับให้เธอจำต้องหาที่หลบด่วนจี๋และซุ่มเงียบอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าขยับตั้งเกือบห้านาที
“เสียงลมนั่นแหละ” หญิงสาวเอ่ยกลบเกลื่อนความสงสัยที่คอยหลอกหลอนมาตั้งแต่ต้นว่าแท้จริงแล้วเสียงร้องปริศนานี่คือผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ที่ล่าเหยื่อโดยใช้เสียงดึงดูดผู้รอดชีวิต แต่ตัวบ้าอะไรกันที่ล่อลวงเหยื่อด้วยเสียงชวนขนลุกแบบนี้ ปกติแล้วมันควรเป็นเสียงชวนสงสารอย่างเด็กหรือเสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่ใช่หรือ
ถึงงั้นสุดท้ายแล้วก็ยังมีเธอลงมาเป็นเหยื่อไม่ใช่หรือไง
เมื่อผ่านประตูประกอบด้วยแผ่นเหล็กหนาหนึ่งคืบจำนวนสี่แผ่นซ้อนกันที่ชั้น B8 เข้าไป คลาร่าพบกับความมืดทึบสภาพราวกับทางเดินในเรือดำน้ำสมัยสงครามโลกครั้งแรก ๆ เธอไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ประตูบานนี้เปิดค้างอยู่ ...เรียกว่าถูกเปิดค้างไว้เฉย ๆ ก็เห็นเป็นการอธิบายไม่ครบถ้วนนัก เอาเป็นว่า ‘บิดเบี้ยว’ ‘ฉีกขาด’ ‘เต็มไปด้วยรอยกรีดลึก’ นี่ละครอบคลุมแล้ว
ความมืดกลืนกินได้กระทั่งแสงสว่าง กลิ่นเหม็นเน่าแทบหายใจไม่ออก คลาร่าก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า อาการท้องไส้ปั่นป่วนผสมกับความรู้สึกเหมือนจะขาดอากาศส่งผลให้ยากต่อการคงสมาธิในการระแวดระวังรอบตัวได้เท่ากับก่อนหน้า
สองข้างทางคือห้องขังว่างเปล่าขนาดประมาณสามคูณสองตารางเมตร ประตูเหล็กกล้าถูกออกแบบเพื่อป้องกันอะไรก็ตามไม่ให้หลุดจากที่นี่ได้ทว่าก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ร่องรอยต่าง ๆ เผยว่าพวกมันถูกทำลายออกมาจากด้านใน หญิงสาวชะโงกมองห้องแรกสุดและตระหนักว่าต้นตอกลิ่นเหม็นประหลาดมาจากห้องนี้เอง ไม่สิ ห้องเหล่านี้ต่างหาก ยิ่งมุ่งหน้าลึกเข้าไป หญิงสาวก็พบกับคราบประหลาด ก้อนหนืด ๆ เละ ๆ เหมือนละลายมาจากอวัยวะซึ่งบอกไม่ได้ว่าจากตัวอะไรหรือเคยเป็นส่วนใดมาก่อนห้อยต่องแต่งบนเพดาน ห้องหนึ่งมีแขนงรากอวบ ๆ ยังขยับเขยื้อนอยู่ในความมืดที่เมื่อแสงไฟฉายส่องไปกระทบจะหดตัวอย่างรุนแรงพร้อมส่งเสียงชี่เบา ๆ
สักพักคลาร่าจึงค่อยสังเกตเห็นแผ่นป้ายเหนือกรอบประตูห้องขังแต่ละห้อง อย่างเช่นห้องที่ภายในปกคลุมด้วยคราบคล้ายอ้วกทั่วทุกตารางนิ้วถูกเรียกว่าห้องเนอร์กัล(Nergal) ห้องเบเอลเซบูล(Beelzebul)หรือห้องก้อนหนืดห้อยเพดาน ห้อง(Incubus)มีแท่นบูชาสูงเท่าตัวคนสร้างจากกองกระดูก ขณะที่ห้องจูปิเตอร์(Jupiter)ปรากฏความเสียหายมากที่สุด คอนกรีตบนกำแพงถูกระเบิดเป็นผุยผงรัศมีราวหนึ่งตารางเมตรเผยชั้นโลหะข้างใต้ที่ถูกกระแทกจนยุบ(ซึ่งหากมองผ่านประตูห้องข้าง ๆ จะเห็นกำแพงแตกร้าวปูดออกตรงจุดเดียวกัน)
ห้องขังมีทั้งหมด 13 ห้องบนก่อนจะถึงประตูบานมหึมาสุดทาง มันเป็นประตูทางเชื่อมอยู่ในลักษณะเปิดแง้มเล็กน้อยเพียงมองลอดผ่านได้เท่านั้น เท่าที่คลาร่าสามารถบอกได้จากแสงไฟฉายริบหรี่ อีกฟากหนึ่งมีสภาพเป็นห้องโถงใหญ่อัดแน่นด้วยเครื่องไม้เครื่องมือวิทยาศาสตร์กองฝุ่นจับ แวบแรกที่หญิงสาวเห็นหลอดแก้วขนาดยักษ์ตรงกึ่งกลางโถง เธอพลันนึกถึงแผนผังโครงร่างตัวประหลาดในห้องวิจัยข้างบนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ หากนี่ไม่ใช่อุปกรณ์ให้พลังงานแบบที่เคยเห็นในกราฟิกโนเวลแนวไซไฟ มันก็คงเป็นหลอดทดลองสร้างสัตว์ประหลาดวิปลาสไม่ต้องสงสัย
คลาร่าบังคับตัวเองให้เลิกครุ่นคิดถึงปริศนาที่อยู่เหนือความเข้าใจและกลับมาจดจ่อกับภารกิจหลักอีกครั้ง หญิงสาวค่อนข้างมั่นใจว่าตั้งแต่ไต่ผ่านช่องลิฟต์พังยับเยินลงมาถึงชั้น B8 เส้นทางก็ไม่มีทางแยกใด ๆ นอกจากบังคับตรงดิ่งมาที่นี่เท่านั้น
หรือฉันจะมาผิดทางนะ คลาร่าพยายามนึกย้อนว่ามีจุดไหนที่ตนไม่ได้สำรวจบ้าง แต่ไม่ว่าคิดยังไง เธอก็ไม่เห็นว่าตัวเองจะพลาดตรงไหนได้
ตอนที่หญิงสาวกำลังจะหยิบพิมพ์เขียวออกมากางตรวจสอบ เสียงกึงกังเหมือนชิ้นโลหะกลวงตกกระทบพื้นแทรกทำลายความเงียบสงัดขึ้นมา คลาร่าตกใจมือไม้สั่นแทบจะทำแผ่นพิมพ์เขียวกับไฟฉายหล่นตามเลยทีเดียว ทว่าแทนที่จะเป็นเช่นนั้น ปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งผ่านการขัดเกลาด้วยสถานการณ์ชี้เป็นชี้ตายนับครั้งไม่ถ้วนช่วยให้เธอสามารถข่มความตระหนกได้แทบทันที กระแสความกลัวฉีดพล่านทั่วร่างถูกเบนมาเป็นเชื้อเพลิงแห่งความมุ่งมั่นในการเอาชีวิตรอด
คลาร่าย่อตัวต่ำ ขยับถอยให้แผ่นหลังประชิดกำแพงพร้อมดับไฟทันที
เธอนิ่งอยู่ในท่านั้น กลั้นใจเงี่ยหูฟังระหว่างที่ประสาทการมองเห็นปรับตัวเข้ากับความมืดฉับพลัน
ไม่มีเสียงอะไรเลย ขนาดป่าช้าก็ยังไม่น่าเงียบเท่านี้ด้วยซ้ำ ชั่วอึดใจแห่งความทรมานท่ามกลางความรู้สึกมืดบอดที่ไม่ว่าจะรอให้ปรับสภาพอย่างไรก็ไม่มีทางดีขึ้น คลาร่าทนคอยอย่างยาวนานกระทั่งชักไม่แน่ใจแล้วว่าตนกำลังรออะไรอยู่ รอให้แน่ใจว่าไม่มีอะไร หรือคาดหวังว่าจะมีตัวประหลาดกระหายเลือดกระโจนเข้าใส่กันแน่
“ฉันแน่ใจว่ามืดขนาดนี้ต่อให้เป็นนิ้วเท้าตัวเองก็มองไม่เห็นหรอก” จู่ ๆ เสียงใครสักคนก็กระซิบบอกมาจากข้างหลัง