เสียงนั้นแห้งแล้งเฉกเช่นทะเลทรายร้อนที่สุด โหดร้ายที่สุดและถึงตายที่สุด
ไม่ทันที่คลาร่าจะตกใจถึงขีดสุด จู่ ๆ เธอก็สัมผัสถึงอุ้งมือแกร่งดั่งศิลาบีบรัดลำคอราวกับหยอกล้อ ที่บอกว่าหยอกล้อก็เพราะหากมันตั้งใจจริง ๆ ก็สามารถปลิดชีพเธอได้แต่แรกแล้ว ไม่ใช่แค่จับและปล่อยเช่นนี้ ด้วยเหตุผลบางอย่างที่คลาร่าไม่เข้าใจ ทั้งที่มันจับเธอได้แล้วแท้ ๆ แต่เจ้าของเสียงสยองกลับคลายอุ้งมือเกือบทันที เปิดโอกาสให้หญิงสาวพุ่งกระโจนไปอีกด้านของทางเดินโดยพยายามหนีห่างจากเจ้าอะไรก็ตามนี่ให้มากเท่าที่ทำได้
“อย่ามัวแต่งมอยู่ในที่มืด ๆ เลย เปิดไฟฉายเถอะ” เสียงแหบพร่าดังขึ้นอีก
ทว่าคลาร่าไม่ยอมขยับ เธอพยายามดึงการรับรู้ทั้งหมดนอกเหนือจากดวงตามาใช้สำรวจพื้นที่รอบตัวเร็ว ๆ
หากจะหนีก็มีเวลาไม่มากแล้ว
“ฉันเข้าใจว่ามนุษย์มองไม่เห็นในความมืดซะอีก”
ก็มองไม่เห็นน่ะสิ คลาร่าคิดระหว่างกวาดมือเปะปะพร้อมกับคลานถอยหลัง
“ถ้าเธอถอยไปทางนั้น เธอจะเข้าไปในห้องของเจ้าวิตถารพอดี เธอไม่อยากรู้หรอกว่าคราบเขียว ๆ ละลายกำแพงได้ออกมาจากตรงไหนของมัน” เสียงหัวเราะไม่ต่างจากไม้ผุถูกบดขยี้ ขยับบรรยากาศความวังเวงน่าขนลุกไปสู่ความน่ากลัวอีกระดับ “มา ให้ฉันช่วยนะ”
สิ้นเสียง แสงสีแดงเลือดค่อย ๆ ส่องสว่างจากประตูห้องขังเพียงห้องเดียวที่ยังคงปิดสนิทและได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ความคิดในหัวคลาร่าต่อสู้กันระหว่างความอยากรู้อยากเห็นกับสัญชาตญาณแรงกล้าที่จะหันหลังหนีไปจากที่นี่ ทว่าราวกับเจ้าของเสียงล่วงรู้ถึงความลังเลของเธอซึ่งดูจะเอนเอียงไปทางตัวเลือกหลังมากกว่า เพราะงั้นมันจึงเป็นฝ่ายชะโงกหน้ามาทางช่องลูกกรงประตูแทนเสียเอง เสียงดังโครมสนั่นยามเจ้านั่นกระแทกตัวกับประตู แต่นอกเหนือจากเสียงที่ดังเกินความจริงแล้ว ประตูห้องขังก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงนิด
ปิศาจ สัตว์ประหลาด หรือแท้จริงแล้วอาจเป็นผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์อีกชนิดที่คลาร่าไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้าอย่างมนุษย์แห้งเหี่ยวไม่ต่างจากเสียงพูดของมัน นัยน์ตาดำสนิททรงอัลมอนด์ใหญ่กว่ามนุษย์ราวสามเท่า จมูกรั้นขนาดเล็กผิดปกติ ปากฉีกกว้างเกือบถึงใบหูในลักษณะยกยิ้มตลอดเวลา ผมสังกะตังยาวถึงเอวชื้นแฉะน่าสะอิดสะเอียนอย่างกับชุ่มไปด้วยเลือดยังไงยังงั้น
ผิวของมันแดงเรืองจากแสงที่สว่างจากข้างใต้ เผยทั้งแขนงเส้นเลือดสีเข้มไม่ต่างจากรากที่ชอนไชตามกล้ามเนื้อกับอวัยวะภายใน และปรสิตตัวเท่าเข็มจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังแหวกว่ายไปมา
ต่อให้คลาร่าจะคาดถึงสิ่งที่น่าเกลียดยิ่งกว่านี้ ทว่าเธอก็สะกดเสียงกรี๊ดไม่ได้อยู่ดี
“ช่วยอะไรฉันหน่อยสิ มนุษย์” มันเอ่ยพลางยื่นมือผอมแห้งแบบกิ่งก้านยืนต้นตายออกมาโบกหยอย ๆ นิ้วแหลมเปี๊ยบหงิกเหมือนแครอทเหี่ยว ๆ มีข้อนิ้วสามข้อ ทำให้มันสามารถงอได้ถึงขั้นชวนพะอืดพะอม “เธอเห็นคันโยกตรงนั้นหรือเปล่า ว่าง่าย ๆ แล้วช่วยดึงมันลงให้ฉันได้ไหม”
คลาร่าพูดไม่ออก ตัวแข็งค้างตาเบิกโพลงอยู่ในท่าล้มก้นจ้ำเบ้า เธอไม่เคยได้ยินเรื่องผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ที่หลงเหลือความสามารถด้านการพูดมาก่อน อย่างมากที่สุดก็แค่เลียนเสียงล่อเหยื่อเท่านั้น ไม่ใช่... พูดฉอด ๆ เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงความจริงว่าที่มันไม่ฆ่าเธอแต่แรกก็เพื่อให้ช่วยปล่อยทำบางอย่างให้มันด้วยนะ ถ้าเป็นผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ปกติละก็ ป่านนี้คงหักคอแล้วลากเธอเข้าไปกินในห้องขังเรียบร้อยแล้วละ
ข้างล่างนี่วิจัยอะไรกันแน่? สร้างสัตว์ประหลาดที่มีมันสมองงั้นหรือ!?!
“เธอจะนั่งอยู่อย่างนั้นถึงเมื่อไหร่กัน” ตัวประหลาดทดลองทุบประตูตึง ๆ ไม่ถึงกับดังมาก ทว่าก็ทำให้หญิงสาวสะดุ้งโหยง “รีบ ๆ ดึงคันโยกสักที”
“ฉัน... ฉัน... ไม่...” คลาร่าพยายามเค้นอยู่นานกว่าจะดึงคำพูดออกมาได้สักคำ
“หมายความว่ายังไง ที่ว่าไม่”
“...ขอ... ขอปฏิเสธ” แม้จะตะกุกตะกักฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่น้ำเสียงก็แสดงความหนักแน่นชัดเจน
“ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ!” ตัวประหลาดทดลองทุบประตูดังโครม! ดวงตาดำสนิทพลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำจนมองเห็นลูกตาเล็ก ๆ มากมายอัดแน่นในนั้นอีกที กระทั่งแสงที่ส่องจากผิวหนังก็สาดจ้าบังคับคลาร่าให้ต้องก้มหลบ ความหวาดกลัวที่ไม่อาจอธิบายแล่นปราดขึ้นมาตลอดแนวสันหลัง เป็นไอเย็นเยียบราวกับมันได้ยื่นกรงเล็บข้ามทางเดินมาจ่อเส้นเลือดใหญ่ตรงคอยังไงยังงั้น “ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ! ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ! ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ! ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ! ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ! ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ! ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ!!!”
จากนั้นมันก็ระเบิดเสียงกรี๊ดแหลมปรี๊ดออกมา คลาร่าไม่ทันยกมือปิดหูคล้ายถูกเหล็กแหลมเสียบทะลุเข้าสมองยังไงยังงั้น ร่างกายหดเกร็งในทันใดจากความเจ็บปวด ฉับพลันโลกทั้งใบก็กลายเป็นสีขาววาบ
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่กว่าสติเธอจะกลับคืนมา ดวงดาวระยับเต้นระริกท่ามกลางความมืดสลัวสีแดงชวนขนลุก ชั่วขณะหนึ่งเธอหลงลืมว่าตัวเองเป็นใครและมาอยู่ในสถานที่นี้ได้อย่างไร เธอครางขณะพยายามลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เส้นเลือดในหัวเต้นตุบ ๆ ประหนึ่งค้อนฟาดใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าทว่ากลับแทบไม่ได้ยินอะไรจริง ๆ เลยสักอย่าง
“ไม่ใช่แบบนั้นสิ... แมรี่ ...ศาสตราจารย์ก็ห้ามเธอแล้วไม่ใช่หรือ... ยายโง่! ซื่อบื้อ! ปัญญานิ่ม!”
ราวกับสัญญาณแทรกชัดบ้างไม่ชัดบ้าง คลาร่าที่กลับมาตั้งหลักใหม่ได้อีกครั้งลังเลว่าตนควรก้าวไปทางประตูห้องขังดีหรือควรวิ่งหนีให้เร็วที่สุดดี แม้ลึก ๆ จะรู้ดีอยู่แล้วว่าต่อให้พยายามหนียังไงเจ้าตัวอะไรก็ตามในห้อง ‘ซัคคิวบัส’ ก็สามารถฆ่าเธอได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่ว่ามันพิสูจน์ให้เห็นด้วยพลังเสียงเมื่อครู่แล้วหรอกหรือ เกรงว่าที่มันไม่จัดการให้ดับดิ้นสิ้นชีพในคราวเดียวก็โดยความตั้งใจของมันนั่นเอง
ตัวประหลาดหายไปจากช่องลูกกรง คลาร่ากลั้นใจอยู่พักใหญ่ด้วยกังวลว่าอาจถูกเล็บแทงสวนทะลุเบ้าตาหากสุ่มสี่สุ่มห้าชะโงกไปมอง กระนั้นเสียงกระซิบสบถสาปแช่งยาวเหยียดดูเหมือนจะดังมาจากส่วนในสุดของห้องขังหาใช่ตำแหน่งด้านหลังประตู ความอยากรู้อยากเห็นดั่งมนตร์สะกดอันตรายถึงตายดึงขาทั้งสองให้มุ่งไปข้างหน้า เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่มากยิ่งขึ้น
“มนุษย์เปราะบาง... มนุษย์เปราะบางเกินไป... ต้องระวัง... เธอต้องระวังให้มากถ้าอยากจะออกจากที่โง่ ๆ นี่... เข้าใจหรือเปล่า แมรี่” เสียงกระซิบแหบพร่าดังต่อไปพร้อมเสียงฟาดบางอย่างดังเผียะ ๆ “เธอเกลียดการอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ... ใช่ ฉันเกลียด... เกลียดที่สุด... ฉันคิดว่าฉันน่าจะเสียสติไปแล้ว ฮิ ฮิ ฮิ ใช่ ๆ เธอมันบ้า ...บ้ามาตั้งแต่แรกแล้ว... งั้นหรือ ตกลงคือฉันบ้าหรอกหรือ ...อย่างนี้นี่เอง ความบ้าให้ความรู้สึกแบบนี้นี่เอง”
คลาร่าแทบลืมหายใจ ภาพที่เห็นคือเจ้าตัวประหลาดนั่งเรืองแสงอยู่กลางห้องขังกำลังใช้มือเล็บยาว ๆ ตีหน้าผากตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างพึมพำด้วยท่าทางเหม่อลอย ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วหญิงสาวสัมผัสกับผิวเย็นเยียบของบานประตู ตัวประหลาดในนั้นก็หันขวับ จากนั้นพริบตาถัดมามันก็มาโผล่ตรงหน้าห่างเพียงแผ่นเหล็กกั้นเท่านั้น ใกล้กันกระทั่งคลาร่าสามารถเห็นใบหน้าซีดเผือดของตนบนดวงตาเล็ก ๆ จำนวนมากที่อัดแน่นภายในลูกตาเบ้อเริ่มเทิ่มแดงก่ำคู่นั้นได้เลย
“มนุษย์ ปล่อยฉันออกไป” มันพูด
“ไม่” คลาร่าผงะหนี หลุดคำพูดออกไปโดยอัตโนมัติ
“ไม่! ไม่! ไม่!อีกแล้ว!” ตัวประหลาดทุบประตูทุกครั้งที่พูดคำว่า ไม่! “ทำไมล่ะ ทำไมเอาแต่ ‘ไม่’ อย่างเดียว หรือว่าเธอรู้จักแค่คำนี้เท่านั้น อู้ว์! ฉันเข้าใจแล้ว! นี่เป็นคำที่มนุษย์ข้างบนใช้กันเวลาตอบตกลงใช่ไหม”
“ฉันไม่มีทางปล่อยแกออกมาแน่ ไอ้ตัวประหลาด!” หลังพยายามเค้นคำพูดอยู่นาน ในที่สุดคลาร่าก็โพล่งออกมาจนได้
“ทำไมล่ะ” ฝ่ายนั้นหรี่ตาลง ไม่ได้คลุ้มคลั่งอาละวาดอย่างที่หญิงสาวคาด
ต้องถามด้วยหรือว่าทำไม เธอคิดในใจ “เพราะถ้าฉันปล่อยแกละก็ สิ่งแรกที่แกจะทำก็คือฆ่าฉันใช่ไหมล่ะ”
อึดใจหนึ่งที่ปราศจากการตอบสนองใด ๆ จากตัวประหลาด แต่แล้วจู่ ๆ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น สิ่งในห้องขังถอยห่างจากประตูไปหัวเราะตัวงอแทบหักไปด้านหลัง ท่าทางของมันไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่อาจหาคำอื่นมาใช้บรรยายได้เหมาะกว่าเสียสติไปแล้วโดยสิ้นเชิง แม้ครั้งนี้มันจะไม่ได้ระเบิดคลื่นเสียงสังหารออกมา กระนั้นความบ้าคลั่งในกระแสแหบพร่าแหลมสูงและแตกร้าวก็ยังสามารถกระตุ้นความกลัวในตัวคลาร่าถึงขั้นสั่งร่างกายเธอให้หยุดหายใจช่วงสั้น ๆ ได้
“ไม่เอาน่า ถ้าต้องการฉันสามารถฆ่าเธอจากตรงนี้ได้ด้วยซ้ำ” ตัวประหลาดยืนยันข้อเท็จจริงที่หญิงสาวรู้ดีอยู่แล้ว ทว่าการที่มันยอมรับชัดเจนนี่แหละที่ทำให้น่ากลัวขึ้นไปอีก
“นั่นเพราะแกต้องการให้ฉันปล่อยแกจากที่นี่” คลาร่าประเมินสถานการณ์คร่าว ๆ อย่างรวดเร็ว “ซึ่งไม่ว่าฉันจะยอมทำหรือไม่ สุดท้ายแกก็จะฆ่าฉันอยู่ดี”
“ฉันจะฆ่าเธองั้นหรือ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ตัวประหลาดประสานมือ ผิวเกลี้ยง ๆ ไร้ขนคิ้วเหนือดวงตาย่นหากันคล้ายงุนงงสงสัย คลาร่าไม่แน่ใจว่ามันกำลังเสแสร้งอยู่หรือไม่
“งั้นถ้าฉันเปิดประตูห้องขังปล่อยแกออกมาจริง ๆ แกจะไม่ฆ่าฉันหรือ”
“ไม่หรอก” หลังครุ่นคิดเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ตัวประหลาดก็ส่ายหน้า “ฉันจะกินเธอต่างหาก”
“นั่นไง สุดท้ายแกก็ฆ่าฉันอยู่ดี”
“เปล่านะ ฉันไม่มีความตั้งใจจะฆ่าเธอเลย” ตัวประหลาดพรวดพราดมาเกาะลูกกรงประตู เขี้ยวแบบฟันปิรันย่าโผล่แวบ ๆ ตามจังหวะขยับปากหักล้างทุกคำโต้แย้งของมัน
“แต่แกบอกว่าจะกินฉัน” คลาร่าเน้นเสียง “ไม่ใช่หรือไง”
“ใช่ กิน... เนื้อมนุษย์อร่อยที่สุดแล้ว” ฝ่ายนั้นพูดอย่างมีความสุข “ฉันจะเริ่มที่สมองก่อน เพราะสมองทั้งมันทั้งนุ่ม โดยเฉพาะกลิ่นแบบเธอเนี่ย ดูท่าน่าจะอร่อยสุด ๆ ”
“นั่นไง!” คลาร่าไม่รู้ว่าควรดีใจไหมกับคำชม “คนเราถ้าโดนกินสมองก็ไม่รอดแล้ว มันจะต่างจากการฆ่าตรงไหน”
“ก็ต่างอยู่นะ เพราะเธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในตัวฉันไง” ตัวประหลาดมองหน้าคลาร่าที่ตอบกลับด้วยความเงียบ “เอ่อ... ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ แบบ... ฉันเปลี่ยนเธอเป็นของเหลว จากนั้นก็ดูดซึมเข้ามาเป็นเลือดเนื้อ โปรตีน... ไมโทคอนเดรีย... ...นิวคลีโอไทด์... ดีเอ็น... อะไรสักอย่าง เวร! ศาสตราจารย์เคยพูดว่ายังไงนะ...” มันยืนกอดอก เคาะนิ้วคมกริบกับคางระหว่างใช้ความคิด
“มันจะใช่ได้ยังไง!”
“หมายถึงอะไร ดีเอ็น... อะไรสักอย่างหรือ”
“ไอ้เรื่องการกลายเป็นส่วนหนึ่งของแกต่างหาก!!!”
“อืมมม... ตกลงเธอจะปล่อยฉันออกไปเมื่อไหร่ล่ะ”
“ไม่ได้ยินหรือไงว่าฉันไม่มีทางปล่อยแกแน่!” คลาร่าตอบอย่างดุเดือด
“ต่อให้จะถูกฉันฆ่างั้นหรือ”
“แล้วคิดว่าฉันมีทางเลือกอะไรบ้างล่ะ” หญิงสาวกำไฟฉายในมือแน่น ความจริงเธอกลัวจนตัวสั่น กลัวจนก้าวขาไม่ออกแล้วด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นข้อดีของการเผชิญหน้ากับความเป็นความตายซ้ำ ๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้กับสัตว์ประหลาดกระหายเลือดได้หล่อหลอมให้เธอคุ้นชินกับมัน ก็ไม่ถึงกับนิ่งสงบต่ออันตรายตรงหน้าได้ 100% หรอก ทว่าก็มากพอควบคุมสติเพื่ออ่านสถานการณ์และวางแผนรับมือในช่วงเวลาคับขัน แม้จะดูสิ้นหวังขนาดไหน แต่ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เธอก็พร้อมลองเสี่ยงสักตั้ง “ถ้าปฏิเสธ แกก็ฆ่าฉันด้วยเสียงกรีดร้อง แต่ถึงจะยอมปล่อยแกออกมา สุดท้ายฉันก็ต้องตายเพราะถูกกินสมองอยู่ดี งั้นไม่ดีกว่าหรือถ้าต้องตายแล้วทิ้งให้แกติดอยู่ในนี้ต่อไปอีกสักร้อยปีพันปีข้างหน้าน่ะ”
ตัวประหลาดหรี่ตาลง ความเงียบงันเกิดขึ้นฉับพลันให้ความรู้สึกแตกต่างจากก่อนหน้านี้ลิบลับ บรรยากาศที่ก่อนหน้าว่าเย็นยะเยือกแล้วเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บเวลานี้ คลาร่าสัมผัสถึงคลื่นโทสะราวกับมีดน้ำแข็งเย็น ๆ กำลังทิ่มแทงทั่วทุกตารางนิ้ว พวกมันหาได้ต้องการเอาชีวิตเธอในคราวเดียว ทว่าเป็นการทรมานทีละน้อยกระทั่งขาดใจตายไปเอง
“ต่อให้ฉันไม่ฆ่าเธอตรงนี้ แต่เธอกับเพื่อนก็ไม่มีทางรอดจากพวกมนุษย์ข้างบนนั่นแน่” ตัวประหลาดเงยมองเพดาน “ที่เธอลงมาข้างล่างนี่ก็เพราะต้องการช่วยตัวเธอเองกับเพื่อน ๆ ไม่ใช่หรือ”
“และเจ้าของเสียงโหยหวนปริศนานั่นก็คือแก” คลาร่าพูด ในที่สุดก็เข้าเรื่องแล้วสินะ...
“ฉันติดอยู่ข้างล่างนี่คนเดียว... ท่ามกลางความมืดนี่มีแค่ฉันเท่านั้น เธอเข้าใจความรู้สึกฉันไหม”
คลาร่าเกือบหลุดปากตอกกลับไปแล้วว่า ‘ตัวประหลาดสามารถพูดเรื่องความรู้สึกได้ด้วยหรือ’ แต่ก็ยั้งตัวเองทัน
“ฉันไม่ได้กินอะไรมานานมาก ดูสิ เห็นแขนผอม ๆ ไหม แล้วก็ท้องด้วย” ตัวประหลาดพูดต่อพลางชูแขนทั้งสองข้างโบก เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวใส่ใจกับรูปลักษณ์อีกฝ่ายนอกจากใบหน้าชวนสยองอย่างจริงจัง ตัวประหลาดตนนี้ผอมขนาดไม่มีกล้ามเนื้อหลงเหลืออยู่เลย มีก็แต่ผิวซีด ๆ ปกคลุมโครงกระดูกซึ่งมองเผิน ๆ แล้วเหมือนมนุษย์ทุกประการ แสงสีแดงที่สว่างจากร่างกายแห้งกรอบไม่ต่างจากมัมมี่ในตู้จัดแสดงเผยปรสิตแหวกว่ายอยู่ข้างใต้ น่าแปลกที่พวกมันดูอ่อนแรงแปลก ๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะอิทธิพลจากคำพูดก่อนหน้านี้ของมันหรือไม่ “ต้องติดแหงกคนเดียวทำให้ฉันเบื่อมาก รู้ไหมว่าฉันได้คุยกับเพื่อนเป็นร้อย ๆ คนกระทั่งรู้ว่าทั้งหมดเป็นแค่จินตนาการเท่านั้น ...ว่าแต่เธอไม่ใช่จินตนาการของฉันสินะ”
“ไม่ใช่” คลาร่าตอบ นึกแปลกใจนิดหน่อยกับท่าทีที่กลับมาคล้ายเลื่อนลอยอีกครั้งของตัวประหลาด เจ้านั่นโคลงศีรษะก่อนทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิแล้วโยกตัวส่ายไปมาเหมือนตุ๊กตาประดับหน้ารถ
“อืม แดริลเองก็บอกแบบนั้นเหมือนกันก่อนที่เขาจะหายตัวไปกับหมอกควัน... เธอว่าข้างล่างนี่คงไม่มีนักมายากลกับคณะละครสัตว์มาเปิดแสดงหรอกใช่ไหม” ตัวประหลาดถอนหายใจ “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ปกติแล้วที่ฉันส่งเสียงร้องก็เพราะตัวอะไรก็ตามจะชอบมารวมกันเมื่อได้ยินเสียงของฉัน นั่นเป็นตอนที่ฉันรู้สึกเหมือนมีเพื่อนเต็มไปหมดแม้พวกนั้นจะแค่เพ่นพ่านไปมาอยู่ข้างบนก็ตาม จนกระทั่งวันหนึ่งที่มีกลุ่มมนุษย์มาอาศัยอยู่ในอาคารเหนือห้องงี่เง่านี่ ตอนนั้นฉันส่งเสียงไปเพื่อดึงดูดความสนใจให้พวกมันลงมา หวังว่าพวกมันจะช่วยปล่อยฉันออกไป... ...แต่ก็เปล่า ไม่ พวกมันขี้ขลาดเกินไป ฉันรู้ว่าพวกมันเจอช่องทางเข้า แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครลงมาอยู่ดี็”
คลาร่ามองตัวประหลาดทึ้งผมก้อน ๆ ของมันเองเงียบ ๆ
“จากวันนั้น ส่วนใหญ่แล้วฉันจะส่งเสียงเฉพาะตอนที่ทนหงุดหงิดไม่ไหวเท่านั้น ฉันอยากให้ไอ้ขี้ขลาดพวกนั้นตายไปซะให้หมด แต่ถ้ามันตายกันหมดฉันคงเซ็งแย่ เพราะอย่างน้อยการรู้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตวิ่งพล่านไปมาบนหัวก็ช่วยแก้เบื่อได้บ้าง และก็ไม่แน่ว่าพวกมันอาจไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่ฉันเข้าใจทีแรกด้วย ...ซึ่งก็จริง” ตัวประหลาดเงยหน้าจ้องตรงมาทางหญิงสาว “เพราะพวกมันส่งเธอมาที่นี่”
“งั้นเสียงร้องต่อเนื่องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็เพื่อบังคับพวกมันให้สั่งฉันลงมาอย่างนั้นสิ” คลาร่าเอ่ยอย่างแปลกใจ
“ใช่แล้ว ...ค่อนข้างใช้เวลานานทีเดียว แต่นั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันมีใช่ไหมล่ะ ...เวลา” ตัวประหลาดหัวเราะเสียงครืดคราด มือนิ้วยาวลีบถูกันดังแกรกกราก “ต่อให้อยากฆ่าพวกมันขนาดไหน ฉันก็จะควบคุมไม่ให้เสียงดังเกินไปจนเรียกความสนใจเจ้าตัวที่ร้ายกาจจริง ๆ เข้า ส่วนเรื่องระยะเวลาก็สำคัญที่จะต้องไม่สั้นหรือยาวเกินไป แค่พอสร้างความปั่นป่วนให้บ้างเป็นครั้งคราว และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเคยชิน”
คลาร่าหรี่ตาลง แม้เจ้าตัวในห้องขังจะมีท่าทางเหมือนคนไข้จิตเภท ทว่าคำพูดของมันกลับแสดงระดับสติปัญญาที่สูงจนน่ากลัว
เจ้านี่มันตัวอะไรกันแน่...
“ความเคยชินทำให้การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันส่งผลรุนแรงมากขึ้น เธอเห็นขีดบนผนังนี่ไหม” ตัวประหลาดลุกยืนพลางชี้รอยกรีดเส้นตรงสั้น ๆ สะเปะสะปะมากมายบนผนัง คลาร่าถือโอกาสพิจารณาสภาพภายในห้องขังของมัน สัญลักษณ์ประหลาดมากมายถูกสลักบนผิวคอนกรีตซึ่งเมื่อมองดี ๆ แล้วก็แค่ภาพวาดฝีมือเทียบเท่าเด็กอนุบาลจากความเบื่อหน่ายเท่านั้น “ทุกครั้งที่ข้าส่งเสียง ข้าจะทิ้งรอยไว้หนึ่งขีด ...ไม่... ไม่ใช่อันนั้น... นั่นเป็นรูปเหมือนเจ้าวิตถารห้องตรงข้าม ส่วนนี่ก็ศาสตราจารย์... นี่เป็นรูปเจ้าพวกข้างบนนั่นตอนถูกฉันฉีกเป็นชิ้น ๆ ”
คลาร่าไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้กว่านั้นต่อให้อีกฝ่ายจะโบกมือหยอย ๆ เชิญชวนก็ตาม “เคยชินงั้นหรือ” เธอพึมพำขณะไล่ตามความคิดของอีกฝ่ายที่ไปไกลยิ่งกว่าเธอหลายขุมทีเดียว
“ใช่ ๆ เพราะเคยชินถึงยึดติด และเพราะยึดติดเลยยิ่งดิ้นพล่าน ฉันปล่อยให้พวกมันอยู่ที่นี่ด้วยความคิดว่าเป็นบ้านที่ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็สามารถรับได้ ปัญหาเดียวของพวกมันคือเสียงเขย่าขวัญจากฉันซึ่งก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เสียงไม่เคยดังตอนกลางคืนมาก่อน แล้วก็แค่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวทว่าไม่ได้สร้างความเสียหายจริงจัง แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ ๆ เสียงที่เคยเป็นเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันกลับกลายเป็นอันตรายยิ่งยวดระดับที่สามารถเรียกความสนใจจากนักล่าตัวร้าย ๆ มาได้ ฉันมั่นใจว่าพวกมันไม่มีทางรอดผ่านคืนนี้แน่นอน ถ้าฉันยังส่งเสียงต่อไปก็นะ”
“และที่แกส่งเสียงก็เพราะว่าฉันมาที่นี่” คลาร่าเอ่ยหลังจากเริ่มเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
ทั้งหมดนี่คือแผนการใหญ่ของปีศาจในห้องขังตนนี้ มันชักใยเหยื่อโดยการค่อย ๆ ชี้นำความคิดและการกระทำของกลุ่มมนุษย์กินคนทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการอยู่แทบใจกลางโลก มันรู้ดีว่าไม่ทางหลบหนีจากห้องขังได้เลยหากไม่มีความช่วยเหลือจากมนุษย์ เพราะอย่างนั้นจึงจงใจเลี้ยงฝูงมนุษย์กินคนไว้ในอาคารบลูสกายบิลดิ้ง ปล่อยให้กลุ่ม ‘บิดาแห่งโลกาวินาศ’ เกิดความผูกพันกับสถานที่จนสามารถเรียกว่าเป็นบ้าน ของมันก็แน่อยู่แล้วว่าพวกมันจะต้องยึดติดกับอาคารบลูสกายบิลดิ้งไม่ต้องสงสัย เพราะต่อให้เป็นเธอเอง หากเจออาคารที่มีลักษณะราวกับป้อมปราการแน่นหนาขนาดนี้เป็นคนแรก เธอก็คงชวนให้คนอื่น ๆ ยึดที่นี่เป็นที่หลบภัยเช่นกัน
ส่วนเรื่องเสียงร้องที่มักดังช่วงสั้น ๆ อย่างต่อเนื่องก็มีเป้าหมายเพื่อสร้าง ‘ข้อบกพร่อง’ ขึ้นมา เหมือนปัญหาจุกจิกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ติดมากับข้าวของเครื่องใช้นั่นแหละ อย่างเช่นก๊อกที่อาจมีน้ำไหลทิ้งเองบ้างทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงทั้งที่ปิดสนิทดีแล้ว ซึ่งบางครั้งเจ้าของบ้านก็ไม่ได้สนใจมันมากนักด้วยขี้เกียจหรือไม่คุ้มที่จะหาช่างมาเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด แต่แล้ววันดีคืนดีโดยไม่มีใครคาดฝัน เจ้าก๊อกนี่ก็ระเบิดและปล่อยน้ำออกมามากมายตลอดเวลา เผลอ ๆ อาจทำระบบไฟฟ้าล่มตาม ข้าวของชั้นล่างเสียหายในเวลาอันรวดเร็ว แน่นอนว่าความคิดแรกของเจ้าของบ้านคงไม่ใช่ ‘เราย้ายบ้านหนีกันเถอะ’ อยู่แล้ว ไม่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงเพียงใด พวกเขาก็จะมองหาทางแก้ไขปัญหาก่อนเสมอ
ทว่าการบงการพฤติกรรมคนทั้งกลุ่มจากห้องขังเดี่ยวใต้ผืนโลกไม่ใช่จุดที่น่ากลัวที่สุดของเจ้าตัวประหลาดนี่ การคาดการณ์ล่วงหน้าต่างหากที่ทำให้มันเหนือกว่าอะไรก็ตามที่คลาร่าเคยประสบพบเจอ ที่มันทำทั้งหมดก็เพื่อรอคอยช่วงสั้น ๆ ที่มนุษย์กินคนจะจับเหยื่อเป็น ๆ สักคนกลับมา และเมื่อเสียงโหยหวนสยดสยองสามารถเรียกทั้งซอมบี้และผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ดังขึ้นในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จึงไม่แปลกเลยที่สิ่งมีชีวิตขี้ขลาดอย่าง ‘บิดาแห่งโลกาวินาศ’ จะเลือกส่งเหยื่อสักคนลงมาสำรวจข้างล่างแทนการเลือกอพยพหนีไปหาหลังคาคุ้มหัวอื่น
“เธอเข้าใจถูกแล้ว” เสียงเคาะแผ่นเหล็กดึงคลาร่ากลับจากห้วงความคิด เธอนิ่วหน้าเมื่อเห็นแขนลีบจนเหมือนจะหักง่าย ๆ หากเคลื่อนไหวรุนแรงเกินไปโบกเรียกก่อนชี้คันโยกบนกำแพงสุดทางเดินฝั่งประตูที่คลาร่าใช้ผ่านเข้ามาก่อนหน้านี้ “เธอเป็นโอกาสดีที่สุดที่ฉันจะหลุดจากที่น่าเบื่อนี่” หญิงสาวไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่วินาทีหนึ่งดูเหมือนลูกตาเล็ก ๆ ในดวงตาใหญ่เหมือนจะ... กลอก...? ไปมาได้
แม้จะมีรอยยิ้มฉีกเกือบถึงหูประดับอยู่ คลาร่าก็ยังรู้สึกราวกับกำลังถูกข่มขู่ยังไงยังงั้น อย่างกับได้ยินเสียงแหบแห้งบาดหูของมันพูดต่อไปว่า แต่ก็ไม่ใช่โอกาสทั้งหมดที่ฉันมีหรอกนะ
“ถ้าฉันเลือกปล่อยแกจริง ๆ ละก็ แกคิดจะทำอะไรต่อไป” คลาร่าถาม
“ฉันไม่ฆ่าเธอก็ได้นะ” จู่ ๆ ตัวประหลาดก็โพล่งออกมา
“เอ๊ะ”
“ฉันสัญญาว่าจะไม่ฆ่าเธอ” มันย้ำ
ตัวประหลาดอย่างแกรู้จักสัญญาด้วยเรอะ คลาร่าคิดเช่นนั้น ทว่าคำพูดที่ออกมากลับเป็น “แกมีอะไรยืนยันว่าจะทำตามที่พูดล่ะ”
“น่าเสียดายที่ไม่มี ก็แค่คำสัญญาปากเปล่า” ตัวประหลาดยักไหล่ “แต่ก่อนที่เธอจะรีบปฏิเสธอีกรอบ ฉันขอให้ลองคิดถึงตัวเลือกที่มีให้ดีก่อนนะ หนึ่ง เธอสามารถหันหลังกลับและปล่อยให้ฉันติดอยู่ที่นี่ต่อไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าฉันไม่มีทางปล่อยเธอผ่านประตูนั่นออกไปได้แน่ เพราะยังไงเธอก็ต้องชดใช้ค่าเสียเวลาให้กับฉัน”
ค่าเสียเวลาเนี่ยนะ คลาร่ากัดฟัน ตัวประหลาดหัวเราะหึ ๆ กับความไม่พอใจออกนอกหน้าของเธอ
“หรือข้อสอง เธอสับคันโยกลง เปิดประตูให้ฉัน จากนั้นก็ลุ้นว่าฉันจะฆ่าเธอไหม เธออาจตายหรืออาจไม่ก็ได้ แต่ฉันขอบอกเลยว่าไม่ใช่ 50/50 หรอก อาจจะสัก... 70/30 ที่ฉันจะไม่กินเธอ” มันกล่าวต่อหลังเห็นความสงสัยในแววตาหญิงสาว “ข้างบนมีเหยื่อให้ฉันเลือกอีกเยอะแยะ”
คลาร่าคิดถึงลูซินด้ากับบิ๊กเจ แวบหนึ่งเธอนึกถึงเกลด้วยซ้ำ แต่เธอจะหยุดยั้งไม่ให้ตัวประหลาดสังหารคนทั้งสองได้อย่างไรล่ะ ขนาดมีประตูเหล็กหนากั้นอยู่ มันยังสามารถฆ่าเธอได้ง่าย ๆ ด้วยซ้ำ
เว้นแต่เธอยอมตายที่นี่ พวกลูซินด้าก็จะรอดจากเงื้อมมือตัวประหลาดได้
แล้วยังไงล่ะ สุดท้ายถ้าเธอไม่โผล่กลับขึ้นไปภายในเวลาที่กำหนด คนทั้งคู่ก็ยังคงถูกฆ่าด้วยน้ำมือมนุษย์กินคนอยู่ดี ดูเหมือนไม่ว่าเลือกทางไหน จุดจบสุดท้ายของพวกเธอก็คือความตายอยู่ดี
“ถ้าจะให้ฉันช่วยละก็ แกต้องรับปากฉันสองเรื่อง” คลาร่าพูดขึ้นหลังนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“ได้สิ” ตัวประหลาดตอบอย่างว่าง่าย สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของมันทำให้หญิงสาวยิ่งกังขาการตัดสินใจของตน
“อย่างแรก แกต้องไม่ทำร้ายฉันกับพวก ไม่ใช่แค่ไว้ชีวิตเท่านั้น แต่ต้องสามารถรอดจากพวกมนุษย์กินคนได้อย่างปลอดภัยครบสามสิบสอง” คลาร่าแจงรายละเอียดโดยพยายามไม่สนความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีที่เกิดขึ้นฉับพลัน “และข้อต่อมา แกต้องฆ่ามนุษย์กินคนทั้งหมดนั่นทันทีที่สามารถออกจากห้องขังได้”
“สามสิบสองคืออะไร” อีกฝ่ายถามกลับ
“เอาจริงเหรอเนี่ย”
“ฉันไม่เก่งคำนวณเท่าไหร่น่ะ เธอคงเห็นแล้ว” ตัวประหลาดผายมือไปทางรอยขีดบนกำแพง ซึ่งคลาร่าก็ไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเธอกำลังคุยกันตรงไหน
“หมายถึงพวกฉันต้องไม่มีส่วนใดบุบสลาย ...หรือขาดหายไป” หญิงสาวลอบถอนหายใจระบายความหงุดหงิด
“อ๋อ นั่นไม่ยากเลย ฉันตกลง” ตัวประหลาดถอยห่างจากประตูก่อนกางแขนออกเป็นเชิงบอกให้เธอ ‘ลงมือได้เลย’ “ทีนี้ก็ให้ฉันออกไปได้แล้ว”
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีก คลาร่าจึงตรงไปยังคันโยกข้างประตูทางเข้าตามที่ตัวประหลาดชี้บอก แสงไฟฉายเผยให้เห็นแผงควบคุมพร้อมคันโยกจำนวน 13 แท่งเรียงกัน ตามจำนวนห้อง เธอคิด แผงควบคุมเป็นกล่องโลหะกะทัดรัดอัดแน่นด้วยปุ่มสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลากสี แต่ละปุ่มมีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ติดอยู่บนนั้น รูปสายฟ้า รูปหน้ากากกันแก๊ส รูปเปลวไฟ
“อันที่สองจากทางขวา” ตัวประหลาดตะโกนไล่หลังมาทั้งที่ไม่จำเป็นเลย เพราะบริเวณเหนือคันโยกมีป้ายโลหะชื่อห้องติดอยู่แม้จะสกปรกหน่อยก็ตาม
“ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ไม่มีใครให้ทางเลือกอื่นกับฉันนั่นแหละ” คลาร่าพึมพำ มั่นใจว่าหากเจ้าตัวทรงพลังในห้องขังหลุดขึ้นไปละก็เห็นทีจากนี้คงไม่มีใครหรืออะไรสามารถหยุดยั้งมันได้แน่(อย่างกับเวลานี้ทุกอย่างจะดีอยู่แล้วงั้นแหละ) ทว่าอย่างน้อยหญิงสาวก็ขอกล่อมตัวเองหน่อยแหละว่าเรื่องร้ายที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ทั้งหมด(ไม่ว่าเธอจะตายไปแล้วหรือไม่ก็ตาม)นั้นไม่ใช่ความผิดของเธอเลย
แล้วคลาร่าก็ออกแรงสับคันโยกขึ้น
เสียงกึงกังเป็นระลอกดังจากด้านในกำแพงตั้งแต่จุดที่หญิงสาวยืนอยู่ไล่ไปยังห้องขังตัวประหลาด จากนั้นประตูก็ส่งเสียงเหมือนถูกกระแทกรุนแรงด้วยแท่งเหล็กหนักอึ้ง คลาร่ากลืนน้ำลายเอื้อก อดไม่ได้ต้องถอยไปยืนหลังชิดกำแพง จากที่เคยคุมสติได้บ้างกลับคล้ายถูกจับไปอยู่บนหน้าผาโดยมีนรกรอคอยอยู่เบื้องล่างในชั่วพริบตา
ทำลงไปซะแล้ว... เธอดันปล่อยตัวอันตรายเป็นอิสระด้วยมือตัวเองซะแล้ว...
หรือที่ถูกต้องคือเธอควรยอมตายเพื่อให้มันถูกขังข้างล่างนี่ต่อไปกันนะ วินาทีนั้นอยู่ ๆ เธอก็นึกกังขาการกระทำของตัวเองขึ้นมา
ตัวประหลาดก้าวผ่านประตูตรงมาหาคลาร่าราวกับฉากสโลว์โมชั่นการปรากฏของภูตผี แสงสีแดงเรืองชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะห่างซึ่งหดสั้นลงเช่นเดียวกับลมหายใจ ร่างกายเจ้านั่นผอมแห้งจนเหมือนจะแตกสลาย กระนั้นตอนที่มันมาหยุดตรงหน้าหญิงสาวในระยะประชิด เธอกลับสามารถสัมผัสความแข็งแกร่งผ่านรูปลักษณ์กระดูกใต้ผิวหนังยับย่นกับเส้นเลือดปูดโปนได้ชัดเจน ส่วนสูงของมันประมาณสามเมตร ซึ่งก็แปลกเอามาก ๆ ด้วยขนาดตัวที่เห็นผ่านช่องลูกกรงประตู คลาร่าสาบานว่ามันแทบไม่แตกต่างจากเธอเลย
ปากแสยะยิ้มเปิดอ้ากว้าง เขี้ยวเรียงเป็นตับ ลมหายใจเหม็นอับเฉกเช่นท่อระบายน้ำถูกทิ้งร้าง
จบกัน... เห็นทีครั้งนี้ฉันต้องตายแน่แล้ว... ดวงตาคลาร่าเบิกกว้าง ตาค้างจ้องปากขนาดใหญ่พอฮุบศีรษะคนหนึ่งคนในคราวเดียวขยับโน้มลงมาหา