บอกตามตรงว่าตั้งแต่ได้เจอเขาเมื่อเช้า สมาธิของฉันก็หลุดลอยไปพร้อมกับกลิ่นหอมละมุนและดวงตากลมโตคู่นั้น ต่อให้พยายามก้มหน้าทำงานแค่ไหน สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเหล่มองไปทางโต๊ะฝั่ง Dev อยู่ดี ทั้งแอบมอง และแอบฟังเสียง สภาพฉันตอนนี้เหมือนกับเด็กมัธยมที่แอบชอบรุ่นพี่ไม่มีผิด
พอถึงพักเที่ยง ความอยากรู้อยากเห็นก็พุ่งขึ้นสูงสุด ฉันเลยตัดสินใจเริ่ม get requirement1 แรก ด้วยการสืบข้อมูลจากพี่เอ้ ผู้เป็นเหมือน API Gateway ของทีมเรา
“พี่เอ้คะ พายขอถามเรื่องระบบ WUR หน่อยค่ะ ระบบนี้ใครดูแลอยู่เหรอคะ”
พี่เอ้ชะงักนิดหนึ่ง เหมือนรู้ทันอะไรสักอย่าง แต่ก็หันมาตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“น่าจะพี่เก่งนะครับ”
อื้อหือ แค่ได้ยินชื่อใจฉันก็เต้นตุ้บ ๆ ในอก ฉันแอบอมยิ้มแบบไม่ให้ดูโจ่งแจ้งเกินไป ก่อนจะกวาดสายตาไปที่โต๊ะของเขาอีกครั้ง
“แล้วพี่เก่งอายุเท่าไหร่เหรอคะ ยังดูหน้าเด็กอยู่เลย”
พี่เอ้หัวเราะเบา ๆ เหมือนเริ่มจับท่าทีอะไรบางอย่างได้
“พี่เก่งอายุมากกว่าพี่นะครับ น่าจะสามสิบสาม สามสิบสี่ได้แล้วมั้ง”
โอ้โห ผู้ชายวัยสามสิบกว่า ๆ ดูดีขนาดนั้นเลยหรอ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฉันถึงใจสั่นตั้งแต่แรกเห็น
“น้องพาย สนใจพี่เก่งเหรอครับ” พี่เอ้ถามตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยสักนิด
ฉันแทบสำลักน้ำลายตัวเอง
“ปะ เปล่าค่ะ! พายแค่ถามทั่ว ๆ ไปน่ะค่ะ”
อย่าพึ่งจับได้สิคะพี่เอ้
“แต่พี่เห็นถามถึงแต่พี่เก่งนะครับ”
โอ๊ย โดนแล้ว ฉันรีบตั้งหลักใหม่ทันที
“คือพายได้งานของระบบ WUR มาค่ะ เลยอยากรู้ว่าถ้ามีข้อสงสัยจะต้องถามใคร”
พูดจบฉันก็ยิ้มกลบเกลื่อนสุดชีวิต พี่เอ้เงียบไปสองวินาที ก่อนจะตอบสั้น ๆ ว่า
“อ๋อครับ”
แค่ ‘อ๋อครับ’
แต่ทำเอาฉันใจหายแว้บเลย แก้ตัวเนียนพอไหมนะ
เมื่อเลยเวลาเลิกงานมาได้สิบห้านาที พี่แจงก็เดินมาหาที่โต๊ะด้วยรอยยิ้มใจดีพร้อมบอกกับฉันว่า
“งั้นเดี๋ยวพวกพี่ไปที่ร้านก่อนนะคะ น้องพายไปพร้อมพี่เอ้ พี่เก่งแล้วกันนะ”
‘ไปพร้อมพี่เอ้ พี่เก่ง’
ฉันทวนประโยคนั้นในหัว ก่อนจะพยายามเก็บรอยยิ้มที่กำลังจะหลุดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“โอเคค่ะพี่แจง”
ตอนนั้นพี่เอ้กับพี่เก่งยังติดคุยงานกันอยู่ น่าจะเรื่อง UAT2 ที่ลากยาวมาตั้งแต่บ่าย ฉันเลยนั่งทำ API Spec3 รอไปเรื่อย ๆ แต่ในใจก็ภาวนาอยู่อย่างเดียวว่า
‘วันนี้ขอให้ได้ใกล้เขาอีกนิดก็ยังดีนะ’
ไม่นานนัก พี่เอ้ก็ลุกขึ้นพร้อมกับเรียกฉัน
“น้องพาย งานพี่เสร็จแล้วครับ ไปกันเลยเนอะ”
“เดี๋ยวนั่งรถพี่ไปก็ได้ครับ ร้านมีที่จอดรถอยู่” พี่เก่งพูดพลางเก็บโน้ตบุ๊กใส่กระเป๋าเป้
แค่เสียงทุ้มนุ่มนั้นดังขึ้น ฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจโดนเขย่าเบา ๆ อีกแล้ว
“ได้ค่ะ” ฉันตอบนิ่ง ๆ แบบพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด แต่ในหัวคือ ดีใจมาก เย่!
เมื่อมาถึงร้านชาบูซึ่งอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศเท่าไหร่ พอมาถึงแล้ว ฉันก็พบว่าทีมเราจับจองโต๊ะยาวด้านในสุดกันเรียบร้อย พี่แจงเห็นเราสามคนเดินเข้าไปจึงร้องเรียกทันที
“มาแล้วหรอจ๊ะ หนูสามคนนั่งด้วยกันด้านในสุดเลยจ้ะ”
พอดีเกินไปอีกค่ะพี่แจง แต่ดีเลยค่ะ หนูไม่ติดค่ะ!
ฉันนั่งข้างพี่เอ้ ส่วนพี่เก่งนั่งตรงข้ามพอดี เราสามคนได้เตาเดียวกัน ทุกอย่างคือพรหมลิขิตจัดวางชัด ๆ พี่เก่งเงยหน้ามาถามด้วยสีหน้าสุภาพแบบที่ทำเอาฉันหัวใจจะละลาย
“น้องพาย มีอะไรที่ไม่ทานไหมครับ”
“พายแพ้กุ้งค่ะ แต่พี่ ๆ ทานกันได้เลยนะคะ”
ฉันรีบตอบ แต่พูดยังไม่ทันจบประโยคดี พี่เก่งก็หันไปบอกพี่เอ้ทันที
“เอ้โอเคไหม หรือจะไปกินเตาเดียวกับมิกซ์ก็ได้นะ เตานี้พี่จะไม่ลงกุ้ง น้องพายแพ้กุ้ง”
ประโยคธรรมดา แต่ทำไมใจฉันถึงเต้นแรงแบบนี้นะ
“ได้ครับพี่เก่ง เอ้กินเตานี้ด้วยแล้วกันครับ" พี่เอ้เสริมด้วยรอยยิ้มใจดี
ฉันยิ้มตอบทั้งคู่
“ขอบคุณค่ะ”
และตลอดมื้อชาบูนั้น พี่เก่งคอยต้ม คอยตัก คอยคีบแบ่งให้ฉันราวกับเป็นน้องเล็ก ส่วนพี่เอ้ก็ช่วยคีบอาหารเพิ่มให้ไม่หยุด ฉันไม่เคยรู้สึกว่า ‘การกินบุฟเฟ่ต์’ จะเต็มอิ่มทั้งท้องและหัวใจขนาดนี้มาก่อนเลย