ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Won't Let Me)

ตอนที่ 17: บทที่ 17 สองคำสั่งกับมื้อค่ำฟรี

👁️ 2 อ่าน
22px

        ช่วงสายของวันหยุดสุดสัปดาห์ บรรยากาศภายในห้อง 302 หอพักชายเต็มไปด้วยความเอื่อยเฉื่อยและผ่อนคลายตามประสาเด็กมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง

        แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบพื้นเตียง จางเฉินกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนที่นอน นิ้วโป้งสองข้างรัวแป้นพิมพ์โทรศัพท์มือถือยิกๆ พร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มและเสียงหัวเราะคิกคักในลำคอ บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังแชทคุยกับสาวจากคณะนิเทศศาสตร์ที่เพิ่งไปขอเบอร์มาได้

        ที่มุมหนึ่งของห้อง ปาเยว์เซิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดทำความสะอาดรองเท้าบูตหนังคู่เก่งของตัวเองอย่างขะมักเขม้น พลางฮัมเพลงพื้นบ้านมองโกเลียในไปด้วยเบาๆ

        ส่วนเซี่ยเหวินเจานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือของตัวเอง เขาสวมแว่นตากรอบเงิน สายตาจดจ่ออยู่กับหนังสือปกแข็งหนาเตอะเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจยุโรป พลิกหน้ากระดาษอย่างเงียบเชียบและเชื่องช้า

        อิ๋งเย่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ของตัวเอง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเกียจคร้าน สมองกำลังประมวลผลอย่างว่างเปล่าว่ามื้อเที่ยงวันนี้จะฝากท้องไว้ที่โรงอาหารหรือจะเดินออกไปกินบะหมี่หน้ามหาลัยดี

        ครืด... ครืด...

        เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะของอิ๋งเย่สั่นเตือนทำลายความเงียบ ชายหนุ่มปรายตามองหน้าจอ เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของหลู่จือเหยา เขาก็หยิบมันขึ้นมากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหูโดยไม่ได้ลุกเดินออกไปที่ระเบียง

        “คุณอิ๋งครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”

        น้ำเสียงของหลู่จือเหยาที่ดังลอดมาจากปลายสายเต็มไปด้วยความตึงเครียดและร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต่างจากมาดผู้จัดการทั่วไปผู้สุขุมนุ่มลึกตามปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง

        “หุ้นตัวที่เราทุ่มเงินลงทุนแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตอันหนิง โฮลดิ้งเข้าไป... ตอนนี้กราฟกำลังดิ่งลงเหวครับ!”

        หลู่จือเหยารายงานสถานการณ์รัวเร็วพร้อมกับเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่ดังแทรกมาเป็นระยะ บ่งบอกว่าเขากำลังจ้องหน้าจอเทอร์มินัลการซื้อขายอย่างเอาเป็นเอาตาย

        “หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดตลอดสัปดาห์ตามที่เราคาดไว้ จู่ๆ เมื่อสิบห้านาทีที่แล้วก็มีแรงเทขายมหาศาลทะลักเข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สัญญาณทางเทคนิคพังทลายหมด แนวรับแรกทะลุไปแล้ว ตอนนี้กำลังทดสอบแนวรับที่สอง ถ้าหลุดเส้นนี้ไปอีก เราจะไม่เหลือแม้แต่กำไรที่ทำมา และมันจะลามไปกินเงินต้นมหาศาลของเราทันที!”

        ในฐานะมืออาชีพที่คลุกคลีในวงการการเงิน หลู่จือเหยาไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างไร้เหตุผล การเห็นเงินทุนเกือบทั้งหมดของบริษัทถูกเทขายจนมูลค่าหดหายไปในพริบตาเป็นเรื่องที่บีบหัวใจขั้นสุด เขาต้องรีบเสนอทางออกเพื่อปกป้องความเสี่ยง

        “คุณอิ๋งครับ ในฐานะผู้จัดการ ผมขอแนะนำอย่างยิ่งให้เราตั้งคำสั่งขายเพื่อล็อกกำไรส่วนที่เหลือออกมาก่อนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ตลาดตอนนี้ผันผวนเกินกว่าเหตุผลทางเทคนิคไปแล้ว เราต้องรักษาเงินต้นไว้ก่อนครับ!”

        บรรยากาศรอบตัวอิ๋งเย่ยังคงสงบนิ่ง จังหวะการหายใจของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว

        ในหัวของชายหนุ่มมีเพียงความคิดสั้นๆ เรียบง่าย

        ‘พวกสถาบันกับกองทุนใหญ่กำลังร่วมมือกัน ‘ทุบเอาของ’ เพื่อเขย่าให้นักลงทุนรายย่อยตื่นตระหนกและคายหุ้นออกมาก่อนที่ข่าวประกาศนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมฉบับใหม่ของรัฐบาลกลางจะออกอากาศในสัปดาห์หน้าก็แค่นั้น... นี่มันพฤติกรรมพื้นฐานของการล้างไพ่ก่อนทำกำไรคำโตชัดๆ ทำไมจะต้องตกใจไปตามเกมพวกนั้นด้วย?’

        อิ๋งเย่ไม่ได้อธิบายเรื่องนโยบายรัฐบาล หรือกลไกการเขย่าเม่าของกองทุนใหญ่ให้หลู่จือเหยาฟัง เขาเพียงแค่กรอกเสียงลงไปในสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล

        “ถือต่อไป”

        ปลายสายเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่หลู่จือเหยาจะแย้งขึ้นมาด้วยความร้อนรน

        “ตะ... แต่ว่าคุณอิ๋งครับ! แรงเทขายยังไม่หยุดเลยนะครับ! ถ้าเราถือต่อแล้วมันดิ่งลงไปถึงฟลอร์ เงินทุนแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทจะ...”

        “ยืนยัน ทำตามที่บอก”

        อิ๋งเย่ตัดบทด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้กระโชกโฮกฮาก แต่หนักแน่นและเด็ดขาดจนคนฟังรู้สึกได้ถึงกำแพงที่ไม่อาจโต้แย้ง

        “...เข้าใจแล้วครับคุณอิ๋ง” หลู่จือเหยาตอบรับเสียงแผ่ว

        ตู๊ด...

        อิ๋งเย่กดวางสายทันที

        ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์มือถือกลับลงไปบนโต๊ะตามเดิม แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการถอนหายใจ ไม่มีการสบถด่า ไม่มีการเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กกราฟหุ้นแต่อย่างใด

        ในจังหวะนั้นเอง เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พลิกหน้ากระดาษหนังสือในมือค้างไว้

        สายตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นสีเงินเหลือบมองผ่านสันหนังสือมาที่อิ๋งเย่แวบหนึ่ง

        แม้บทสนทนาที่เซี่ยเหวินเจาได้ยินจะมีเพียงประโยคสั้นๆ แต่น้ำเสียงที่เด็ดขาดและท่าทีที่นิ่งสนิทราวกับรูปปั้นของเพื่อนร่วมห้อง บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญที่มีเดิมพันสูงมาก และที่สำคัญกว่านั้นคือ... อิ๋งเย่ดูไม่แยแสกับผลลัพธ์ของมันเลยแม้แต่น้อย ราวกับผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน ก็ไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหวได้

        เซี่ยเหวินเจามองอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะละสายตากลับไปที่หน้าหนังสืออย่างเงียบเชียบ ไม่เอ่ยถามหรือแสดงท่าทีสนใจใดๆ ออกมา

        ความเงียบในห้อง 302 ดำเนินต่อไปอีกไม่กี่นาที ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงริงโทนเพลงป็อปที่ดังลั่นมาจากโทรศัพท์ของจางเฉิน

        “ฮัลโหล ม้า! มีอะไรโทรมาแต่เช้า... หือ? วันนี้เหรอ? อ้าว ทำไมไม่บอกล่วงหน้าเนี่ย”

        จางเฉินเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง คุยโทรศัพท์ด้วยเสียงโหวกเหวกตามสไตล์ลูกแหง่ติดแม่

        “ได้ๆ เดี๋ยวผมถามเพื่อนก่อนนะ... ม้าเตรียมของกินไว้เยอะๆ เลยนะ พวกนี้มันกินจุ!”

        เขาลดโทรศัพท์ลงจากหู แล้วหันมาตะโกนก้องห้อง

        “ลูกพี่อิ๋ง! ไอ้เยว์! เหล่าเซี่ย! แม่ฉันโทรมา ชวนพวกแกไปกินข้าวเย็นที่บ้านฉันคืนนี้! แม่บอกว่าอยากเลี้ยงขอบคุณที่ช่วยดูแลฉันที่หอ เห็นว่าสั่งให้แม่บ้านไปเหมาซีฟู้ดชุดใหญ่จากตลาดมาเพียบเลย กุ้งมังกร ปูขน ปลาเก๋า มีครบ! พวกแกไปกันเปล่า!?”

        ปาเยว์เซิงที่กำลังขัดรองเท้าอยู่เบิกตากว้าง ทิ้งแปรงขัดรองเท้าลงพื้นทันที

        “ซีฟู้ดชุดใหญ่!? ของฟรี!? ไปสิวะ รออะไรอยู่! ข้าวโรงอาหารทำเอากระเพาะฉันจืดชืดไปหมดแล้วเนี่ย!” เด็กหนุ่มจากทุ่งหญ้าแดนเหนือกระตือรือร้นสุดขีด

        เซี่ยเหวินเจาปิดหนังสือปกแข็งลงช้าๆ

        “ฉันไม่มีธุระอะไร ไปได้”

        สายตาสามคู่หันมาจับจ้องที่อิ๋งเย่เป็นตาเดียว

        ชายหนุ่มที่เพิ่งสั่งคงสถานะความเสี่ยงระดับหลายสิบล้านหยวนโดยตาไม่กะพริบ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

        เมื่อครู่นี้เขายังลังเลอยู่เลยว่าจะกินอะไรดี การมีคนเสนอตัวเลี้ยงอาหารทะเลมื้อใหญ่ฟรีๆ แบบนี้ ถือเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรายวันของเขาไปได้อย่างงดงาม ซึ่งตรงกับหลักการใช้ชีวิตอย่างประหยัดของเขาพอดี

        “มีคนเลี้ยงทั้งที จะปฏิเสธได้ยังไง” อิ๋งเย่พยักหน้ารับเรียบๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ

        “เยี่ยม! งั้นตามนี้เลยนะม้า! เจอกันตอนเย็น!” จางเฉินกรอกเสียงลงโทรศัพท์อย่างร่าเริง

        บรรยากาศในห้อง 302 กลับมาคึกคักอีกครั้ง ปาเยว์เซิงรีบลุกขึ้นไปค้นเสื้อผ้าในตู้เพื่อเตรียมตัว จางเฉินผิวปากอย่างอารมณ์ดี

        ไม่มีใครในห้องนี้รู้เลยว่า ขณะที่ทั้งสี่คนกำลังคุยกันเรื่องมื้อเย็น ในตลาดทุนด้านนอกกำลังเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากตื่นตระหนก...

        แต่สำหรับอิ๋งเย่แล้ว ตัวเลขสีแดงบนกระดานหุ้นที่กำลังดิ่งเหว ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าการได้กินซีฟู้ดมื้อใหญ่โดยไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่แดงเดียวเลยสักนิด

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!