ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Won't Let Me)

ตอนที่ 19: บทที่ 19 อ่านสารบัญก็สอบได้

👁️ 2 อ่าน
22px

            บรรยากาศของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมกราคม

            ความคึกคักและเสียงหัวเราะตามทางเดินหายไปราวกับถูกดูดกลืน ลานกิจกรรมที่เคยมีคนพลุกพล่านกลายเป็นพื้นที่ร้าง โรงอาหารเงียบเหงาลงผิดหูผิดตา ในขณะที่หอสมุดกลางกลับเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่แทบจะขี่คอกันเพื่อแย่งชิงเก้าอี้ว่างสักตัว

            ‘สัปดาห์สอบปลายภาค’ คือช่วงเวลาที่เปลี่ยนนักศึกษาเฟรชชี่ผู้ร่าเริงให้กลายเป็นซอมบี้ขอบตาดำคล้ำ

            ณ ห้อง 302 หอพักชายล้วน บรรยากาศแห่งความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วทุกตารางนิ้ว

            “โอ๊ย! ทำไมวิชาหลักการบัญชีมันถึงได้มีเดบิตเครดิตอะไรยิบย่อยขนาดนี้วะ! แล้วไอ้ค่าเสื่อมราคาสะสมนี่มันจะไปโผล่ในงบดุลฝั่งไหนเนี่ย!”

            เสียงโอดครวญของจางเฉินดังทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นรอบที่สิบของคืน คุณชายจางผู้ร่าเริงบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากศพเดินได้ สองมือทึ้งผมตัวเองจนยุ่งเหยิง บนโต๊ะเต็มไปด้วยกระป๋องเครื่องดื่มชูกำลังและตำราเรียนที่ถูกเปิดทิ้งไว้อย่างสะเปะสะปะ

            ถัดไปอีกมุมหนึ่ง ปาเยว์เซิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง หลับตาพริ้ม โยกหัวไปมาเป็นจังหวะ พร้อมกับส่งเสียงฮัมเพลงในลำคอที่ฟังดูคล้ายบทเพลงพื้นบ้านของชนเผ่าเร่ร่อนในมองโกเลียใน

            “ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์... ฮีย่า~ ขั้นแรกคือความต้องการทางกายภาพ ต้องกินเนื้อม้าย่างให้อิ่มท้อง... โหย่วๆ~ ขั้นสองคือความปลอดภัย นอนในกระโจมที่ลมพายุพัดไม่พัง... ฮู่เล่~ ขั้นสามคือความรักและการเป็นเจ้าของ มีฝูงม้าและครอบครัวที่อบอุ่น... ย่าห์!”

            จางเฉินหันขวับไปมองเพื่อนร่างใหญ่ด้วยสายตาว่างเปล่า

            “ไอ้เยว์... แกกำลังทำบ้าอะไรของแกวะ?”

            “ท่องหนังสือสอบวิชาหลักการจัดการไง!”

            ปาเยว์เซิงลืมตาขึ้นมาตอบอย่างภาคภูมิใจ

            “ภาษาในหนังสือมันเข้าใจยากจะตายไป ฉันเลยเอาทฤษฎีพวกนั้นมาแต่งเป็นเพลงพื้นบ้านทุ่งหญ้าซะเลย รับรองว่าพรุ่งนี้เข้าห้องสอบปุ๊บ ฉันแค่ฮัมเพลงในใจ คำตอบก็ไหลมาระทอกๆ แล้ว!”

            “ไหลมาระทอกๆ บ้านแกสิ! แกหยุดร้องเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันอุตส่าห์จำสมการบัญชีได้แล้ว พอแก ‘ฮีย่า’ ขึ้นมา ทุนของกิจการในหัวฉันมันบินหนีไปพร้อมกับม้าของแกหมดแล้วเนี่ย!” จางเฉินโวยวายเสียงหลง

            เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถอนหายใจเบาๆ เขายังคงสวมแว่นตากรอบเงิน นั่งหลังตรง ท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น ไฮไลต์สีเหลืองและสีชมพูในมือของเขาถูกขีดลงบนสมุดโน้ตที่จดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ราวกับผลงานศิลปะ

            “สมการบัญชีขั้นพื้นฐาน สินทรัพย์เท่ากับหนี้สินบวกส่วนของเจ้าของ” เซี่ยเหวินเจาเอ่ยขึ้นลอยๆ โดยไม่เงยหน้าจากสมุด

            “ถ้าแค่นี้แกยังจำสลับกัน พรุ่งนี้ก็เตรียมตัวกาข้อสอบแบบสุ่มเสี่ยงดวง แล้วไปลงทะเบียนเรียนแก้ตัวซัมเมอร์หน้าได้เลย อาเฉิน”

            “เหล่าเซี่ย! แกอย่าพูดอะไรเป็นลางแบบนั้นสิวะ!” จางเฉินแทบจะร้องไห้

            ท่ามกลางความวุ่นวายระดับโลกาวินาศของสามชีวิตในห้อง 302... มีเพียงมุมเดียวที่ยังคงความสงบสุขราวกับอยู่คนละมิติ

            อิ๋งเย่นอนเอนหลังพิงหมอนอยู่บนเตียง สวมหูฟังที่ไม่ได้เปิดเพลง ปล่อยให้สายตาทอดมองเพดานห้องอย่างเลื่อนลอย บนหน้าอกของเขามีหนังสือ ‘หลักเศรษฐศาสตร์มหภาค’ วางคว่ำหน้าอยู่... ซึ่งมันวางอยู่ในตำแหน่งนั้นมานานกว่าสองชั่วโมงแล้วโดยไม่มีการพลิกหน้ากระดาษแต่อย่างใด

            “ลูกพี่อิ๋ง...”

            จางเฉินเดินคอตกมาเกาะขอบเตียงของอิ๋งเย่

            “นี่แกบรรลุธรรมไปแล้วเหรอวะ พรุ่งนี้สอบวิชามหภาคของอาจารย์หลี่จอมเฮี้ยบเลยนะเว้ย แกไม่อ่านหนังสือเลยหรือไง?”

            อิ๋งเย่ปรายตามองเพื่อนร่วมห้อง

            “อ่านแล้ว”

            “...”

            จางเฉินกะพริบตาปริบๆ

            “อ่านตอนไหนวะ? ฉันเห็นแกเอาหนังสือแปะอกไว้แบบนี้มาตั้งแต่ทุ่มนึงแล้วนะ!”

            “เมื่อกี้”

            “...”

            “ก็อ่านสารบัญไปแล้วไง”

            อิ๋งเย่ตอบหน้าตาย

            “รู้แล้วว่าแต่ละบทมันมีหัวข้ออะไรบ้าง แค่นั้นก็พอแล้ว”

            จางเฉินถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนปาเยว์เซิงที่กำลังจะฮัมเพลงมาสโลว์ขั้นที่สี่ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง

            สิ่งที่เพื่อนร่วมห้องไม่รู้คือ สำหรับอิ๋งเย่แล้ว ทฤษฎีในตำราเรียนปีหนึ่งพวกนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เพราะทั้งในชาติก่อนและชาตินี้ เขาคลุกคลีและใช้สิ่งเหล่านี้ในการหาเงินจริงๆ มาตลอด เขาเพียงแค่พลิกดูหนังสือผ่านๆ เพื่อจดจำ ‘ศัพท์วิชาการ’ บางคำให้ตรงกับที่อาจารย์อยากเห็นในกระดาษคำตอบ เพื่อที่เขาจะได้ไม่เขียนภาษาของนักรบห้องค้าหุ้นลงไปจนดูประหลาดเกินไปก็เท่านั้น

            “แกมันแน่มาก... ฉันยอมใจแกเลยจริงๆ”

            จางเฉินยกนิ้วโป้งให้อย่างปลงตก ก่อนจะเดินลากขาไปกระดกเครื่องดื่มชูกำลังกระป๋องที่สามของคืน แล้วกลับไปท่องเดบิตเครดิตต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนคนใกล้สิ้นสติ

            …

            เช้าวันรุ่งขึ้น ณ หอประชุมสอบรวมของคณะบริหารธุรกิจ

            บรรยากาศในห้องโถงใหญ่ตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดตัดอากาศได้ นักศึกษาหลายร้อยคนนั่งแยกโต๊ะกันอย่างเป็นระเบียบ เสียงพลิกกระดาษข้อสอบดังสวบสาบสลับกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่เป็นระยะ

            อาจารย์หลี่ในชุดสูทสีเข้มเดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่หน้าห้องสอบ แววตาคมกริบของเขากวาดมองนักศึกษาทุกคนราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ

            อิ๋งเย่นั่งอยู่ตรงกลางค่อนไปทางหลังห้อง เขาพลิกกระดาษคำถามข้อสอบวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคดูด้วยสายตาเรียบเฉย

            ‘ข้อ 4: จงวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายการเงินแบบหดตัวต่อภาคการส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ (30 คะแนน)’

            อิ๋งเย่มองโจทย์ข้อนี้แล้วแทบจะหลุดหัวเราะในใจ

            ‘โจทย์นี้ล้าหลังสถานการณ์จริงไปประมาณห้าปีเห็นจะได้...’

            นี่มันสถานการณ์เดียวกับที่เขาเพิ่งสั่งให้หลู่จือเหยา 'ถือต่อไป' ท่ามกลางแรงเทขายมหาศาลของหุ้นกลุ่มนี้เมื่อเดือนก่อนเป๊ะเลยไม่ใช่หรือ โจทย์ข้อสอบพูดถึงผลกระทบเชิงลบของนโยบายการเงินแบบหดตัว แต่ในความเป็นจริง มันคือแรงเขย่าชั่วคราวก่อนที่นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมจะพลิกสถานการณ์กลับตาลปัตรต่างหาก

            ชายหนุ่มหยิบปากกาขึ้นมา ไม่ต้องเสียเวลาร่างโครงร่างความคิดในกระดาษทด เขาจรดปลายปากกาลงบนกระดาษคำตอบ แล้วปล่อยให้ตรรกะอันโหดร้ายของโลกธุรกิจจริงไหลผ่านปลายปากกา โดยใช้เพียงคำศัพท์ที่ดูสุภาพและเป็นวิชาการมาเคลือบแฝงเอาไว้

            เขาอธิบายถึงการแห้งขอดของสภาพคล่องที่บีบให้บริษัทอสังหาฯ ต้องเทขายสินทรัพย์ และผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นซึ่งจะไปทุบตีภาคการส่งออกอย่างไร้ความปรานี

            ทุกตัวอักษรลื่นไหลไม่มีสะดุด ไม่มีการเดา ไม่มีการพยายามเขียนน้ำท่วมทุ่งเพื่อหวังคะแนนความสงสาร

            ผ่านไปเพียง 35 นาที นับตั้งแต่เสียงกริ่งเริ่มสอบดังขึ้น ซึ่งเป็นเวลาขั้นต่ำที่สุดที่กฎของมหาวิทยาลัยอนุญาตให้นักศึกษาส่งกระดาษคำตอบและออกจากห้องสอบได้

            ครืด...

            เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องสอบ

            นักศึกษาหลายสิบคนที่กำลังก้มหน้านิ่วคิ้วขมวดกัดปลายปากกา ต่างเงยหน้าขึ้นมามองเป็นตาเดียว รวมถึงจางเฉินที่นั่งอยู่เยื้องไปทางซ้าย ซึ่งจ้องมองมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างประหนึ่งเห็นผี

            อิ๋งเย่ลุกขึ้นยืน รวบรวมกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบ เดินด้วยท่วงท่าเอื่อยเฉื่อยตามปกติไปที่หน้าโต๊ะคุมสอบ

            อาจารย์หลี่รับกระดาษคำตอบมา สายตาคมกริบกวาดมองเด็กหนุ่มตรงหน้า

            “เสร็จแล้ว?”

            “ครับ” อิ๋งเย่ตอบสั้นๆ

            “...”

            อาจารย์หลี่มองหน้าเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเรียบๆ

            “ไปได้”

            ทันทีที่อิ๋งเย่เดินพ้นประตูห้องสอบไป สายตาของเพื่อนร่วมรุ่นหลายคนก็เต็มไปด้วยความสงสารเจือสมเพช

            ‘เด็กคนนั้นคงยอมแพ้แล้วสินะ...’

            ‘วิชาของอาจารย์หลี่ยากขนาดนี้ ส่งกระดาษเปล่าแน่ๆ’

            จางเฉินมองตามแผ่นหลังของเพื่อนร่วมห้องด้วยความรู้สึกเห็นใจสุดซึ้ง 

            ‘โธ่ ลูกพี่อิ๋ง... ถึงแกจะรวยแค่ไหน แต่มาตกวิชามหภาคแบบนี้ก็คงเหนื่อยตอนซัมเมอร์แน่ๆ... เอ๊ะ เดี๋ยวนะ! แล้วนโยบายการเงินแบบหดตัวนี่มันทำให้ดอกเบี้ยขึ้นหรือลงวะเนี่ย! โอ๊ย หัวจะปวด!’

            …

            สองชั่วโมงต่อมา ที่ลานหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจ

            ฝูงชนนักศึกษาหลั่งไหลออกจากห้องสอบด้วยสภาพที่ดูไม่ต่างจากทหารที่เพิ่งแพ้สงคราม บางคนบ่นพึมพำกับตัวเอง บางคนกอดคอเพื่อนร้องไห้โอดครวญ

            “ไอ้เยว์... ข้อสี่แกตอบว่าอะไรวะ?” จางเฉินเดินไหล่ตกออกมาพร้อมกับปาเยว์เซิง

            “ฉันตอบเรื่องอัตราดอกเบี้ยไง แต่ตอนเขียนฉันดันเผลอเขียนเนื้อเพลง ‘ม้าป่าคะนองศึก’ ลงไปในย่อหน้าสุดท้ายด้วยวะ... อาจารย์หลี่คงไม่หักคะแนนความสร้างสรรค์หรอกมั้ง?” ปาเยว์เซิงเกาหัวแกรกๆ

            เซี่ยเหวินเจาเดินตามมาด้านหลัง สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยตามปกติ

            “ฉันคำนวณแล้ว ข้อสอบมีร้อยคะแนนเต็ม อย่างแย่ที่สุดฉันน่าจะโดนหักเรื่องการอ้างอิงทฤษฎีเสริมในข้อเขียนนิดหน่อย คะแนนรวมไม่น่าจะต่ำกว่า 92”

            “แกหยุดพูดไปเลยเหล่าเซี่ย! ฉันไม่อยากฟังคนได้ท็อปมณฑลวิเคราะห์ข้อสอบ!” จางเฉินโวยวาย

            ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังเถียงกันอยู่นั้น สายตาของพวกเขาก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตา ยืนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ริมลานกว้าง

            อิ๋งเย่ในชุดนักศึกษาชิลๆ กำลังยืนกัดไส้กรอกย่างไม้ใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย ในมืออีกข้างถือแก้วชานมไข่มุก ท่าทางผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิตจนขัดแย้งกับสภาพจิตใจของคนทั้งคณะอย่างสิ้นเชิง

            “ลูกพี่อิ๋ง!”

            จางเฉินวิ่งเข้าไปหา

            “ทำไมแกออกไวนักวะ! ยากจนทำไม่ได้เลยดิ? ไม่เป็นไรนะเว้ย เดี๋ยวซัมเมอร์ฉันลงเรียนเป็นเพื่อนแกเอง!”

อิ๋งเย่เคี้ยวไส้กรอกตุ้ยๆ ก่อนจะกลืนลงคอ

            “ทำไม่ได้อะไรล่ะ ก็เขียนหมดแล้ว ขี้เกียจนั่งแช่แอร์ในนั้น มันหนาว”

            จางเฉินกับปาเยว์เซิงมองหน้ากันแล้วถอนหายใจ พวกเขาเชื่อสนิทใจว่าอิ๋งเย่แค่ ‘เขียนมั่วๆ’ ให้เต็มบรรทัดเพื่อจะได้รีบออกมาหาของกินแน่นอน

            ระหว่างที่จางเฉินกำลังโวยวาย เซี่ยเหวินเจาที่ยืนอยู่เงียบๆ ขยับแว่นตา สายตาของเขามองทะลุไปที่อิ๋งเย่ด้วยความครุ่นคิด

            ‘คนที่อ่านแค่สารบัญแล้วออกจากห้องสอบก่อนเวลา... มีอยู่แค่สองประเภท คือพวกที่โง่ที่สุด กับพวกที่ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือ...’

            “ช่างเรื่องสอบมันเถอะโว้ย! ส่งกระดาษไปแล้วก็แก้ไขอะไรไม่ได้!”

            จางเฉินชูหมัดขึ้นฟ้า เปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

            “สอบเสร็จแล้วเว้ย! สัปดาห์นรกจบลงแล้ว! คืนนี้ต้องฉลอง! ร้านเกมหน้ามหาลัยโต้รุ่ง ต่อด้วยร้านเนื้อย่างเสียบไม้! คืนนี้ฉันเลี้ยงเอง!”

            “โอ้โห! ของฟรี! ไปสิวะรออะไร!” ปาเยว์เซิกระโดดตัวลอย

            อิ๋งเย่ดูดชานมไข่มุกจนแก้มตอบ พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

            “เห็นแก่ความพยายามของแก คืนนี้ฉันจะยอมไปนั่งเล่นเกมเป็นเพื่อนด้วยก็แล้วกัน”

            ความร่าเริงกลับมาสู่กลุ่มเด็กหนุ่มห้อง 302 อีกครั้ง พวกเขาเดินกอดคอกันมุ่งหน้าสู่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ทิ้งความตึงเครียดของห้องสอบไว้เบื้องหลัง

            ผลสอบจะออกมาเป็นอย่างไร จะมีใครตก หรือใครจะได้คะแนนท็อปคณะ... นั่นเป็นเรื่องของอนาคตในเดือนหน้า

            แต่สำหรับอิ๋งเย่แล้ว การได้เล่นเกมฟรีและมีคนเลี้ยงเนื้อย่างมื้อดึก คือผลกำไรที่จับต้องได้และคุ้มค่าที่สุดของวันสอบปลายภาควันนี้

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!