ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Won't Let Me)

ตอนที่ 20: บทที่ 20 บัญชีเฝ้าระวังเงียบ

👁️ 2 อ่าน
22px

            สายลมหนาวของเดือนมกราคมพัดผ่านต้นไทรใหญ่หน้าตึกอธิการบดี ใบไม้ไหวเอนส่งเสียงสวบสาบ บรรยากาศของมหาวิทยาลัยเริ่มเงียบสงบลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อการสอบปลายภาควิชาสุดท้ายเสร็จสิ้นลง

            ณ ห้องทำงานกว้างขวางบนชั้นสูงสุดของตึกบริหาร โจวหมิงฮุ่ย อธิการบดีมหาวิทยาลัยกำลังนั่งจิบชาหลงจิ่งร้อนๆ พลางทอดสายตามองทัศนียภาพของวิทยาเขตผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่

            เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น ก่อนที่ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมจะเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามา เขาคือ ‘ผู้อำนวยการมู่’ หรือ ‘เหล่ามู่’ หนึ่งในคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยผู้กว้างขวาง

            “ท่านอธิการบดีครับ รายงานสรุปการจัดการสอบปลายภาคของทุกคณะเรียบร้อยแล้วครับ” ผู้อำนวยการมู่วางแฟ้มลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง

            “ลำบากคุณแล้วเหล่ามู่”

            อธิการบดีโจวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

            “จริงสิ นักศึกษาปีหนึ่งที่ชื่อ ‘อิ๋งเย่’ จากคณะบริหารธุรกิจ เทอมนี้เขาเป็นยังไงบ้าง?”

            ผู้อำนวยการมู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

            “ท่านอธิการบดีจำชื่อเด็กคนนี้ได้ด้วยหรือครับ? ผมกำลังคิดจะรายงานเรื่องเขานอกรอบอยู่พอดี ตั้งแต่ตอนต้นเทอมที่จ้าวไห่เผิง ประธานหอการค้ากวางโจว โทรมาฝากฝังให้ผมช่วย ‘ดูแล’ เด็กคนนี้เป็นพิเศษ ผมก็จับตาดูเขาอยู่ห่างๆ มาตลอดครับ”

            อธิการบดีโจวหัวเราะหึๆ ในลำคอ เขาวางถ้วยชาลงแล้วประสานมือไว้บนโต๊ะ

            “จะไม่ให้จำได้ยังไง เมื่อวานนี้ ศาสตราจารย์หลี่จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์เพิ่งเดินมาหาผมที่ห้องนี้ด้วยตัวเอง คุณก็รู้ใช่ไหมว่าตาเฒ่าหลี่คนนั้นเฮี้ยบและหยิ่งยโสในวิชาการของตัวเองแค่ไหน?”

            ผู้อำนวยการมู่พยักหน้ารับ ศาสตราจารย์หลี่คือเสาหลักของคณะบริหารธุรกิจที่สอบตกนักศึกษาปีละหลายร้อยคนโดยไม่เคยปรานีใคร

            “ศาสตราจารย์หลี่บอกผมว่า มีเด็กปีหนึ่งคนหนึ่ง ส่งกระดาษคำตอบวิชามหภาคภายในสามสิบห้านาที ซึ่งเป็นเวลาขั้นต่ำสุดที่อนุญาตให้ออกจากห้องสอบได้”

            อธิการบดีโจวหรี่ตาลง แววตาแฝงความลึกซึ้ง

            “ตาเฒ่าหลี่รีบหยิบกระดาษคำตอบนั้นมาตรวจทันที และคุณรู้ไหมเขาพูดกับผมว่ายังไง?”

            “ว่ายังไงหรือครับ?”

            “เขาบอกว่า เด็กคนนั้นไม่ได้กำลังทำข้อสอบ แต่กำลังเขียน ‘รายงานชันสูตรศพ’ ของตลาดทุนต่างหาก ตรรกะที่ใช้ไร้ซึ่งความเพ้อฝันแบบนักวิชาการในตำรา แต่มันคือมุมมองอันเลือดเย็นของนักล่าที่เคยกวาดล้างเงินในตลาดจริงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ศาสตราจารย์หลี่ยังบ่นอีกว่า เด็กคนนี้มองทฤษฎีในหนังสือเรียนเหมือนเป็นแค่ของเล่นเด็ก”

            ผู้อำนวยการมู่สูดลมหายใจลึก เขาไม่ได้อยู่ในแวดวงวิชาการจ๋า แต่เขารู้ดีว่าคำชมระดับนี้จากปากคนอย่างศาสตราจารย์หลี่นั้น หนักแน่นยิ่งกว่าเหรียญทองโอลิมปิกวิชาการเสียอีก

            “ถ้าอย่างนั้นก็สอดคล้องกับรายงานที่ผมเพิ่งได้รับจากหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยเลยครับท่าน” ผู้อำนวยการมู่ขยับแว่นตา

            “ทางรปภ. รายงานว่า ตลอดเทอมที่ผ่านมา มีรถออดี้ A6L สีดำคันหนึ่งเข้ามาจอดที่ลานจอดรถวีไอพีของหอพักชายอยู่บ่อยครั้ง รถคันนั้นไม่ได้หรูหราที่สุดในมหาลัยเราก็จริง แต่ป้ายทะเบียนของมันคือ ‘粤A·00006’ ครับ”

อธิการบดีโจวเบิกตากว้างขึ้นทันที

            “00006? ป้ายทะเบียนหมายเลขตัวเดียวของมณฑล? แล้วใครเป็นคนขับ?”

            “รปภ. ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดแล้วครับ คนขับคือนักศึกษาที่ชื่ออิ๋งเย่”

            ความเงียบโรยตัวลงในห้องทำงานของอธิการบดี เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ ตัดกับความเงียบงัน โจวหมิงฮุ่ยหมุนเก้าอี้กลับมาที่คอมพิวเตอร์บนโต๊ะ เขากดเปิดระบบฐานข้อมูลทะเบียนนักศึกษาของมหาวิทยาลัย พิมพ์ชื่อ ‘อิ๋งเย่’ ลงไปอย่างรวดเร็ว

            หน้าจอแสดงรูปถ่ายของเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบเฉย แววตาติดจะเกียจคร้าน

            อธิการบดีโจวไล่อ่านข้อมูลภูมิหลัง... 

            ‘สถานะครอบครัว: กำพร้า / บิดามารดาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ / การศึกษาประถม-มัธยม: โรงเรียนรัฐบาลธรรมดา / ไม่มีประวัติอาชญากรรม / ไม่มีประวัติความโดดเด่นใดๆ’

            มันคือแฟ้มประวัติที่ธรรมดาเสียจนจืดชืด เป็น ‘สีขาว’ ที่สะอาดบริสุทธิ์และไร้ที่ติ

            แต่มันกลับขัดแย้งอย่างรุนแรงกับสิ่งที่อธิการบดีโจวและผู้อำนวยการมู่เพิ่งหยิบยกขึ้นมาคุยกันเมื่อครู่

            “กำพร้า? ไร้ภูมิหลัง?”

            อธิการบดีโจวแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีของคนที่ ‘มองทะลุ’ ทุกสรรพสิ่ง

            “เหล่ามู่ คุณทำงานบริหารมาหลายสิบปี คุณคิดว่าเด็กกำพร้าธรรมดาๆ คนหนึ่ง จะสามารถทำให้ประธานหอการค้ากวางโจวโทรมาฝากฝังด้วยตัวเอง จะขับรถป้ายทะเบียนอำนาจระดับมณฑล และมีมุมมองตลาดทุนที่เลือดเย็นจนศาสตราจารย์หลี่ยอมรับได้งั้นหรือ?”

            ผู้อำนวยการมู่ส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าของเขาจริงจังขึ้น

            “ไม่มีทางครับท่าน แฟ้มประวัติที่สะอาดเกินไป... ในบางระดับ มันก็คือ ‘การปกปิด’ ที่แนบเนียนที่สุด”

            “ถูกต้อง”

            อธิการบดีโจวเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ

            “นี่คือแฟ้มประวัติที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ ‘พรางตัว’ ระดับสูงสุด เด็กคนนี้ต้องเป็นทายาทสายตรงของตระกูลระดับสูง หรือมีภูมิหลังพิเศษบางอย่างจนต้องถูกปิดเอาไว้แน่ๆ”

            อธิการบดีผู้ผ่านโลกมามากใช้ตรรกะและประสบการณ์ของตนเองประกอบร่างสร้างตัวตนของอิ๋งเย่ขึ้นมาใหม่ในใจอย่างสมบูรณ์แบบ เขามองเห็นภาพของคุณชายจากตระกูลมหาอำนาจที่เบื่อหน่ายแสงสี จึงเลือกสวมบทบาทเด็กกำพร้าเพื่อแสวงหาความสงบในรั้วมหาวิทยาลัย

            “แล้วเราควรทำอย่างไรดีครับท่าน? ต้องแจ้งให้คณบดีคณะบริหารทราบเพื่อดูแลเขาเป็นพิเศษไหมครับ?” ผู้อำนวยการมู่ถามด้วยความระมัดระวัง

            “ห้ามเด็ดขาด!”

            อธิการบดีโจวยกมือปรามทันที

            “คนระดับนี้ ถ้าเขาต้องการความสะดวกสบาย เขาคงใช้เส้นสายเข้าเรียนฮาร์วาร์ดหรือเคมบริดจ์ไปแล้ว การที่เขาเลือกมาอยู่ที่นี่และใช้ประวัติปลอม แปลว่าเขาต้องการ ‘ความสงบ’ และ ‘ความธรรมดา’”

            อธิการบดีเว้นจังหวะ ก่อนจะออกนโยบายที่เฉียบขาดที่สุด

            “ตั้งแต่วันนี้ไป ยกสถานะชื่อของ อิ๋งเย่ ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อ ‘เฝ้าระวังเงียบ’ ของมหาวิทยาลัย ห้ามใครเข้าไปประจบสอพลอ ห้ามดึงเขาไปร่วมกิจกรรมที่เขาไม่เต็มใจ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเขาเด็ดขาด แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขามีปัญหาเรื่องเอกสาร การลงทะเบียน หรือต้องการอนุมัติอะไร ให้ไฟเขียวผ่านระบบอย่างราบรื่นที่สุดโดยไม่ต้องให้เขารู้ตัว เราจะมอบ ‘ความ Low-Profile’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับเขา นั่นแหละคือการผูกมิตรที่ชาญฉลาดที่สุด”

            “เข้าใจแล้วครับท่านอธิการบดี ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้เป็นความลับที่สุด” ผู้อำนวยการมู่ค้อมศีรษะรับคำสั่ง

            อธิการบดีโจวมองรูปถ่ายของเด็กหนุ่มบนหน้าจออีกครั้ง ในใจเต็มไปด้วยความชื่นชม 

            ‘ช่างเป็นเยาวชนที่เก็บซ่อนประกายแสงของตัวเองได้มิดชิดและลึกล้ำจริงๆ อนาคตของประเทศนี้คงอยู่ในมือของคนหนุ่มระดับนี้นี่แหละ’

            …

            ในขณะเดียวกัน ณ ห้อง 302 หอพักชายคณะบริหารธุรกิจ

            เยาวชนผู้ถูกยกย่องว่าเก็บซ่อนประกายแสงได้อย่างลึกล้ำ กำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง โดยมีหนังสือการ์ตูนปิดหน้าอยู่

            เสียงประกาศจากลำโพงกระจายเสียงของมหาวิทยาลัยดังกังวานไปทั่ววิทยาเขต

            “ประกาศจากฝ่ายวิชาการ ขอให้นักศึกษาทุกท่านเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ มหาวิทยาลัยจะปิดทำการในภาคการศึกษาฤดูหนาวเป็นเวลาห้าสัปดาห์ ครอบคลุมช่วงเทศกาลตรุษจีน และจะเปิดภาคเรียนอีกครั้งในวันที่...”

            “เยส!! ปิดเทอมแล้วโว้ยยยย!!”

            จางเฉินกระโดดเด้งตัวขึ้นจากเตียง โยนหนังสือเรียนวิชาหลักการบัญชีลงถังขยะมุมห้องอย่างไม่ไยดี

            “ในที่สุดนรกก็จบสิ้น! ฉันจะได้กลับไปนอนตื่นสาย เล่นเกมโต้รุ่งโดยไม่ต้องกังวลเรื่องควิซเช้าอีกแล้ว!”

            “อย่าเพิ่งดีใจไปอาเฉิน” เซี่ยเหวินเจาที่กำลังพับเสื้อเชิ้ตใส่กระเป๋าเดินทางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเอ่ยขัดขึ้นเรียบๆ 

            “ผลสอบยังไม่ออก ถ้าประกาศผลตอนกลางเดือนหน้าแล้วแกติดเอฟวิชาบัญชีขึ้นมา ตรุษจีนปีนี้แกคงโดนพ่อไล่ตะเพิดออกจากบ้านแน่”

            จางเฉินหน้าซีดเผือดลงทันที

            “เหล่าเซี่ย! แกจะพูดเรื่องอัปมงคลรับปีใหม่ทำไมวะ! ฉันอุตส่าห์ลืมไปแล้วเชียว!”

            ปาเยว์เซิงที่กำลังยัดเสื้อกันหนาวตัวหนาเตอะลงในเป้ใบยักษ์หัวเราะร่วน

            “พวกแกเลิกเถียงกันเรื่องสอบได้แล้ว! อย่าลืมสัญญานะเว้ย ปิดเทอมนี้พวกแกต้องไปเที่ยวบ้านฉันที่มองโกเลียใน! ฉันโทรไปบอกพ่อแล้วว่าพี่น้องร่วมสาบานของฉันจะไปเยือน พ่อฉันสั่งให้คนงานเตรียมเชือดแกะที่อ้วนที่สุด แล้วก็คัดเนื้อม้าเกรดพรีเมียมไว้รอพวกแกเป็นภูเขาแล้ว!”

            เมื่อได้ยินคำว่า ‘เนื้อม้าเกรดพรีเมียม’ หนังสือการ์ตูนที่ปิดหน้าอิ๋งเย่ก็ถูกเลื่อนออกทันที ดวงตาปลาตายของเขาเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย

            “สรุปว่าเราจะเดินทางกันวันไหน?” อิ๋งเย่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่กระตือรือร้นที่สุดในรอบหลายเดือน

            “อีกสามวัน!”

            ปาเยว์เซิงชูสามนิ้ว

            “ฉันให้ลุงที่คุมคิวรถบรรทุกจองตั๋วเครื่องบินให้พวกแกทุกคนแล้ว เราจะบินไปลงที่โฮฮอต แล้วพ่อฉันจะส่งรถมารับเข้าฟาร์ม ระหว่างสามวันนี้พวกแกก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมากระจุกรวมกันที่สนามบิน!”

            “สามวันเหรอ... ได้เลย”

            จางเฉินพยักหน้า

            “ฉันต้องกลับไปรายงานตัวกับแม่ที่บ้านก่อน ไม่งั้นโดนบ่นหูชาแน่ๆ แล้วแกล่ะเหล่าเซี่ย?”

            “ฉันต้องไปปรากฏตัวในงานเลี้ยงปลายปีของบริษัทที่บ้านนิดหน่อย สองวันน่าจะเคลียร์เสร็จ ทันเวลาพอดี” เซี่ยเหวินเจาตอบพลางรูดซิปกระเป๋าเดินทาง

            “แล้วแกล่ะลูกพี่อิ๋ง? สามวันนี้แกมีแพลนไปไหนเปล่า?” จางเฉินหันมาถาม

            อิ๋งเย่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง มีเรื่องเดียวที่ค้างอยู่ในหัว คงต้องเข้าไปที่บริษัทสักรอบก่อนเดินทาง มีอะไรบางอย่างที่เขาอยากไปจัดการด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่สั่งการผ่านโทรศัพท์เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

            แต่แน่นอน เรื่องน่าปวดหัวและวุ่นวายแบบนั้น เขาไม่มีทางเอามาพูดให้เพื่อนในห้องฟังเด็ดขาด

            “ไม่มีแพลนอะไร” อิ๋งเย่ตอบหน้าตาย พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอก

            “ฉันจะนอนโง่ๆ อยู่ที่หอนี่แหละ เก็บแรงไว้ไปกินเนื้อม้าบ้านไอ้เยว์”

            “โคตรสมกับเป็นแกเลยว่ะ ฮ่าๆๆ!” จางเฉินหัวเราะชอบใจ

            บรรยากาศในห้อง 302 อบอวลไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะของมิตรภาพวัยหนุ่ม พวกเขากำลังนับถอยหลังสู่การเดินทางไกลครั้งแรกของกลุ่มเพื่อน

            ไม่มีใครในห้องนี้รู้เลยว่า ภูมิหลังที่แท้จริงของครอบครัวปาเยว์เซิงที่พวกเขาคิดว่าเป็นแค่ ‘ฟาร์มปศุสัตว์ธรรมดา’ นั้น จะยิ่งใหญ่ระดับไหน

            และอิ๋งเย่เอง... ก็ไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่า ในขณะที่เขากำลังนอนคิดถึงรสชาติของเนื้อม้าย่างอยู่นั้น ชื่อของเขาได้ถูกประทับตรา ‘ลับสุดยอด’ ในระบบของมหาวิทยาลัย ด้วยการมโนขั้นสุดยอดของอธิการบดีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!