ช่วงเย็นย่ำ
แสงสีส้มของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องลงบนถนนสายหลักที่ทอดยาวเข้าสู่เขตหมู่บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ย่านชานเมืองกวางโจว
รถออดี้ A6L สีดำขลับแล่นไปตามถนนอย่างนุ่มนวลและเงียบเชียบ ภายในห้องโดยสารเปิดเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ตัดกับเสียงพูดคุยเฮฮาของจางเฉินและปาเยว์เซิง
อิ๋งเย่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ควบคุมรถด้วยมือเดียวอย่างเกียจคร้าน
ที่หน้าประตูคฤหาสน์สไตล์ยุโรปหลังใหญ่โตโอ่อ่า จางไห่ บิดาของจางเฉินในชุดเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนม สวมนาฬิกาทองฝังเพชรสะท้อนแสงวิบวับ กำลังยืนชะเง้อคอมองหาลูกชายด้วยความตื่นเต้น ข้างกายเขามี หยางฮุ่ย ภรรยาผู้มีใบหน้าสละสลวยและแต่งกายด้วยชุดเดรสเรียบหรูดูภูมิฐานยืนอยู่ด้วย ท่าทีของเธอสงบนิ่งและสง่างาม แตกต่างจากสามีที่ดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
“คุณคะ ลูกเพิ่งโทรบอกว่าเข้าเขตหมู่บ้านมาเมื่อกี้เอง ไม่ต้องชะเง้อขนาดนั้นก็ได้ค่ะ” หยางฮุ่ยเอ่ยเตือนยิ้มๆ
“จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงล่ะคุณ! อาเฉินมันบอกว่าเพื่อนร่วมห้องมันแต่ละคนไม่ธรรมดา ผมก็อยากรู้ว่าลูกเราไปคบหาเพื่อนแบบไหน อ๊ะ! นั่นไงๆ มากันแล้ว!”
จางไห่ชี้มือไปที่ปลายถนน รถออดี้ A6L สีดำกำลังเลี้ยวโค้งเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ
ในฐานะนักธุรกิจท้องถิ่นที่สร้างตัวมาจากอสังหาริมทรัพย์ จางไห่เป็นคนที่ดูคนจาก ‘ยานพาหนะ’ เสมอ ออดี้ A6L ตัวรถก็ดูธรรมดา
ทว่า... เมื่อตัวรถแล่นเข้ามาใกล้จนแสงไฟหน้ารถสาดกระทบป้ายทะเบียน สายตาของจางไห่ก็พลันเบิกกว้าง รูม่านตาหดเล็กลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด
‘粤A·00006’
ป้ายทะเบียนเลขนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มีเงินแล้วจะประมูลมาได้! ในมณฑลนี้ ป้ายทะเบียนเลขตัวเดียวตั้งแต่ 00001 ถึง 00009 ล้วนตกอยู่ในมือของตระกูลที่ทรงอิทธิพลระดับบนสุด หรือไม่ก็ผู้มีอำนาจในแวดวงการเมืองระดับสูงเท่านั้น!
‘ลูกชายฉัน... ไปลากตัวตนระดับไหนมาที่บ้านกันเนี่ย!?’
จางไห่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองของเขาเริ่มประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง
รถหรูจอดสนิทเทียบหน้าประตูบ้าน ประตูรถทั้งสี่บานถูกเปิดออกแทบจะพร้อมกัน
คนแรกที่ก้าวลงมาจากฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าคือ ปาเยว์เซิง ชายหนุ่มร่างใหญ่สวมเสื้อยืดคอกลมย้วยๆ กับกางเกงยีนส์สีซีด บิดขี้เกียจดังกรอบแกรบ จางไห่ปรายตามองเพียงแวบเดียวก็จัดหมวดหมู่ในใจทันที...
‘คนนี้ท่าทางซื่อๆ คงเป็นเพื่อนธรรมดาที่ติดสอยห้อยตามมา หรือไม่ก็ผู้ติดตาม’
คนที่สองก้าวลงมาจากเบาะหลังคือ จางเฉิน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาเอง
และคนที่สามที่ก้าวตามลงมาจากเบาะหลัง... เซี่ยเหวินเจา
ชายหนุ่มสวมแว่นตากรอบเงิน เสื้อเชิ้ตสีอ่อนที่ตัดเย็บอย่างประณีตพอดีตัว ท่วงท่าการก้าวเดินและการจัดระเบียบร่างกายแฝงไว้ด้วยความสง่างามแบบผู้ดีที่ได้รับการอบรมมาอย่างเข้มงวด แม้จะไม่ได้ใส่แบรนด์เนมฉูดฉาด แต่รัศมีของ ‘ทายาทตระกูลใหญ่’ กลับแผ่ซ่านออกมาจนปิดไม่มิด
ในวินาทีนั้น จางไห่ฟันธงในใจอย่างเฉียบขาด!
‘ใช่แน่ๆ! เด็กหนุ่มสวมแว่นคนนี้คือเจ้าของรถทะเบียน 00006! บุคลิกแบบนี้คือลูกหลานตระกูลมหาเศรษฐีตัวจริง!’
และคนสุดท้ายที่ก้าวลงมาจากฝั่งคนขับ... อิ๋งเย่
ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ปลดกระดุมเม็ดบน ใบหน้ามีร่องรอยของความง่วงงุนและเกียจคร้าน เขาปิดประตูรถด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย ไม่ได้มีมาดของคุณชายหรือผู้มีอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น
จางไห่พยักหน้ากับตัวเองอย่างมั่นใจ
‘อ้อ อาเฉินเคยบอกว่ามีเพื่อนคนหนึ่งชอบทำตัวแปลกๆ ดูเหมือนเด็กหนุ่มคนนี้คงจะรับหน้าที่เป็น ‘คนขับรถ’ ให้กลุ่มเพื่อนสินะ ถึงจะได้นั่งตำแหน่งคนขับรถของผู้ยิ่งใหญ่’
“พ่อ! แม่! ผมกลับมาแล้ว!” จางเฉินวิ่งเข้าไปกอดมารดา
“ยินดีต้อนรับเพื่อนๆ ของอาเฉินทุกคนนะลูก” หยางฮุ่ยกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
จางไห่ไม่รอช้า เขารีบก้าวเข้าไปหาเซี่ยเหวินเจาเป็นคนแรก พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างออกไปจับมือของเด็กหนุ่มด้วยท่าทีนอบน้อมเกินเบอร์
“สวัสดีครับ! คุณชายท่านนี้คงจะเป็นเพื่อนสนิทของอาเฉินสินะครับ! ผมจางไห่ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านให้เกียรติมาเยือนบ้านเล็กๆ ของเราในวันนี้!”
เซี่ยเหวินเจาที่ถูกจู่โจมด้วยการต้อนรับระดับประธานบริษัทชะงักไปเล็กน้อย เขาเหลือบตามองป้ายทะเบียนรถ 00006 สลับกับท่าทีของพ่อเพื่อน แล้วสมองอันชาญฉลาดของเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
เซี่ยเหวินเจาปรายตามองไปทางอิ๋งเย่ที่เพิ่งเดินล้วงกระเป๋ากางเกงตามมาสมทบ อิ๋งเย่กำลังยืนเหม่อมองต้นไม้ริมทางอย่างไร้อารมณ์ ไม่ได้สนใจเลยว่าตัวเองซึ่งเป็นเจ้าของรถตัวจริง กำลังถูกมองข้ามและถูกลดชั้นเป็นเพียงคนขับรถ
มุมปากของเซี่ยเหวินเจายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แฝงความขบขัน เขารู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยที่ต้องรับบทนี้ แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบอธิบายเรื่องวุ่นวาย เขาจึงเลือกที่จะปล่อยเลยตามเลย
“คุณลุงจางเกรงใจเกินไปแล้วครับ ผมชื่อเซี่ยเหวินเจา เป็นรูมเมทของจางเฉินครับ” เซี่ยเหวินเจาตอบรับด้วยความสุภาพตามมารยาทผู้ดี
“โอ้! หลานเซี่ยนี่เอง! เชิญๆ เข้าบ้านก่อนเลย!”
จางไห่ผายมือเชิญอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะหันมาพยักหน้าทักทายปาเยว์เซิงและอิ๋งเย่แบบผิวเผิน
“พวกเราก็เข้าบ้านกันเถอะ ขอบใจมากนะที่ช่วยขับรถพากันมา วันนี้กินกันให้เต็มที่เลย!”
“ครับคุณลุง” อิ๋งเย่พยักหน้ารับเรียบๆ เขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดหรือไม่ ในหัวของเขามีเพียงกลิ่นหอมของอาหารทะเลที่ลอยออกมาจากในบ้านเท่านั้น
…
ห้องรับแขกของตระกูลจางตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโคมไฟระย้าและเฟอร์นิเจอร์หลุยส์นำเข้า หยางฮุ่ยเชิญให้เด็กหนุ่มทั้งสี่นั่งลงบนโซฟาหนังนุ่มสบาย ก่อนที่เธอจะลงมือชงชาต้อนรับด้วยตัวเอง
“นี่เป็นชาที่เพื่อนเก่าของแม่ส่งมาให้จากปักกิ่ง ลองชิมดูสิจ๊ะ” หยางฮุ่ยรินชาสีอำพันใสแจ๋วลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็ก ส่งให้เด็กหนุ่มทีละคน
จางไห่ที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบเสริม
“ชาตัวนี้แม่เขาหวงมากนะ พ่อยังได้กินแค่ไม่กี่ครั้งเอง พวกเธอโชคดีจริงๆ”
ปาเยว์เซิงรับถ้วยชามา ยกซดรวดเดียวหมดประหนึ่งดื่มน้ำเปล่า ก่อนจะวางถ้วยลงแล้วหันไปมองแจกันที่มุมห้องด้วยสายตาเรียบเฉย
เซี่ยเหวินเจาจิบชาอย่างมีมารยาท ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงรสชาติที่ซับซ้อนและล้ำลึก
ส่วนอิ๋งเย่... เขายกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก
ทันทีที่น้ำชาสัมผัสลิ้น กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ค้างอยู่ในลำคอและรสฝาดเฝื่อนที่เปลี่ยนเป็นความหวานชุ่มฉ่ำอย่างรวดเร็ว ทำให้อิ๋งเย่ชะงักงันไปหนึ่งวินาทีเต็ม
ความเกียจคร้านในดวงตาของเขาจางหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยร่องรอยของความทรงจำที่ผุดพรายขึ้นมา รสชาตินี้... เหมือนกับชาที่เพื่อนสนิทวัยเด็กเคยแอบชงให้เขากินในลานเรือนซื่อเหอย่วนที่ปักกิ่งไม่มีผิดเพี้ยน
อิ๋งเย่หลุบตาลงมองผิวน้ำชาในถ้วย ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ แทบจะกลืนหายไปในลำคอ
“ชานี้...”
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ ไม่ได้อธิบายความหลัง และไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นใดๆ ชายหนุ่มเพียงแค่วางถ้วยชาลง แล้วกลับคืนสู่โหมดปลาตายผู้ไร้ความรู้สึกอย่างรวดเร็ว ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทว่า... ปฏิกิริยาชะงักงันเพียงหนึ่งวินาที และคำพูดสั้นๆ ที่หลุดออกมานั้น กลับไม่รอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของหยางฮุ่ย
หญิงวัยกลางคนผู้มีเบื้องหลังลึกลับ หรี่ตาลงเล็กน้อย
‘เด็กคนนั้น... เขารู้จักชานี้งั้นหรือ?’
หยางฮุ่ยตกตะลึงอยู่ภายในใจ ชาชนิดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะหามาครอบครองได้ง่ายๆ การที่เด็กหนุ่มซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพียง ‘คนขับรถ’ ในสายตาสามีของเธอ แสดงปฏิกิริยาราวกับได้หวนรำลึกถึงรสชาติที่คุ้นเคย ย่อมหมายความว่าเขาต้องเคยสัมผัสกับวงสังคมชั้นสูงในเมืองหลวงมาก่อน!
เธอละสายตาจากอิ๋งเย่ แล้วหันไปมองจางไห่ที่กำลังชวนเซี่ยเหวินเจาคุยเรื่องทิศทางเศรษฐกิจอย่างออกรสด้วยความกระตือรือร้น
หยางฮุ่ยลอบถอนหายใจเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนมุมปาก ขณะที่ในใจนึกค่อนขอดสามีตัวเอง
‘ตาเฒ่าจางเอ๋ย... คุณนี่ดูคนไม่เป็นจริงๆ’
เธอเริ่มตระหนักว่า เด็กหนุ่มกลุ่มนี้อาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็น เซี่ยเหวินเจาอาจจะมาจากตระกูลผู้ดี แต่เมื่อเธอปรายตาไปเห็นรอยด้านจากการจับบังเหียนม้าบนมือของปาเยว์เซิง และท่าทีสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นของอิ๋งเย่ เธอก็รู้ว่ายังมีเสือหมอบมังกรซ่อนอยู่อีก
แต่หยางฮุ่ยก็คือหยางฮุ่ย เธอเลือกที่จะเงียบ ไม่เอ่ยปากแก้ไขความเข้าใจผิดของสามี และไม่ซักไซ้ประวัติของเด็กหนุ่มเหล่านั้น เธอเพียงแค่รินชาเพิ่มให้อิ๋งเย่อย่างเงียบๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่อบอุ่นกว่าเดิม
“อาหารเย็นใกล้จะตั้งโต๊ะแล้วล่ะจ้ะ วันนี้พ่อเขาสั่งกุ้งมังกรมาตัวใหญ่มาก หวังว่าจะถูกปากพวกเธอนะ” หยางฮุ่ยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
ดวงตาของปาเยว์เซิงและอิ๋งเย่เป็นประกายขึ้นมาพร้อมกันทันที
สำหรับจางไห่ ความเข้าใจผิดเรื่องป้ายทะเบียนรถยังคงดำเนินต่อไป
สำหรับเซี่ยเหวินเจา เขานั่งจิบชาตอบคำถามอย่างสุภาพและขบขันในใจ
แต่สำหรับอิ๋งเย่... เขาไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะคิดว่าเขาเป็นคนขับรถ หรือใครจะจับสังเกตเขาได้
สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในหัวของชายหนุ่มผู้ถูกมโนว่าเป็นทายาทตระกูลลี้ลับในตอนนี้คือ...
‘ในที่สุดก็จะได้กินกุ้งมังกรฟรีสักที!’