รถยนต์สีดำคันหรูแล่นผ่านถนนสายเล็กที่ทอดยาวเข้าสู่อาณาเขตไร่
สองข้างทางยังคงเป็นแนวต้นไม้ใหญ่สลับกับแปลงดอกไม้ที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ
ลมบนเขาพัดเอื่อย กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และกลิ่นผลไม้สุกลอยปะปนอยู่ในอากาศอย่างคุ้นเคย
ป้ายไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงทางเข้า
ตัวอักษรสีเข้มสลักไว้อย่างประณีต
**ไร่แสงอรุณ**
ราเมศวรมองป้ายนั้นผ่านกระจกติดฟิล์มทึบของรถ
ริมฝีปากบางเหยียดขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้ม
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ยิ้มออกมาจริง ๆ
สี่ปี
เขาจากที่นี่ไปนานถึงสี่ปี
นานพอให้ใครหลายคนลืมภาพ
พระรามเด็กเปรตที่เคยป่วนทั้งอำเภอ
นานพอให้พ่อกับแม่เลิกถามว่าเมื่อไรจะกลับ
และนานพอให้คนที่เคยไล่เขาออกไปจากชีวิต
มีชีวิตของตัวเองโดยไม่ต้องมีเขาอยู่ในนั้น
รถแล่นช้าลงเมื่อผ่านแนวรั้วสีขาว
ก่อนเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าบ้านพักสองชั้นหลังใหญ่บนเนินเตี้ย ๆ ของไร่
ตัวบ้านยังคงเป็นหลังเดิม
สีเดิม
ระเบียงไม้เดิม
แม้แต่ต้นลีลาวดีหน้าบ้านก็ยังยืนอยู่ตรงมุมเดิมเหมือนวันที่เขาจากไป
ชายหนุ่มผลักประตูรถเปิดออก
รองเท้าหนังสีดำแตะลงบนพื้นกรวด เสียงบดเบา ๆ ดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า
ร่างโปร่งสูงก้าวลงจากรถในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอก
กางเกงสแล็กเข้ารูป และนาฬิกาเรือนบางที่ข้อมือ
ผิวของเขาขาวจัดกว่าคนที่ใช้ชีวิตกลางไร่
จมูกโด่งรับกับใบหน้าคมสะอาด ริมฝีปากได้รูป
ผมสีเข้มถูกจัดทรงไว้อย่างดีจนแทบไม่มีกลุ่มผมหลุดรุ่ย
ราเมศวรในวัยยี่สิบสี่ปีดูต่างจากเด็กชาย
จอมป่วนที่คนทั้งอำเภอเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง
อย่างน้อยก็ภายนอก
“คุณราม...”
เสียงของคนงานเก่าแก่คนหนึ่งดังขึ้นด้วยความดีใจปนตกใจ
ราเมศวรหันไปมอง ก่อนยกยิ้มบาง ๆ
“ลุงสม ยังอยู่เฝ้าไร่ให้พ่อผมอีกเหรอ”
“อยู่สิครับ คุณรามกลับมาทั้งที นายกับคุณผู้หญิงคงดีใจมาก”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบทันที
เขาเพียงกวาดตามองไปรอบ ๆ บ้าน
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
เสียงลมเหมือนเดิม
กลิ่นดินหลังฝนเหมือนเดิม
แนวเขาสีเข้มไกลออกไปก็ยังเหมือนเดิม
แม้แต่ทางแยกเล็ก ๆ ที่มองเห็นแนวรั้วของไร่ศิลาธารอยู่ไกล ๆ ก็ยังเหมือนเดิม
ราเมศวรหลุบตาลงเล็กน้อย
ไร่ศิลาธาร
สำหรับคนอื่น ที่นั่นเป็นแค่ไร่ข้าง ๆ
เป็นบ้านของคุณยักษ์
เป็นสถานที่ที่เด็กเกเรอย่างเขาเคยถูกลากไปคุมตัวอยู่พักหนึ่ง
เพราะทะเลาะกับที่บ้าน สร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน
ทั้งอำเภอรู้ว่ามีเพียงทศทัศน์เท่านั้นที่ปราบพระรามเด็กเปรตได้
ไม่มีใครรู้ว่าไร่ศิลาธารเคยเป็นมากกว่านั้น
ไม่มีใครรู้ว่าในบ้านหลังนั้นเคยมีเด็ก
โง่คนหนึ่งคุกเข่าร้องขอความรักจากผู้ชาย
ที่ไม่เคยเป็นของตัวเองจริง ๆ
ไม่มีใครรู้ว่าเสียงฝนในคืนหนึ่ง
เคยกลบเสียงร้องไห้ของเขาไว้จนหมด
และก็ดีแล้ว
ดีแล้วที่ไม่มีใครรู้
เพราะอดีตที่น่าสมเพช ก็สมควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังแบบนั้น
เพียงแต่บางอย่างไม่เคยตายง่ายอย่างที่คิด
แค่สายลมพัดกลิ่นดินชื้นเข้ามาแตะปลายจมูก
ภาพบางภาพก็ย้อนกลับมาอย่างไม่ปรานี
คืนนั้นฝนตกหนัก
หนักจนเสียงฝนกระแทกหลังคาบ้านใหญ่ของไร่ศิลาธารดังกลบทุกอย่าง
กลบแม้กระทั่งเสียงสะอื้นของเขา
ราเมศวรจำได้ว่าตัวเองทรุดอยู่บนพื้นไม้เย็นเฉียบในห้องทำงานของทศทัศน์
จำได้ว่าใบหน้าเปียกไปด้วยน้ำตา
จำได้ว่านิ้วทั้งสิบกำขากางเกงของผู้ชายตรงหน้าไว้แน่น ราวกับถ้าปล่อยมือแล้วทั้งชีวิตจะพังลงตรงนั้น
ทศทัศน์ยืนอยู่เหนือเขา
สูง ใหญ่ เงียบขรึม และเย็นชาจนเหมือนคนแปลกหน้า
“พี่...อย่าไล่รามไป”
เสียงของเขาในตอนนั้นสั่นจนแทบไม่เป็นคำ
ทศทัศน์มองลงมา แววตาคู่นั้นนิ่งสนิท
นิ่งจนราเมศวรแทบมองไม่เห็นตัวเองอยู่ในนั้นอีกต่อไป
“พอได้แล้ว ราเมศวร”
“ไม่...รามไม่พอ”
เขาส่ายหน้าทั้งน้ำตา มือยิ่งกำเนื้อผ้าแน่นขึ้น
แน่นเหมือนเด็กโง่คนหนึ่งที่ไม่เหลืออะไรให้ยึด นอกจากขากางเกงของผู้ชายที่กำลังจะทิ้งเขาไป
“พี่อย่าทำแบบนี้”
เสียงของเขาแหบพร่า
“รามไม่ไป”
“ปล่อย”
คำเดียวสั้น ๆ แต่หนักจนมือของราเมศวรสั่น
เขายิ่งกอดขาอีกฝ่ายแน่นขึ้น
แทบจะก้มลงไปจนหน้าผากแตะหลังมือของตัวเอง
ไม่เหลือแล้วศักดิ์ศรี
ไม่เหลือแล้วพระรามเด็กเปรตที่เคยชี้หน้าด่าคนทั้งอำเภอได้อย่างไม่กลัวใคร
เหลือแค่เด็กคนหนึ่งที่ร้องไห้จนหายใจไม่ทัน และกำลังอ้อนวอนให้คนที่ตัวเองรักอย่าเดินออกไปจากชีวิต
“พี่จะให้รามทำอะไรก็ได้”
เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายทั้งน้ำตา
“รามจะฟังพี่ทุกอย่าง จะไม่วุ่นวาย
จะไม่ทำให้พี่เหนื่อยอีกแล้ว พี่อย่าไล่รามไป”
ทศทัศน์ไม่ขยับทั้งห้องมีแต่ความเงียบ
ราเมศวรเจ็บกับความนิ่งนั้นจนต้องคว้าอะไรก็ตามที่ยังพอเป็นหลักยึดสุดท้ายของตัวเองไว้
“แต่เราเป็นผัวเมียกันนะพี่”
คำพูดนั้นทำให้ทศทัศน์นิ่งไป
เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่แววตาเย็นชาคู่นั้นไหววูบ
ก่อนจะกลับมาแข็งกระด้างดังเดิม
ราเมศวรมองไม่ทัน
“เรื่องของเรามันเป็นความผิดพลาด”
ลมหายใจของราเมศวรสะดุด
คำว่า ผัวเมีย ที่เขาเพิ่งใช้ยึดรั้งอีกฝ่าย ถูกประโยคนั้นบดขยี้จนไม่เหลือความหมาย
“ความผิดพลาด...?”
เขาทวนคำนั้นเสียงเบา
“พี่ว่ามันเป็นความผิดพลาดเหรอ”
ทศทัศน์ไม่ตอบ
ความเงียบของอีกฝ่ายทำให้หัวใจของราเมศวรเย็นเฉียบลงทีละน้อย
“มันไม่ใช่ครั้งเดียวนะพี่”
เสียงของเขาสั่นจนแทบไม่เป็นคำ
“ไม่ใช่แค่คืนเดียว ไม่ใช่แค่พี่เผลอ ไม่ใช่แค่รามคิดไปเอง”
น้ำตาหยดลงบนพื้นไม้หยดแล้วหยดเล่า
“ถ้ามันผิดพลาด แล้วทุกครั้งที่ผ่านมา...มันคืออะไร”
ทศทัศน์หลุบตาลงเพียงเสี้ยววินาทีเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง
แววตาคู่นั้นก็กลับมาเย็นชาดังเดิม
“มันไม่มีความหมายอะไรแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้ทุกอย่างในตัวราเมศวรหยุดนิ่ง
ไม่มีความหมาย
ทุกคืนที่เขาคิดว่าตัวเองถูกรัก
ทุกสัมผัสที่เขาคิดว่าเป็นของจริง
ทุกครั้งที่ทศทัศน์ยอมให้เขาซุกอยู่ในอ้อมแขนเหมือนคนสำคัญ
ไม่มีความหมายอะไรเลยอย่างนั้นหรือ
“พี่โกหก”
ราเมศวรส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น น้ำตาร่วงไม่หยุด
“พี่โกหก รามไม่เชื่อ”
ทศทัศน์ไม่พูดอะไรอีก ชายหนุ่มเพียงก้มลง จับข้อมือของราเมศวรไว้
สัมผัสนั้นยังอุ่นจนราเมศวรเกือบคิดว่าอีกฝ่ายจะดึงเขาขึ้นไปกอด
แต่สิ่งที่ทศทัศน์ทำ คือแกะนิ้วของเขาออกจากขากางเกงตัวเองทีละนิ้ว
นิ้วแรก นิ้วที่สอง นิ้วที่สาม
ราเมศวรพยายามกำไว้ใหม่อย่างน่าสมเพช
“พี่...อย่า”
ทศทัศน์ไม่หยุด
เขาแกะนิ้วของราเมศวรออกทีละนิ้วอย่างใจเย็น
ใจเย็นจนเหมือนคนที่ไม่รู้สึกอะไร
ทั้งที่คนถูกแกะมือออกกำลังแตกสลายอยู่ตรงนั้น
“ออกไปจากชีวิตพี่”
นิ้วสุดท้ายหลุดจากเนื้อผ้า
มือของราเมศวรตกลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง
และเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกหลุดตามลงไปด้วย
“แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”
คราวนี้ไม่มีอะไรให้เขายึดไว้แล้ว
ไม่มีขากางเกงของทศทัศน์
ไม่มีสถานะผัวเมียที่เขาเพิ่งอ้าง
ไม่มีความหวัง
ไม่มีแม้แต่คำโกหกสักคำที่พอจะทำ
ให้เขาเชื่อว่าตัวเองยังเป็นที่ต้องการ
ราเมศวรมองขึ้นไปหาอีกฝ่ายทั้งน้ำตา
ครั้งหนึ่ง เขาเคยคิดว่า ต่อให้ทั้งโลกไม่ต้องการเขา
อย่างน้อยทศทัศน์ก็จะรับเขาไว้
เหมือนวันตกจากต้นมะม่วง
เหมือนทุกครั้งที่เขาทำตัวเปรตแล้วอีกฝ่ายยังลากกลับบ้าน
แต่คืนนี้ ทศทัศน์ไม่รับเขาไว้แล้ว
“ที่ผ่านมา...”
เสียงของเขาเบามาก
เบาจนแทบถูกเสียงฝนกลืนหาย
“พี่เคยรักกูบ้างไหม”
ทศทัศน์ไม่ตอบ
เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นเงียบงัน
และปล่อยให้คำถามนั้นตายอยู่กลางห้อง
ราเมศวรจำได้ว่าตัวเองหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
เจ็บจนหัวเราะ
เจ็บจนไม่รู้จะร้องไห้ต่อไปเพื่ออะไร
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากคืนนั้น เขาไม่ออกจากห้องหลายวัน
ก่อนจะถูกส่งออกจากไร่แสงอรุณเร็วที่สุดเท่าที่พ่อกับแม่จะทำได้
ไปให้ไกลจากที่เดิมไกลจากไร่ศิลาธาร
ไกลจากคนที่ไม่ตอบแม้แต่คำเดียวว่าเคยรักเขาหรือเปล่า
กว่าชีวิตจะกลับมายืนได้อีกครั้ง ก็ใช้เวลานานเกือบปี
จนกระทั่งวันนี้
“คุณรามจะเข้าบ้านเลยไหมครับ”
เสียงของลุงสมดึงเขากลับสู่ปัจจุบัน
ราเมศวรกะพริบตาช้า ๆ ก่อนยกมือขึ้นจัดปลาย
แขนเสื้อของตัวเองให้เรียบร้อย ราวกับเมื่อครู่
ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นในความทรงจำ
“ครับ”
เขากำลังจะก้าวขึ้นบันไดหน้าบ้าน
แต่เสียงหัวเราะเล็ก ๆ จากอีกฝั่งของถนนทำให้ฝีเท้าชะงัก
เสียงนั้นแผ่วเบา สดใส และไม่คุ้นเคย
ราเมศวรหันไปมองผ่านแนวรั้วที่กั้น
ระหว่างไร่แสงอรุณกับไร่ศิลาธาร
บนถนนลูกรังฝั่งตรงข้าม
รถกระบะสีเข้มคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตูรั้วของไร่ข้าง ๆ
ชายร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกำลังก้มลงอุ้มเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ
ขึ้นจากเบาะหลังเด็กคนนั้นหัวเราะเสียงใส
สองแขนเล็ก ๆ โอบรอบคอของผู้ชายคนนั้นอย่างสนิทสนม
ใบหน้าเล็กแนบลงกับบ่ากว้างราวกับที่ตรงนั้นเป็นที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
ราเมศวรยืนนิ่งต่อให้ผ่านไปสี่ปี
เขาก็ยังจำแผ่นหลังของทศทัศน์ได้แม่นยำกว่าสิ่งใด
จำได้แม้ชายคนนั้นจะหันหลังให้
เด็กหญิงในอ้อมแขนของทศทัศน์แนบแก้มกับบ่ากว้าง
ก่อนพูดบางอย่างด้วยเสียงสดใส
“ปะป๊า...”
โลกทั้งใบของราเมศวรเงียบลง
คำว่า ปะป๊า สั้นเพียงสองพยางค์ แต่กลับกรีดลึกลงไป
ในแผลเก่าที่เขาคิดว่าตัวเองฝังมันไว้ดีแล้ว
ทศทัศน์ยกมือขึ้นลูบผมเด็กหญิงอย่างอ่อนโยน
เด็กคนนั้นโอบคอทศทัศน์ไว้แน่น
ใบหน้าเล็กซุกลงกับบ่ากว้าง
ราวกับรู้มาตั้งแต่เกิดว่าที่ตรงนั้นเป็นของตัวเอง
ที่ตรงนั้นบ่ากว้างคู่นั้น
อ้อมแขนคู่นั้นราเมศวรเคยโง่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์
เคยคิดว่าถ้าร้องไห้มากพอ ดื้อพอ เจ็บมากพอ
ทศทัศน์จะยอมให้เขาอยู่ตรงนั้นไปตลอด
แต่ความจริงก็คือไม่ใช่ที่ตรงนั้นไม่เคยเป็นของเขา
เพราะทศทัศน์มีคนที่ตั้งใจจะยกอ้อมแขนนั้นให้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ดีแล้วดีแล้วที่ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา
เขาไม่เคยคิดถึงผู้ชายคนนี้อีกไม่เคย
เพราะคนอย่างทศทัศน์ไม่มีค่าอะไรให้เขาต้องคิดถึงอยู่แล้ว
“คุณรามครับ”
ลุงสมเรียกอีกครั้ง คงเพราะเห็นเขายืนนิ่งอยู่นานเกินไป
ราเมศวรกะพริบตาช้า ๆ ก่อนหันกลับมา
รอยยิ้มยังอยู่บนริมฝีปาก
เรียบ สวย และเย็นชาราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เข้าบ้านเถอะครับ”
เขาพูดเพียงเท่านั้น แล้วก้าวผ่านประตูบ้านหลังเดิมเข้าไป
ด้านหลัง เสียงหัวเราะของเด็กหญิงยังดังแผ่วมาอีกครั้ง
ราเมศวรไม่ได้หันกลับไปมอง
ก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่เคยทำให้เขาโง่แทบตาย
ครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับมาเพื่อแพ้อีก
และถ้าคนทั้งอำเภอลืมไปแล้วว่าพระรามเด็กเปรตเป็นแบบไหน
ไม่เป็นไรเดี๋ยวเขาจะทำให้จำได้เอง