พระรามพ่ายยักษ์

ตอนที่ 1: บทนำ

👁️ 37 อ่าน
22px

รถยนต์สีดำคันหรูแล่นผ่านถนนสายเล็กที่ทอดยาวเข้าสู่อาณาเขตไร่

สองข้างทางยังคงเป็นแนวต้นไม้ใหญ่สลับกับแปลงดอกไม้ที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ

ลมบนเขาพัดเอื่อย กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และกลิ่นผลไม้สุกลอยปะปนอยู่ในอากาศอย่างคุ้นเคย

ป้ายไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงทางเข้า

ตัวอักษรสีเข้มสลักไว้อย่างประณีต

**ไร่แสงอรุณ**

ราเมศวรมองป้ายนั้นผ่านกระจกติดฟิล์มทึบของรถ

ริมฝีปากบางเหยียดขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้ม

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ยิ้มออกมาจริง ๆ

สี่ปี

เขาจากที่นี่ไปนานถึงสี่ปี

นานพอให้ใครหลายคนลืมภาพ

พระรามเด็กเปรตที่เคยป่วนทั้งอำเภอ

 

นานพอให้พ่อกับแม่เลิกถามว่าเมื่อไรจะกลับ

และนานพอให้คนที่เคยไล่เขาออกไปจากชีวิต

มีชีวิตของตัวเองโดยไม่ต้องมีเขาอยู่ในนั้น

รถแล่นช้าลงเมื่อผ่านแนวรั้วสีขาว

ก่อนเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าบ้านพักสองชั้นหลังใหญ่บนเนินเตี้ย ๆ ของไร่

ตัวบ้านยังคงเป็นหลังเดิม

สีเดิม

ระเบียงไม้เดิม

แม้แต่ต้นลีลาวดีหน้าบ้านก็ยังยืนอยู่ตรงมุมเดิมเหมือนวันที่เขาจากไป

ชายหนุ่มผลักประตูรถเปิดออก

รองเท้าหนังสีดำแตะลงบนพื้นกรวด เสียงบดเบา ๆ ดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า

ร่างโปร่งสูงก้าวลงจากรถในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอก

กางเกงสแล็กเข้ารูป และนาฬิกาเรือนบางที่ข้อมือ

ผิวของเขาขาวจัดกว่าคนที่ใช้ชีวิตกลางไร่

จมูกโด่งรับกับใบหน้าคมสะอาด ริมฝีปากได้รูป

ผมสีเข้มถูกจัดทรงไว้อย่างดีจนแทบไม่มีกลุ่มผมหลุดรุ่ย

 

ราเมศวรในวัยยี่สิบสี่ปีดูต่างจากเด็กชาย

จอมป่วนที่คนทั้งอำเภอเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างน้อยก็ภายนอก

“คุณราม...”

เสียงของคนงานเก่าแก่คนหนึ่งดังขึ้นด้วยความดีใจปนตกใจ

ราเมศวรหันไปมอง ก่อนยกยิ้มบาง ๆ

“ลุงสม ยังอยู่เฝ้าไร่ให้พ่อผมอีกเหรอ”

“อยู่สิครับ คุณรามกลับมาทั้งที นายกับคุณผู้หญิงคงดีใจมาก”

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบทันที

เขาเพียงกวาดตามองไปรอบ ๆ บ้าน

ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

เสียงลมเหมือนเดิม

กลิ่นดินหลังฝนเหมือนเดิม

 

แนวเขาสีเข้มไกลออกไปก็ยังเหมือนเดิม

แม้แต่ทางแยกเล็ก ๆ ที่มองเห็นแนวรั้วของไร่ศิลาธารอยู่ไกล ๆ ก็ยังเหมือนเดิม

ราเมศวรหลุบตาลงเล็กน้อย

ไร่ศิลาธาร

สำหรับคนอื่น ที่นั่นเป็นแค่ไร่ข้าง ๆ

เป็นบ้านของคุณยักษ์

เป็นสถานที่ที่เด็กเกเรอย่างเขาเคยถูกลากไปคุมตัวอยู่พักหนึ่ง

เพราะทะเลาะกับที่บ้าน สร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน

ทั้งอำเภอรู้ว่ามีเพียงทศทัศน์เท่านั้นที่ปราบพระรามเด็กเปรตได้

ไม่มีใครรู้ว่าไร่ศิลาธารเคยเป็นมากกว่านั้น

ไม่มีใครรู้ว่าในบ้านหลังนั้นเคยมีเด็ก

โง่คนหนึ่งคุกเข่าร้องขอความรักจากผู้ชาย

ที่ไม่เคยเป็นของตัวเองจริง ๆ

ไม่มีใครรู้ว่าเสียงฝนในคืนหนึ่ง

เคยกลบเสียงร้องไห้ของเขาไว้จนหมด

 

และก็ดีแล้ว

ดีแล้วที่ไม่มีใครรู้

เพราะอดีตที่น่าสมเพช ก็สมควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังแบบนั้น

เพียงแต่บางอย่างไม่เคยตายง่ายอย่างที่คิด

แค่สายลมพัดกลิ่นดินชื้นเข้ามาแตะปลายจมูก

ภาพบางภาพก็ย้อนกลับมาอย่างไม่ปรานี

คืนนั้นฝนตกหนัก

หนักจนเสียงฝนกระแทกหลังคาบ้านใหญ่ของไร่ศิลาธารดังกลบทุกอย่าง

กลบแม้กระทั่งเสียงสะอื้นของเขา

ราเมศวรจำได้ว่าตัวเองทรุดอยู่บนพื้นไม้เย็นเฉียบในห้องทำงานของทศทัศน์

จำได้ว่าใบหน้าเปียกไปด้วยน้ำตา

จำได้ว่านิ้วทั้งสิบกำขากางเกงของผู้ชายตรงหน้าไว้แน่น ราวกับถ้าปล่อยมือแล้วทั้งชีวิตจะพังลงตรงนั้น

ทศทัศน์ยืนอยู่เหนือเขา

 

สูง ใหญ่ เงียบขรึม และเย็นชาจนเหมือนคนแปลกหน้า

“พี่...อย่าไล่รามไป”

เสียงของเขาในตอนนั้นสั่นจนแทบไม่เป็นคำ

ทศทัศน์มองลงมา แววตาคู่นั้นนิ่งสนิท

นิ่งจนราเมศวรแทบมองไม่เห็นตัวเองอยู่ในนั้นอีกต่อไป

“พอได้แล้ว ราเมศวร”

“ไม่...รามไม่พอ”

เขาส่ายหน้าทั้งน้ำตา มือยิ่งกำเนื้อผ้าแน่นขึ้น

แน่นเหมือนเด็กโง่คนหนึ่งที่ไม่เหลืออะไรให้ยึด นอกจากขากางเกงของผู้ชายที่กำลังจะทิ้งเขาไป

“พี่อย่าทำแบบนี้”

เสียงของเขาแหบพร่า

“รามไม่ไป”

“ปล่อย”

คำเดียวสั้น ๆ แต่หนักจนมือของราเมศวรสั่น

 

เขายิ่งกอดขาอีกฝ่ายแน่นขึ้น

แทบจะก้มลงไปจนหน้าผากแตะหลังมือของตัวเอง

ไม่เหลือแล้วศักดิ์ศรี

ไม่เหลือแล้วพระรามเด็กเปรตที่เคยชี้หน้าด่าคนทั้งอำเภอได้อย่างไม่กลัวใคร

เหลือแค่เด็กคนหนึ่งที่ร้องไห้จนหายใจไม่ทัน และกำลังอ้อนวอนให้คนที่ตัวเองรักอย่าเดินออกไปจากชีวิต

“พี่จะให้รามทำอะไรก็ได้”

เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายทั้งน้ำตา

“รามจะฟังพี่ทุกอย่าง จะไม่วุ่นวาย

จะไม่ทำให้พี่เหนื่อยอีกแล้ว พี่อย่าไล่รามไป”

ทศทัศน์ไม่ขยับทั้งห้องมีแต่ความเงียบ

ราเมศวรเจ็บกับความนิ่งนั้นจนต้องคว้าอะไรก็ตามที่ยังพอเป็นหลักยึดสุดท้ายของตัวเองไว้

“แต่เราเป็นผัวเมียกันนะพี่”

คำพูดนั้นทำให้ทศทัศน์นิ่งไป

เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่แววตาเย็นชาคู่นั้นไหววูบ

ก่อนจะกลับมาแข็งกระด้างดังเดิม

ราเมศวรมองไม่ทัน

“เรื่องของเรามันเป็นความผิดพลาด”

ลมหายใจของราเมศวรสะดุด

คำว่า ผัวเมีย ที่เขาเพิ่งใช้ยึดรั้งอีกฝ่าย ถูกประโยคนั้นบดขยี้จนไม่เหลือความหมาย

“ความผิดพลาด...?”

เขาทวนคำนั้นเสียงเบา

“พี่ว่ามันเป็นความผิดพลาดเหรอ”

ทศทัศน์ไม่ตอบ

ความเงียบของอีกฝ่ายทำให้หัวใจของราเมศวรเย็นเฉียบลงทีละน้อย

“มันไม่ใช่ครั้งเดียวนะพี่”

เสียงของเขาสั่นจนแทบไม่เป็นคำ

“ไม่ใช่แค่คืนเดียว ไม่ใช่แค่พี่เผลอ ไม่ใช่แค่รามคิดไปเอง”

น้ำตาหยดลงบนพื้นไม้หยดแล้วหยดเล่า

“ถ้ามันผิดพลาด แล้วทุกครั้งที่ผ่านมา...มันคืออะไร”

ทศทัศน์หลุบตาลงเพียงเสี้ยววินาทีเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง

แววตาคู่นั้นก็กลับมาเย็นชาดังเดิม

“มันไม่มีความหมายอะไรแล้ว”

ประโยคนั้นทำให้ทุกอย่างในตัวราเมศวรหยุดนิ่ง

ไม่มีความหมาย

ทุกคืนที่เขาคิดว่าตัวเองถูกรัก

ทุกสัมผัสที่เขาคิดว่าเป็นของจริง

ทุกครั้งที่ทศทัศน์ยอมให้เขาซุกอยู่ในอ้อมแขนเหมือนคนสำคัญ

ไม่มีความหมายอะไรเลยอย่างนั้นหรือ

“พี่โกหก”

ราเมศวรส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น น้ำตาร่วงไม่หยุด

“พี่โกหก รามไม่เชื่อ”

ทศทัศน์ไม่พูดอะไรอีก ชายหนุ่มเพียงก้มลง จับข้อมือของราเมศวรไว้

สัมผัสนั้นยังอุ่นจนราเมศวรเกือบคิดว่าอีกฝ่ายจะดึงเขาขึ้นไปกอด

แต่สิ่งที่ทศทัศน์ทำ คือแกะนิ้วของเขาออกจากขากางเกงตัวเองทีละนิ้ว

นิ้วแรก นิ้วที่สอง นิ้วที่สาม

ราเมศวรพยายามกำไว้ใหม่อย่างน่าสมเพช

“พี่...อย่า”

ทศทัศน์ไม่หยุด

เขาแกะนิ้วของราเมศวรออกทีละนิ้วอย่างใจเย็น

ใจเย็นจนเหมือนคนที่ไม่รู้สึกอะไร

ทั้งที่คนถูกแกะมือออกกำลังแตกสลายอยู่ตรงนั้น

“ออกไปจากชีวิตพี่”

นิ้วสุดท้ายหลุดจากเนื้อผ้า

มือของราเมศวรตกลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง

และเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกหลุดตามลงไปด้วย

“แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”

คราวนี้ไม่มีอะไรให้เขายึดไว้แล้ว

ไม่มีขากางเกงของทศทัศน์

ไม่มีสถานะผัวเมียที่เขาเพิ่งอ้าง

ไม่มีความหวัง

ไม่มีแม้แต่คำโกหกสักคำที่พอจะทำ

ให้เขาเชื่อว่าตัวเองยังเป็นที่ต้องการ

ราเมศวรมองขึ้นไปหาอีกฝ่ายทั้งน้ำตา

ครั้งหนึ่ง เขาเคยคิดว่า ต่อให้ทั้งโลกไม่ต้องการเขา

อย่างน้อยทศทัศน์ก็จะรับเขาไว้

เหมือนวันตกจากต้นมะม่วง

เหมือนทุกครั้งที่เขาทำตัวเปรตแล้วอีกฝ่ายยังลากกลับบ้าน

แต่คืนนี้ ทศทัศน์ไม่รับเขาไว้แล้ว

“ที่ผ่านมา...”

เสียงของเขาเบามาก

เบาจนแทบถูกเสียงฝนกลืนหาย

“พี่เคยรักกูบ้างไหม”

ทศทัศน์ไม่ตอบ

เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นเงียบงัน

และปล่อยให้คำถามนั้นตายอยู่กลางห้อง

ราเมศวรจำได้ว่าตัวเองหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา

เจ็บจนหัวเราะ

 

เจ็บจนไม่รู้จะร้องไห้ต่อไปเพื่ออะไร

“เข้าใจแล้ว”

หลังจากคืนนั้น เขาไม่ออกจากห้องหลายวัน

ก่อนจะถูกส่งออกจากไร่แสงอรุณเร็วที่สุดเท่าที่พ่อกับแม่จะทำได้

ไปให้ไกลจากที่เดิมไกลจากไร่ศิลาธาร

ไกลจากคนที่ไม่ตอบแม้แต่คำเดียวว่าเคยรักเขาหรือเปล่า

กว่าชีวิตจะกลับมายืนได้อีกครั้ง ก็ใช้เวลานานเกือบปี

จนกระทั่งวันนี้

“คุณรามจะเข้าบ้านเลยไหมครับ”

เสียงของลุงสมดึงเขากลับสู่ปัจจุบัน

ราเมศวรกะพริบตาช้า ๆ ก่อนยกมือขึ้นจัดปลาย

แขนเสื้อของตัวเองให้เรียบร้อย ราวกับเมื่อครู่

ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นในความทรงจำ

“ครับ”

เขากำลังจะก้าวขึ้นบันไดหน้าบ้าน

แต่เสียงหัวเราะเล็ก ๆ จากอีกฝั่งของถนนทำให้ฝีเท้าชะงัก

เสียงนั้นแผ่วเบา สดใส และไม่คุ้นเคย

ราเมศวรหันไปมองผ่านแนวรั้วที่กั้น

ระหว่างไร่แสงอรุณกับไร่ศิลาธาร

บนถนนลูกรังฝั่งตรงข้าม

รถกระบะสีเข้มคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตูรั้วของไร่ข้าง ๆ

ชายร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกำลังก้มลงอุ้มเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ

ขึ้นจากเบาะหลังเด็กคนนั้นหัวเราะเสียงใส

สองแขนเล็ก ๆ โอบรอบคอของผู้ชายคนนั้นอย่างสนิทสนม

ใบหน้าเล็กแนบลงกับบ่ากว้างราวกับที่ตรงนั้นเป็นที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

ราเมศวรยืนนิ่งต่อให้ผ่านไปสี่ปี

เขาก็ยังจำแผ่นหลังของทศทัศน์ได้แม่นยำกว่าสิ่งใด

จำได้แม้ชายคนนั้นจะหันหลังให้

เด็กหญิงในอ้อมแขนของทศทัศน์แนบแก้มกับบ่ากว้าง

ก่อนพูดบางอย่างด้วยเสียงสดใส

“ปะป๊า...”

โลกทั้งใบของราเมศวรเงียบลง

คำว่า ปะป๊า สั้นเพียงสองพยางค์ แต่กลับกรีดลึกลงไป

ในแผลเก่าที่เขาคิดว่าตัวเองฝังมันไว้ดีแล้ว

ทศทัศน์ยกมือขึ้นลูบผมเด็กหญิงอย่างอ่อนโยน

เด็กคนนั้นโอบคอทศทัศน์ไว้แน่น

ใบหน้าเล็กซุกลงกับบ่ากว้าง

ราวกับรู้มาตั้งแต่เกิดว่าที่ตรงนั้นเป็นของตัวเอง

ที่ตรงนั้นบ่ากว้างคู่นั้น

อ้อมแขนคู่นั้นราเมศวรเคยโง่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์

เคยคิดว่าถ้าร้องไห้มากพอ ดื้อพอ เจ็บมากพอ

ทศทัศน์จะยอมให้เขาอยู่ตรงนั้นไปตลอด

แต่ความจริงก็คือไม่ใช่ที่ตรงนั้นไม่เคยเป็นของเขา

เพราะทศทัศน์มีคนที่ตั้งใจจะยกอ้อมแขนนั้นให้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ดีแล้วดีแล้วที่ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

เขาไม่เคยคิดถึงผู้ชายคนนี้อีกไม่เคย

เพราะคนอย่างทศทัศน์ไม่มีค่าอะไรให้เขาต้องคิดถึงอยู่แล้ว

“คุณรามครับ”

ลุงสมเรียกอีกครั้ง คงเพราะเห็นเขายืนนิ่งอยู่นานเกินไป

ราเมศวรกะพริบตาช้า ๆ ก่อนหันกลับมา

รอยยิ้มยังอยู่บนริมฝีปาก

เรียบ สวย และเย็นชาราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เข้าบ้านเถอะครับ”

เขาพูดเพียงเท่านั้น แล้วก้าวผ่านประตูบ้านหลังเดิมเข้าไป

ด้านหลัง เสียงหัวเราะของเด็กหญิงยังดังแผ่วมาอีกครั้ง

ราเมศวรไม่ได้หันกลับไปมอง

ก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่เคยทำให้เขาโง่แทบตาย

ครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับมาเพื่อแพ้อีก

และถ้าคนทั้งอำเภอลืมไปแล้วว่าพระรามเด็กเปรตเป็นแบบไหน

ไม่เป็นไรเดี๋ยวเขาจะทำให้จำได้เอง

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!