บ้านหลังเดิมเงียบกว่าที่ราเมศวรจำได้
พ่อกับแม่ยังไม่กลับจากธุระในเมือง คนงานส่วนใหญ่แยกย้ายกันไปทำงานในไร่ เหลือเพียงเสียงลม เสียงใบไม้ และกลิ่นดินชื้นที่คุ้นจนน่ารำคาญ
เขาวางกระเป๋าเดินทางไว้ในห้องนอนของตัวเอง
ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม
ราวกับเจ้าของห้องไม่เคยหายไปไหน
ชายหนุ่มไม่ได้พักเขาเพียงพับแขนเสื้อขึ้นอีกทบ แล้วเดินออกจากห้องบอกตัวเองว่าแค่อยากเดินดูไร่
แต่ปลายเท้ากลับพาไปทางแนวรั้วสีขาวที่แบ่งอาณาเขตระหว่างไร่แสงอรุณกับไร่ศิลาธาร
จนกระทั่งเงาของต้นมะม่วงใหญ่ทอดลง
บนพื้นหญ้าเบื้องหน้า
ราเมศวรหยุดเดิน ต้นมะม่วงยังอยู่
แต่สูงกว่าเดิม ใหญ่กว่าเดิม กิ่งก้านแผ่ออกกว้างจนร่มเงาคลุมรั้วสองฝั่งพอดี
ต้นไม้ต้นนี้เคยเห็นพระรามแพ้ยักษ์ตั้งแต่ยกแรก
เห็นเด็กแปดขวบคนหนึ่งปีนขึ้นไปอย่างมั่นใจ แล้วลงไม่ได้
เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างล่าง บอกด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ว่า
เดี๋ยวพี่รับเองแล้วก็รับไว้จริง ๆ
ก่อนจะหิ้วคอเสื้อไปส่งบ้านเหมือนหิ้วลูกแมวขโมยของ
ราเมศวรเงยหน้ามองกิ่งไม้ด้านบน แล้วหัวเราะในลำคอ
ความทรงจำไร้สาระเขากำลังจะเดินกลับ
แต่เสียงหัวเราะเล็ก ๆ จากอีกฝั่งของรั้วทำให้ฝีเท้าหยุดลง
“ปะป๊า เอาอีกค่ะ!”
เสียงเด็กผู้หญิงสดใส ร่าเริง
ราเมศวรมองลอดช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ไปยังฝั่งศิลาธาร
ใต้ต้นมะม่วงฝั่งนั้น ทศทัศน์กำลังอุ้มเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ขึ้นให้แตะกิ่งไม้เตี้ย ๆ เด็กหญิงสวมกระโปรงสีอ่อน ผมแกละสองข้าง แก้มกลม และหัวเราะเหมือนโลกนี้ไม่มีเรื่องร้ายอยู่เลย
“พอแล้ว เดี๋ยวตก”
เสียงของทศทัศน์ไม่ดังนักแต่นุ่มกว่าที่ราเมศวรจำได้
นุ่มจนแทบไม่เหมือนเสียงเดียวกับที่เคยเรียกชื่อเต็มของเขาแล้วทำให้ทั้งไร่เงียบ
ราเมศวรไม่ได้มองเด็กนานนัก
สายตาของเขากลับไปหยุดอยู่ที่ผู้ชายคนนั้นแทบจะทันที
สี่ปีทำให้ทศทัศน์เปลี่ยนไปมากกว่าที่คิด
ร่างสูงใหญ่ยังสูงใหญ่เหมือนเดิม
เพียงแต่ผอมลงเล็กน้อย
ไหล่กว้างอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก
ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังลวก ๆ ต่างหูเล็ก ๆ ยังอยู่
รอยสักตรงท่อนแขนโผล่พ้นแขนเสื้อให้เห็นตอนเจ้าตัวขยับมือประคองลูกสาว
ใบหน้าคมเข้มขึ้นเส้นกรามชัดขึ้น
ดวงตาลึกกว่าเดิม
ไม่ใช่ความเท่แบบพี่ชายผมยาว เจาะหู มีรอยสัก ที่เด็กแปดขวบอย่างเขาเคยเผลอคิดว่าเท่ฉิบหายตั้งแต่แรกเห็น
ไม่ใช่ทศทัศน์คนที่เด็กผู้ชายทั้งอำเภอเคยอยากโตขึ้นไปให้ได้สักครึ่งหนึ่งของเขา แต่เป็นความนิ่งของผู้ชายโตเต็มตัว
สุขุมกว่าเดิมน่าเกรงขามกว่าเดิม
และหล่อขึ้นอย่างน่าหงุดหงิด
หล่อแบบที่ไม่ต้องพยายามก็ทำให้คนมองเสียอารมณ์ได้
ราเมศวรเกลียดความคิดนั้นทันที
เกลียดจนต้องยิ้ม ทศทัศน์ก้มมองเด็กหญิงในอ้อมแขน
แววตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ราเมศวรยืนมองอยู่พักหนึ่ง
ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ไง”
ทศทัศน์ชะงักร่างสูงหันกลับมาในทันที
วินาทีที่สายตาของทั้งคู่สบกัน
อากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ราเมศวรเห็นแววตาของทศทัศน์ไหวไปเพียงนิดเดียว
นิดเดียวจริง ๆ ก่อนเจ้าตัวจะเก็บมันกลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่เขาทันและนั่นทำให้เขาอยากหัวเราะ
“สบายดีไหม”
เขาถาม พลางยกมุมปาก
“แต่ดูแล้วก็น่าจะสบายดีนะ”
ทศทัศน์ยังไม่ตอบเด็กหญิงในอ้อมแขนหันมามองคนแปลกหน้า ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย
ราเมศวรเลื่อนสายตาไปหาเธอเพียงแวบเดียว
“ลูกเหรอ”
ทศทัศน์กอดเด็กหญิงแน่นขึ้นเล็กน้อย
“อืม”
คำตอบสั้นแค่นั้นทำให้บางอย่างในอกของราเมศวรกระตุก
เขาไม่แสดงออกแค่ยิ้มบาง ๆ เหมือนได้ยินเรื่องธรรมดาที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลยสักนิด
“อายุเท่าไรแล้วล่ะ”
ทศทัศน์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงเรียบ
“สามขวบกว่า”
สามขวบกว่าราเมศวรยกมุมปากขึ้นช้า ๆ
“กูไปแค่สี่ปี ลูกมึงสามขวบกว่าแล้ว”
เขาเอียงคอเล็กน้อย
“เก่งดีนี่”
ทศทัศน์ขมวดคิ้ว
“ราม”
“เมียอยู่ไหนล่ะ”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศใต้ต้นมะม่วงนิ่งลงทันที
ทศทัศน์มองเขา
“ไม่ใช่เรื่องของมึง”
“อ้าว”
ราเมศวรหัวเราะเบา ๆ
“ใจร้ายจังวะ แนะนำให้รู้จักหน่อยก็ไม่ได้เหรอ”
เขาก้าวเข้าไปใกล้รั้วอีกครึ่งก้าว
สายตายังจับอยู่ที่ใบหน้าของทศทัศน์
ผู้ชายที่ยังยืนนิ่งได้หน้าตาเฉย
เหมือนตัวเองไม่เคยทำชีวิตใครพังมาก่อน
“หรือกลัวเมียรู้จักอดีตคู่นอนของผัว”
มือใหญ่ของทศทัศน์ยกขึ้นปิดหูเด็กหญิงแทบจะทันที
“ราเมศวร”
เสียงนั้นต่ำลงต่ำแบบที่เคยทำให้คนทั้งไร่เงียบ
แต่ราเมศวรไม่เงียบ
เขายิ้ม
“ทำไม”
ดวงตาคู่สวยวาวขึ้นอย่างท้าทาย
“พูดผิดตรงไหน”
ทศทัศน์มองเขานิ่ง
“ลูกกูยังเด็ก”
“รู้”
ราเมศวรตอบเร็วมาก
“กูถึงไม่ได้ถามลูกมึงไง กูถามมึง”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนกดเสียงให้ช้าลงกว่าเดิม
“กลัวเมียรู้ว่าเคยมีอะไรกับน้องชายข้างบ้านเหรอ”
คราวนี้แววตาของทศทัศน์เปลี่ยนไป
เพียงเสี้ยววินาทีเดียวแต่ราเมศวรเห็น
และมันทำให้ความสะใจแหลมคมแล่นผ่านอก
ใช่ แบบนั้นแหละ
อย่าทำหน้าเหมือนไม่รู้สึกอะไรนักสิ ไอ้ยักษ์
“ราม”
“อย่าเรียกกูแบบนั้น”
รอยยิ้มของราเมศวรเย็นลง
“ชื่อกูออกจากปากมึงแล้วดูเหมือนมึงเป็นพระเอกกูเป็นตัวร้าย”
ทศทัศน์ไม่ตอบ
ราเมศวรหัวเราะในลำคอ
“แต่ก็เหมาะกับมึงดีนะ”
เขากวาดตามองผู้ชายตรงหน้าอีกครั้ง
เขาจึงยิ้มกวนกว่าเดิม
“คุณยักษ์แห่งไร่ศิลาธาร”
น้ำเสียงสุภาพจนเกือบหวาน
แต่แววตาเยาะชัดเจน
“คนดีของทั้งอำเภอ”
เขาเหลือบมองเด็กหญิงในอ้อมแขนอีกแวบหนึ่ง
แล้วหันกลับมาหาทศทัศน์
“ที่แท้ก็เหี้ยกว่าที่กูคิดไว้อีก”
ทศทัศน์กอดเด็กหญิงแน่นขึ้น
“ถ้าไม่มีธุระก็กลับไป”
“อ้อ”
ราเมศวรพยักหน้าช้า ๆ
“ไล่อีกแล้ว”
เขายกมือขึ้นแตะอกตัวเอง ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้
“โทษที กูลืมไปว่ามึงถนัด”
ทศทัศน์นิ่งไปราเมศวรรู้ว่าประโยคนั้นแทงเข้าไปตรงไหนสักที่ ดีเจ็บบ้างก็ดี
“ไม่รบกวนครอบครัวสุขสันต์ของมึงแล้วก็ได้”
เขาถอยออกมาครึ่งก้าว
รอยยิ้มเสแสร้งและดูร้ายกาจเหมือนตั้งใจใช้มันกรีดหน้าคนตรงหน้า
“ไว้วันหลังค่อยแนะนำเมียมึงให้กูรู้จักนะ”
ทศทัศน์เสียงเข้มขึ้น
“ราเมศวร”
“หรือไม่ต้องก็ได้”
ราเมศวรหมุนตัวกลับ
“กูไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น”
เขาเดินออกจากใต้เงาต้นมะม่วงด้วยฝีเท้ามั่นคง
เหมือนคนที่ไม่ได้เสียหลักเลยสักนิด
แต่ทันทีที่พ้นสายตาของทศทัศน์ รอยยิ้มบนริมฝีปากก็หายไปสามขวบกว่า
กูไม่อยู่สี่ปีลูกมึงสามขวบกว่า
ชัดฉิบหาย
“เหี้ยจริง ๆ นะมึง”
ราเมศวรพึมพำเสียงเบา
“ไอ้ยักษ์”
เขาหัวเราะในลำคอแต่ไม่มีความสนุกอยู่ในนั้นเลย
คนดีของทุกคน คุณยักษ์แห่งไร่ศิลาธาร
ผู้ชายที่ใคร ๆ ก็เชื่อว่าใจนิ่ง มีเหตุผล
รับผิดชอบ และไม่เคยทำอะไรผิดพลาด
สุดท้ายก็เหี้ยกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
ตัดความผิดพลาดอย่างเขาทิ้งไป
แล้วหันกลับไปมีลูก มีครอบครัว
มีชีวิตสุขสบายของตัวเอง
ดี ดีฉิบหาย
ราเมศวรเดินกลับบ้านโดยไม่หันไปมองต้นมะม่วงอีก
ทันทีที่กลับเข้าห้อง เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
กดเข้าไปในกลุ่มแชทที่ยังใช้ชื่อเดิมมาตั้งแต่สมัยเรียน
**สี่ยอดกุมาร**
กลุ่มของลูกเจ้าของไร่ ลูกเจ้าของร้านวัสดุ ลูกเจ้าของร้านทอง และลูกเจ้าของร้านอาหาร
ปลายนิ้วเขาพิมพ์ข้อความลงไปอย่างรวดเร็ว
ราม : กูกลับมาแล้ว
ข้อความถูกอ่านแทบจะทันที
บอม : เชี่ย
พีท : ผีหลอก
เคน : ยังไม่ตายเหรอ
ราเมศวรหัวเราะในลำคอ
ราม : พวกมึงออกมาหากูหน่อย
พีท : มาวันแรก มึงก็จะเอาเลยเหรอ
บอม : ที่ไหน ร้านเหล้าหรือสนามรบ
ราม : ร้านเดิม
เคน : กูว่าแล้ว
ราม : อะไร
เคน : เมืองนอกไม่ได้ช่วยขัดเกลาสันดานมึงเลย
ราเมศวรโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง
แล้วเดินไปหยิบเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มจากตู้
ในกระจกเงาบานยาว ชายหนุ่มที่สะท้อนกลับมาดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งเสียหลักเพราะคำว่า ลูก ของทศทัศน์เลยสักนิด
เสื้อผ้าดี หน้าตาดี รอยยิ้มดี
ทุกอย่างดูดีพอจะหลอกคนทั้งโลกได้ว่าเขาไม่เป็นอะไร
ถ้าทศทัศน์คือภาพจำของเด็กผู้ชายรุ่นโตทั้งอำเภอ
ราเมศวรก็คือฝันร้ายของคนรุ่นถัดมา
คนหนึ่งเท่แบบผมยาว เจาะหู มีรอยสัก
หน้านิ่ง และไม่ต้องพูดมากก็ทำให้คนรอบตัวเงียบได้
อีกคนหล่อแบบแบดบอย ปากสวย รอยยิ้มกวนประสาท
บุหรี่คีบอยู่ระหว่างนิ้ว แก้วเหล้าอยู่ในมือ
และปากที่พร้อมพาเจ้าของไปเจอตีนได้ทุกเมื่อ
ทั้งอำเภอรู้จักทศทัศน์ในฐานะคุณยักษ์แห่งไร่ศิลาธาร
และรู้จักราเมศวรในฐานะพระรามเด็กเปรตแห่งไร่แสงอรุณ
ตำนานสองรุ่นที่ไม่ควรอยู่ใกล้กัน
แต่ก็ดันมีแต่เรื่องให้ต้องวนกลับมาเจอกันตลอด
ราเมศวรยกมือขึ้นจัดปกเสื้อให้เข้าที่
“แค่ผู้ชายคนเดียว”
เขาพึมพำกับเงาของตัวเอง
“มึงไม่ตายหรอก”
แล้วรอยยิ้มบนริมฝีปากก็กลับมาอีกครั้ง
สวย แพง และพร้อมหาเรื่องเหมือนเดิม