พระรามพ่ายยักษ์

ตอนที่ 6: หน้ากากคนดี

👁️ 19 อ่าน
22px

หลังจากคืนนั้น ราเมศวรก็กลับไปใช้ชีวิตในแบบที่คนทั้งอำเภอคุ้นเคยหรืออาจแย่กว่าเดิมนิดหน่อย

ทุกเย็น เขาออกจากบ้านก่อนพระอาทิตย์ตก

บางคืนกลับมาตอนเที่ยงคืน

บางคืนตีสอง บางคืนฟ้าสางแล้วจึงมีเสียงรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านและแทบทุกคืน เขาไม่ได้กลับมาคนเดียว

บางคืนเป็นผู้หญิงบางคืนเป็นผู้ชาย

บางคืนคนงานเห็นเพียงเงาคนสองคนเดินโอบกันผ่านทางเดินท้ายไร่ บางคืนได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงเพลง เสียงแก้วกระทบกัน และเสียงบางอย่างที่ไม่มีใครอยากเงี่ยหูฟังนานเกินไป คนงานไร่แสงอรุณเริ่มรู้กันเองโดยไม่ต้องมีใครประกาศว่า หลังสองทุ่มหากไม่มีธุระสำคัญ

อย่าเดินผ่านท้ายไร่

ถ้าไม่อยากเห็นภาพที่ทำให้ต้องรีบหันหน้าหนี

และถ้าไม่อยากเก็บหลักฐานความเสเพลของ

คุณรามในตอนเช้า ขวดเหล้า ก้นบุหรี่

เสื้อคลุมของใครบางคน ซองพลาสติกเล็ก ๆ

และซากถุงยางอนามัยที่ถูกเก็บลงถุงดำด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนของคนงาน

จาก “พระรามเด็กเปรต” ข่าวลือจึงอัปเกรดเขาเป็น

“คุณรามคนเปรต” อย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่าข่าวนั้นไปถึงไร่ศิลาธารและแน่นอนว่าทศทัศน์ได้ยินเขาเพียงยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ระหว่างตรวจแปลงองุ่น

สีหน้าเรียบสนิท ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตำหนิ

ไม่มีความเห็นใด ๆเหมือนเรื่องของราเมศวรเป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านแนวรั้วมาแล้วผ่านไป

ความนิ่งนั้นเองที่ทำให้ราเมศวรยิ่งหงุดหงิด

ไม่ใช่ว่าเขายอมรับหรอกว่าตั้งใจให้ข่าวไปถึงอีกฝ่าย

แต่ถ้าทศทัศน์ได้ยินแล้ว อย่างน้อยก็ควรมีปฏิกิริยาบ้าง

ด่า ห้าม เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ แบบที่เคยใช้

หรืออย่างน้อยก็ขมวดคิ้วสักนิดแต่ไม่มี

ทศทัศน์ไม่ทำอะไรเลย

เหมือนเขาไม่มีค่าแม้แต่จะทำให้ผู้ชายคนนั้นเสียเวลาโมโห

คืนนั้น บอม พีท และเคนนั่งล้อมโต๊ะเดียวกับราเมศวรในร้านเหล้าประจำอำเภอด้วยสีหน้าเหมือนถูกบังคับมาเฝ้าระเบิดเวลา

“พอได้ยังวะ” บอมถาม

ราเมศวรเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกแก้วขึ้นจิบอย่างเกียจคร้าน

“พออะไร”

“ทำตัวเหมือนจะเอาชีวิตไปทิ้งทุกคืน”

“เว่อร์”

พีทวางแก้วลง

“ไม่เว่อร์ ข่าวมึงดังไปทั่วอำเภอแล้ว”

ราเมศวรหัวเราะ

“แล้วไง”

“แล้วไง?” บอมทวนคำ

“คนงานไร่มึงแทบจะตั้งเวรเก็บกวาดซากอารยธรรมท้ายไร่ทุกเช้าแล้วนะ”

เคนที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้น

“ข่าวมันลอยไปถึงไร่ศิลาธารแล้วด้วย”

มือที่กำลังหมุนแก้วเหล้าของราเมศวรชะงักไปเพียงนิดเดียว

นิดเดียวเท่านั้นก่อนจะกลับมาหมุนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“แล้ว?”

พีทมองหน้าเขา

“แล้วอะไร”

“ข่าวไปถึงไหนก็เรื่องของข่าว ไม่เกี่ยวกับกู”

บอมสบถ

“มึงนี่แม่ง...”

เคนมองเขานิ่ง

“มึงรู้ตัวใช่ไหมว่าที่ทำอยู่มันเหี้ยมาก”

ราเมศวรยกคิ้ว

“แล้ว?”

“คนงานต้องตามเก็บ

คนในบ้านมึงต้องอาย พ่อแม่มึงต้องโดนพูดถึง”

“อืม”

“มึงไม่แคร์จริง?”

ราเมศวรยิ้ม

“ไม่”

บอมมองเขาเหมือนอยากต่อยสักหมัด

“โตแต่ตัวจริง ๆ”

“ด่าจบยัง กูจะกินต่อ”

พีทพ่นลมหายใจ

“นรกส่งมาคืนอำเภอแท้ ๆ”

ราเมศวรยกแก้วขึ้นชนกับอากาศ

“คิดถึงกูก็บอก”

“คิดถึงพ่อง”

เขาหัวเราะออกมาเสียงหัวเราะของเขากลืนไปกับเพลงดังในร้านและคืนนั้นเพื่อนทั้งสามคนก็ยังต้องผลัดกันเฝ้าเขาเหมือนเดิม

บอมคอยลากออกจากวงเหล้าก่อนเขาจะ

ไปมีเรื่องกับโต๊ะข้าง ๆ

พีทคอยดึงแก้วเหล้าออกจากมือเมื่อเห็นว่าตาเริ่มแดงเกินปกติ

ส่วนเคนเป็นคนยึดกุญแจรถ

แล้วโยนให้คนขับรถประจำร้านเอาไปเก็บไว้หลังเคาน์เตอร์

ต่อให้ปากบอกว่าไม่แคร์

แต่พวกมันก็ยังกลัวว่าเขาจะพาตัวเองไปพังที่ไหนสักแห่ง

ราเมศวรไม่ขอบคุณไม่สำนึกและไม่รับปากว่าจะหยุด

เขาแค่ยิ้ม ยกแก้ว แตะเอวใครสักคน

แล้วปล่อยให้คืนหนึ่งผ่านไปเหมือนมันไม่มีผลอะไรกับชีวิต

จนกระทั่งอีกคืนหนึ่ง

ทศทัศน์ขับรถกลับจากตรวจงานท้ายไร่ศิลาธาร

ใช้ถนนสายเล็กที่ตัดผ่านแนวรั้วระหว่างสองไร่

รถของเขาชะลอลงเมื่อเห็นรถอีกคันจอดอยู่ข้างทางใกล้ทางเข้าไร่แสงอรุณ

ตอนแรกคิดว่ารถเสีย

แต่เมื่อเข้าใกล้ ภาพผ่านกระจกข้างทำให้เขารู้ทันทีว่าไม่ใช่

ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งคร่อมอยู่บนชายหนุ่มในเบาะคนขับ

เสื้อผ้าหลุดลุ่ย

เงาร่างแนบชิดจนไม่ต้องมองนานกว่านั้น

 

และผู้ชายคนนั้นคือราเมศวร

ทศทัศน์ไม่ได้จอด

มือบนพวงมาลัยกำแน่นขึ้นเพียงเล็กน้อย ก่อนรถจะแล่นผ่านไปด้วยความเร็วคงเดิม

ราเมศวรเห็นแสงไฟจากกระจกหลังตั้งแต่แรก

เขาจำรถของทศทัศน์ได้

หญิงสาวบนตัวเขาชะงัก

“มีรถผ่าน”

ราเมศวรเหลือบมองไฟที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป

ไม่จอด ไม่ได้ลงมา และไม่ลากเขาออกไปเหมือนวันเก่า ๆ

ทศทัศน์เพียงขับผ่าน

คำตอบชัดดีราเมศวรหัวเราะในลำคอ

“ช่างมัน”

หญิงสาวมองเขาอีกครั้ง

“แน่ใจนะ”

ราเมศวรยกมุมปาก

“ต่อสิ”

รถกระบะสีเข้มแล่นหายไปตามถนน

ราเมศวรไม่ได้หันไปมองตาม

ไม่จำเป็น

ถ้าอีกฝ่ายเลือกจะขับผ่านไป

เขาก็ไม่มีเหตุผลต้องหยุดเหมือนกัน

หลายวันหลังจากคืนนั้น

ข่าวของราเมศวรก็ดังไปทั่วไร่แสงอรุณเร็วกว่าที่เจ้าตัวตั้งใจไว้เสียอีกจนในที่สุด พ่อกับแม่ก็ทนไม่ไหว

“ราเมศวร”

เสียงของแม่ดังขึ้นทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในห้องรับแขก

ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย ก่อนมองคนทั้งสองที่นั่งรออยู่บนโซฟา

แดดช่วงบ่ายลอดผ่านม่านสีอ่อนเข้ามาในห้อง ทำให้ทุกอย่างดูสว่างเกินไปสำหรับบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้น

พ่อนั่งหน้านิ่ง

ส่วนแม่หน้าตึงแบบที่เขาจำได้ดี

สีหน้าแบบนั้นมักมาก่อนคำต่อว่าเสมอ

“ครับ”

เขาตอบรับเสียงเรียบ พลางเดินไปหยุดกลางห้อง

“แกคิดจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงเมื่อไร”

ราเมศวรเลิกคิ้ว

“แบบไหนครับ”

“อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง” แม่ว่าเสียงแข็ง “เที่ยวทุกวัน ดื่มทุกวัน หิ้วใครต่อใครกลับบ้าน คนงานเขาพูดกันทั้งไร่แล้ว แกไม่อายบ้างหรือไง”

ราเมศวรยิ้มมุมปาก

“คนงานว่างมากก็ให้ไปทำงานเพิ่มสิครับ

 จะได้ไม่มีเวลาพูด”

“ราม”

คราวนี้เป็นเสียงพ่อต่ำ สั้น และเตือนชัดเจน

ราเมศวรหุบยิ้มลงนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้หลบตา

แม่ถอนหายใจแรง

“แม่ไม่เข้าใจ แกเพิ่งเรียนจบกลับมาแท้ ๆ แทนที่จะเริ่มทำงานทำการให้เป็นเรื่องเป็นราว กลับทำตัวหนักกว่าเดิมอีก ถ้าแกยังเที่ยวหิ้วใครมาแบบนี้ สักวันก็ได้ไปทำใครท้องเข้าแน่ ๆ”

ราเมศวรหัวเราะ

เสียงหัวเราะสั้นมาก

“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมรู้จักป้องกัน”

“อย่ามาพูดจาแบบนี้กับแม่!”

เสียงแม่ดังขึ้นทันทีพ่อขมวดคิ้ว

ราเมศวรยกมือขึ้นอย่างไม่จริงใจนัก

“ขอโทษครับ”

“ถ้าแกใช้ชีวิตแบบนี้แม่ว่าแกแต่งงานเถอะ”

รอยยิ้มบนหน้าของราเมศวรค้างไป

เขามองแม่เหมือนได้ยินเรื่องน่าขำที่สุดในรอบหลายปี

“อะไรนะครับ”

“แต่งงาน” แม่พูดชัดถ้อยชัดคำ “แม่ดู ๆ ไว้ให้หลายคน ลูกสาวบ้านนั้นบ้านนี้ดี ๆ ทั้งนั้น เรียนจบ มีฐานะ หน้าตาก็ดี ถ้าแกมีครอบครัวเป็นหลักเป็นแหล่ง บางทีแกอาจจะเลิกทำตัวเหลวไหลเสียที”

ราเมศวรนิ่งไปครู่หนึ่ง

 

ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ กลับมา

แต่คราวนี้เย็นกว่าเดิม

“แม่คิดว่าการจับรามแต่งงานจะแก้ปัญหาได้?”

“อย่างน้อยมันก็ทำให้แกมีความรับผิดชอบมากขึ้น”

“หรือทำให้แม่สบายใจขึ้นกันแน่”

“ราม”

พ่อเรียกอีกครั้งแม่มองเขาด้วยสีหน้าผิดหวัง

“แกจะให้แม่ทำยังไง แม่พูดดี ๆ แกก็ไม่ฟัง ดุแกก็เถียง ห้ามแกก็หนี ตอนเด็กเป็นยังไง โตมาก็ยังเป็นอย่างนั้น”

คำว่า ตอนเด็กเป็นยังไง โตมาก็ยังเป็นอย่างนั้น

ทำให้ราเมศวรนิ่งไปชั่วอึดใจ

ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ก็เลยจะแก้ด้วยการหาเมียให้?”

 

“แม่อยากมีหลาน”

ประโยคนั้นทำให้เขาชะงักไปจริง ๆ

แม่ถอนหายใจ น้ำเสียงอ่อนลงนิดหนึ่ง

“เห็นคุณยักษ์มีลูกแล้วน่ารักดี แม่ก็อยากมีหลานบ้าง น้องดาน่ารักมากนะ ใครเห็นก็รักทั้งนั้น คุณยักษ์เขาเลี้ยงลูกดีมาก ดูเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ ต่างจากแก—”

“พอ”

ราเมศวรพูดเสียงต่ำ

แม่กับพ่อชะงัก ราเมศวรยิ้ม แต่ดวงตาไม่มีรอยยิ้มอยู่เลย

“มันดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“ราม”

“ลูกมันก็ใช่ว่าจะมาด้วยวิธีดี ๆ นี่”

แม่เบิกตา

“แกพูดอะไร”

“ก็มันอาจไปทำใครท้อง

แล้วเอามาแต่ลูก ไม่เอาแม่ก็ได้ไม่ใช่เหรอ”

“ราเมศวร!”

เสียงพ่อดังขึ้นทันที

แม่รีบหันไปมองรอบ ๆ ราวกับกลัวคำพูดนั้นจะลอยออกไปนอกบ้าน

“พูดเบา ๆ หน่อย ถ้าคุณยักษ์รู้เข้า เขาจะว่าเอา”

ราเมศวรหัวเราะ

คราวนี้หัวเราะจริง ๆ

“ช่างมันสิครับ”

เขามองแม่

“ทำไมต้องกลัวมันรู้ด้วย”

“นั่นคุณยักษ์นะ ราม

บ้านเขากับบ้านเราก็อยู่ข้างกันมาตั้งกี่ปี อย่าพูดอะไรเสีย ๆ หาย ๆ ถึงเขา”

“แต่แม่พูดถึงรามเสีย ๆ หาย ๆ ได้?”

แม่นิ่งไป

ราเมศวรก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด

“แม่บอกผมเหลวไหล

บอกผมหิ้วคนกลับบ้าน

บอกผมจะทำใครท้อง

บอกผมควรแต่งงาน จะได้เป็นผู้เป็นคน”

เสียงของเขาเรียบลงเรื่อย ๆ

“แต่พอเป็นมัน

แม่บอกว่ามันเลี้ยงลูกดี เป็นผู้ใหญ่

มีความรับผิดชอบ”

พ่อถอนหายใจ

“แกอย่าเอาตัวเองไปเทียบกับคุณยักษ์”

ประโยคนั้นแทงเข้าไปลึกกว่าที่ตั้งใจ

ราเมศวรนิ่ง

ก่อนยิ้มช้า ๆ

“ผมเอาตัวเองไปเทียบเหรอครับ”

พ่อขมวดคิ้ว

“ตั้งแต่เด็ก ใครเป็นคนพูดให้ผมฟังทุกวันว่า

บ้านโน้นมียักษ์ บ้านนี้ก็ต้องมีพระราม”

แม่ชะงัก

“ราม...”

“ใครบอกว่าพระรามต้องชนะยักษ์”

เขาหัวเราะเบา ๆ

“ใครตั้งชื่อผมให้เป็นพระราม

เพราะบ้านข้าง ๆ มีทศทัศน์”

ไม่มีใครตอบ

ราเมศวรกวาดตามองพ่อกับแม่

“บ้านโน้นมียักษ์

บ้านนี้มีพระราม เอาไว้ปราบยักษ์”

เขายกมุมปาก

“แล้วพระรามบ้านนี้เคยชนะยักษ์บ้านโน้นสักครั้งไหม”

แม่หน้าเสียไปเล็กน้อย

พ่อยังคงเงียบ

ราเมศวรไม่รอคำตอบ

เพราะไม่จำเป็น

คำตอบมันชัดตั้งแต่เขายังเด็กแล้ว

ชัดตั้งแต่เขาถูกหิ้วคอกลับบ้านครั้งแรก

“เข้าใจแล้วครับ”

เขาพูดเสียงเรียบ

“เข้าใจว่าทั้งชีวิตผมแพ้มันมาตลอด”

“ราม แม่ไม่ได้หมายความแบบนั้น”

“แต่คราวนี้ไม่แพ้แล้วครับ”

แม่มองเขาด้วยความไม่สบายใจ

“แกจะทำอะไร”

ราเมศวรยิ้ม

“ถ้าทั้งชีวิตผมถูกบอกว่าเกิดมาเพื่อปราบยักษ์...”

เขาหมุนตัวเดินไปทางประตู

“ก็คงต้องลองปราบดูสักครั้ง”

พ่อเรียกเสียงเข้ม

“ราเมศวร อย่าทำอะไรบ้า ๆ”

เขาหยุดตรงหน้าประตู

หันกลับมายิ้มให้พ่อ

“ผมเคยทำอะไรบ้า ๆ เหรอครับ”

พ่อกับแม่เงียบพร้อมกัน

ราเมศวรหัวเราะ

“โอเค คำถามไม่ดี”

เขาเปิดประตูออกไป

“แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”

เขาหันกลับมามองคนทั้งสองอีกครั้ง

ดวงตาคมสวยเย็นลงทีละนิด

“ผมแค่ไม่อยากแพ้ทศทัศน์อีกแล้ว”

พูดจบ เขาก็เดินออกจากบ้าน

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!