ราเมศวรเคยบอกตัวเองไว้อย่างหนักแน่นว่า เขาจะไม่ไปนั่งเล่นกับลูกสาวของทศทัศน์อีก
เขาบอกตัวเองแบบนั้นจริง ๆ
แล้ววันต่อมาก็ไป วันถัดมาก็ไปอีก
วันที่สามก็ยังไป
พอถึงวันที่สี่ สีดาไม่ต้องถามแล้วว่าพี่ยามจะมาหรือเปล่า เพราะพอแดดบ่ายเริ่มอ่อน เด็กหญิงก็ลากกระบะของเล่นมารอข้างรั้วเหมือนเป็นกิจวัตร
ส่วนราเมศวรก็มาปรากฏตัวใต้ต้นมะม่วงต้นเดิม เวลาเดิม ด้วยสีหน้าเหมือนแค่เดินผ่านมาเขาไม่ได้ตั้งใจมา
ก็แค่เบื่อ ไม่มีอะไรทำ แล้วเด็กก็ไม่มีเพื่อนเล่น
แค่นั้นไม่เกี่ยวกับทศทัศน์เลยสักนิด
ตลอดทั้งสัปดาห์ ข่าวของคุณรามแห่งไร่แสงอรุณจึงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
จากเมา มีเรื่อง หิ้วคนกลับบ้าน
กลายเป็นไปนั่งเล่นกับคุณหนูดาของไร่ศิลาธารทุกบ่าย
คนงานสองไร่ต่างงงไม่แพ้กัน พี่เลี้ยงของสีดาเองก็เริ่มชินกับภาพคุณรามนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของรั้ว มือถือบล็อกไม้ ตุ๊กตา หรือบางครั้งก็โดนบังคับให้ถือถ้วยน้ำชาของเล่นอย่างไม่มีทางเลือกสีดาเล่นอะไร เขาก็เล่นด้วย
แต่ราเมศวรยังอยู่ฝั่งไร่แสงอรุณเสมอ ไม่เคยข้ามรั้วไปแม้แต่ครั้งเดียว
ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือ ตั้งแต่เริ่มมานั่งเล่นกับสีดา เขาก็ไม่ได้ออกไปดื่มเหมือนก่อน หลายคืนติดกันจนเจ้าของร้านเหล้ายังถามบอม พีท และเคนว่าคุณรามไม่สบายหรือเปล่า
กลุ่มแชตสี่ยอดกุมารเด้งขึ้นมาช่วงเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ราเมศวรเพิ่งกลับจากริมรั้ว
ห้องแชทสี่ยอดกุมาร
บอม : ไอ้ราม
พีท : มึงคิดจะทำอะไร
เคน : กูได้ยินข่าวแล้ว
ราเมศวรมองหน้าจออย่างเบื่อหน่าย
ราม : ข่าวอะไร
บอม : อย่ามาทำไม่รู้
พีท : มึงไปเล่นกับลูกคุณยักษ์ทุกวันจริงไหม
เคน : ราม เด็กไม่เกี่ยว
ราเมศวรกดลิ้นกับกระพุ้งแก้ม
ราม : พวกมึงคิดว่ากูจะไปทำอะไรลูกมัน
บอม : กูก็ไม่รู้ไง เลยถาม
พีท : ประวัติมึงไม่ได้ดีพอให้พวกกูสบายใจนะ
เคน : เด็กสามขวบ ราม
ราเมศวรแค่นหัวเราะ
ราม : เห็นเด็กไม่มีเพื่อน
ราม : พ่อมันก็ไม่มีเวลาให้ลูก
ราม : กูเลยไปเล่นด้วย
ในกลุ่มเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนพีทจะตอบ
พีท : หรอ?
บอม : หรอออออออ
เคน : เกลียดตัวกินไข่นะมึง
ราเมศวรจ้องข้อความนั้นนิ่ง
ไร้สาระเขาเกลียดทศทัศน์ ไม่ได้เกลียดสีดา
มันคนละเรื่องกันเขาวางโทรศัพท์ลงโดยไม่ตอบ
ข่าวเดียวกันนั้นไปถึงไร่ศิลาธารเช่นกัน
วันแรก ทศทัศน์คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
แต่พอวันที่สาม วันที่สี่ และวันที่ห้า รายงานจากพี่เลี้ยงยังเหมือนเดิม เขาก็ทำเป็นไม่สนใจต่อไปไม่ได้
ราเมศวรมาหาสีดาทุกวัน
ถึงจะอยู่คนละฝั่งรั้ว ไม่เคยข้ามเข้ามา และมีพี่เลี้ยงคอยดูอยู่ตลอด แต่สำหรับคนเป็นพ่อ แค่นั้นยังไม่พอให้วางใจ
โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นคือราเมศวร
เด็กเปรตที่เขาเคยตามเก็บมาตั้งแต่ตัวเท่าลูกหมา
และคนที่ครั้งหนึ่งเคยรักเขาแบบผิดวิธี
วันนั้น หลังเสร็จงานจากแปลงองุ่น ทศทัศน์เดินมายังสนามหญ้าด้านข้างบ้านที่สีดาชอบมาเล่น
เสียงหัวเราะของลูกสาวดังมาแต่ไกล
เขาชะลอฝีเท้าเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
สีดานั่งอยู่บนพื้นหญ้าฝั่งศิลาธาร ข้าง ๆ มีกระบะของเล่นเปิดอยู่
ส่วนอีกฝั่งของรั้ว ราเมศวรนั่งพิงต้นมะม่วงด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
บนหัวมีกิ๊บติดผมหลากสีอย่างน้อยห้าอัน แก้มข้างหนึ่งแต้มสีชมพูอ่อน ริมฝีปากวาวด้วยลิปมันเด็ก ส่วนมือข้างหนึ่งถูกสีดาจับไว้เพื่อทาเล็บอย่างตั้งใจ
“อย่าขยับนะคะ พี่ยาม”
ราเมศวรนั่งนิ่งเหมือนนักโทษรอคำพิพากษา
“พี่ไม่ได้ขยับ”
“ขยับค่ะ”
“พี่แค่หายใจ”
“หายใจเบา ๆ นะคะ”
ราเมศวรถอนหายใจเบามาก
สีดาพยักหน้าพอใจ แล้วก้มหน้าทาเล็บต่อ
ทศทัศน์ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล
ภาพตรงหน้าทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ
คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่เหมือนพระรามเด็กเปรตที่เขาคุ้นเคยเลยสักนิดไม่มีปากดี ไม่มีเรื่องให้ใครปวดหัว
มีเพียงผู้ชายตัวโตที่ยอมนั่งนิ่งให้เด็กสามขวบติดกิ๊บ แต่งหน้า และทาเล็บให้อย่างจำยอม
ดูน่าขันและไม่มีพิษมีภัย
ทศทัศน์มองอยู่นานกว่าที่ควร ก่อนดึงสายตากลับและกดสีหน้าให้เรียบเหมือนเดิมเขาก้าวเข้าไปใกล้
“ราเมศวร”
คนถูกเรียกสะดุ้ง หันขวับมา
กิ๊บผีเสื้อบนหัวสั่นตามแรงหัน
พี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รีบก้มหน้ากลั้นยิ้ม
แต่รอยยิ้มของราเมศวรหายไปทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร
“มึง”
ทศทัศน์กวาดตามองกิ๊บบนหัว ลิปบนปาก และของเล่นที่กองอยู่ตรงหน้า ก่อนหยุดสายตาที่ใบหน้าของราเมศวร
“มึงมาวุ่นวายอะไรกับลูกสาวกู”
บรรยากาศที่เคยเบาสบายหยุดชะงัก
สีดาเงยหน้ามองปะป๊าอย่างงง ๆ
ทศทัศน์ถามต่อ
“มึงคิดจะทำอะไร”
ราเมศวรนิ่งไปคำถามนั้นกระแทกเข้ากลางอกอย่างแม่นยำ
ในสายตาทศทัศน์ เขายังเป็นเหมือนเดิม
ตัวปัญหา
คนที่ต้องระวัง
เด็กเปรตที่พร้อมจะก่อเรื่องได้ทุกเมื่อ
ราเมศวรยิ้มออกมาในที่สุด เป็นรอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา
“มึงคิดว่ากูจะทำอะไรลูกมึงล่ะ”
ทศทัศน์ไม่ตอบ
ความเงียบนั้นทำให้รอยยิ้มของราเมศวรเย็นลง
“กูดูชั่วขนาดนั้นเลยเหรอ”
เสียงยังนิ่ง แต่ปลายนิ้วที่เปื้อนสีทาเล็บกำเข้าหากันแน่น
ทศทัศน์ขยับปากเหมือนจะพูดอะไร
แต่สีดาลุกพรวดขึ้นก่อน
เด็กหญิงกางแขนสองข้างออกขวางรั้วเหมือนลูกนกตัวเล็กที่คิดว่าตัวเองปกป้องคนทั้งคนได้
“ปะป๊า!”
ทศทัศน์หันไปมองลูกสาว
“สีดา”
“ปะป๊าจะดุพี่ยามทำไมคะ”
เสียงเล็กเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“พี่ยามมาเย่นกับฉีดา”
ราเมศวรชะงัก
สีดาหันกลับมามองเขา แล้วชี้ด้วยนิ้วป้อม ๆ
“ดูสิคะ พี่ยามจาย้องไห้แย้ว”
ทั้งสนามเงียบลงทันที
ราเมศวรแข็งค้าง
“ใครจะร้อง”
เขารีบเถียงเสียงแข็ง
“มั่วแล้ว”
สีดากะพริบตา
“แต่ตาพี่ยามแดงค่ะ”
“ฝุ่นเข้าตา”
“ตรงนี้ไม่มีฝุ่นนะคะ”
“มี”
“ไม่มีค่ะ”
“พี่บอกว่ามีก็มีสิ”
สีดาทำหน้างงเหมือนกำลังพิจารณาว่าผู้ใหญ่คนนี้โกหกหรือไม่
ทศทัศน์มองราเมศวร แววตาไหวไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนก้มลงมองลูกสาว
“ป๋าบอกว่าไง สีดา”
เด็กหญิงชะงัก
“อย่าคุยกับคนแปลกหน้า ใช่ไหม”
ราเมศวรนิ่งไป
คนแปลกหน้า
ดี
ชัดดี
ทศทัศน์ยังคงมองลูกสาว
“วันนี้งดขนมตอนเย็น เพราะสีดาไม่ฟังที่ป๋าบอก”
เด็กหญิงเบิกตากว้าง
“ปะป๊า...”
สีดาทำหน้าหงอย แต่ยังไม่ยอมถอย เธอมองปะป๊า แล้วหันกลับมามองราเมศวร
“พี่ยามไม่ใช่คนแปลกหน้านี่คะ”
ทศทัศน์ชะงัก
ราเมศวรเองก็ชะงัก
สีดาชี้มาที่หน้าเขา
“พี่ยามก็หน้าตาปกติ”
พี่เลี้ยงยกมือปิดปากทันที
“คุณหนู...”
แต่สีดายังพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“แล้วก็หย่อด้วยค่ะ”
พี่เลี้ยงหลุดหัวเราะจนต้องรีบก้มหน้า
ส่วนราเมศวรก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ทัน
เด็กนี่แม่ง...
แยกคนแปลกหน้ากับหน้าแปลกไม่ออก
เขายกมือทำทีจัดกิ๊บบนหัว พลางใช้นิ้วปาดหางตาเร็ว ๆ
มีน้ำชื้นติดปลายนิ้วมานิดเดียว
นิดเดียวเท่านั้น
ไม่ถือว่าร้อง
ราเมศวรลุกขึ้น ปัดเศษหญ้าออกจากกางเกง ก่อนดึงกิ๊บผีเสื้อตัวหนึ่งออกจากผมแล้ววางไว้ข้างของเล่นอย่างระวัง
เขาไม่มองทศทัศน์
มองแค่สีดา
“พี่กลับก่อน”
สีดาหันขวับ
“พี่ยามจะกลับแล้วเหยอคะ”
“อืม”
“แต่เล็บยังไม่ฉวยค่ะ”
ราเมศวรมองเล็บตัวเองที่ถูกทาเละไปครึ่งนิ้ว
“สวยมากแล้ว”
สีดามุ่ยหน้า
“ไม่ฉวยค่ะ”
“ไว้ค่อยแก้ใหม่”
เด็กหญิงตาโตขึ้นทันที
“พรุ่งนี้เหยอคะ”
ราเมศวรนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปาก
“ถ้าพ่อหนูไม่กลัวพี่กินเด็กไปซะก่อนนะ”
“ราม”
เสียงทศทัศน์ต่ำลงทันที
ราเมศวรหันไปมอง
“อะไร”
เขาถามเรียบ ๆ
“กูพูดผิดตรงไหน”
ทศทัศน์มองเขานิ่ง
ราเมศวรหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก”
เขาดึงกิ๊บอีกสองอันออกจากผม วางไว้ข้างของเล่น
“กูอยู่ฝั่งนี้”
ปลายรองเท้าแตะพื้นฝั่งแสงอรุณชัดเจน
“ไม่ได้ข้ามรั้ว”
เขาเหลือบมองสีดา แล้วลดเสียงลง
“และไม่ได้ทำอะไรลูกมึง”
ทศทัศน์ไม่ตอบ
ราเมศวรแค่นหัวเราะ
“ถ้ามึงไม่สบายใจนัก ก็เอาลูกมึงเข้าบ้านไปสิ”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากใต้ต้นมะม่วงทันที
ฝีเท้าเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่เพราะจะร้องไห้
แค่โมโหฉิบหาย
ด้านหลัง สีดายืนเกาะรั้ว มองตามแผ่นหลังของพี่ยามที่เดินห่างออกไป มือเล็กยังถือขวดสีทาเล็บค้างอยู่
เธอหันกลับมามองปะป๊า
ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำคลอ
“ปะป๊า”
ทศทัศน์มองลูกสาว
สีดาเม้มปาก
“พี่ยามไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ”
ประโยคนั้นทำให้ทศทัศน์นิ่งไป
ลมบ่ายพัดผ่านรั้วสีขาว
เขามองตามทางที่ราเมศวรเดินหายไป สีหน้ายังคงเรียบเหมือนเดิม
แต่แววตากลับหนักขึ้นเล็กน้อย
ราเมศวรกลับถึงบ้านโดยไม่ทักใคร
เขาขึ้นห้อง ปิดประตู แล้วล็อกทันที
ตอนยกมือเสยผม ปลายนิ้วสัมผัสอะไรแข็ง ๆ
กิ๊บผีเสื้อสีชมพูของสีดายังติดอยู่หนึ่งตัว
ราเมศวรดึงมันออกมามอง
ของชิ้นเล็กสดใสเกินกว่าจะมาอยู่ในห้องของเขา
น่ารำคาญฉิบหาย
เขาเดินไปหยุดหน้ากระจก
แก้มยังมีสีชมพูจาง ๆ ริมฝีปากยังวาว เล็บถูกทาเละไปครึ่งนิ้ว
สภาพทุเรศสิ้นดี
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในหัวกลับเป็นเพียงประโยคเดียว
*มึงคิดจะทำอะไร*
ราเมศวรหัวเราะเบา ๆ
“กูจะทำอะไรลูกมึงวะ”
เสียงตัวเองสั่นนิดหนึ่งจนน่าหงุดหงิด
เขายกมือปาดหางตาแรง ๆ ก่อนวางกิ๊บผีเสื้อลงบนโต๊ะข้างเตียง
แล้วจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง
มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้น
“ระแวงนักใช่ไหม”
ราเมศวรหัวเราะในลำคอ
“งั้นกูจะไปเล่นทุกวัน”
“เอาให้ยักษ์อกแตกตายไปเลย”