ราเมศวรเดินมาหยุดอยู่ริมรั้วโดยไม่รู้ตัว
หลังออกจากบ้านมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เขาก็ปล่อยให้สองขาพาเดินเรื่อยไปตามทางในไร่
จนสุดท้ายมาหยุดตรงรั้วสีขาวที่แบ่งไร่แสงอรุณกับไร่ศิลาธารออกจากกัน
ฝั่งหนึ่งคือบ้านของเขา
อีกฝั่งคือบ้านของทศทัศน์
ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว
แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขากลับรู้สึกเหมือนไม่เคยข้ามไปยืนฝั่งนั้นได้จริง ๆ สักครั้ง
เสียงหัวเราะใส ๆ ดังแว่วมาจากอีกฝั่ง
ราเมศวรเงยหน้าขึ้น
เด็กหญิงตัวเล็กในชุดเอี๊ยมกำลังวิ่งงุ่มง่ามไล่จับผีเสื้ออยู่บนสนามหญ้า ผมถักเปียสองข้าง แก้มยุ้ยแดงเพราะแดดบ่าย
เขาจำได้ทันที
ลูกสาวของทศทัศน์
เด็กที่อีกฝ่ายอุ้มอยู่ในอ้อมแขนวันนั้น
ราเมศวรมองไปรอบ ๆ
ไม่เห็นคนพ่อ มีเพียงพี่เลี้ยงนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลนัก
ไหนบอกว่ารักลูกนักหนา
ปล่อยให้เล่นกับพี่เลี้ยงทั้งวัน เป็นพ่อภาษาอะไรวะ
เขาขมวดคิ้ว ก่อนหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาอีกที
ลูกใครก็เรื่องของคนนั้น
ราเมศวรกำลังจะหันกลับ แต่เด็กหญิงวิ่งมาถึงรั้วเสียก่อน
มือป้อมเกาะซี่รั้วไว้แน่น ดวงตากลมโตเงยขึ้นมองเขา
“พี่ฉุดหย่อ มาหาปะป๊าหยอ”
ราเมศวรชะงัก ก่อนย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกัน
“ไม่ใช่”
“งั้นพี่มาหาใครคะ”
“ไม่ได้มาหาใคร พี่อยู่ไร่นี้ เดินผ่านมาเฉย ๆ”
เด็กหญิงหันไปมองตามทางที่เขาชี้ แล้วพยักหน้าเหมือนเข้าใจเรื่องใหญ่โต
“อ๋อ”
พี่เลี้ยงที่ได้ยินเสียงรีบเดินเข้ามา พอเห็นว่าเป็นราเมศวร สีหน้าก็เกร็งขึ้นเล็กน้อย
ราเมศวรเห็นแล้วอดยกมุมปากไม่ได้
กลัวเขากินเด็กหรือไง
แต่คนตัวเล็กตรงหน้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น
“พี่ชื่ออายายคะ”
ราเมศวรมองเธอ
“พี่ชื่อราม”
“ยาม?”
“ราม”
“ยาม”
“ราม”
เด็กหญิงกะพริบตา ก่อนยิ้มกว้าง
“พี่ยามคนหย่อ”
ราเมศวรถอนหายใจ
“เออ ยามก็ยาม”
สีดายิ้มแป้น แล้วแตะอกตัวเอง
“หนูชื่อเด็กหญิงณดาค่ะ ชื่อเล่นน้องดา หรือหนูดาค่ะ”
เธอหยุดนิดหนึ่ง
“แต่ปู่กับย่าชอบเรียกฉีดาค่ะ”
ราเมศวรนิ่งไปเสี้ยววินาที
สีดา
ไอ้ยักษ์มีลูกชื่อสีดา
เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
ครบดี
มีทศทัศน์ มีราเมศวร แล้วตอนนี้มีสีดา
เหมือนฟ้าตั้งใจเล่นตลกกับเขา
“ทำไมเรียกสีดา”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง
“ปู่กับย่าบอกว่า ฉีดาเป็นที่รักของยักษ์กับพะยามค่ะ”
ราเมศวรชะงัก
“พะยาม?”
“ค่ะ พะยาม”
สีดามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้นิ้วป้อม ๆ มา
“พี่ชื่อยาม เหมือนพะยามใช่มั้ยคะ”
ราเมศวรมองเด็กตรงหน้า
สีดาที่รักของยักษ์กับพระราม
แต่พระรามคนนี้ไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนั้น
ไม่ได้อยู่ในอ้อมแขนของทศทัศน์
เป็นเพียงพี่ยามคนหล่อที่ยืนอยู่อีกฝั่งของรั้ว
เขายกมุมปาก
“ไม่รู้สิ”
สีดากะพริบตา
“ไม่รู้เหรอคะ”
“อืม บางทีพี่อาจเป็นแค่พี่ยามก็ได้”
เด็กหญิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเหมือนสรุปเรื่องยากได้แล้ว
“งั้นพี่ยามคนหย่อว่างมั้ยคะ”
“ทำไม”
“มาเย่นกัน”
คำชวนง่าย ๆ ทำให้ราเมศวรมองหน้าเด็กอยู่พักหนึ่ง
เด็กไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ไม่รู้ว่าชื่อตัวเองแทงคนตรงหน้าได้ลึกแค่ไหน
แต่เด็กไม่ผิด
สีดาวิ่งกลับไปลากรถเข็นของเล่นมาข้างรั้ว แล้วนั่งลงบนพื้นหญ้า
“พี่ยาม นี่ค่ะ”
เธอยื่นบล็อกชิ้นหนึ่งลอดช่องรั้วมาให้
ราเมศวรมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับมา
“พี่นั่งฝั่งนี้นะ”
“ค่ะ”
ทั้งสองจึงนั่งอยู่คนละฝั่งของรั้ว
สีดาคอยยื่นบล็อกให้ทีละชิ้น
“อันนี้ตรงนี้ค่ะ”
“อันนี้สูง ๆ”
“อันนี้เป็นห้องค่ะ”
ราเมศวรทำตามบ้าง แก้ให้บ้าง เวลาเด็กต่อเอียงเกินไป เขาก็ขยับช่วยโดยไม่ทันคิด
พี่เลี้ยงยังยืนมองอยู่ไม่ไกล
ราเมศวรปรายตามองกลับไป จนอีกฝ่ายรีบหลบสายตา
ดูท่าทศทัศน์คงสั่งไว้ไม่น้อย
ยิ่งหวงมากเท่าไร ก็ยิ่งน่าสนใจ
เล่นไปได้สักพัก เขาก็ถามขึ้นเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“ปกติเล่นคนเดียวเหรอ”
สีดาส่ายหน้า
“เล่นกับปะป๊าค่ะ”
“แล้วตอนนี้ปะป๊าไปไหน”
“ทำงานค่ะ”
“ทำงานทั้งวันเลย?”
“ค่ะ ปะป๊าทำงานเก่งมาก”
ราเมศวรแค่นหัวเราะ
แน่สิ
ไอ้ยักษ์ทำอะไรก็ดูดีไปหมดนั่นแหละ
“ปะป๊าใจดีไหม”
“ใจดีมากค่ะ”
สีดาพยักหน้าแรง ๆ
“ปะป๊าใจดีที่สุด”
ราเมศวรยิ้มบาง
“ใจดีขนาดนั้นเลย?”
“ค่ะ”
เด็กหญิงวางบล็อกสีเข้มลงตรงกลาง
“อันนี้ห้องปะป๊าค่ะ”
อีกชิ้นถูกวางไว้ข้างกัน
“อันนี้ห้องฉีดา”
ราเมศวรมองปราสาทเบี้ยว ๆ ตรงหน้า
“แล้วห้องแม่ล่ะ”
มือเล็กหยุดลง
สีดาเงยหน้าขึ้น
“ไม่มีค่ะ”
ราเมศวรนิ่ง
“ไม่มี?”
“ค่ะ บ้านฉีดามีปะป๊า มีฉีดา มีปู่ย่า แล้วก็พี่เลี้ยงค่ะ”
ไม่มีแม่
มีแต่ปะป๊า
คำพูดที่เขาเคยใช้แทงแม่ตัวเองวันก่อนย้อนกลับมาในหัว
*มันอาจไปทำใครท้อง แล้วเอามาแต่ลูกก็ได้*
ตอนนั้นพูดเพราะอยากประชด
แต่ตอนนี้...
เชี่ย
หรือแม่งจะจริง
ราเมศวรวางบล็อกลงช้า ๆ
“ปะป๊าไม่เคยพูดถึงแม่เหรอ”
พี่เลี้ยงหน้าเปลี่ยนทันที
“คุณรามคะ...”
ราเมศวรปรายตามอง อีกฝ่ายจึงเงียบลง
สีดาทำท่านึกอย่างจริงจัง
“ปะป๊าบอกว่า วันนึงฉีดาโตแล้ว ปะป๊าจะเล่าให้ฟังค่ะ”
“แล้วหนูไม่โกรธเหรอ”
สีดาส่ายหน้า
“ไม่โกรธค่ะ”
“ทำไม”
“ปะป๊าใจดี”
ง่ายเหลือเกิน
ราเมศวรหัวเราะเบา ๆ
คนทั้งอำเภอก็พูดแบบนี้
ทศทัศน์ใจดี
ทศทัศน์เป็นคนดี
ไม่มีใครรู้หรอกว่าคนดีคนนั้นเคยทำใครพังมาแล้วบ้าง
“ปะป๊าใจดีมากเลยเหรอ”
“มากค่ะ”
สีดาพยักหน้า
“ปะป๊านอนกอดฉีดาทุกคืนเลย”
บล็อกในมือราเมศวรหยุดค้าง
อ้อมแขนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเป็นของตัวเอง
ตอนนี้เป็นที่ของเด็กคนนี้ไปแล้วจริง ๆ
“พี่ยามเป็นอะไรคะ”
ราเมศวรกะพริบตา
“เปล่า”
“ตาพี่ยามแดง”
เขายกมือแตะหางตา
“ฝุ่นเข้าตา”
เด็กหญิงพยักหน้าหงึก ๆ
“ปกติปะป๊าเป่าให้ค่ะ”
ราเมศวรนิ่งไป ก่อนหัวเราะ
“ปะป๊าหนูทำได้ทุกอย่างเลยนะ”
“ค่ะ ปะป๊าเก่งที่สุด”
แทงดีจริง ๆ
เด็กคนนี้แทงได้ทุกดอกโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ทศทัศน์เป็นโลกทั้งใบของสีดา
เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโลกทั้งใบของเขา
สีดาขยับเข้ามาใกล้รั้ว
“หนูเป่าให้มั้ยคะ”
ราเมศวรมองใบหน้ากลม ๆ ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่ต้อง”
เขาลุกขึ้น
“พี่กลับก่อน”
สีดาเงยหน้ามอง
“กลับแล้วเหรอคะ”
“อืม”
“พี่ยามจะไปไหน”
ราเมศวรยกมุมปาก
“ไปทำเรื่องของผู้ใหญ่”
“เรื่องของผู้ใหญ่คืออะไรคะ”
“เรื่องที่เด็กดีไม่ต้องรู้”
สีดากะพริบตา
“ฉีดาเป็นเด็กดีค่ะ”
“ดีแล้ว”
เขามองเด็กหญิงอีกครั้ง
“เป็นเด็กดีต่อไปเถอะ”
พูดจบ ราเมศวรก็หมุนตัวเดินกลับ
เสียงเล็ก ๆ ดังตามหลังมา
“บ๊ายบายค่ะ พี่ยามคนหย่อ”
เขาไม่หันกลับ
แต่คำพูดของเด็กยังวนอยู่ในหัว
*ฉีดาไม่มีแม่ค่ะ มีแต่ปะป๊า*
ถ้าสีดาคือดวงใจของทศทัศน์จริง
อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่า ยักษ์ไม่ได้ไร้จุดอ่อนอย่างที่ใครคิด
ราเมศวรหยุดเดินกลางทาง แล้วเหลือบมองแนวรั้วสีขาว
เด็กไม่ผิด
เขารู้ดี
แต่ถ้าหลังหน้ากากคนดีของทศทัศน์มีอะไรซ่อนอยู่จริง เขาก็อยากรู้เหมือนกัน
ว่าดวงใจของยักษ์จะกลายเป็นจุดอ่อนของยักษ์ได้หรือเปล่า
มุมปากของราเมศวรยกขึ้น
รอยยิ้มของพระรามเด็กเปรตที่หายไปจากอำเภอนี้นานสี่ปี
“คราวนี้กูจะไม่แพ้มึงอีกแล้ว”
เขาพึมพำ
“ไอ้ยักษ์”