พระรามพ่ายยักษ์

ตอนที่ 5: ความเจ็บยังคงอยู่

👁️ 17 อ่าน
22px

 

 

ภายในรถเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ

ราเมศวรนั่งพิงพนักเบาะฝั่งข้างคนขับ ศีรษะเอนเข้าหากระจกหน้าต่าง

ดวงตาครึ่งปรือมองแสงไฟสองข้างทางที่ไหลผ่านไปเป็นเส้นยาวพร่าเลือน

เขามึนหัวมึนจนเหมือนพื้นโลกเอียงเล็กน้อยทุกครั้งที่รถเลี้ยว

รสขมของเหล้ายังติดอยู่ที่ปลายลิ้น 

กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ยังลอยอยู่ในลมหายใจ

และความร้อนในอกที่เขาพยายามกดมันไว้ทั้งวันก็ยังไม่ยอมหายไปไหน

วันนี้เขาดื่มมากกว่าที่ควร

มากพอจะทำให้คนอื่นคิดว่าเขาเมาเพราะอยากสนุก

แต่ความจริงแล้ว ราเมศวรแค่พยายามทำให้ตัวเองลืม

ลืมภาพทศทัศน์อุ้มเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมแขน

ลืมคำว่า ลูกกู ที่ยังดังอยู่ในหู

ลืมแววตาอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้เด็กคนนั้นอย่างง่ายดาย

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เขาเคยคิดว่าตัวเองเจ็บจนพอแล้ว

เจ็บจนชินชาไม่รู้สึกอะไรแล้วแต่ทันทีที่เห็นหน้าผู้ชายคนนี้

ความทรงจำเมื่อสี่ปีก่อนก็ย้อนกลับมาอย่างไม่ปรานี

พื้นไม้เย็นเฉียบ

เสียงฝนกระแทกหลังคา

นิ้วของทศทัศน์ที่แกะมือเขาออกทีละนิ้ว

และความเงียบที่แทนคำตอบว่าไม่เคยรัก

ทุกอย่างกลับมาตอกย้ำเขาอีกครั้งว่า

ต่อให้ตอนนั้นเขาร้องไห้แทบตาย

ต่อให้ยอมเสียศักดิ์ศรีจนไม่เหลืออะไร

สุดท้ายเขาก็ไม่เคยถูกเลือกไม่เคยเลย

พอกันทีเขาจะไม่โง่แบบนั้นอีกแล้ว

ทศทัศน์ขับรถโดยไม่พูดอะไรสักคำ

มือใหญ่จับพวงมาลัยนิ่ง

สายตามองถนนเบื้องหน้า

ใบหน้าด้านข้างเรียบเฉยเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นคืนนี้

ไม่ได้กระทบอะไรนักเหมือนเดิม

นิ่งเหมือนเดิมเงียบเหมือนเดิม

ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเหมือนเดิม

ความเงียบในรถกดลงมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ

หนักจนราเมศวรหัวเราะออกมาเบา ๆ

เสียงหัวเราะนั้นแห้งและไม่มีความสนุกอยู่ในนั้นเลย

“สี่ปีก่อน กูคิดมาตลอด”

ทศทัศน์ไม่หันมามอง

แต่ราเมศวรรู้ว่าอีกฝ่ายฟังอยู่

เขายังมองออกไปนอกหน้าต่าง

แสงไฟริมทางสะท้อนบนกระจกเป็นเส้นยาวพร่าเลือน

“เหตุผลอะไรที่มึงทิ้งกู”

มือที่จับพวงมาลัยของทศทัศน์นิ่งขึ้นเล็กน้อย

“เหตุผลอะไรที่มึงบอกว่ากูคือความผิดพลาด”

ราเมศวรหัวเราะอีกครั้ง

คราวนี้เสียงเยาะชัดกว่าเดิม

“วันนี้กูรู้แล้ว”

ในรถเงียบลงกว่าเดิม

เงียบจนเหมือนอากาศทั้งคันถูกบีบให้แคบลง

ราเมศวรค่อย ๆ หันกลับมามองเสี้ยวหน้าของคนขับ

ริมฝีปากบางยกเป็นรอยยิ้มเย็น

“มึงแม่งโคตรเหี้ยเลยว่ะ ไอ้ยักษ์”

กรามของทศทัศน์ขยับนิดหนึ่ง

แต่เขายังไม่พูดอะไร

ราเมศวรมองท่าทางนั้นแล้วหัวเราะในลำคอ

“กูไปเมืองนอกได้ไม่นานมึงก็มีลูก”

“ไม่ต้องบอกกูก็รู้ว่ากูคือความผิดพลาดจริง ๆ”

เขาเอียงคอเล็กน้อย

ดวงตาร้อนผ่าวจากฤทธิ์เหล้า

แต่ไม่มีน้ำตาไม่มี

เขาไม่ยอมให้มี

“เพราะมึงมีลูกมีเมียอยู่แล้วไง”

“ราเมศวร”

เสียงของทศทัศน์ต่ำลง

ราเมศวรหันขวับ

“มึงอย่ามาเรียกกู”

ทศทัศน์เงียบ

“ตั้งแต่คืนนั้น มึงกับกูไม่เกี่ยวข้องกันอีก”

มือของทศทัศน์กำพวงมาลัยแน่นขึ้น

“มึงอย่าพูดเรื่องที่มึงไม่รู้”

ราเมศวรนิ่งไปก่อนหัวเราะออกมา

คราวนี้เสียงหัวเราะเยาะจนแทบคมบาดตัวเอง

“อืม”

เขาพยักหน้าเบา ๆ

“กูก็ไม่รู้จริงนั่นแหละ”

ทศทัศน์ยังมองถนนตรงหน้า

ราเมศวรยิ้มเย็น

“ไม่รู้ว่ามึงจะเหี้ยได้ขนาดนี้”

ดวงตาของทศทัศน์เข้มขึ้น

แต่เขายังไม่ตอบ

ยิ่งอีกฝ่ายเงียบ ราเมศวรก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตะโกนใส่กำแพงเดิม ๆ

กำแพงที่เคยทำให้เขาแตกสลายมาแล้วครั้งหนึ่ง

“กูแม่งร้องไห้เหมือนหมาตอนมึงไล่กู”

เสียงของเขาเบาลงแต่ทุกคำชัดเจน

“ร้องเหมือนถ้าไม่มีมึงแล้วกูจะตาย”

เขาหัวเราะออกมาอีกครั้ง

“ตอนนี้คิดแล้วโคตรน่าสมเพช”

ทศทัศน์ยังคงเงียบ

“กูไม่น่าเสียน้ำตาให้คนเหี้ยอย่างมึงเลย”

ในรถไม่มีเสียงอะไรอีกนอกจากเสียงเครื่องยนต์

ไฟหน้ารถลากยาวไปตามถนนมืดระหว่างสองไร่

ราเมศวรเอนศีรษะกลับไปพิงกระจกเหมือนเหนื่อยกับการมองหน้าอีกฝ่าย

“เอาเถอะ”

เขาพูดเหมือนตัดบท ง่ายเหมือนไม่มีอะไรติดค้าง

ทั้งที่ปลายนิ้วซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ

“ช่างแม่ง เรื่องก็ผ่านมาแล้ว”

ทศทัศน์ยังมองถนนตรงหน้า

ราเมศวรยกมุมปาก

“ถือว่าที่ผ่านมากูทำทานให้หมาแดก”

รถกระตุกเล็กน้อย

ไม่มากแค่พอให้รู้ว่ามือของคนขับขยับผิดจังหวะ

ราเมศวรเห็น

และนั่นทำให้รอยยิ้มของเขากดลึกขึ้นกว่าเดิม

“ถือว่ากูไว้ใจคนผิด”

“ราม”

“กูบอกว่าอย่าเรียก”

เสียงของราเมศวรแข็งขึ้นทันที

“ชื่อกูออกจากปากมึงแล้วน่าขยะแขยง”

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทศทัศน์เปลี่ยนไปเพียงนิดเดียว

แต่เป็นครั้งแรกในคืนนี้ที่ราเมศวร

เห็นรอยร้าวบนใบหน้านิ่ง ๆ นั้น

เขาหัวเราะเบา ๆ

“ทำไม”

น้ำเสียงของเขาเยาะเย้ย

“โกรธเหรอ”

ทศทัศน์ไม่ตอบ

ราเมศวรยิ่งยิ้ม

“โกรธเป็นด้วยเหรอ”

เขาหันกลับไปมองถนนด้านหน้า

“นึกว่าเป็นแต่ไล่คนอื่นออกจากชีวิต

แล้วทำหน้าเป็นคนดี”

รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังของไร่แสงอรุณ

เสียงล้อบดกับกรวดดังขึ้นในความเงียบ

ราเมศวรมองป้ายไม้หน้าทางเข้าไร่ผ่านกระจกหน้ารถ แล้วหัวเราะในลำคอ

“ต่อไปนี้มึงกับกูขาดกันจริง ๆ”

ทศทัศน์ยังไม่พูดอะไร

“กูจะเป็นจะตาย มึงไม่ต้องสนใจ”

“กูจะสร้างความเดือดร้อนให้ใคร

มึงก็ไม่ต้องยุ่ง”

“ไม่ต้องมาเก็บกู”

เขาหันไปมองอีกฝ่ายเต็มตา

ดวงตายังเย็นอยู่แต่ข้างในร้อนจนแทบไหม้

“ไม่ต้องมาทำเหมือนกูยังเป็นเด็กเปรตที่มึงต้องรับผิดชอบ”

รถจอดหน้าบ้านไร่แสงอรุณพอดี

ไฟหน้าบ้านเปิดอยู่ ลุงสมกับคนงานสองคนยืนรออยู่ไม่ไกล

สีหน้ากึ่งโล่งใจกึ่งหวาด ๆ เมื่อเห็นรถของทศทัศน์

ทศทัศน์ยังนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

ราเมศวรเห็นจากหางตาว่าอีกฝ่ายหันมามองเขา

ใบหน้านั้นยังเรียบแต่มุมกรามตึงกว่าปกติ

ดวงตาเข้มกว่าเดิมเขาจึงหันไปมองเต็มตา

รอยยิ้มเยาะยังติดอยู่บนปาก

“ทำไม”

เขาถามเบา ๆ

“โกรธเหรอ”

ทศทัศน์ไม่ตอบ ไม่อธิบาย ไม่แก้ตัว

และความเงียบนั้นทำให้ราเมศวรเจ็บกว่าคำด่าทั้งหมดที่เขาพ่นออกไปเสียอีก

เขาปลดเข็มขัดนิรภัยด้วยมือที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก

แล้วผลักประตูรถเปิดออกลมกลางคืนพัดเข้ามาปะทะหน้า

ทำให้ความมึนหัวชัดขึ้นจนพื้นหน้าบ้านเหมือนเอียงไปครึ่งจังหวะราเมศวรเซเล็กน้อย

แต่รีบตั้งตัว ก่อนใครจะทันเข้ามาช่วย

“คุณราม”

เสียงลุงสมดังขึ้นด้วยความตกใจ

ทศทัศน์ลงจากรถตามมา

“เดี๋ยว”

เขาก้าวเข้ามาเหมือนจะพยุงราเมศวรปัดมือออกทันที

แรงจนเสียงฝ่ามือกระทบกันดังชัดในความเงียบ

 

“เสือก”

ลุงสมชะงักค้างอยู่ตรงบันไดบ้าน

“คุณราม...”

ราเมศวรไม่มองลุงสม

เขามองแต่ทศทัศน์ริมฝีปากยังยิ้มอยู่

แต่ดวงตาร้อนผ่าวจนต้องกะพริบช้า ๆ

ช้าเสียจนเหมือนแค่เมา

ไม่ใช่เหมือนกำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้สุดชีวิต

“อย่ามายุ่งกับกู”

ทศทัศน์ยืนนิ่ง

“กลับไป”

ราเมศวรพูดชัด ๆ ทีละคำ

“กูไม่อยากเห็นหน้ามึงอีก”

ไม่มีใครพูดอะไร

แม้แต่ลุงสมยังไม่กล้าหายใจแรง

ราเมศวรหันหลังให้ทศทัศน์

แล้วพยายามเดินขึ้นบันไดบ้านด้วยตัวเอง

ขาเขาแทบไม่ตรง โลกตรงหน้าเอียง

แต่เขากัดฟันไว้ ไม่ยอมให้ใครแตะ

โดยเฉพาะไม่ยอมให้ทศทัศน์เห็นว่าเขายังอ่อนแอได้อีก

“คุณรามครับ ให้ผม—”

“ไม่ต้อง”

เสียงของเขาห้วนจัด

ลุงสมจึงได้แต่ถอยออกไปและ มองชายหนุ่มประคองตัวเองขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยความเป็นห่วง

ราเมศวรเดินเข้าบ้านไปโดยไม่หันกลับมา

ไม่นานนัก เสียงเครื่องยนต์ด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง

รถของทศทัศน์ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหน้าบ้าน

เสียงนั้นห่างออกไปเรื่อย ๆ

จนเหลือเพียงความเงียบของไร่แสงอรุณในยามค่ำคืน

ราเมศวรหยุดอยู่กลางห้องโถง

มือข้างหนึ่งจับพนักเก้าอี้ไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเอง

ริมฝีปากยังยิ้มอยู่เหมือนคนที่ไม่ได้เกือบแตกเป็นชิ้น ๆ

เพียงเพราะผู้ชายคนเดิมนั่งอยู่ข้างกันในรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

เขาได้ยินเสียงรถคันนั้นจากไปและบอกตัวเองในใจช้า ๆ

ครั้งนี้เขาจะไม่กลับไปโง่แบบเดิมอีกแล้ว

ไม่กลับไปเชื่อและไม่กลับไปแพ้ผู้ชายที่ชื่อทศทัศน์อีก

ไม่มีวัน

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!