ภายในรถเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ
ราเมศวรนั่งพิงพนักเบาะฝั่งข้างคนขับ ศีรษะเอนเข้าหากระจกหน้าต่าง
ดวงตาครึ่งปรือมองแสงไฟสองข้างทางที่ไหลผ่านไปเป็นเส้นยาวพร่าเลือน
เขามึนหัวมึนจนเหมือนพื้นโลกเอียงเล็กน้อยทุกครั้งที่รถเลี้ยว
รสขมของเหล้ายังติดอยู่ที่ปลายลิ้น
กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ยังลอยอยู่ในลมหายใจ
และความร้อนในอกที่เขาพยายามกดมันไว้ทั้งวันก็ยังไม่ยอมหายไปไหน
วันนี้เขาดื่มมากกว่าที่ควร
มากพอจะทำให้คนอื่นคิดว่าเขาเมาเพราะอยากสนุก
แต่ความจริงแล้ว ราเมศวรแค่พยายามทำให้ตัวเองลืม
ลืมภาพทศทัศน์อุ้มเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมแขน
ลืมคำว่า ลูกกู ที่ยังดังอยู่ในหู
ลืมแววตาอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้เด็กคนนั้นอย่างง่ายดาย
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เขาเคยคิดว่าตัวเองเจ็บจนพอแล้ว
เจ็บจนชินชาไม่รู้สึกอะไรแล้วแต่ทันทีที่เห็นหน้าผู้ชายคนนี้
ความทรงจำเมื่อสี่ปีก่อนก็ย้อนกลับมาอย่างไม่ปรานี
พื้นไม้เย็นเฉียบ
เสียงฝนกระแทกหลังคา
นิ้วของทศทัศน์ที่แกะมือเขาออกทีละนิ้ว
และความเงียบที่แทนคำตอบว่าไม่เคยรัก
ทุกอย่างกลับมาตอกย้ำเขาอีกครั้งว่า
ต่อให้ตอนนั้นเขาร้องไห้แทบตาย
ต่อให้ยอมเสียศักดิ์ศรีจนไม่เหลืออะไร
สุดท้ายเขาก็ไม่เคยถูกเลือกไม่เคยเลย
พอกันทีเขาจะไม่โง่แบบนั้นอีกแล้ว
ทศทัศน์ขับรถโดยไม่พูดอะไรสักคำ
มือใหญ่จับพวงมาลัยนิ่ง
สายตามองถนนเบื้องหน้า
ใบหน้าด้านข้างเรียบเฉยเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นคืนนี้
ไม่ได้กระทบอะไรนักเหมือนเดิม
นิ่งเหมือนเดิมเงียบเหมือนเดิม
ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเหมือนเดิม
ความเงียบในรถกดลงมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ
หนักจนราเมศวรหัวเราะออกมาเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นแห้งและไม่มีความสนุกอยู่ในนั้นเลย
“สี่ปีก่อน กูคิดมาตลอด”
ทศทัศน์ไม่หันมามอง
แต่ราเมศวรรู้ว่าอีกฝ่ายฟังอยู่
เขายังมองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงไฟริมทางสะท้อนบนกระจกเป็นเส้นยาวพร่าเลือน
“เหตุผลอะไรที่มึงทิ้งกู”
มือที่จับพวงมาลัยของทศทัศน์นิ่งขึ้นเล็กน้อย
“เหตุผลอะไรที่มึงบอกว่ากูคือความผิดพลาด”
ราเมศวรหัวเราะอีกครั้ง
คราวนี้เสียงเยาะชัดกว่าเดิม
“วันนี้กูรู้แล้ว”
ในรถเงียบลงกว่าเดิม
เงียบจนเหมือนอากาศทั้งคันถูกบีบให้แคบลง
ราเมศวรค่อย ๆ หันกลับมามองเสี้ยวหน้าของคนขับ
ริมฝีปากบางยกเป็นรอยยิ้มเย็น
“มึงแม่งโคตรเหี้ยเลยว่ะ ไอ้ยักษ์”
กรามของทศทัศน์ขยับนิดหนึ่ง
แต่เขายังไม่พูดอะไร
ราเมศวรมองท่าทางนั้นแล้วหัวเราะในลำคอ
“กูไปเมืองนอกได้ไม่นานมึงก็มีลูก”
“ไม่ต้องบอกกูก็รู้ว่ากูคือความผิดพลาดจริง ๆ”
เขาเอียงคอเล็กน้อย
ดวงตาร้อนผ่าวจากฤทธิ์เหล้า
แต่ไม่มีน้ำตาไม่มี
เขาไม่ยอมให้มี
“เพราะมึงมีลูกมีเมียอยู่แล้วไง”
“ราเมศวร”
เสียงของทศทัศน์ต่ำลง
ราเมศวรหันขวับ
“มึงอย่ามาเรียกกู”
ทศทัศน์เงียบ
“ตั้งแต่คืนนั้น มึงกับกูไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
มือของทศทัศน์กำพวงมาลัยแน่นขึ้น
“มึงอย่าพูดเรื่องที่มึงไม่รู้”
ราเมศวรนิ่งไปก่อนหัวเราะออกมา
คราวนี้เสียงหัวเราะเยาะจนแทบคมบาดตัวเอง
“อืม”
เขาพยักหน้าเบา ๆ
“กูก็ไม่รู้จริงนั่นแหละ”
ทศทัศน์ยังมองถนนตรงหน้า
ราเมศวรยิ้มเย็น
“ไม่รู้ว่ามึงจะเหี้ยได้ขนาดนี้”
ดวงตาของทศทัศน์เข้มขึ้น
แต่เขายังไม่ตอบ
ยิ่งอีกฝ่ายเงียบ ราเมศวรก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตะโกนใส่กำแพงเดิม ๆ
กำแพงที่เคยทำให้เขาแตกสลายมาแล้วครั้งหนึ่ง
“กูแม่งร้องไห้เหมือนหมาตอนมึงไล่กู”
เสียงของเขาเบาลงแต่ทุกคำชัดเจน
“ร้องเหมือนถ้าไม่มีมึงแล้วกูจะตาย”
เขาหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“ตอนนี้คิดแล้วโคตรน่าสมเพช”
ทศทัศน์ยังคงเงียบ
“กูไม่น่าเสียน้ำตาให้คนเหี้ยอย่างมึงเลย”
ในรถไม่มีเสียงอะไรอีกนอกจากเสียงเครื่องยนต์
ไฟหน้ารถลากยาวไปตามถนนมืดระหว่างสองไร่
ราเมศวรเอนศีรษะกลับไปพิงกระจกเหมือนเหนื่อยกับการมองหน้าอีกฝ่าย
“เอาเถอะ”
เขาพูดเหมือนตัดบท ง่ายเหมือนไม่มีอะไรติดค้าง
ทั้งที่ปลายนิ้วซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ
“ช่างแม่ง เรื่องก็ผ่านมาแล้ว”
ทศทัศน์ยังมองถนนตรงหน้า
ราเมศวรยกมุมปาก
“ถือว่าที่ผ่านมากูทำทานให้หมาแดก”
รถกระตุกเล็กน้อย
ไม่มากแค่พอให้รู้ว่ามือของคนขับขยับผิดจังหวะ
ราเมศวรเห็น
และนั่นทำให้รอยยิ้มของเขากดลึกขึ้นกว่าเดิม
“ถือว่ากูไว้ใจคนผิด”
“ราม”
“กูบอกว่าอย่าเรียก”
เสียงของราเมศวรแข็งขึ้นทันที
“ชื่อกูออกจากปากมึงแล้วน่าขยะแขยง”
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทศทัศน์เปลี่ยนไปเพียงนิดเดียว
แต่เป็นครั้งแรกในคืนนี้ที่ราเมศวร
เห็นรอยร้าวบนใบหน้านิ่ง ๆ นั้น
เขาหัวเราะเบา ๆ
“ทำไม”
น้ำเสียงของเขาเยาะเย้ย
“โกรธเหรอ”
ทศทัศน์ไม่ตอบ
ราเมศวรยิ่งยิ้ม
“โกรธเป็นด้วยเหรอ”
เขาหันกลับไปมองถนนด้านหน้า
“นึกว่าเป็นแต่ไล่คนอื่นออกจากชีวิต
แล้วทำหน้าเป็นคนดี”
รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังของไร่แสงอรุณ
เสียงล้อบดกับกรวดดังขึ้นในความเงียบ
ราเมศวรมองป้ายไม้หน้าทางเข้าไร่ผ่านกระจกหน้ารถ แล้วหัวเราะในลำคอ
“ต่อไปนี้มึงกับกูขาดกันจริง ๆ”
ทศทัศน์ยังไม่พูดอะไร
“กูจะเป็นจะตาย มึงไม่ต้องสนใจ”
“กูจะสร้างความเดือดร้อนให้ใคร
มึงก็ไม่ต้องยุ่ง”
“ไม่ต้องมาเก็บกู”
เขาหันไปมองอีกฝ่ายเต็มตา
ดวงตายังเย็นอยู่แต่ข้างในร้อนจนแทบไหม้
“ไม่ต้องมาทำเหมือนกูยังเป็นเด็กเปรตที่มึงต้องรับผิดชอบ”
รถจอดหน้าบ้านไร่แสงอรุณพอดี
ไฟหน้าบ้านเปิดอยู่ ลุงสมกับคนงานสองคนยืนรออยู่ไม่ไกล
สีหน้ากึ่งโล่งใจกึ่งหวาด ๆ เมื่อเห็นรถของทศทัศน์
ทศทัศน์ยังนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ราเมศวรเห็นจากหางตาว่าอีกฝ่ายหันมามองเขา
ใบหน้านั้นยังเรียบแต่มุมกรามตึงกว่าปกติ
ดวงตาเข้มกว่าเดิมเขาจึงหันไปมองเต็มตา
รอยยิ้มเยาะยังติดอยู่บนปาก
“ทำไม”
เขาถามเบา ๆ
“โกรธเหรอ”
ทศทัศน์ไม่ตอบ ไม่อธิบาย ไม่แก้ตัว
และความเงียบนั้นทำให้ราเมศวรเจ็บกว่าคำด่าทั้งหมดที่เขาพ่นออกไปเสียอีก
เขาปลดเข็มขัดนิรภัยด้วยมือที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก
แล้วผลักประตูรถเปิดออกลมกลางคืนพัดเข้ามาปะทะหน้า
ทำให้ความมึนหัวชัดขึ้นจนพื้นหน้าบ้านเหมือนเอียงไปครึ่งจังหวะราเมศวรเซเล็กน้อย
แต่รีบตั้งตัว ก่อนใครจะทันเข้ามาช่วย
“คุณราม”
เสียงลุงสมดังขึ้นด้วยความตกใจ
ทศทัศน์ลงจากรถตามมา
“เดี๋ยว”
เขาก้าวเข้ามาเหมือนจะพยุงราเมศวรปัดมือออกทันที
แรงจนเสียงฝ่ามือกระทบกันดังชัดในความเงียบ
“เสือก”
ลุงสมชะงักค้างอยู่ตรงบันไดบ้าน
“คุณราม...”
ราเมศวรไม่มองลุงสม
เขามองแต่ทศทัศน์ริมฝีปากยังยิ้มอยู่
แต่ดวงตาร้อนผ่าวจนต้องกะพริบช้า ๆ
ช้าเสียจนเหมือนแค่เมา
ไม่ใช่เหมือนกำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้สุดชีวิต
“อย่ามายุ่งกับกู”
ทศทัศน์ยืนนิ่ง
“กลับไป”
ราเมศวรพูดชัด ๆ ทีละคำ
“กูไม่อยากเห็นหน้ามึงอีก”
ไม่มีใครพูดอะไร
แม้แต่ลุงสมยังไม่กล้าหายใจแรง
ราเมศวรหันหลังให้ทศทัศน์
แล้วพยายามเดินขึ้นบันไดบ้านด้วยตัวเอง
ขาเขาแทบไม่ตรง โลกตรงหน้าเอียง
แต่เขากัดฟันไว้ ไม่ยอมให้ใครแตะ
โดยเฉพาะไม่ยอมให้ทศทัศน์เห็นว่าเขายังอ่อนแอได้อีก
“คุณรามครับ ให้ผม—”
“ไม่ต้อง”
เสียงของเขาห้วนจัด
ลุงสมจึงได้แต่ถอยออกไปและ มองชายหนุ่มประคองตัวเองขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยความเป็นห่วง
ราเมศวรเดินเข้าบ้านไปโดยไม่หันกลับมา
ไม่นานนัก เสียงเครื่องยนต์ด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง
รถของทศทัศน์ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหน้าบ้าน
เสียงนั้นห่างออกไปเรื่อย ๆ
จนเหลือเพียงความเงียบของไร่แสงอรุณในยามค่ำคืน
ราเมศวรหยุดอยู่กลางห้องโถง
มือข้างหนึ่งจับพนักเก้าอี้ไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเอง
ริมฝีปากยังยิ้มอยู่เหมือนคนที่ไม่ได้เกือบแตกเป็นชิ้น ๆ
เพียงเพราะผู้ชายคนเดิมนั่งอยู่ข้างกันในรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
เขาได้ยินเสียงรถคันนั้นจากไปและบอกตัวเองในใจช้า ๆ
ครั้งนี้เขาจะไม่กลับไปโง่แบบเดิมอีกแล้ว
ไม่กลับไปเชื่อและไม่กลับไปแพ้ผู้ชายที่ชื่อทศทัศน์อีก
ไม่มีวัน