เรื่องนี้เริ่มขึ้นตอนราเมศวรอายุแปดขวบ
ปีนั้น เขาและเพื่อนแก๊งสี่ยอดกุมารลงมติร่วมกันว่า
วันนี้จะตีเมืองยักษ์
ความคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ
ราเมศวรเกิดมาก็ถูกฝังหัวว่าบ้านข้าง ๆ มียักษ์
ยักษ์คนนั้นชื่อทศทัศน์
ส่วนบ้านนี้มีราเมศวร
หรือที่ผู้ใหญ่ชอบเรียกเล่น ๆ ว่า พระราม
“บ้านนั้นมียักษ์ บ้านนี้มีพระราม โตไปคงได้รบกันจริง ๆ”
ผู้ใหญ่สองบ้านพูดเหมือนเป็นเรื่องสนุก
พูดแล้วหัวเราะ
พ่อกับแม่ของเขาหัวเราะ
ลุงกับป้าบ้านศิลาธารก็หัวเราะ
แต่เด็กแปดขวบอย่างราเมศวรไม่ได้หัวเราะด้วย
เพราะถ้าบ้านข้าง ๆ มียักษ์จริง และบ้านเขามีพระรามจริง
หน้าที่ของพระรามก็มีอย่างเดียวเท่านั้น
ปราบยักษ์ทศทัศน์อายุมากกว่าเขาสิบปี
ในความทรงจำวัยเด็กของราเมศวร พี่ยักษ์เป็นเด็กหนุ่มตัวสูง หน้านิ่ง พูดน้อย และมักจะเป็นคนอุ้มเขากลับมาส่งบ้านทุกครั้งที่
เขาแอบวิ่งตามเข้าไปในไร่ศิลาธารจนเกือบไปเจอเรื่องอันตราย
คอกม้า โรงเก็บของ ลำธารหลังไร่
ริมรั้วที่มีลวดหนาม ที่ไหนที่เด็กเล็กไม่ควรไป
ราเมศวรก็ไปหมด และที่ไหนที่ราเมศวรไป
ทศทัศน์ก็มักจะเป็นคนหาเจอแล้วอุ้มกลับมาส่งบ้านเหมือนเป็นเรื่องปกติ
เรียกว่าเกิดมาเขาก็เห็นพี่ยักษ์แล้วมีเพียงช่วงหนึ่งที่อีกฝ่ายไปเรียนต่อกรุงเทพฯ
ไร่ศิลาธารจึงเงียบลงไปพักใหญ่
ราเมศวรไม่ได้เจอทศทัศน์อยู่หลายปี
จนกระทั่งบ่ายวันนั้น
วันที่พระรามแห่งไร่แสงอรุณตัดสินใจกลับไปตีเมืองยักษ์อีกครั้ง
กองทัพลับของเขามีทั้งหมดสี่คน
พีระ หรือพีท ลูกชายเจ้าของร้านทองกลางตลาด ปากไว รู้ข่าวเร็ว และชอบทำหน้าเหมือนไม่เกี่ยว ทั้งที่เกี่ยวทุกเรื่อง
บดินทร์ หรือบอม ลูกชายร้านวัสดุก่อสร้าง ตัวใหญ่กว่าเพื่อน แรงเยอะกว่าเพื่อน และมักถูกผลักให้เป็นหน่วยบุกเบิกก่อนเสมอ
คนิน หรือเคน ลูกชายเจ้าของภัตาคารใหญ่ หน้าตาสุภาพ พูดน้อย และดูเรียบร้อยที่สุดในกลุ่มซึ่งไม่จริงเลยเพราะถ้าแผนไหนฟังดูเหมือนจะทำแล้วไม่ถูกจับได้ง่าย ๆ แผนนั้นมักเริ่มจากเคนทั้งนั้น
และคนสุดท้ายคือราเมศวรลูกชายคนเดียวของไร่แสงอรุณ
เด็กหน้าตาดี ผิวขาว ปากชมพู ตาโต และดื้อชนิดที่แม่เคยบอกว่าถ้าเอาความดื้อไปขาย คงซื้อภูเขาได้ทั้งลูก
สี่คนนี้เป็นลูกคุณหนูของอำเภอและแสบกันมาตั้งแต่ยังสูงไม่พ้นโต๊ะกินข้าวตอนแรก คนทั้งอำเภอเรียกพวกเขาว่า
สี่ยอดกุมาร
ด้วยความเอ็นดูแต่หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี
คำว่าเอ็นดูก็เริ่มมาพร้อมเสียงถอนหายใจ
วันนั้น ทั้งสี่คนเลือกมุดรั้วเข้าไร่ศิลาธารตรงพุ่มไม้รกที่สุด
เพราะเดินเข้าทางประตูไม่เท่และไม่สมศักดิ์ศรีกองทัพลับ
“เบา ๆ สิวะ” พีทกระซิบ
หลังจากบอมเหยียบกิ่งไม้ดังกร๊อบเป็นรอบที่สาม
บอมหันมาถลึงตา
“กูตัวใหญ่สุด มึงลองมาเดินนำไหมล่ะ”
เคนถือถุงเกลือพริกตามหลังเข้ามาเงียบ ๆ
“รีบเถอะ ก่อนมีคนเห็น”
ราเมศวรที่มุดรั้วเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ยืดอกขึ้นทันที
“กลัวอะไรกัน นี่คือการตีเมืองยักษ์”
“ตีเมืองหรือขโมยมะม่วง” พีทถาม
เป้าหมายของพวกเขาคือต้นมะม่วงใหญ่ริมรั้วฝั่งศิลาธาร
ต้นนั้นสูงกิ่งก้านแผ่กว้าง และมีมะม่วงลูกเขียว ๆ
ห้อยเต็มไปหมด เหมือนตั้งใจยั่วพระรามโดยเฉพาะ
ราเมศวรเงยหน้ามอง ก่อนประกาศเสียงหนักแน่น
“กูขึ้นเอง”
พีทมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ
“มึงปีนเป็นเหรอ”
“เป็น”
บอมขมวดคิ้ว
“ครั้งก่อนมึงปีนต้นฝรั่งแล้วลงไม่ได้”
“ครั้งก่อนคือครั้งก่อนโว้ย”
เคนเงยหน้ามองต้นมะม่วง แล้วพูดเรียบ ๆ
“ครั้งนี้สูงกว่าต้นฝรั่ง”
ราเมศวรเชิดหน้า
“กูคือพระรามแห่งไร่แสงอรุณ”
พีทหันไปกระซิบบอม
“พระรามตัวเท่าลูกหมา”
“กูได้ยินนะ!”
ถึงอย่างนั้น พระรามตัวเท่าลูกหมาก็ปีนขึ้นต้นมะม่วงได้จริง
เขาเด็ดมะม่วงโยนลงมาได้สามลูก
ลูกแรกบอมรับได้ ลูกที่สองพีทรับได้
ลูกที่สามตกใส่หัวเคน
“โอ๊ย”
ราเมศวรหัวเราะลั่น
“อ่อนว่ะเคน”
เคนเงยหน้ามองเขา
“ลงมา”
ราเมศวรกำลังจะตอบว่ารู้แล้ว แต่พอก้มลงมองพื้นจริง ๆ
คำพูดทั้งหมดก็ติดอยู่ในคอ พื้นอยู่ไกลกว่าที่คิดและสูงมาก
สูงจนมือที่เกาะกิ่งไม้เริ่มชื้นขึ้นมาเอง
บอมยืนเท้าเอวอยู่ข้างล่าง
“ลงมาดิวะ”
“รู้แล้ว”
พีทหรี่ตา
“มึงลงไม่ได้ใช่ไหม”
“ใครบอก”
“หน้ามึงบอก”
“กูลงได้!”
ราเมศวรขยับเท้ากิ่งไม้เริ่มสั่นเขารีบกอดลำต้นแน่นทันที
และเพราะชีวิตไม่เคยเข้าข้างพระรามเด็กเปรต เ
สียงฝีเท้าคนก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของสวนพอดี
บอมหน้าซีด
“มีคนมา”
พีทกระซิบ
“ทำไงดี”
เคนตอบทันที
“หลบดิวะ”
“แล้วกูล่ะ!” ราเมศวรตะโกนจากบนต้นไม้
บอมเงยหน้าขึ้นมองอย่างลำบากใจ
“มึงเป็นพระรามไง”
พีทพยักหน้ารัว ๆ
“พระรามต้องเสียสละเพื่อกองทัพ”
“ไอ้พวกเวร!”
สามยอดกุมารที่เหลือกระจายตัวไปหลบหลังพุ่มไม้ทันที
ทิ้งพระรามไว้บนต้นมะม่วงเพียงลำพัง
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ราเมศวรกอดลำต้นแน่นขึ้น
แล้วคนคนนั้นก็เดินออกมาจากแนวต้นไม้
ราเมศวรจำได้ทันทีแม้ไม่ได้เจอกันมาหลายปี
ทศทัศน์ เด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีในเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์สีเข้ม
ผมยาวถูกมัดลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ต่างหูเล็ก ๆ
สะท้อนแสงแดดบ่าย รอยสักสีเข้มโผล่พ้นแขนเสื้อออกมาเล็กน้อย
ตัวสูง หน้านิ่ง ตาคมและดูเท่โคตร ๆ ในสายตาเด็กแปดขวบที่
ติดอยู่บนต้นมะม่วงเท่แบบที่เด็กผู้ชายทั้งอำเภอเห็นแล้ว
คงอยากโตไปเป็นแบบนั้นเท่จนราเมศวรเผลอลืมไปชั่ววินาทีว่าตัวเอง
กำลังเกาะลำต้นอยู่เหมือนลูกลิงหลงฝูง
ทศทัศน์เงยหน้าขึ้นมองเขานิ่ว
ก่อนจะเรียกชื่อเขาออกมา
“ราเมศวร”
เด็กชายสะดุ้งทันที
“เรียกทำไม ไอ้ยักษ์!”
ทศทัศน์มองเขา
“ลงมา”
“กูไม่ลง”
“พูดดี ๆ”
“ทำไมต้องพูดดี”
“พี่อายุมากกว่าเราหลายปี”
ราเมศวรเชิดหน้าขึ้น ทั้งที่สองแขนยังกอดลำต้นแน่น
“แล้วไง กูพระรามแห่งไร่แสงอรุณนะโว้ย!”
หลังพุ่มไม้เงียบไปพักนึง
ก่อนพีทจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา
“โอ๊ย ตัวเท่าลูกหมาจะเป็นพระราม”
บอมรีบเสริม
“ยักษ์รอแดกหัวอยู่ข้างล่างแล้ว”
เคนปิดท้ายเสียงเรียบ
“ก่อนเป็นพระราม ลงต้นไม้ให้ได้ก่อนเถอะ”
“พวกมึงหุบปาก!”
ทศทัศน์เงยหน้ามองเขาอีกครั้ง
คราวนี้มุมปากเหมือนจะขยับนิดหนึ่ง
นิดเดียวเท่านั้น
“พระราม”
“ลงได้ไหม”
ราเมศวรเม้มปาก
“ได้”
“หรือจะให้พี่ขึ้นไปอุ้มลงมา”
“ไม่ต้อง!”
เขาตะโกนทันที
“กูพระราม อุ้มอะไรกัน!”
“งั้นลงมา”
ราเมศวรก้มมองพื้นอีกครั้ง
เงียบไปทีนทีกิ่งไม้ไม่ได้สูงเท่าภูเขา
แต่สำหรับเด็กแปดขวบที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองลงไม่ได้
มันสูงพอจะทำให้ศักดิ์ศรีค้ำคอจนกลืนไม่ลง
ทศทัศน์เงยหน้ามองเขา
น้ำเสียงยังนิ่งเหมือนเดิม
“ปล่อยมือ”
ราเมศวรตาโต
“มึงบ้าเหรอ!”
“พูดดี ๆ”
เด็กชายกัดปาก
“พี่บ้าเหรอ”
หลังพุ่มไม้มีเสียงหัวเราะพรืด
ทศทัศน์ทำเหมือนไม่ได้ยิน
“ปล่อยมือ พี่รับเอง”
ราเมศวรก้มลงมองอ้อมแขนที่กางรออยู่ข้างล่าง
แล้วกลืนน้ำลาย
“มึงรับกูจริงนะ”
ทศทัศน์เลิกคิ้วเล็กน้อย
ราเมศวรชะงักก่อนแก้ใหม่อย่างไม่เต็มใจ
“พี่รับกูจริงนะ”
“จริง”
“ถ้ากูเจ็บ กูจะฟ้องพ่อ”
“ไม่ตกหรอก”
ทศทัศน์ยกแขนขึ้นอีกนิด
“พี่รอรับอยู่”
ไม่รู้เพราะน้ำเสียงนั้นนิ่งเกินไป
หรือเพราะแววตาของอีกฝ่ายไม่มีความลังเลเลยสักนิด
ราเมศวรถึงยอมหลับตาปี๋ แล้วปล่อยมือจากลำต้น
วินาทีนั้นหัวใจของเขาหล่นวูบ
ลมตีหน้าท้องไส้เหมือนถูก
โยนขึ้นไปบนหัว
แล้วอ้อมแขนแข็งแรงคู่หนึ่งก็รับเขาไว้จริง ๆ
ราเมศวรลืมตาขึ้น
สิ่งแรกที่รับรู้ไม่ใช่ใบหน้าของทศทัศน์
แต่เป็นกลิ่น กลิ่นแดด กลิ่นสบู่จาง ๆ
กลิ่นเสื้อผ้าสะอาดที่ปนกับกลิ่นหญ้าและลมบนเขา
เป็นกลิ่นที่เขาจำได้ในทันที ทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี
กลิ่นของพี่ยักษ์และแปลกมาก
เด็กแปดขวบที่เพิ่งตกจากต้นมะม่วงกลับรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า
กลิ่นนี้คือความปลอดภัยเขาไม่เข้าใจว่าทำไม
ไม่เข้าใจว่าอีกหลายปีหลังจากนั้น ต่อให้เขาดื้อแค่ไหน
หนีไปไกลแค่ไหน หรือทำตัวเปรตแค่ไหน เขาก็ยังจำกลิ่นนี้ได้เสมอ
ตอนนั้นเขารู้แค่ว่าทศทัศน์รับเขาไว้จริง ๆและเขาปลอดภัย
ราเมศวรเอาแขนเกี่ยวคอทศทัศน์แน่นโดยไม่รู้ตัว
ขาสองข้างเกี่ยวเอวคนอุ้มไว้เหมือนลูกลิง
หลังพุ่มไม้มีเสียงหัวเราะดังขึ้นทันที
พีทเป็นคนแรก
“พระรามอะไรวะ”
บอมต่อทันควัน
“หนุมานชัด ๆ”
เคนพยักหน้า
“เกาะแน่นมาก”
ราเมศวรหน้าแดงก่ำ
“พวกมึงหุบปาก!”
ทศทัศน์ก้มมองเด็กในอ้อมแขน
“เจ็บไหม”
เสียงนั้นนุ่มกว่าที่ราเมศวรคิดไว้มาก
ก่อนจะรีบทำหน้าบึ้ง
“ไม่เจ็บ”
“งั้นลง”
ทศทัศน์วางเขาลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง
เท้าแตะพื้นปุ๊บ ราเมศวรก็เตรียมวิ่งทันที
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นครึ่งก้าว มือใหญ่ก็คว้าคอเสื้อด้านหลังของเขาไว้ได้พอดี
หมับ
ราเมศวรชะงัก
“เฮ้ย!”
ทศทัศน์หันไปทางพุ่มไม้
“ออกมา”
พุ่มไม้เงียบ
ทศทัศน์พูดอีกครั้ง
“สามคน”
บอม พีท และเคนค่อย ๆ โผล่หัวออกมาทีละคน
ทศทัศน์มองมะม่วงสามลูกบนพื้น
และถุงเกลือพริกในมือเคนแล้วมองเด็กทั้งสี่คน
“กลับบ้าน”
ราเมศวรดิ้นทันที
“ปล่อย! กูเดินเองได้!”
ทศทัศน์ไม่ปล่อย
“เดิน”
“กูเป็นพระรามนะ!”
“อืม”
“มึงควรกลัวกู!”
“พูดดี ๆ”
ราเมศวรเม้มปากแน่น
ก่อนกัดฟันพูด
“พี่ควรกลัวกู”
ทศทัศน์นิ่งไปครู่หนึ่ง
“ครับ”
คำว่า ครับ เรียบ ๆ นั้นทำให้ราเมศวรโมโหจนหน้าแดง
แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะคอเสื้อยังอยู่ในมือยักษ์
เย็นวันนั้น พระรามแห่งไร่แสงอรุณจึงถูกยักษ์แห่งไร่ศิลาธารคว้าคอเสื้อกลับบ้านพร้อมของกลางเป็นมะม่วงสามลูก
ถุงเกลือพริกหนึ่งถุงและกองทัพลับอีกสามคนที่เดินคอตกตามหลัง
แม่ของราเมศวรยืนรออยู่หน้าบ้าน
พอเห็นสภาพลูกชายกับเพื่อน ๆ ก็หลับตาลงทันที
“ราเมศวร”
เด็กชายสะดุ้ง
ทศทัศน์ปล่อยคอเสื้อเขา
“เจออยู่บนต้นมะม่วงฝั่งศิลาธารครับ”
แม่ของเขาหันไปมองมะม่วงในมือบอม
บอมรีบยื่นให้ด้วยสองมือ
“ของกลางครับ”
พีทถลึงตาใส่บอม
เคนถอนหายใจ
ราเมศวรตะโกนทันที
“บอม มึงขายกู!”
แม่ของราเมศวรเอื้อมมือมาบิดหูลูกชายทันที
“โอ๊ย! แม่! รามเจ็บ!”
“ยังรู้จักเจ็บด้วยเหรอ”
“รามไปตีเมืองยักษ์เฉย ๆ!”
“ตีเมืองอะไร
ไปขโมยมะม่วงบ้านเขา!”
“ยึดเสบียงศัตรู!”
“ราเมศวร!”
สี่ยอดกุมารอีกสามคนสะดุ้งพร้อมกัน
ทศทัศน์ก้มลงเก็บถุงเกลือพริกที่ตกอยู่บนพื้น
แล้วยื่นให้แม่ของราเมศวร
“อันนี้ด้วยครับ”
“ขอบใจมากนะยักษ์”
ราเมศวรตะโกนทั้งที่ยังโดนแม่บิดหู
“ไม่ต้องขอบใจมัน!”
“ราเมศวร!”
เสียงแม่ดังลั่นกว่าเดิม
เย็นวันนั้น ข่าวแพร่ไปทั่วอำเภอเร็วกว่าไฟลามทุ่ง
พระรามแห่งไร่แสงอรุณพากองทัพลับไปตีเมืองยักษ์
ปีนต้นมะม่วงลงไม่ได้ตกลงมาให้ยักษ์รับ
เกาะยักษ์แน่นเหมือนหนุมาน
แล้วถูกคว้าคอเสื้อกลับบ้านพร้อมของกลาง
ผู้ใหญ่สองบ้านหัวเราะกันอยู่หลายวัน
คนงานในไร่เล่ากันต่ออีกหลายรอบ
ส่วนราเมศวรยืนยันเสียงแข็งกับทุกคนว่าเขาไม่ได้แพ้
เขาแค่ถอยทัพชั่วคราวเพราะพระรามที่ดีต้องรู้จักประเมินสถานการณ์
แต่ไม่ว่าราเมศวรจะอธิบายอย่างไร
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คนทั้งอำเภอก็จำได้เพียงเรื่องเดียว
พระรามแพ้ยักษ์ตั้งแต่ยกแรก
และเด็กชายราเมศวรก็จำได้อีกเรื่องหนึ่ง
ก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียอีกอ้อมแขนของยักษ์
ปลอดภัยกว่าที่ไหนทั้งหมดไม่มีใครในวันนั้นรู้เลยว่า
เด็กผู้ชายตัวเล็กที่กอดคอทศทัศน์แน่นเหมือนลูกลิงอยู่ในอ้อมแขน
จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่ได้นอน
อยู่บนเตียงเดียวกับเขาในอีกหลายปีให้หลัง
ไม่มีใครรู้ แม้แต่พระรามเอง