พระรามพ่ายยักษ์

ตอนที่ 4: หมายเลขฉุกเฉิน

👁️ 18 อ่าน
22px

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงเพลงในร้านเหล้ากลางอำเภอดังพอจะกลบความคิดของคนทั้งร้านได้ดี

ร้านเดิมบรรยากาศเดิม ๆ และเจ้าของร้านที่จำพวกเขาได้

เพราะแก๊งลูกคุณหนูกลุ่มนี้เคยป่วนร้านเขาจนเกือบปิดร้านหนีมาหลายรอบ

ทันทีที่ราเมศวรก้าวเข้าไป เสียงโห่จากโต๊ะมุมเดิมก็ดังขึ้น

“มาแล้วโว้ย พระรามเด็กเปรตอินเตอร์!”

คนพูดคือบอม ลูกชายเจ้าของกิจการวัสดุก่อสร้าง ตัวสูง

ไหล่กว้าง หน้าตาเหมือนพร้อมมีเรื่องตลอดเวลา

ข้างกันคือพีท ลูกชายเจ้าของร้านทองกลางตลาด แต่งตัวเนี้ยบ

ปากไว และรู้ข่าวชาวบ้านเร็วกว่าเจ้าตัวเสมอ

ส่วนคนที่นั่งเงียบอยู่คือเคน ลูกชายเจ้าของร้านอาหารชื่อดัง

หน้าตาดี ยิ้มง่าย ดูสุภาพที่สุดในกลุ่ม

ถ้าไม่นับว่าเป็นคนคิดแผนหนีครูได้แนบเนียนที่สุดตอนมัธยม

รวมกับราเมศวร ลูกชายไร่แสงอรุณ

ครบสี่ยอดกุมารพอดี

ราเมศวรดึงเก้าอี้นั่งลง รับแก้วจากบอมมายกดื่มโดยไม่พูดพร่ำรสเหล้าเผ็ดร้อนลากผ่านลำคอ

บอมมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“กลับมาวันแรกก็ลากพวกกูออกมาร้านเหล้า”

พีทพยักหน้า

“เมืองนอกช่วยขัดเกลาอะไรมึงบ้างไหม”

เคนตอบแทนเสียงเรียบ

“ไม่”

ราเมศวรวางแก้วลง

“คิดถึงกูก็บอก”

บอมหัวเราะ

“คิดถึงก็ส่วนคิดถึง แต่เห็นหน้ามึงแล้วกูปวดหัวรอเลย”

“กูยังไม่ได้ทำอะไร”

พีทมองหน้าเขานิ่ง ๆ

“นั่นแหละที่น่ากลัว”

ราเมศวรยิ้ม

ร้าย แพง และไม่น่าไว้ใจเหมือนเดิม

“งั้นเริ่มเลยแล้วกัน”

บอมชะงัก

“เริ่มอะไร”

ราเมศวรหยิบขวดเหล้ามาเติมแก้วตัวเอง

“ทำไมไม่มีใครบอกกูเรื่องลูกไอ้ยักษ์”

โต๊ะทั้งโต๊ะเงียบลงทันที

เสียงเพลงยังดังเสียงแก้วจากโต๊ะอื่นยังกระทบกันวุ่นวาย

แต่ตรงโต๊ะมุมเดิมกลับเงียบเหมือนมีใครปิดเสียงทุกอย่างลงพีทเป็นคนถอนหายใจก่อน

“กูว่าแล้ว”

บอมเอนหลังพิงเก้าอี้ สีหน้าจริงจังขึ้น

เคนยังมองเขานิ่งเหมือนเดิม

ราเมศวรยกมุมปาก

“ว่าไง”

เขาหมุนแก้วเหล้าในมือช้า ๆ

“ลืมบอก หรือจงใจไม่บอก”

“จงใจ” เคนตอบตรง ๆ

ราเมศวรหัวเราะเบา ๆ

“ดี อย่างน้อยก็ยังไม่ตอแหล”

บอมยกแก้วขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ก่อนวางลงแรงกว่าปกติ

“บอกแล้วได้อะไร”

ราเมศวรมองเขา

“ได้ให้กูรู้ไง”

“แล้วมึงจะทำอะไรกับความรู้นั้น” พีทถามกลับทันที

“บินกลับมาเผาไร่ศิลาธาร?

ดรอปเรียน? เมาให้ตายอยู่เมืองนอก?

หรือหายไปอีกสามวันจนพ่อแม่มึงแทบบ้า?”

รอยยิ้มบนหน้าราเมศวรนิ่งค้างไปเพียงเสี้ยววินาที

ก่อนกลับมาเหมือนเดิม

“กูไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

“มึงแย่ขนาดนั้นแหละ” เคนพูดเรียบ ๆ

ราเมศวรตวัดตามอง

“ไอ้เคน”

“กูพูดเรื่องจริง”

บอมถอนหายใจ

“ราม ตอนนั้นมึงแย่มาก”

“แล้วไง”

“แล้วพวกกูไปหามึงไม่ได้”

ราเมศวรนิ่งไปนิดหนึ่ง

“อะไรนะ”

พีทเท้าคาง มองหน้าเขาตรง ๆ

“มึงคิดว่าพวกกูไม่อยากไปเหรอ”

บอมหัวเราะแห้ง ๆ

“กูเกือบจองตั๋วแล้วด้วยซ้ำ”

“กูเช็กราคาโรงแรมแล้ว” พีทว่า

เคนยกแก้วขึ้นจิบ

“กูทำแพลนเดินทางเสร็จแล้ว”

ราเมศวรมองเพื่อนทั้งสามคน

“แล้วทำไมไม่มา”

บอมยิ้มแห้ง

“เพราะพ่อแม่มึงโทรหาพ่อแม่พวกกูครบทุกบ้าน”

“สั่งห้าม” เคนเสริมเสียงนิ่ง

“ห้ามใคร”

“ห้ามพวกกูไปหามึง”

ราเมศวรหัวเราะ

“กลัวพวกมึงปลอบกูดีเกินไปเหรอ”

พีทมองเขาเหมือนคำถามนั้นโง่มาก

“กลัวพวกกูช่วยมึงพังเพิ่มต่างหาก”

บอมยกมือขึ้นนับนิ้ว

“หนึ่ง ถ้าไปถึง พวกกูต้องพามึงหนีออกจากหอ”

พีทต่อทันที

“สอง ต้องมีเหล้า”

เคนพูดเรียบ ๆ

“สาม ต้องมีเรื่อง”

บอมพยักหน้า

“สี่ มีโอกาสสูงมากที่มึงจะ

ไม่กลับไปเรียนอีก”

 

พีทปิดท้าย

“และห้า พวกกูอาจโดนพ่อแม่ทุกบ้านตัดหางปล่อยวัดพร้อมกัน”

เคนวางแก้วลง

“สรุปคือพวกกูจะช่วยมึงพัง

ไม่ได้ช่วยให้มึงดีขึ้น”

ราเมศวรมองเพื่อนทั้งสามคนอยู่นาน

ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ซึ้งฉิบหาย”

“ไม่ต้องมาทำเสียงแบบนั้น” บอมพูดทันที

“เสียงแบบไหน”

“เสียงเหมือนประชดโลกทั้งใบ

ทั้งที่จริง ๆ แล้วงอนพวกกูอยู่”

ราเมศวรยกมุมปาก

 

“ใครงอน”

พีทชี้หน้าเขา

“มึง”

“กูไม่ได้งอน”

เคนพยักหน้า

“ใช่ มึงแค่เรียกพวกกูออกมาดื่มทันทีที่รู้ว่าโดนปิดเรื่องสำคัญ”

“ไอ้เคน”

บอมยกมือห้าม

“แต่เรื่องไม่ให้ไปหามึงนั่นผู้ใหญ่สั่งจริง”

พีทวางแก้วลง

“บ้านกูยึดพาสปอร์ตด้วยซ้ำ”

“บ้านกูล็อกบัตรเครดิต” บอมว่า

เคนนิ่งไปนิดหนึ่ง

“บ้านกูบอกว่าถ้าข้ามประเทศไปหามึง

จะตัดออกจากกองมรดก”

ราเมศวรมองเขา

“แล้วมึงกลัว?”

เคนตอบเรียบ ๆ

“กลัวแม่”

พีทพยักหน้าแรงมาก

“อันนี้จริง บ้านกูไม่มีใครน่ากลัวเท่าแม่กูแล้ว”

บอมถอนหายใจ

“พวกกูเลยทำได้แค่รอ”

“รออะไร”

“รอมึงกลับมาเป็นคนก่อน” บอมตอบ

“ค่อยกลับมาเป็นเพื่อนกัน”

ความเงียบตกลงกลางโต๊ะอีกครั้ง

 

ราเมศวรหมุนแก้วเหล้าในมือช้า ๆ

แววตาใต้แสงไฟสีส้มของร้านดูนิ่งกว่าที่เพื่อนทั้งสามคนจำได้ นิ่งเกินไป

เมื่อก่อนราเมศวรเปรตปากเสีย

พร้อมบวกแต่ในความเปรตนั้นยังมีชีวิตชีวา

ยังมีประกายกวนประสาทแบบลูกคุณหนูที่มั่นใจว่าต่อให้โลกพัง ตัวเองก็ยังยิ้มได้

แต่คนตรงหน้าพวกเขาในตอนนี้ต่างออกไป

รอยยิ้มยังสวยเหมือนเดิม

ปากยังแซบเหมือนเดิม

แววตายังดื้อเหมือนเดิม

เพียงแต่ลึกลงไปข้างใน

มันแห้งแล้งไปหมด

เหมือนคนที่ปฏิเสธทั้งโลกมาแล้ว

และไม่คิดจะเปิดประตูให้ใครง่าย ๆ อีก

บอมมองเขาอยู่นาน ก่อนพูดเสียงเบาลง

“เรื่องหนูดา พวกกูเลือกไม่บอกเอง”

ราเมศวรช้อนตาขึ้นมอง

“ทำไม”

เคนตอบแทน

“ถ้าพวกกูบอกเรื่องหนูดาตอนนั้น

มึงคิดว่าตัวเองจะอยู่เฉยเหรอ”

ราเมศวรหัวเราะเบา ๆ

“มึงคิดว่ากูจะทำอะไร”

บอมมองเขาด้วยสีหน้าที่ไม่มีความล้อเล่นเหลืออยู่เลย

“ขนาดมึงเอาเศษแก้วมาขู่คุณยักษ์ยังทำมาแล้ว”

รอยยิ้มของราเมศวรค้างอยู่บนใบหน้า

ทั้งโต๊ะเงียบลงทันทีพีทกลืนน้ำลาย

แต่ไม่ถอย

“อะไรที่มึงทำไม่ได้อีกวะ ไอ้ราม”

ราเมศวรวางแก้วลงช้า ๆ

เสียงก้นแก้วแตะโต๊ะไม้ดังเบามากแต่ทำให้บอม พีท และเคนเงียบพร้อมกัน

เขาเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่นั้นไม่มีน้ำตา

ไม่มีความสั่นไหวไม่มีแม้แต่ประกายขี้เล่นแบบที่เคยมีเวลา

เขากำลังจะก่อเรื่อง มันดูแห้งแล้งและว่างเปล่าอย่าน่าประหลาด

“รามคนนั้นตายไปแล้ว”

ทั้งสามคนชะงักราเมศวรยกมุมปาก

รอยยิ้มนั้นสวยเหมือนเดิมแต่ไม่มีชีวิตชีวาอยู่ในนั้นเลย

“ตายตั้งแต่วันที่มันไล่กูออกจากชีวิตนั่นแหละ”

ไม่มีใครพูดอะไร

ราเมศวรหยิบแก้วขึ้นมา หมุนเหล้าในแก้วช้า ๆ

“กูไม่กลับไปทำเรื่องปัญญาอ่อนแบบนั้นอีกหรอก”

บอมมองเขาอยู่นาน

นานจนราเมศวรเลิกคิ้ว

“อะไร”

“ใครจะไว้ใจมึงได้ล่ะ”

เสียงของบอมเอ่ยขึ้น

“ดีที่สุดตอนนั้นคือไม่ต้องบอกมึง”

เคนเสริมเรียบ ๆ

“ให้มึงอยู่ให้รอดก่อน”

ราเมศวรหัวเราะออกมา

สั้น เย็น และไม่มีความสนุกอยู่ในนั้นเลย

“พวกมึงนี่รักกูซาบซึ้งฉิบหาย”

พีทมองหน้าเขา

“รักสิ”

ราเมศวรชะงักไปนิด

พีทพูดต่อ

“เพราะรักไง ถึงไม่กล้าเอาเรื่องเหี้ย ๆ

ไปโยนใส่มึงตอนที่มึงแทบยืนไม่อยู่”

บอมพยักหน้า

“ถ้าไม่รัก พวกกูคงบอกไปแล้ว นั่งดูมึงพัง แล้วบอกว่าสนุกดี”

เคนยกแก้วขึ้นจิบ

“แต่พวกกูยังอยากได้เพื่อนคืน”

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง

ราเมศวรมองเพื่อนทั้งสามคนแล้วเขาก็หัวเราะ

คราวนี้เสียงหัวเราะยังแห้งแต่ไม่เย็นเท่าเดิม

“ได้คืนแล้วนี่ไง”

บอมเลิกคิ้ว

“แน่ใจ?”

ราเมศวรยิ้ม

“นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ยังจะเอาอะไรอีก”

 

พีทมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“กูว่าได้คืนไม่ครบ”

“อะไรของมึง”

“ได้ตัวคืน แต่สันดานเหมือนแย่กว่าเดิม”

เคนพยักหน้า

ราเมศวรวางแก้วลง

“พวกมึงอยากโดนใช่ไหม”

พีทยกมือขึ้นทันที

“นี่ไง ค่อยเหมือนคนเดิมหน่อย”

บอมยกแก้วมาชนกับเขา

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน

ไอ้พระรามเด็กเปรต”

ราเมศวรมองแก้วตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนยกแก้วตัวเองขึ้นชน

“เออ”

เขาพูดเสียงเรียบ

“กูกลับมาแล้ว”

หลังดืมไปหลายแก้วไม่นานนัก เสียงหัวเราะของราเมศวรก็ดังขึ้น ปากเสียขึ้น ดวงตาเย็นขึ้น และอารมณ์ที่พยายามกดไว้ก็เริ่มไหลออกมาทีละนิดจนกระทั่งผู้ชายโต๊ะข้าง ๆ

หันมามองนานเกินไปราเมศวรวางแก้วลง

“มองเหี้ยอะไร”

บอมสบถทันที

“ไอ้ราม”

ชายคนนั้นชะงัก ก่อนทำหน้าไม่พอใจ

“พูดกับกูเหรอ”

ราเมศวรยิ้ม

“ในร้านนี้มีเหี้ยหลายตัวเหรอวะ”

พีทหลับตา

“เอาอีกแล้ว”

เคนลุกขึ้นทันที

“ราม พอ”

แต่ราเมศวรไม่พอ

เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ช้า ๆ ไม่รีบร้อน ท่าทางยังดูสง่างามแบบคนเมาที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเมา

“มึงมองกูตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว มีอะไร”

ชายโต๊ะข้าง ๆ ลุกขึ้นตาม

“กูก็มองเฉย ๆ”

“มองเฉย ๆ หรือเสือก”

“ไอ้—”

เสียงเก้าอี้ครูดพื้นดังขึ้น

ไม่ถึงสามนาทีต่อมา โต๊ะหนึ่งตัวล้มลง แก้วสองใบแตก กระถางต้นไม้ปลอมข้างเวทีถูกชนจนคว่ำ และนักร้องบนเวทีหยุดเล่นกีตาร์กลางคันด้วยสีหน้าชินชา

เจ้าของร้านยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ มองภาพตรงหน้าแล้วหลับตาแน่นภาพเดิม บรรยากาศเดิม

ตัวต้นเหตุเดิมเพียงแต่คราวนี้โตขึ้น หล่อขึ้น แพงขึ้น และน่าปวดหัวกว่าเดิม

บอมคว้าแขนราเมศวรไว้

“ไอ้ราม พอ! มึงกลับบ้านวันแรกก็จะทำร้านเขาพังเลยหรือไงวะ”

ราเมศวรสะบัดแขนออก

“กูยังไม่ได้ทำอะไร”

พีทมองโต๊ะที่ล้ม กระถางต้นไม้ที่คว่ำ และแก้วเหล้าที่แตกกระจายอยู่บนพื้น

“เออ มึงยังไม่ได้ทำอะไรเลย ร้านเขาพังเองทั้งหมด”

เคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

บอมเห็นเข้าก็ชะงัก

 

“มึงจะโทรหาใคร”

ทั้งสามมองหน้ากันไม่มีใครพูดชื่อออกมา

แต่รู้พร้อมกัน

พีทกลืนน้ำลาย

“อย่าเลยมั้ง”

บอมขมวดคิ้ว

“อะไรของมึง”

“คุณยักษ์เขามีลูกแล้วนะเว้ย” พีทว่าเสียงเบาลง

“เมื่อก่อนก็เรื่องหนึ่ง

แต่ตอนนี้เขามีเด็กตัวเล็ก ๆ ต้องดูแล

จะโทรไปเรียกกลางคืนอีกเหรอวะ”

บอมเหลือบมองราเมศวรที่กำลังชี้หน้าคู่กรณี

ปากยังยิ้มเหมือนอยากให้โลกพังไปพร้อมกัน

“ถ้าไม่เรียก ร้านพังแน่”

เคนมองโทรศัพท์ในมือ

“หรือโทรหาพ่อแม่มัน”

บอมกับพีทหันมามองเคนพร้อมกัน

“มึงอยากให้แม่มันมาฆ่าพวกเราด้วยเหรอ” บอมถาม

พีทพยักหน้าแรงมาก

“แม่ไอ้รามมา ร้านไม่พัง แต่พวกกูพัง”

เคนถอนหายใจ

“งั้นใครโทร”

ทั้งสามคนเงียบ

บอมส่ายหน้าเร็วมาก

“มึงโทร”

พีทถลึงตา

“กูไม่โทร คุณยักษ์ดุกูตายห่า”

“มึงปากดีสุด มึงโทร”

“ปากดีไม่ได้แปลว่าอยากตาย”

เคนยกโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้ง

“งั้นกู—”

ยังไม่ทันที่เคนจะกดโทรออก เจ้าของร้านที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ก็ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูเรียบร้อยแล้ว

“คุณยักษ์ครับ”

บอม พีท และเคนหันขวับไปพร้อมกัน

เจ้าของร้านพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจสุดชีวิต

“ขอโทษทีรบกวนนะครับ”

เขาเหลือบมองราเมศวรที่กำลังจะพุ่งใส่คู่กรณีอีกรอบ แล้วถอนหายใจเบา ๆ

“คุณรามมีเรื่องอีกแล้วครับ”

สามเพื่อนมองหน้าเจ้าของร้านอย่างอึ้ง ๆ

พีทกระซิบ

“เฮียยังมีเบอร์คุณยักษ์ด้วยเหรอ”

เจ้าของร้านลดโทรศัพท์ลงนิดหนึ่ง

แล้วมองพีทเหมือนคำถามนั้นไร้สาระมาก

“ร้านผมอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้

เพราะมีเบอร์นี้แหละครับ”

บอมพึมพำ

“หมายเลขฉุกเฉินจริง ๆ ด้วยว่ะ”

เคนเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า

“กูว่าอีกไม่นานมันได้สร่าง”

พีทถอนหายใจ

“สร่างเหล้า?”

เคนมองราเมศวรที่ยังยืนยิ้มเย็นอยู่กลางร้าน

“สร่างจากความเปรต”

 

กลางดึกคืนนั้นที่ไร่ศิลาธาร

ทศทัศน์เพิ่งปิดไฟห้องนอนของลูกสาว

หนูดาหลับไปแล้วหลังฟังนิทานจบสองเรื่อง

มือเล็กยังกำชายเสื้อเขาไว้หลวม ๆ

จนต้องค่อย ๆ แกะออกอย่างเบามือ

เสียงโทรศัพท์สั่นขึ้นบนโต๊ะข้างเตียง

ทศทัศน์เหลือบมองชื่อบนหน้าจอ

เจ้าของร้านเหล้าในตลาด

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที

เขากดรับ

ฟังอยู่ไม่ถึงสิบวินาที สีหน้าก็เย็นลง

กลับมาวันแรกก็หาเรื่องเลย

ทศทัศน์หลับตาลงชั่วครู่

ก่อนหันไปมองเด็กหญิงที่หลับสนิทอยู่บนเตียง

“อยู่กับน้องดาให้หน่อย”

เขาบอกพี่เลี้ยงที่นั่งรออยู่หน้าห้อง

“ผมออกไปข้างนอกไม่นาน”

“ค่ะคุณยักษ์”

ไม่ถึงห้านาทีต่อมา

รถกระบะสีเข้มของไร่ศิลาธารก็แล่นออกจากบ้าน

ที่ร้านเหล้า สถานการณ์กำลังพัวพันพอดี

ราเมศวรสะบัดแขนหลุดจากบอมได้สำเร็จ และกำลังจะพุ่งเข้าใส่คู่กรณีอีกครั้ง

ประตูร้านถูกผลักเปิด

เสียงเพลงที่เพิ่งกลับมาเล่นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

เงียบลงแทบจะทันทีทศทัศน์ก้าวเข้ามาในร้าน

เสื้อเชิ้ตสีเข้ม แขนเสื้อพับขึ้นถึงข้อศอก

ใบหน้าขรึมจัดจนคนทั้งร้านพร้อมใจกันลดเสียงโดยไม่ต้องมีใครบอกเจ้าของร้านแทบพนมมือ

“คุณยักษ์”

ทศทัศน์กวาดตามองสภาพร้านที่พังและพระรามเด็กเปรตที่ยืนอยู่กลางวงเขาหันไปหาเจ้าของร้าน

“ค่าเสียหายส่งบิลไปที่ไร่แสงอรุณ”

ราเมศวรหันขวับ

“อะไรนะ”

ทศทัศน์ไม่มองเขาทันที

“ถ้าไม่พอ ส่งไปไร่ศิลาธารด้วย”

เจ้าของร้านรีบพยักหน้า

“ครับ ๆ”

จากนั้นทศทัศน์จึงหันมามองคนเมาเต็มตา

“ราเมศวร”

บรรยากาศในร้านเงียบลงทันที

บอม พีท และเคนยกมือไหว้แทบพร้อมกัน

“สวัสดีครับคุณยักษ์”

บอมรีบพูด

“เอ่อ พวกผมไปส่งเองก็ได้ครับ ไม่ต้องรบกวน—”

ทศทัศน์ไม่ละสายตาจากราเมศวร

“กลับบ้าน”

ราเมศวรยกมุมปาก

“มึงมาทำไม”

“กลับบ้าน”

“กูไม่กลับ”

“มึงเมา”

“ไม่เกี่ยวกับมึง”

ทศทัศน์ก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว

“ถ้าไม่ขึ้นรถเอง กูจะโทรบอกพ่อแม่มึง

 แล้วให้ตำรวจมารับ”

บอมกับพีทสูดลมหายใจพร้อมกัน

ราเมศวรเม้มปากแน่น

ดวงตาเย็นจัดจ้องคนตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง ทั้งเมา ทั้งโกรธ

ทั้งเจ็บ และทั้งเกลียดตัวเองที่เพียงแค่ทศทัศน์เรียกชื่อเต็ม เขาก็หยุดได้เหมือนเด็กคนเดิม

“กูไม่ใช่เด็กให้มึงหิ้วกลับบ้านแล้วนะ”

ทศทัศน์ตอบเรียบ ๆ

“งั้นก็เดินขึ้นรถเอง”

คำตอบนั้นทำให้ราเมศวรนิ่งไป

วินาทีถัดมา เขาก็สบถออกมาอย่างหัวเสีย

“แม่งเอ๊ย”

เขาสะบัดแขนออกจากมือบอม จัดเสื้อที่ยับของตัวเอง แล้วเดินกระแทกไหล่ผ่านทศทัศน์ออกไปทางประตู

ทศทัศน์หันไปมองบอม พีท และเคน

“พวกมึงกลับบ้าน”

ทั้งสามคนพยักหน้าพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง

“ครับคุณยักษ์”

ทศทัศน์เดินตามราเมศวรออกไป

เจ้าของร้านถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งรอดชีวิตจากพายุ

“โอ๊ย...ไม่คิดว่าหมายเลขฉุกเฉินนี้ยังใช้ได้”

พีท บอม เคน มองหน้ากันแล้วหันไปมองประตูร้าน

ที่ทศทัศน์เพิ่งเดินออกไป

ทั้งสามคนเงียบอยู่นาน

ก่อนบอมจะพูดขึ้นเบา ๆ

“มึง”

“เออ” พีทตอบ

“คุณยักษ์มาด้วยว่ะ”

เคนพยักหน้าช้า ๆ

“เออ”

บอมพึมพำ

“ตัดขาดกันยังไงก่อนวะ”

ไม่มีใครตอบเพราะคำถามนั้นดูเหมือนจะไม่ได้

ถามถึงแค่ราเมศวรอีกต่อไป

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!