ฝนถล่มลงมาเหมือนโลกจะแตก…
เสียงเบรกดังเสียดเข้ามาในหัวผมอีกครั้ง
เอี๊ยด—
มือผมชาวาบ
ทั้งที่ตรงหน้ามีแค่ถนนเปียกฝนกับแสงไฟจากรถที่แล่นผ่าน
แต่ภาพกระจกแตกกลับพุ่งเข้ามาในหัวจนผมหายใจไม่ออก
กลิ่นไหม้
เสียงคนกรีดร้อง
เสียงแม่เรียกชื่อผม
“ริเวอร์!”
นี่ไม่ใช่ถนนเส้นนั้น
ผมพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ
ไม่ใช่รถคันนั้น ไม่ใช่วันนั้น ไม่มีเลือด แต่ร่างกายผมไม่เคยฟังเหตุผลทัน
ฝนกระหน่ำลงมาไม่หยุด พื้นหน้าตึกสะท้อนแสงไฟจนพร่าเลือน ผมทรุดตัวลงใต้ทางเชื่อมอย่างคนที่เรี่ยวแรง
ผมกำสายกระเป๋าแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อโดยไม่รู้ตัว
หายใจเข้าได้ไม่สุดสักครั้ง มือเย็นเฉียบจนแทบไม่มีความรู้สึก
คนรอบตัวขยับปากอยู่ แต่ผมเริ่มฟังไม่ออกแล้วว่าใครพูดอะไร
“น้อง! เป็นอะไร โอเคไหมว่ะ”
ใครบางคนถาม ผมอยากตอบว่าโอเคเหมือนที่เคยโกหกมาตลอด แต่นาทีนี้ปากผมกลับขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
“เฮ้ย ถอยก่อน”
“อย่ามุงดิ”
เสียงตวาดกร้าวสั่นประสาทจนคนรอบข้างชะงัก ชายร่างสูงในชุดช็อปเปียกฝนแหวกวงผู้คนเข้ามา
ในหัวผมที่กำลังหมุนคว้าง เสียงตวาดของเขาคล้ายกับเสียงผู้ชายในเหตุการณ์วันนั้นไม่มีผิด…
ร่างกายผมขยับถอยหลังโดยสัญชาตญาณทันทีด้วยความผวา
ก่อนเจ้าตัวจะนิ่งไปเองเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองเผลอขึ้นเสียงด้ง เขาสูดหายใจแรงแล้วกดโทนเสียงเบาลง
“…ขอทางหน่อย”
“ให้อากาศน้องมันหน่อย”
เขาคุกเข่าลงตรงหน้าผม เว้นระยะห่างไว้พอเหมาะ
“ได้ยินกูไหม”
ผมพยายามพยักหน้า แต่นิ้วมือกลับจิกลงบนอกตัวเองจนเสื้อยับย่น
ภาพรถคว่ำในอดีตสลับกับใบหน้าของคนตรงหน้า จนผมเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรคือปัจจุบัน
“แตะตัวไม่ได้ใช่ไหม… เออ กูไม่แตะ หายใจตามกูนะ มึงลองดู…”
“แอชตัน”
เสียงอีกเสียงดังขึ้น นิ่งกว่า เบากว่า แต่กลับชัดเจนจนลอดผ่านเข้ามาได้
“อย่าให้เขาฝืนหายใจตามมึง”
ผมเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ผู้ชายอีกคนยืนอยู่ไม่ไกล เขาใส่เสื้อคาร์ดิแกนสีอ่อนในท่าทางที่ดูผ่อนคลาย ถือแฟ้มไว้ในมือ
สายตาของเขาคมนิ่ง
มีบางอย่างไหววูบในสายตาคู่นั้น ก่อนจะถูกกลบกลับไปด้วยความนิ่งเหมือนเดิม
“ริเวอร์ใช่ไหมครับ?”
ผมชะงัก
เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ
“มึงรู้จักชื่อมันได้ไงวะ ไซลาส”
พี่ไซลาสไม่ตอบเพื่อน สายตาของเขายังคงอยู่ที่ผม
ผมไม่รู้ว่าสภาพตัวเองตอนนั้นดูแย่แค่ไหน รู้แค่ว่าปอดเหมือนถูกบีบแน่น ทุกครั้งที่พยายามสูดอากาศเข้าไป มันกลับยิ่งติดขัดกว่าเดิม
เขาขยับเข้ามาใกล้ช้า ๆ แล้วหยุดในระยะที่ไม่ทำให้ผมถอยหนี
“พี่เคยเห็นชื่อริเวอร์ในรายชื่อคนเข้าร่วมโปรแกรมน่ะครับ”
“ไม่ต้องฝืนหายใจก็ได้ครับ”
เสียงนั้นเบาลงกว่าเดิม ทว่ากลับหนักแน่นพอจะดึงผมที่กำลังจมดิ่งอยู่ในความคิดของตัวเอง ให้กลับมาอยู่ตรงนี้...ตรงหน้าคนคนนี้
“เอาแค่อยู่ตรงนี้ก่อน”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่ไม่เร่งรัด
“ลองมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทีละอย่างก็พอ”
เขาเงียบไปชั่วครู่
“หรือจะมองพี่ก็ได้ครับ”
ไม่รู้ว่าทำไม ผมเลือกมองเขา ทั้งที่ในสถานการณ์แบบนี้ ผมควรกลัวคนแปลกหน้ามากกว่า
เขาไม่ได้มีท่าทีตกใจกับอาการของผมเลย ราวกับรู้ดีว่าในหัวของผมตอนนี้มีเสียงสับสนตีกันวุ่นวายแค่ไหน”…ไม่เป็นไรนะครับ”
เขาเงียบไปนิดหนึ่ง
“พี่อยู่ตรงนี้แล้ว”
ผมได้ยินมันชัดกว่าเสียงฝนรอบตัว
ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง ปลายนิ้วยังสั่นอยู่เล็กน้อย
“ทีนี้ เราลองบอกพี่สิครับ ว่าเห็นอะไรตรงนี้บ้าง”
“รองเท้า… สีขาว” ผมเค้นเสียงออกมา
“ดีมากครับ อีกอย่างหนึ่งล่ะ”
“ร่ม… ร่มครับ”
“เก่งมากครับ”
“ค่อยๆ กลับมาก็พอ”
คำชมนั้นทำให้ภาพในหัวผมค่อยๆ เบาลง
พี่แอชตันที่ยืนลุ้นอยู่ด้านข้างได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาเสยผมแรงๆ เหมือนพยายามกดอารมณ์ตัวเองไว้
“มึงนี่แม่ง…ปลอบคนเก่งจริงว่ะ” แอชตันเอ่ยแซว แต่แววตาที่จ้องมองมากลับฉายแววเบาใจลงอย่างเห็นได้ชัด เขาพึมพำเหมือนบ่นกับตัวเอง ก่อนหันมามองผม
“เดินไหวป่ะ”
“ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวกูแบก”
ผมเผลอมองหน้าเขานิ่ง จนเจ้าตัวรีบเบือนหน้าหนี
“เออ… จะพาไปพักที่ห้อง Recovery Room ก่อน ข้างนอกนี่แม่งคนเยอะ”
ก่อนจะพยักหน้าไปทางตึกอีกฝั่ง
“ไม่ใช่ห้องบำบัดจริงจังอะไรหรอกนะ” พี่แอชตันพูดระหว่างเดินนำผมฝ่าฝนไปใต้ทางเชื่อม
“มันเป็นห้องของศูนย์ดูแลนักศึกษา มีรุ่นพี่จิตอาสาผลัดเวรกันมาอยู่พูดคุยกับน้องๆ ถ้าเคสไหนหนักจริง สุดท้ายก็ต้องส่งต่ออาจารย์หมอกับนักจิตบำบัดดูแลต่ออยู่ดี”
“แต่ตอนนี้มึงควรได้ไปพักก่อน”
✦ ✦ ✦
เมื่อประตู Recovery Room ปิดลง เสียงฝนข้างนอกถูกปิดกั้นไว้ เหลือเพียงเสียงอู้อี้ลอดเข้ามา
ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นชาคาโมมายล์จากแก้วเซรามิกบนโต๊ะกลาง
แอร์ส่งเสียงครืดเบาๆ เป็นระยะ แสงจากโคมไฟสีส้มมุมห้องส่องทับลงบนโซฟาผ้าเก่ามีรอยซีดตรงพนัก แต่กลับดูอบอุ่นเกินคาด
มุมหนึ่งของห้องมีตู้ปลาขนาดเล็กตั้งอยู่ใต้ชั้นหนังสือ ปลาสีเงินตัวเล็กสองสามตัวว่ายวนไปมา อยู่หลังแผ่นกระจกใส
ไม่มีเสียงเร่งรีบ ไม่มีสายตาสงสัยจากใคร ไม่มีใครถามว่าผมเป็นอะไรแล้ว
ผมเพิ่งรู้ตัวว่าร่างกายเย็นเฉียบจนสั่น ตอนที่พี่แอชตันโยนผ้าห่มสีเทาเข้มลงบนโซฟาข้างตัว
“เอาไป” เขาพูดสั้นๆ ก่อนเดินไปพิงโต๊ะกลมริมหน้าต่างเหมือนคนไม่รู้จะปลอบยังไง
แค่ผ้าห่มผืนนั้นตกลงมาข้างตัว ผมก็รู้สึกว่าไหล่ที่เกร็งมาตลอดก็ค่อย ๆ คลายลง
พี่ไซลาสเลื่อนแก้วน้ำชามาทางผมช้าๆ เขาไม่ได้พูดอะไร
แต่สายตาคู่นั้นยังคงมองมาเงียบๆ รอให้ผมเป็นฝ่ายหยิบแก้วขึ้นเอง
“ผม…ขอโทษครับ” ผมก้มหน้าอย่าละอายใจ ผมไม่ชอบให้ใครต้องมาลำบากเพราะตัวเองเลย
พี่ไซลาสนั่งลงฝั่งตรงข้าม เว้นระยะห่างไว้อย่างพอเหมาะ
“บางทีร่างกายมันก็รีบกลัวก่อนที่สมองจะอธิบายทันน่ะครับ”
เขาพูดเรียบ ๆ
“มันไม่ได้แปลว่าริเวอร์อ่อนแอหรอก”
ผมมองมือตัวเองเงียบๆ ถึงได้รู้ว่าชายเสื้อที่เคยถูกกำแน่น ตอนนี้ถูกปล่อยลงแล้ว
“พูดซะดูดีเลยว่ะ” พี่แอชตันพึมพำ
“สรุปง่ายๆ นะ คือ... มึงไม่ได้น่ารำคาญ เข้าใจยัง”
“แล้วก็เลิกขอโทษพร่ำเพรื่อสักที”
ทั้งที่จริงผมเข้าใจสิ่งที่พี่ไซลาสบอกตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว
แต่ดูเหมือนพี่แอชตันจะไม่ค่อยเชื่อว่าผมจะเข้าใจ เลยอุตส่าห์แปลทุกอย่างเป็นภาษาเดียวกับที่ตัวเขาใช้
ซึ่งน่าแปลก... ที่มันช่วยได้เหมือนกัน
ผมเผลอยิ้มและหลุดหัวเราะออกมาอย่างลืมตัว
พี่แอชตันมองผมค้างไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะแบบนั้นจากผม ก่อนเจ้าตัวจะรีบชี้หน้าผมทันที
“เฮ้ย! ยิ้มได้แล้วนี่หว่า แบบนี้ก็ค่อยน่าห่วงน้อยลงหน่อย”
ผมรีบเม้มปากทันทีเพราะโดนจับได้ แต่ตอนเงยหน้าขึ้น ผมกลับสบเข้ากับสายตาของพี่ไซลาสพอดี
สายตาคู่นั้นยังมองมาทางผมไม่ละไปไหน จนผมเป็นฝ่ายหลบตาก่อนเอง
พี่ไซลาสยกแก้วชาขึ้นจิบช้าๆ แล้วมองสบตามาที่ผม
“พี่ชอบตอนที่ริเวอร์ยิ้มนะ”
พี่แอชตันที่นั่งอยู่ข้างๆ ชะงักไปเล็กน้อย เขาสลับมองหน้าผมกับพี่ไซลาสอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะในลำคอ
“สายตามึงแม่ง...”
น้ำเสียงเหมือนคนเห็นอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวอีกคนไม่รู้ตัว
ผมหันไปมองอีกฝ่ายอย่างงงๆ
“ไม่มีอะไร” พี่แอชตันโบกมือ “กูแซวเล่น”
พี่แอชตันมองผมอยู่แวบหนึ่ง ก่อนพึมพำเบาๆ
“เหมือนแมวจรเปียกฝนชิบหาย…”
ก่อนที่ผมจะขอตัวกลับหอพัก พี่ไซลาสคลี่ยิ้มบาง ๆ ราวกับตัดสินใจอะไรได้แล้ว ก่อนพูดขึ้นช้า ๆ
“ถ้าฝนตกอีก… ก็แวะมาที่นี่ได้นะครับ”
“พี่อยากให้ริเวอร์มาที่นี่ก่อน อย่างน้อยพี่จะได้รู้ว่าเราปลอดภัย ต่อให้ไม่ใช่วันเข้าโปรแกรมก็มาได้นะครับ”
พี่แอชตันเงียบไปพักหนึ่ง เหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูด
ผมกำแก้วน้ำชาในมือแน่น แล้วตอบเบาๆ
“ครับ…”
ระหว่างทางเดินไปหน้าลิฟท์ ตอนผมหันกลับไปอีกครั้ง พี่ไซลาสยังยืนอยู่ที่เดิม
เขาไม่ได้เรียกผมไว้ ไม่ได้เดินตามออกมา แค่ยืนมองเงียบๆ เหมือนคิดอะไรอยู่
ประตูลิฟต์กำลังจะปิด ผมเผลอ ยกมือแตะปลายจมูกตัวเองซ้ำๆ
กลิ่นชาคาโมมายล์ยังติดอยู่ตรงปลายจมูก
ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองติดกลิ่นชาหรือเริ่มติดความรู้สึกตอนอยู่ในห้องนั้นกันแน่ และผมก็ไม่อยากให้มันจางหายไปเลย