ผมอายุสิบสี่ปีในปีนั้น
วันนั้นเป็นวันแรกในรอบสองเดือนที่แม่บอกให้ผมออกไปเล่นข้างนอก
ท่านนอนอยู่บนเตียงตั้งแต่เช้า เหมือนทุกวัน แต่เช้านี้ลุกขึ้นมานั่งริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกโดยไม่พูดอะไร แล้วก็หันมาบอกเบาๆ ว่า
"ไปเล่นกับเพื่อนได้แล้ว วันนี้แม่โอเค"
ผมยืนอยู่ที่ประตูห้องนานกว่าจะเชื่อ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยออกไปไหนเลย ไม่กล้า เพราะทุกครั้งที่ผมหันหลัง ผมไม่รู้ว่าจะกลับมาเจออะไร
แต่วันนั้นแม่ยิ้ม
ผมจำได้ว่าคิดอยู่ว่า — บางทีวันดีก็มีจริง
เพื่อนชวนไปเล่นบาสที่สนามข้างบ้าน ผมไป ไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยซ้ำ วิ่งจนเหงื่อออก หัวเราะกับเพื่อนเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน จนเผลอคิดไปเองว่า ชีวิตกำลังกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
แล้วก็กลับบ้าน
ประตูห้องแม่ปิดอยู่ ผมเคาะ ไม่มีเสียงตอบ เคาะอีกครั้ง เงียบ
ผมเปิดประตูเข้าไป
ผมไม่เขียนถึงสิ่งที่เห็นในห้องนั้น
แต่ผมจำได้ว่าเสียงแรกที่ได้ยินหลังจากนั้น ในงานศพคือเสียงญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งพูดกับคนอื่น ในขณะที่ผมยังนั่งอยู่ที่พื้นหน้าห้องนั้น
"ไซลาสมัวแต่ไปเที่ยวเล่นเหรอ ทำไมไม่อยู่เฝ้าแม่ให้ดี"
ผมไม่ร้องไห้
ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่ง แต่เพราะรู้สึกว่าตัวเองสมควรแล้ว
คุณลุงคนนั้นพูดถูก ผมออกไป
ผมปล่อยให้ตัวเองสบายใจเกินไป และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอแม่ทั้งเป็น
ตั้งแต่วันนั้น ผมเรียนรู้ว่า — วันที่รู้สึกดีที่สุด มักเป็นวันที่ระวังตัวน้อยที่สุด
และนั่นคือวันที่อันตรายที่สุด
✦✦✦
ห้าปีต่อมา ผมพารุ่นน้องในชมรมที่มีอาการแพนิก มาส่งโรงพยาบาล
พยาบาลพาน้องเข้าไปข้างใน ผมยืนรออยู่ในโถง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ เสียงล้อเตียงเข็นผู้ป่วย ฝนเริ่มตกเบาๆ นอกห้องกระจก
แล้วผมก็ได้เห็น
ไม่ใช่เสียงร้องไห้ ไม่ใช่เสียงกรีดร้อง แต่เป็นเสียงเงียบ — เสียงเงียบแบบที่ผมรู้จักดีกว่าใคร
เด็กนักเรียนชายนั่งอยู่บนม้านั่งมุมห้อง ขดตัวเหมือนพยายามทำตัวให้เล็กลง เครื่องแบบมีรอยฉีกเล็กน้อยที่ข้อศอก รองเท้ายังติดคราบเลือด มือทั้งสองข้างกอดกันแน่นจนปลายนิ้วขาว
ผมไม่รู้ชื่อเขา รู้แต่ว่าเขาเหมือนตัวผมในวันนั้นมาก
ผมมองร่างหลังเล็กๆ นั้นเดินตามพยาบาลออกไปโดยไม่หันกลับมา
และไม่รู้ทำไม ความคิดนั้นทำให้ผมนอนไม่หลับทั้งคืน
✦✦✦
ผมใช้เวลาสองสัปดาห์กว่าจะได้ชื่อเขา
ข่าวอุบัติเหตุไม่ได้ยากมากที่จะตามหา สิ่งที่ยากกว่าคือการบอกตัวเองว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ต่อ
ริเวอร์
ครอบครัวเป็นนักออกแบบ ฐานะค่อนข้างดี แต่หลังอุบัติเหตุทรัพย์สินถูกอายัด มีข้อพิพาทมรดก และริเวอร์ — เด็กสิบหกปีที่ไม่มีญาติใกล้ชิด — ถูกส่งไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าชานเมือง
ผมวางโทรศัพท์ลงแล้วนั่งอยู่กับตัวเองนาน
รู้แค่ว่าอ่านบรรทัดนั้นแล้วปิดหน้าจอทิ้งไปไม่ได้
ผมติดต่อมูลนิธิวัฒนากรในเดือนถัดมา
คุณตาไม่ถามมากว่าทำไมผมถึงอยากสนับสนุนบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้โดยเฉพาะ ท่านแค่พยักหน้าและลงนาม
ของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่ส่งไปคือชุดสีไม้ กล่องใหญ่ คนดูแลรายงานว่าเขาชอบวาดรูป
เขาบอกว่าริเวอร์มองกล่องสีอยู่นาน แล้วเอาไปไว้ที่ข้างหัวนอน
ผมอ่านบรรทัดนั้นซ้ำสองครั้ง
ในปีที่แล้วผมได้รับรูปวาด —
ริเวอร์วาดรูปคุณตาท่าท่างเหมือนลุงแคนตักกี้มากกว่า ส่งมาให้ผมเป็นการ์ดขอบคุณ สำหรับของขวัญที่ส่งให้เขาเสมอมา เขาคงคิดว่าผมคือคุณตาธีรภัทร วัฒนากร
มีรูปถ่าย ริเวอร์หัวเราะอยู่กับเพื่อนในวันเกิดปีที่สิบเจ็ด
แล้วมีคลิปสั้นส่งมา สามสิบวินาที
ริเวอร์นั่งวาดรูปในห้อง คาดด้วยหูฟังอันใหญ่ ขยับปากตามเพลงโดยไม่รู้ตัว มือถือดินสอ เขาลากเส้นบนกระดาษด้วยสมาธิแบบที่ผมไม่ค่อยเห็นในคนอื่น
ผมดูมันซ้ำหลายรอบ
รูปถ่ายและรายงานถูกส่งมาทุกสุดสัปดาห์ ภาพเขาก่อนไปโรงเรียน ภาพเขาช่วยเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กคนอื่นๆในบ้าน
แม้แต่รายการยารักษาอาการแพนิก ใบนัดทุกใบจะถูกส่งมาให้ผม
ผมรับรู้แทบทุกช่วงเวลาในชีวิตเขา
แม้เจ้าตัวจะไม่เคยรู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังเฝ้ามองอยู่
มีคืนหนึ่งแอชตันนั่งข้างๆ ผมที่คอนโด เขาเมาเล็กน้อยและมีนิสัยชอบพูดความจริงตอนเมา
"มึงรักใครอยู่เหรอ ไซลาส"
ผมยกแก้วน้ำขึ้นจิบ "ไม่"
ผมไม่ได้โกหกเขา ผมแค่ไม่รู้ว่าสิ่งที่รู้สึกอยู่นั้นเรียกว่าอะไร
✦✦✦
ปีสาม ผมเริ่มทำบางอย่างเงียบๆ
ชมรมสนับสนุนสุขภาพจิตที่มีอยู่แล้วในมหาวิทยาลัยขาดทั้งงบและคนดูแล ผมเข้าไปหาอาจารย์ เสนอเงิน ขอออกแบบพื้นที่เอง
ห้องที่ได้มาเป็นห้องเล็กๆ มุมตึกชั้นแปด หน้าต่างหันทิศตะวันตก
ผมใช้สองสัปดาห์เลือกของแต่ละชิ้น โซฟาผ้า โคมไฟสีส้มที่ให้แสงอุ่น ชั้นหนังสือที่มีทั้งหนังสืออ่านเล่นและหนังสือวาดรูป
และตู้ปลาขนาดกำลังดี
แอชตันยืนมองผมวางตู้ปลาใส่ชั้นล่างสุด
"ทำไมต้องมีตู้ปลาด้วยวะ"
"ทำให้ห้องดูมีชีวิต"
สิ่งสุดท้ายที่เพิ่มเข้าไปคือ
ชุดกาชาคาโมมายล์กับถ้วยเซรามิก
ผมวางมันไว้ตรงนั้น และไม่เคยยอมให้ใครหยิบไปใช้
เพราะสักวันหนึ่ง เจ้าของของมันจะมาถึง
✦✦✦
ก่อนขึ้นปีสี่ ผมติดต่อฝ่ายทุนการศึกษา
ทุนฟรีทุกอย่างตลอดหลักสูตร ไม่จำกัดคณะวิชาเรียน รวมที่พักและค่าครองชีพ มีเงื่อนไขเดียว — ใช้ได้กับมหาวิทยาลัยแห่งนี้เท่านั้น ไม่สามารถโอนย้ายได้
เจ้าหน้าที่ถามว่าเหตุผลที่กำหนดเงื่อนไขแบบนี้คืออะไร
"ต้องการสนับสนุนนักศึกษาที่มีศักยภาพเข้ามาศึกษาที่นี่โดยเฉพาะ"
ริเวอร์ได้รับจดหมายแจ้งทุนในเดือนมีนาคม
ผมเฝ้ารอคำตอบอยู่เกือบทั้งเดือน
และเมื่อเอกสารถูกส่งกลับมา
ผมก็รู้ว่าเดือนมิถุนายน เขาจะลงทะเบียนเรียนคณะศิลปกรรมที่นี่
✦✦✦
เช้าวันนั้น
" ริเวอร์ คณะศิลปกรรม ปี 1 มีรายชื่อในโปรแกรม Student Support เรียบร้อยแล้ว"
ผมวางโทรศัพท์ลงข้างๆ ถ้วยชาสองใบ
สามปีที่ห้องนี้เปิดทำการ ถ้วยใบที่สองยังไม่เคยถูกหยิบโดยคนที่ผมรอ
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้าขึ้นครึ้มตั้งแต่เช้า
กดเบอร์แอชตัน
"ว่างบ่ายนี้ไหม"
"ทำไม"
"ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย กูจะไปตึกศิลปกรรม"
"มึงจะไปทำอะไร"
"ธุระสำคัญ"
แอชตันไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นวันอะไร ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น และผมก็ไม่มีแผนจะบอก แต่ผมต้องการให้เขามาด้วย เพราะแอชตันมีสิ่งที่ผมไม่มี —
ผมรู้ว่าริเวอร์จะถอยหลังถ้ามีคนเข้ามาเร็วเกินไป
✦✦✦
ฝนตกหนักกว่าที่คาดไว้
แอชตันพบผมที่หน้าตึก เขายืนกางร่มอยู่ เปียกนิดหน่อยเพราะเดินจากที่จอดรถ
สายตาของผมกวาดไปรอบโถงเชื่อมต่อ
และก็เห็น
ริเวอร์นั่งทรุดตัวอยู่ใต้ทางเชื่อมอาคาร มือกำสายกระเป๋าเป้แน่น ไหล่สั่น สายตาหลุดออกจากปัจจุบัน
ผมรู้จักภาพนั้นเป็นอย่างดี
คนรอบข้างเริ่มมุงเข้ามา แอชตันแหวกเข้าไปตะโกนให้คนถอย ริเวอร์ผวาถอยหลัง
ผมก้าวเข้าไปช้าๆ หยุดในระยะที่ไม่ทำให้เขาถอยหนีอีก
"ริเวอร์ใช่ไหมครับ"
เขาชะงัก สายตาคู่นั้นเงยขึ้นมามองผม
แอชตันหันมาถามว่าผมรู้จักชื่อเขาได้ยังไง
ผมไม่ตอบ
ผมมองแค่เขา
มองคนที่ผมรู้จักมาตลอดสามปีแต่เขาไม่รู้จักผมเลยสักนิด
✦✦✦
Recovery Room เงียบอย่างที่ผมต้องการ
แอชตันโยนผ้าห่มให้ริเวอร์แล้วก็นั่งอยู่ข้างหน้าต่างเฉยๆ ผมเลื่อนถ้วยชาไปทางริเวอร์ช้าๆ ไม่พูด ไม่เร่ง
เขานั่งอยู่ตรงข้าม ห่อตัวด้วยผ้าห่มสีเทา มือกำถ้วยเบาๆ ยังไม่ยก ไอน้ำลอยขึ้นมาในอากาศ
"ผม… ขอโทษครับ"
"บางทีร่างกายมันรีบกลัวก่อนที่สมองจะอธิบายทันน่ะครับ" ผมพูดเรียบๆ "มันไม่ได้แปลว่าริเวอร์อ่อนแอหรอก"
แอชตันพูดอะไรบางอย่างจากมุมห้อง ริเวอร์หัวเราะออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
เสียงนั้น
ในรูปถ่ายทุกใบ ริเวอร์ยิ้มหรือหัวเราะแบบที่รู้ว่าถูกถ่าย แต่เสียงที่หลุดออกมาตอนนั้นไม่ใช่แบบนั้น มันเป็นเสียงของคนที่ลืมตัวเองไปชั่วขณะ
ผมวางแก้วลงแล้วพูดออกไปก่อนที่จะคิดให้ดีกว่านี้
"พี่ชอบตอนที่ริเวอร์ยิ้มนะ"
แอชตันชะงัก
ริเวอร์ก้มหน้าลงทันที แก้มแดงขึ้นชัดกว่าเดิม
ผมไม่ได้พูดอีก
ในห้องเงียบ ฝนยังตกอยู่นอกหน้าต่าง ตู้ปลาส่งเสียงฟู่เบาๆ จากปั๊มอากาศ ปลาตัวเล็กๆสีเงินว่ายอยู่หลังกระจก ไม่รู้ว่ามีใครมองอยู่
สามปีที่สร้างห้องนี้ขึ้นมา
และตอนนี้เขานั่งอยู่ตรงหน้าแล้ว
กำลังจิบชาคาโมมายล์ที่ผมเตรียมไว้
ผมไม่เคยสงสัยในสิ่งที่ผมทำว่าถูกหรือผิด
ลึกๆแล้วอาจเพราะผมรู้คำตอบดีเกินไป และผมไม่คิดจะหยุด
ริเวอร์อยู่ในห้องนี้
และผมจะไม่ยอมให้เขาออกไปคนเดียวในฝนอีกแล้ว
สามปีที่แล้ว ผมมองเขาหายเข้าไปหลังประตูโรงพยาบาล
ครั้งนั้นผมทำอะไรไม่ได้
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป
ริเวอร์อยู่ตรงหน้าของผมแล้ว
กลิ่นชาคาโมมายล์ลอยอยู่ในอากาศ
ปลาสีเงินว่ายวนไปมาในตู้แก้ว
เหมือนไม่รู้ว่าโลกข้างนอกกำลังฝนตก
— END —