Don’t Leave Me in the Rain (มีE-Book)

ตอนที่ 15: ที่ของผม

👁️ 8 อ่าน
22px

หลังกลับไปเรียนได้เกือบสามสัปดาห์ ผมก็เริ่มตระหนักถึงความจริงที่ไม่อยากยอมรับอย่างหนึ่ง

ผมกลับไปอยู่หอของตัวเองไม่ได้อีกแล้ว

ไม่ใช่เพราะความเหงา

ไม่ใช่เพราะความมืด

แต่เพราะทุกตารางนิ้วในห้องนั้นยังจำเสียงของผมได้

เสียงหายใจติดขัดกลางดึก

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ที่ทำให้หัวใจหล่นวูบ

เสียงตัวเองที่เคยกระซิบซ้ำๆ ว่า ไม่เป็นไร ทั้งที่ทั้งร่างกำลังสั่น

ผมกลับไปที่หอในเย็นวันศุกร์หลังเลิกเรียน

ตั้งใจแค่จะเก็บเสื้อผ้าสองสามชุดกับหนังสือที่ต้องใช้

แต่ทันทีที่บิดกลอนประตูเข้าไป กลิ่นอับของห้องที่ปิดไว้นานก็พุ่งเข้ามาปะทะหน้า

ผมหยุดอยู่ตรงนั้น

มือยังค้างอยู่บนลูกบิด

ไฟในห้องไม่ได้เปิด แต่ผมกลับเห็นทุกอย่างชัด

โต๊ะอ่านหนังสือยังอยู่ที่เดิม

เก้าอี้ยังเอียงออกจากโต๊ะเหมือนเพิ่งมีคนนั่งลุกไป

และตรงขอบจอแล็ปท็อป มีกระดาษโพสต์อิทสีเหลืองแปะอยู่

ลายมือของผมเอง

อย่าลืมตอบพี่ไซลาส

ผมยืนมองมันอยู่นาน

นานจนลืมไปว่าตัวเองเข้ามาในห้องนี้เพื่อเก็บของ

ข้อความแค่นั้น ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด

แต่นิ้วมือผมกลับเย็นลงทีละน้อย

เพราะผมจำได้

จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ชีวิตทั้งชีวิตของผมเคยหมุนอยู่รอบข้อความของใครบางคนมากแค่ไหน

ผมเดินไปถึงตู้เสื้อผ้าได้แค่ครึ่งทาง

แล้วสุดท้ายก็เก็บมาได้เพียงเสื้อยืดสองตัวกับหนังสือเรียนหนึ่งเล่ม

คืนนั้นผมลองนอนที่หอ

ไฟในห้องสว่างจนแสบตา แต่ผมก็ยังไม่กล้าปิดมัน

ผมนอนมองเพดานอยู่อย่างนั้นจนเช้า

คืนต่อมา ผมสะดุ้งตื่นตอนตีหนึ่ง มือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ปลายนิ้วเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ชื่อที่ควรลืมที่สุด

ผมมองมันอยู่นาน

ก่อนจะคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับเตียง แล้วนั่งกอดเข่าอยู่เงียบๆ จนฟ้าสาง

พอถึงคืนที่สาม พี่แอชตันก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

ตอนนั้นเราอยู่บนรถระหว่างทางกลับจากมหาวิทยาลัย

“ถ้ายังไม่อยากอยู่หอคนเดียว มานอนที่คอนโดกูต่อก่อนก็ได้”

ผมหันไปมองเขา

“พี่ครับ…”

“กูไม่ได้รีบไล่มึงไปไหน”

น้ำเสียงเขาราบเรียบ เหมือนกำลังบอกให้ผมคาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ใช่ยื่นพื้นที่ปลอดภัยให้คนที่ไม่รู้จะกลับไปนอนที่ไหน

“อยู่จนกว่ามึงจะสบายใจที่จะกลับไป”

ผมไม่ได้ตอบ

แค่หันกลับไปมองถนนข้างหน้า

ไฟท้ายรถคันหน้าเบลอซ้อนกันอยู่ในสายตา

แปลกดี

ทั้งที่เขาไม่ได้พูดอะไรหวานๆ เลยสักคำ

แต่ช่องว่างบางอย่างในอกผมกลับเบาลงอย่างประหลาด

หลังจากนั้น ข้าวของของผมก็เริ่มข้ามจากหอไปอยู่ที่คอนโดพี่แอชตันทีละชิ้น

วันแรกเป็นเสื้อยืดสองตัว

วันที่สองเป็นหนังสือเรียน

วันที่สามเป็นตุ๊กตาแมวตัวเล็กที่ผมยัดใส่กระเป๋ามาแบบไม่คิดอะไร

พี่แอชตันเห็นมันตอนผมวางของลงบนโต๊ะ

เขามองอยู่พักหนึ่ง

“นี่ของสำคัญ?”

ผมชะงัก

มือขยับไปกอดตุ๊กตาตัวนั้นแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ครับ”

เขาพยักหน้า

เขาแค่รับมันไปจากมือผม แล้ววางไว้บนชั้นข้างหัวเตียงอย่างระวัง

ตำแหน่งที่ผมหันไปเห็นได้ทันทีเมื่อลืมตาขึ้นมากลางดึก

ผมยืนมองอยู่อย่างนั้น

มองตุ๊กตาแมวตัวเล็กบนชั้นข้างหัวเตียงของผู้ชายที่ไม่เคยถามว่าผมจะอยู่ถึงเมื่อไหร่

ไม่มีใครพูดคำว่า ย้ายมาอยู่ด้วยกัน

พี่แอชตันไม่เคยถามว่าผมจะกลับหอวันไหน

ไม่เคยทำเหมือนพื้นที่ของเขากลายเป็นภาระเพราะมีผมเพิ่มเข้ามา

เขาแค่เลื่อนหนังสือของตัวเองไปอีกฝั่ง

แบ่งลิ้นชักว่างให้หนึ่งช่อง

วางแก้วน้ำเพิ่มอีกใบไว้ข้างอ่างล้างหน้า

แล้วขยับแปรงสีฟันของตัวเองไปทางซ้าย เพื่อให้ของใช้ของผม มีที่ของมัน

ทีละนิด

เงียบๆ

จนวันหนึ่งผมเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วเห็นเสื้อยืดของตัวเองแขวนอยู่ข้างเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขา

กล่องดินสอของผมวางอยู่บนโต๊ะเขียนงานของเขา

หนังสือเรียนของผมซ้อนอยู่ข้างกุญแจรถของเขา

แปรงสีฟันของผมตั้งอยู่ในแก้วใบเดียวกับของเขา

และตุ๊กตาแมวตัวนั้นยังอยู่บนชั้นข้างหัวเตียง

ผมยืนมองทุกอย่างอยู่นาน

ก่อนจะเพิ่งรู้ตัวว่า…

ของของผมไม่ได้แค่เพิ่มขึ้นในห้องพี่แอชตัน

แต่มันค่อย ๆ มีที่ของมัน

เหมือนผมเองก็กำลังมีที่ของตัวเองอยู่ตรงนี้เหมือนกัน

 

 

 

 

ตีสอง… ฝนเทกระหน่ำลงมาอีกครั้ง

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงฟ้าร้องที่กึกก้อง หัวใจเต้นระรัวจนเจ็บหน้าอก เสียงหยดน้ำกระแทกกระจกหน้าต่างดังเกินไป… มืดเกินไป… และเย็นเยียบเกินไป ภาพไฟหน้ารถที่สาดวาบเข้ามาในความทรงจำพร้อมเสียงเบรกที่ดังสนั่นหูทำให้ผมหายใจติดขัด

“หายใจ… ริเวอร์ หายใจ…” ผมพยายามสั่งตัวเอง แต่มือกลับสั่นจนควบคุมไม่ได้ อากาศรอบตัวดูเหมือนจะจางหายไปหมดสิ้น

แกร๊ก… ประตูห้องนอนเปิดออกเบาๆ

“ริเวอร์?” เสียงพี่แอชตันยังงัวเงีย เขาชะงักไปทันทีเมื่อเห็นผมร่วงลงไปนั่งตัวสั่นอยู่ข้างเตียง

แต่สิ่งที่เขาทำหลังจากนั้น กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากร้องไห้มากกว่าเดิม… เขาไม่ได้รีบพุ่งเข้ามาโถมกอด ไม่ได้พยายามจับตัวผมหรือตะโกนบอกให้ใจเย็น แต่เขาหยุดยืนอยู่ห่างออกไปสองก้าว แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา

“อยากให้กูอยู่ตรงไหน?”

ผมชะงัก… คำถามนี้อีกแล้ว

แม้ในยามที่ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมก็ยังได้รับสิทธิ์ในการเลือกพื้นที่ของตัวเอง

“…ตรงนี้” ผมตอบเสียงสั่นเครือ

เขาพยักหน้า ก่อนจะเดินมานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นตรงหน้าผม เว้นระยะห่างไว้อย่างพอดี ไม่ใกล้จนอึดอัด และไม่ไกลจนรู้สึกว้าเหว่ เพียงเท่านี้… ห้องที่เคยมืดสลัวก็น่ากลัวน้อยลงทันที

“…จับมือไหม?”

เขาถามพลางยื่นมือหนามาวางไว้กลางระหว่างเราเฉย ๆ รอให้ผมเป็นคนก้าวข้ามระยะห่างนั้นเอง

ผมค่อย ๆ เลื่อนมือที่สั่นเทาไปวางทับบนฝ่ามือของเขา… อุ่น… มั่นคง และที่สำคัญคือเขาไม่ได้บีบกระชับจนอึดอัด แต่ปล่อยให้ผมเป็นฝ่ายเกาะกุมเขาไว้เหมือนหลักยึดในทะเลพายุ

“…ดีขึ้นไหม?”

“นิดหน่อยครับ” ผมเริ่มปรับลมหายใจได้ทีละนิด

“โอเค”

“พี่… พี่ตอบสั้นจัง” ผมหัวเราะทั้งที่ยังหายใจไม่ปกติ

“กูกลัวพูดเยอะแล้วมึงจะรำคาญ” เขาตอบหน้าตาย แต่แววตากลับฉายแววอาทร

“ผมไม่เคยรำคาญพี่หรอก…”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเบาๆ “…ดีแล้ว”

ความเงียบปกคลุมเราสองคนอยู่นาน ฝนข้างนอกยังตกอยู่ แต่เสียงของมันกลับเริ่มไกลออกไปเหมือนเป็นเพียงเสียงพื้นหลัง ผมนั่งมองมือที่จับกันไว้ แล้วเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเบาๆ

“…ตอนอยู่กับพี่ ผมไม่รู้สึกเหนื่อยเลยครับ”

พี่แอชตันหันมามองผมทันที สายตาของเขานิ่งและลึกซึ้งจนผมเริ่มหน้าร้อนผ่าว “ผมหมายถึง… ผมไม่ต้องคอยระแวงอะไร…”

“กูรู้”

น้ำเสียงเขาแหบลงนิดหนึ่งอย่างที่ผมไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก เขาใช้นิ้วโป้งลูบไล้หลังมือผมอย่างแผ่วเบาและเชื่องช้า

แล้วไม่รู้ทำไม… ไหล่ที่เกร็งมาตลอดถึงค่อยๆ คลายลงเอง

“ริเวอร์”

“ครับ?”

เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ผมเห็นสายตาของเขาไหววูบเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างหนักมาก นิ้วโป้งที่ลูบหลังมือผมอยู่เมื่อกี้หยุดชะงักไปชั่วคราว

“…แม่งเอ๊ย”

เขาพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเอง ก่อนยกมือขึ้นเสยผมทีหนึ่งราวกับเริ่มวางตัวไม่ถูก

“กูถามอะไรโง่ๆ ได้ปะ”

ผมมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “ครับ?”

พี่แอชตันหลบสายตาไปอีกทางครู่หนึ่ง ปลายหูแดงขึ้นอย่างปิดไม่มิด

“คือกู—”

เขาหยุดไปอีกครั้ง เหมือนกำลังพยายามเลือกคำพูดที่ไม่ทำให้ผมตกใจเกินไป

สายตาคมคู่นั้นค่อยๆ หันกลับมาสบตาผมอีกครั้งอย่างเชื่องช้า

“กูอยากจูบมึงชิบหายเลยว่ะ”

เสียงเขาเบาลงนิดหนึ่งตอนพูดประโยคสุดท้าย ราวกับยอมแพ้ให้ความรู้สึกของตัวเองไปแล้ว

“แต่กูก็กลัวมึงตกใจ”

เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างจนมุม

“แล้วกูก็ไม่อยากเป็นอีกคนที่ทำให้มึงต้องฝืนอะไร”

เขาเว้นเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถามออกมาช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่ระวังที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินจากเขา

“…กูจูบมึงได้ไหม?”

สายตาของเขาในวินาทีนั้นบอกผมว่า ไม่ว่าคำตอบของผมจะเป็นอย่างไร เขาก็ยังจะนั่งอยู่ตรงนี้… เขาไม่เคยคิดจะบังคับฝืนใจผมเลยสักครั้งเดียว เขาแค่ ‘รอ’ รอจริงๆ

และในความรอนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองขึ้นมาอย่างประหลาด เขาแค่อยู่ตรงนี้… จนกระทั่งผมเริ่มกลับมาหายใจได้เองอีกครั้ง

และเวลานี้ คนตรงหน้าผมตอนนี้ คือ พี่แอชตัน

ผมอยากขอบคุณเขาบ้างเหมือนกัน

ผมค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เขา… ใกล้พอจะเห็นว่าอีกฝ่ายเผลอกลั้นหายใจอยู่ ก่อนโน้มหน้าเข้าไปช้าๆ แล้วแตะริมฝีปากลงบนปากของเขาแผ่วเบา

มันสั้นมาก

สั้นจนผมตั้งใจจะถอยออกมาอยู่แล้ว

แต่ทันทีที่ริมฝีปากเราแยกจากกันเพียงนิดเดียว มือของพี่แอชตันกลับขยับขึ้นมาล็อกท้ายทอยผมไว้แน่น

ก่อนร่างสูงจะขยับเข้ามาหาอีกครั้งเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว

แผ่นหลังผมกระแทกขอบเตียงเบาๆ จนลมหายใจสะดุด

จูบของเขาร้อนและแรงกว่าเดิมมาก เหมือนคนที่เผลอปล่อยบางอย่างที่กดไว้หลุดออกมาทั้งหมดในคราวเดียว

ริมฝีปากร้อนจัดบดเบียดเข้ามาจนผมหายใจแทบไม่ทัน

มือผมเผลอกำเสื้อเขาแน่น

จังหวะหัวใจหนักหน่วงจนผมแทบตั้งสติไม่อยู่

อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ปลายนิ้วที่ท้ายทอยเกร็งแน่นขึ้น ลมหายใจผมเริ่มขาดห้วง

ผมหายใจไม่ทันแล้ว

มือที่กำเสื้อเขาอยู่เผลอคลายออก ก่อนเปลี่ยนเป็นตีลงบนอกอีกฝ่ายเบาๆ สองสามที เหมือนร่างกายกำลังพยายามขอจังหวะหายใจกลับคืนมา

วินาทีนั้นเอง—

พี่แอชตันชะงัก

เหมือนเพิ่งได้สติกลับมา

เขาผละออกทันที ลมหายใจหนักไม่ต่างจากผม ดวงตาคมเบิกกว้างอยู่ชั่วขณะ ก่อนเสียงสบถแผ่วเบาจะหลุดออกมา

“…เชี่ย”

เขายกมือลูบหน้าตัวเองแรงๆ เหมือนกำลังดึงสติกลับเข้าที่

“พี่ขอโทษ…”

เสียงเขาแหบต่ำจนแทบแตกพร่า

“กูแม่ง… ยั้งตัวเองไม่อยู่จริงๆ”

ผมนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ลมหายใจยังขาดเป็นช่วงๆ

พี่แอชตันก้มหน้าลง มือข้างหนึ่งค้างอยู่กลางอากาศเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าแตะผมแรงเกินไป

เขาค่อยๆ ลดมือลงช้าๆ ราวกับไม่อยากทำให้ผมตกใจไปมากกว่านี้

“เมื่อกี้กูเผลอทำแรงไป”

ผมกลืนน้ำลายลงคอ ปลายนิ้วยังจับชายเสื้อเขาไว้หลวมๆ

ห้องเงียบลงชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงฝนกระแทกกระจกหน้าต่างเป็นจังหวะถี่ๆ

พี่แอชตันถอยออกไปครึ่งก้าว แล้วนั่งลงบนพื้นตรงหน้าผมอีกครั้ง เขาหลุบตาลงเหมือนกำลังพยายามเก็บอะไรบางอย่างไว้ในอก

“กูชอบมึง”

เสียงเขาต่ำลง

“ชอบมาก ชอบจนบางทีกูก็หงุดหงิดตัวเอง”

ผมเผลอกลั้นหายใจ

“…ผมไม่ได้อยากให้พี่หยุดเพราะไม่ชอบนะครับ” พอพูดออกไปแล้ว ผมกลับอยากกัดลิ้นตัวเอง

“ผมแค่… หายใจไม่ทัน”

เขาพยักหน้า

“กูรู้แล้ว”

พี่แอชตันนิ่งอยู่นาน แล้วมือข้างหนึ่งของเขาก็ขยับขึ้นช้าๆ จนผมมีเวลาจะถอย ถ้าผมไม่ต้องการ

ปลายนิ้วอุ่นแตะลงที่ข้างแก้มผมอย่างเบามือ ประคองใบหน้าของผมไว้เหมือนกลัวว่าผมจะแตกสลาย ถ้าเขาเผลอใช้แรงมากกว่านี้

ผมลืมตาขึ้นมองเขา

พี่แอชตันสบตาผมอยู่ครู่หนึ่ง สายตาคมคู่นั้นยังมีความสั่นไหวบางอย่างหลงเหลืออยู่

แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ปล่อยให้มันพาเราไปไกลกว่าที่ควร เขาโน้มลงมา แล้วกดริมฝีปากลงบนหน้าผากผมเบา ๆ

อุ่น

นิ่ง

แต่ไม่รู้ทำไม มันกลับทำให้ขอบตาผมร้อนขึ้นกว่าเดิม

จูบนั้นไม่ได้เรียกร้องอะไรจากผมเลย

ปลายนิ้วยังแตะอยู่ข้างแก้ม สายตาคมมองเข้ามาในดวงตาของผม

“แค่นี้พอ”

เสียงเขาแหบลงกว่าเดิม

“…ครับ” ผมพยักหน้าอย่างว่าง่าย

เขาปล่อยมือจากแก้มผม แล้ววางมือกลับลงตรงกลางระหว่างเรา เราต่างมองมือที่จับกันอยู่

ฝนยังตกอยู่ด้านนอก แต่คืนนี้ ผมนั่งฟังมันได้ โดยไม่ต้องกอดเข่าอยู่คนเดียวในมุมมืด

พี่แอชตันยังอยู่ตรงหน้า มือของเรายังจับกันอยู่ และผมเกือบจะเชื่อได้แล้วว่า บางคืนฝนตกอาจไม่ได้น่ากลัวเสมอไป

จนกระทั่งชื่อของใครอีกคนค่อย ๆ ลอยขึ้นมาในหัว

พี่ไซลาส

แค่คิดถึงชื่อนั้น ปลายนิ้วผมก็เย็นลง

ถ้าพี่เขารู้ว่าตอนนี้ผมอยู่ที่นี่

รู้ว่าผมเริ่มหลับได้ในคืนฝนตก

รู้ว่าผมกำลังจับมือใครอีกคนไว้แบบนี้

เขาจะรู้สึกยังไงนะ

ผมหันกลับไปมองสายฝนอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อครู่มันยังดูไกลออกไปแท้ ๆ แต่พอคิดถึงเขาขึ้นมา…

ผมถึงยังรู้สึกผิดอยู่เลย

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!