โทรศัพท์ของผมยังคว่ำอยู่บนเบาะข้างตัว ผมไม่ได้เปิดดูมันเลยตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล
และตอนนี้ก็ยังไม่อยากรู้ว่ามีใครพยายามติดต่อมาบ้าง เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคารถดังสม่ำเสมอ ในจังหวะที่ผมเกลียดที่สุด
ผมนั่งกอดกระเป๋าเป้แน่นอยู่เบาะข้างคนขับ มองแสงไฟริมถนนที่ไหลยาวบนกระจกเปียกฝน
ต่อให้พยายามลืมแค่ไหน ร่างกายผมก็ยังกลัวเสียงฝนอยู่ดี
พี่แอชตันขับรถเงียบๆ เหมือนอย่างเคย มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย อีกข้างวางอยู่ใกล้เกียร์
“พี่ไม่ถามผมเหรอครับ” ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าเขา
“ถามอะไร?”
“ถามว่า… ผมกำลังคิดอะไรอยู่”
พี่แอชตันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตายังคงมองถนนด้านหน้า
“ถ้ามึงอยากบอก เดี๋ยวมึงก็บอกเอง”
“ไม่ต้องรีบหรอก”
มันง่ายเกินไป จนผมทำตัวไม่ถูก
ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าความรักคือการ “รู้ใจ” การมีใครสักคนอ่านเราออกทุกอย่าง ดูเหมือนความอบอุ่นมาตลอด
แต่ตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า…
ระหว่าง “การปกป้อง” กับ “การควบคุม” เส้นแบ่งมันอยู่ตรงไหนกันแน่
รถเลี้ยวเข้าจอดหน้าร้านสะดวกซื้อใกล้คอนโด ฝนด้านนอกเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
“นั่งรอในรถ เดี๋ยวกูลงไปซื้อเอง”
ผมพยักหน้ารับตามความเคยชิน แต่ก่อนเขาจะเปิดประตูลงไป พี่แอชตันกลับชะงักแล้วหันมาถาม
“หรือมึงอยากลงไปด้วย?”
ผมนิ่งไป
มันเป็นคำถามธรรมดามาก แต่กลับทำให้ใจผมกระตุก ทั้งที่เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว แต่ผมกลับใช้เวลาคิดอยู่นาน
เพราะเพิ่งรู้ตัวว่า… ช่วงก่อนหน้านี้ ผมแทบไม่ได้เลือกอะไรเองเลย
“…ไปด้วยครับ”
ภายในร้านสะดวกซื้อเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้าผิวทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นกาแฟจางๆ ปนกับกลิ่นอาหารสำเร็จรูปลอยอยู่ในอากาศ
ผมเดินตามหลังพี่แอชตันเงียบๆ มองเขาหยิบของใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็ว
บะหมี่ นม ขนมปัง ยาแก้ปวด
ทุกอย่างดูธรรมดาจนผมเกือบลืมไปแล้วว่าชีวิตปกติของคนทั่วไปหน้าตาเป็นยังไง
ช่วงหลัง โลกของผมเล็กลงเรื่อยๆ
จนสุดท้ายเหลือแค่เสียงฝน ห้อง Recovery Room แล้วก็พี่ไซลาส
บางคืนผมยังฝันถึงห้องนั้นแสงสีฟ้าจากตู้ปลาสะท้อนอยู่บนกระจกเงียบๆ พี่ไซลาส นั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม มองปลาสีเงินตัวเล็กที่ว่ายวนอยู่ในตู้ ก่อนหันมาสบตาผม
“พี่แค่สร้างที่ที่ปลอดภัยที่สุดให้ริเวอร์เองนะครับ”
เสียงเขาเรียบและอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง
“อยู่ตรงนี้… ริเวอร์ไม่ต้องกลัวฝนอีกแล้ว”
แต่ยิ่งเขาพูดเบาเท่าไหร่ ผมกลับยิ่งหายใจไม่ออก
เหมือนอากาศในตู้ปลาใบนั้นกำลังค่อยๆหมดลง
“เอารสไหน?”
เสียงพี่แอชตันดึงสติผมกลับมา เขาชูซองบะหมี่ขึ้นมาสองรส
“ต้มยำ หรือหมูสับ?”
ผมชะงักไปนิดตอนเห็นซองต้มยำ
เพราะมันเป็นรสเดียวกับที่พี่ไซลาสซื้อไว้ใน Recovery Room ตลอด
“อะไรก็ได้ครับ”
ผมตอบออกไปตามสัญชาตญาณ
“ไม่ได้ถามว่าอะไรก็ได้”
เขาวางอีกซองลง ก่อนมองหน้าผมตรงๆ
“กูถามว่า ‘มึง’ อยากกินอะไร”
“เลือกมาสักอย่างดิ ริเวอร์”
ผมเงียบไปพักหนึ่ง สุดท้ายผมจึงชี้ไปที่ซองต้มยำ
“อันนั้นครับ”
“โอเค”
จบแค่นั้นจริงๆ
ไม่มีการทำให้ผมรู้สึกว่าเลือกผิด
พี่แอชตันโยนซองบะหมี่ลงตะกร้า ก่อนเข็นรถผ่านชั้นขนมไป ทุกอย่างผ่านไปธรรมดาจนน่าแปลกใจ
✦ ✦ ✦
พอกลับถึงคอนโด ฝนด้านนอกยิ่งตกหนักกว่าเดิม
ผมนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นหน้าโต๊ะกลาง มองไอน้ำจากถ้วยบะหมี่ลอยเอื่อยๆ ขึ้นไปในอากาศ
พี่แอชตันนั่งพิงโซฟาอยู่ข้างๆ ถือรีโมตไว้ในมือ แต่ไม่ได้เปิดทีวี
“มึงมองอะไรกู”
เสียงเขาดังขึ้นทั้งที่ยังหลับตาอยู่
ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง รีบก้มหน้าลง
“เปล่าครับ”
พี่แอชตันหัวเราะเบาๆ
“โกหกไม่เนียนเลยนะมึง”
ผมก้มมองถ้วยบะหมี่ในมือ ก่อนรวบรวมความกล้าถามออกไป
“พี่… โกรธผมไหมครับ”
“เรื่อง?”
“ที่ผมยังคิดถึงพี่ไซลาสอยู่”
ผมกำช้อนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
พี่แอชตันนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนตอบเรียบๆ
“ไม่แปลกหรอก”
เขาลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วหันมามองผม
“คนเรามันไม่ได้ตัดใครออกจากใจได้ทันทีขนาดนั้น”
ผมเงียบ
“มึงจะคิดถึงมัน เป็นห่วงมัน หรือเสียใจแทนมันก็ได้”
เสียงเขานิ่งมาก
“แต่ทั้งหมดนั้น มันไม่ได้แปลว่าสิ่งที่มันทำกับมึงโอเค เข้าใจไหม”
ผมพยักหน้าช้าๆ น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมา
เขาแค่ปล่อยให้ผมนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น
พี่แอชตันเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดต่อเบาๆ
“วันนี้อาจารย์เรียกกูไปคุยเรื่อง Recovery Room มา”
ผมชะงัก
“เขาจะปิดห้องชั่วคราว”
ช้อนในมือผมหยุดนิ่งทันที
Recovery Room กำลังจะหายไปแล้ว
ผมควรเสียใจ แต่แปลกที่สิ่งแรกที่รู้สึกกลับเป็นความกลัว
เพราะถ้าห้องนั้นหายไป...
ผมคงไม่มีที่ให้กลับไปซ่อนอีกแล้ว
เปรี้ยง—
เสียงฟ้าร้องดังลั่นจนร่างกายผมเกร็งขึ้นทันที
พี่แอชตันขยับเหมือนจะเข้ามาหา แต่ก็หยุดตัวเองไว้ก่อน
“กูควร…”
เขาชะงักไปนิดหนึ่ง
“กูควรไปนั่งตรงไหนดี”
ผมหายใจสะดุด
“…ตรงนี้ก็ได้ครับ”
เขาขยับมานั่งใกล้ขึ้น แต่ยังเว้นระยะไว้ให้ผม
ผมมองมือที่วางอยู่ข้างตัวเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ เอื้อมปลายนิ้วไปแตะชายเสื้ออีกฝ่ายเบาๆ
เหมือนกำลังขออนุญาตเงียบๆ
พี่แอชตันชะงัก
สายตาเขาเลื่อนลงมองมือผม ก่อนกรามจะขบแน่นช้าๆ เหมือนกำลังฝืนอะไรบางอย่าง
ตอนนั้นเองผมถึงเพิ่งสังเกต
ตั้งแต่พาผมออกมาจากบ้านหลังนั้น เขาแทบไม่เคยแตะตัวผมก่อนเลยแม้แต่ตอนที่ผมร้องไห้หรือตอนที่ผมหายใจไม่ทัน
เขาแค่ถามว่า
“โอเคไหม”
“ให้กูอยู่ตรงไหนดี”
“อยากกลับไหม”
ราวกับกลัวว่า ถ้าขยับเข้ามาใกล้เกินไป ผมจะหายไปอีกคน
พี่แอชตันสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนพึมพำเบาๆ
“มึงรู้ไหมว่ากูแม่งทรมานชิบหาย”
“…อะไรนะครับ”
เขาหัวเราะในลำคอ เหมือนสมเพชตัวเอง
“กูไม่อยากให้มึงกลัวกูเพิ่มอีกคน”
เขาหลุบตาลง ก่อนหัวเราะขื่นๆ
“แต่บางทีกูว่ากูเข้าใจความรู้สึกของไอ้ไซลาสขึ้นมาบ้างเหมือนกัน”
หัวใจผมสะดุด
“เวลามึงหายไปเงียบๆ แม่งโคตรทรมานเลย”
เขาพูดจบก็เงียบไป เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเผลอพูดอะไรออกมา
ก่อนหัวเราะกลบเบาๆ
“…เออ แต่กูยังไม่บ้าขนาดนั้นหรอก”
พี่แอชตันไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้ เขาปล่อยให้ผมจับชายเสื้อไว้แบบนั้น
“พี่อึดอัดเหรอครับ”
พี่แอชตันหลุดหัวเราะสั้นๆ
“มึงนี่นะ…”
เขายกมือขึ้นเหมือนจะอยากบีบแก้มผม
แต่สุดท้ายกลับกำมือแน่น แล้วดึงกลับไปวางบนเข่าตัวเองแทน
“…ช่างแม่งเถอะ”
เขาหัวเราะเบาๆ
“กูเริ่มเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกแบบนี้ ถ้าไม่คุมไว้ให้ดีๆ มันน่ากลัวแค่ไหน”
นิ้วผมเผลอกำชายเสื้อเขาแน่นขึ้น เขาไม่ได้ขอให้ผมเลือกอะไรเลย
แค่ปล่อยให้ผมหายใจอยู่ตรงนี้เงียบๆ
เปรี้ยง—
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้ง
แต่คราวนี้ร่างกายผมไม่ได้สะดุ้งแรงเหมือนก่อน
ผมค่อยๆ เอนหัวลงช้าๆ ก่อนซบลงบนไหล่พี่แอชตันเบาๆ
ร่างข้างตัวชะงักไปทันที
ผมรับรู้ได้ถึงจังหวะหายใจที่สะดุดของเขา แล้วเสียงสบถแผ่วเบาก็หลุดออกมาในลำคอ
“…เชี่ยเอ้ย”
เบามาก
เหมือนเขาไม่ได้ตั้งใจจะให้ผมได้ยิน
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่แตะตัวผมก่อนอยู่ดี
ความเงียบทอดยาวอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ผมจะรวบรวมความกล้าพูดออกมา
“พี่ครับ...”
“หือ”
ผมเม้มปากแน่น
สายตาหลุบลงมองมือของตัวเอง
“พี่ช่วยอยู่...”
เสียงผมเบากว่าที่คิด
“จนกว่าผมจะหลับได้ไหม”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
ผมแทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าคำขอนั้นฟังดูเห็นแก่ตัวแค่ไหน
แต่ผ่านไปไม่กี่วินาที
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาก็ดังขึ้นข้างตัว
“กูนึกว่ามีเรื่องอะไร”
ผมเงยหน้าขึ้น
พี่แอชตันกำลังส่ายหน้าเบาๆ เหมือนคนแพ้อะไรสักอย่าง
ก่อนจะเอนหลังพิงโซฟา
“แค่นี้เองเหรอ”
มุมปากเขาขยับขึ้นนิดๆ
“ได้ดิ”
หัวใจผมอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งที่มันเป็นคำตอบธรรมดามาก
“…นอนเถอะ พี่ไม่ไปไหนหรอก”
เสียงเขาแหบลงนิดหน่อย
ผมพยักหน้าช้าๆ ทั้งที่ยังหลับตาอยู่
เสียงฝนยังตกอยู่ด้านนอกเหมือนเดิม
แต่เป็นครั้งแรก
ที่การอยู่ข้างใครสักคน ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังหายไปจากตัวเอง
ผมเกือบหลับอยู่แล้ว ตอนที่พี่แอชตันขยับตัวหยิบรีโมตขึ้นมาเปิดทีวีทิ้งไว้เบาๆ
ภาพข่าวท้องถิ่นฉายผ่านหน้าจอเงียบๆ
“…จากเหตุการณ์นักศึกษาหายตัวในมหาวิทยาลัย—”
พี่แอชตันรีบกดปิดทันที
เร็วเกินไปจนเหมือนกลัวผมจะได้ยิน
แต่ผมยังทันมองเห็นชื่อบนหน้าจอ
Silas Vesper Wattanakorn —