พรุ่งนี้ Recovery Room จะถูกปิดแล้ว
ฝนหยุดตกมาหลายวัน
แต่ผมยังพกร่มติดตัวทุกครั้งเวลาออกจากห้อง
เหมือนร่างกายยังไม่เชื่อว่า พายุผ่านไปแล้วจริงๆ
ข่าวลือในมหาลัยดังเกินควบคุม หลังเรื่องของพี่ไซลาส หลุดออกไปบนโซเชียล คนเริ่มพูดถึงห้องนี้เหมือนมันเป็น “สถานที่อันตราย”
ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นจริง
สำหรับคนข้างนอก พี่ไซลาสยังคงเป็นคนเดิม
Silas Vesper Wattanakorn
หลานชายคนเดียวของตระกูลผู้ดีเก่าที่ร่ำรวยระดับประเทศ
นักศึกษาดีเด่น
สุภาพ อ่อนโยน และสมบูรณ์แบบจนใครๆ ก็รัก
ไม่มีใครเห็นว่า
เวลาพี่ไซลาสกอดผมแน่นเกินไป
มือเขาจะสั่นเหมือนคนที่กลัวผมหายไปจริงๆ
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่วันนี้ผมกลับมาที่นี่
ก่อนมันจะปิดลงจริงๆ
ผมอยากมาคิดถึงพี่ไซลาสเป็นครั้งสุดท้าย
ในฐานะ “คนคนหนึ่ง”
ไม่ใช่ฝันร้าย
ผมนั่งอยู่บนพื้นห้อง Recovery Room คนเดียว
แสงสีส้มอ่อนจากช่วงใกล้ค่ำทอดผ่านกระจกเข้ามาเงียบๆ กลิ่นชาคาโมมายล์จางๆ ยังลอยอยู่ในอากาศเหมือนเดิม
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ผมเงยหน้ามองโซฟาฝั่งตรงข้ามอยู่พักหนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง
ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่า ถ้าไม่มีห้องนี้ ผมคงพังไปแล้ว
แต่ตอนนี้ผมกลับนั่งอยู่ตรงนี้ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะจมหายอีกแล้ว
ครืด—
โทรศัพท์สั่นเบาๆ บนโต๊ะ
พี่แอชตัน :
อยู่ไหน
ผมตอบทันที :
Recovery Room ครับ
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงถอนหายใจคุ้นเคยจะดังขึ้น
เดี๋ยวไปรับ
ผมหัวเราะเบาๆ :
พี่รู้ได้ไงว่าผมจะให้ไปรับ
เขาตอบตามสไตล์ :
กูไม่รู้... แต่กูซื้อข้าวไข่ข้นมาแล้ว
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ :
โอเคครับ
ก่อนจะวางสาย เขากลับเงียบไปนิดหนึ่ง :
เออ... ริเวอร์วันนี้ฝนไม่ตกแล้วนะ
ผมหันไปมองนอกหน้าต่างโดยอัตโนมัติ
ท้องฟ้าข้างนอกมืดครึ้มเล็กน้อย แต่ไม่มีเสียงฟ้าร้อง ไม่มีพายุ และไม่มีความรู้สึกเหมือนโลกกำลังจะพังอีกแล้ว
ผมยิ้มบางๆ :
ครับ... ผมรู้แล้ว
✦ ✦ ✦
ก่อนกลับ ผมเดินอ้อมไปหยุดตรงหน้าตู้ปลาใต้ชั้นหนังสือ
แสงสีฟ้าจางๆ จากในตู้สะท้อนขึ้นบนกระจกเงียบๆ ปลาสีเงินตัวเล็กยังคงว่ายวนอยู่เหมือนเดิม
ในมือผมมีแก้วเซรามิกสีขาวขอบบิ่นใบเดิม
แก้วที่ผมตั้งใจหยิบกลับไปจากครัวคอนโดพี่แอชตันก่อนมาที่นี่
ผมนิ่งมองมันอยู่พักหนึ่ง ก่อนค่อยๆ วางลงข้างตู้ปลาเบาๆ
เสียงฝน
กลิ่นชา
มืออุ่นๆ ที่เคยยื่นแก้วใบนี้ให้ผม
รวมถึงสายตาที่ครั้งหนึ่งเคยมองผม เหมือนถ้าปล่อยมือเมื่อไหร่ ผมจะหายไปจริงๆ
ผมหลับตาลงช้าๆ
“...ผมไม่ได้เกลียดพี่นะ”
เสียงของผมเบามาก จนแทบกลืนหายไปในความเงียบ
“แต่ผมคงกลับไปอยู่ในนั้นไม่ได้แล้วจริงๆ”
ปลายนิ้วผมแตะขอบแก้วเบาๆ เป็นครั้งสุดท้าย
ผมวางแก้วใบนั้นกลับที่เดิมอย่างระมัดระวัง
ไม่ได้ทิ้ง แต่ผมแค่อยากเอามาคืนเขา
และวินาทีนั้นเอง
ผมรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองมาเงียบๆ จากมุมมืดของห้องแต่พอหันกลับไป
ก็มีเพียงโซฟาว่างเปล่า
ผมหันกลับไปมองอีกครั้ง ไฟใน Recovery Room ถูกปิดไปเกือบหมดแล้ว ปลาสีเงินตัวเล็กๆยังคงว่ายวนอยู่ในความมืดนั้นเงียบๆ
เหมือนไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนไปเลย
ผมมองมันอยู่พักหนึ่ง
ก่อนค่อยๆ หันหลังให้ตู้ปลาใบนั้น แล้วเดินออกมา
✦ ✦ ✦
ตอนเดินออกจากตึก ผมเห็นพี่แอชตันยืนพิงรถอยู่ใต้แสงไฟหน้าคณะ
เสื้อฮู้ดสีเข้มกับท่าทางง่วงๆ ของเขาดูเหมือนทุกวัน
ทันทีที่เห็นผม เขาก็ย่นคิ้ว
“ช้า”
“ขอโทษครับ”
“ห้ามขอโทษมั่ว”
ผมหลุดขำออกมา ก่อนเดินเข้าไปใกล้
พี่แอชตันมองหน้าผมอยู่พักหนึ่ง เหมือนกำลังดูว่าผมยังโอเคอยู่ไหม
“ร้องไห้มา?”
“นิดหน่อยครับ”
“โอเคไหม”
ผมพยักหน้า คราวนี้ผมไม่ได้โกหก
เขามองผมอีกสองวินาที ก่อนเอื้อมมือมาดึงกระเป๋าผมไปถือหน้าตาเฉย
“กลับบ้านกัน”
ผมชะงักกับคำคำนั้นเล็กน้อย ผมมองแผ่นหลังของคนตรงหน้า ที่กำลังเดินนำไปยังรถเงียบๆ
โลกข้างนอกอาจยังมีพายุอยู่เหมือนเดิม แต่บางที การมีใครสักคนเดินอยู่ข้างๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คำว่า “กลับบ้าน” ไม่น่ากลัวอีกต่อไป
ผมกำลังจะเดินตามพี่แอชตันไป
แต่เสียงใครบางคนจากด้านหลังกลับดังขึ้นก่อน
“อ้าว ริเวอร์ ยังไม่กลับอีกเหรอ”
ผมหันไปตามเสียง
อาจารย์ฝ่ายดูแลนักศึกษากำลังอุ้มกล่องเอกสารหลายใบไว้ในแขน ด้านข้างมีป้ายกระดาษติดลวกๆ
RECOVERY ROOM — CLOSED TEMPORARILY
หัวใจผมกระตุกนิดหนึ่ง
“ช่วงนี้มหาลัยอยากให้ทุกอย่างเงียบลงก่อนน่ะ”
เธอยิ้มอ่อนๆ เหมือนเหนื่อยเกินจะอธิบายอะไรเพิ่ม
ก่อนแฟ้มสีกรมเข้มในกล่องจะเลื่อนตกลงมาเล็กน้อย
ตราสีทองบนปกสะท้อนแสงไฟหน้าตึกวาบหนึ่ง
Vesper Wattanakorn Foundation
ผมชะงัก
อาจารย์รีบเก็บแฟ้มกลับทันที
“เอ่อ... ทางนั้นเขาช่วยมหาลัยไว้เยอะ”
“เดี๋ยวเรื่องทุกอย่างก็คงค่อยๆ เงียบไปเอง”
ผมยืนนิ่ง
ต่อให้พี่ไซลาสหายไปแล้ว ชื่อของเขาก็ยังอยู่ทุกที่
ลมเย็นหลังฝนตกพัดผ่านเงียบๆ
พี่แอชตันเปิดประตูรถรอผมอยู่แล้ว
แต่ก่อนผมจะก้าวขึ้นรถ โทรศัพท์ในกระเป๋ากลับสั่นขึ้นเบาๆ
Unknown Number:
ริเวอร์คิดถึงพี่เหรอครับ?
ผมนิ่งค้าง
ก่อนข้อความถัดไปจะเด้งขึ้นมา :
พี่เห็นริเวอร์ยืนอยู่หน้าตู้ปลาตั้งนานเลย
เลือดในตัวผมเย็นวาบ
เพราะตอนนั้น...
ใน Recovery Room ไม่มีใครอยู่กับผมเลยสักคน
หน้าจอเงียบไปพักหนึ่ง
นานพอให้ผมเผลอคิดว่ามันจบแล้ว
ก่อนข้อความใหม่จะเด้งขึ้นมาช้าๆ :
พี่คงต้องใช้ทั้งชีวิต...
เรียนรู้การปล่อยริเวอร์ให้ได้จริงๆ
ลมหายใจผมสะดุด
พี่แอชตันเห็นสีหน้าผม เขารีบเดินเข้ามา
“ริเวอร์?”
สายตาเขาเลื่อนลงไปที่หน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง
หน้าจอโทรศัพท์ดับลงช้าๆ เหลือเพียงเงาสะท้อนของเราสองคนบนจอมืดสนิท
ฝ่ามือของผมเริ่มเย็นขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ มือของพี่แอชตันกลับบีบกระชับแน่นกว่าเดิม
เราสองคนเงยหน้าขึ้นไปยังชั้นแปด ของตึกคณะที่มืดสนิทไปแล้ว
ยกเว้น Recovery Room
ไฟสีฟ้าสะท้อนจากตู้ปลายังคงสว่างอยู่เงียบๆ ทั้งที่ก่อนออกมา ผมเป็นคนปิดมันเอง
แรงบีบจากฝ่ามือพี่แอชตันแน่นจนผมเจ็บ เขาขยับตัวเข้ามาบังผมไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาดุดันคู่นั้นไม่ได้มีแววหวาดกลัวเหมือนผมเลยแม้แต่นิดเดียว
มันจับจ้องไปยังแสงสีฟ้าด้านบน ราวกับกำลังบอกคนที่อยู่บนนั้นเงียบๆ ว่า
ครั้งนี้ เขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากผมอีกเด็ดขาด
— END —