ครืด—
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแทบจะทันที
แต่พอเห็นว่าไม่ใช่ข้อความจากพี่ไซลาส ความรู้สึกหนักๆ ในอกก็กลับมาอีกครั้ง
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…ที่ผมเริ่มรอข้อความจากใครคนหนึ่งตลอดเวลา
พี่ไซลาส
บางวันที่โทรศัพท์เงียบเกินไป ผมจะเริ่มนั่งไม่ติดเองโดยไม่มีสาเหตุ
วันนี้ซันนี่ลากผมกับมีนามากินข้าวที่โรงอาหารใต้ตึกคณะ
คนเยอะกว่าปกติ เสียงช้อนกระทบจานดังแข่งกับเสียงพูดคุยที่ซ้อนกันไปมา กลิ่นน้ำมันกับของทอดลอยปนอยู่ในอากาศจนหัวผมเริ่มตื้อ
ผมนั่งเขี่ยข้าวในจานไปเรื่อยๆ โดยแทบไม่รู้ตัว อีกมือยังวางอยู่ใกล้โทรศัพท์ที่คว่ำหน้าบนโต๊ะ
หน้าจอมืดสนิท
แต่ผมกลับเผลอมองมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ราวกับกำลังรอให้มันสว่างขึ้นมาเอง
“ริเวอร์ ฟังเราอยู่ไหมเนี่ย”
เสียงของมีนาดึงผมกลับมาจากอะไรบางอย่างที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูก
ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง ปลายนิ้วเผลอชนโทรศัพท์จนมันเลื่อนไปข้างจานเกือบตกโต๊ะ
“ฟังอยู่”
ผมรีบคว้ามันไว้ แล้วคว่ำหน้าจอลงเหมือนเดิม ก่อนจะทำเป็นหยิบกล่องนมขึ้นมา เจาะหลอดลงไปทั้งที่ไม่ได้กระหายเท่าไร
มีนามองผมอยู่พักหนึ่ง ก่อนหลุดขำเบาๆ
“นายกินรสสตรอว์เบอร์รี่ตลอดเลยอะ”
ผมก้มมองขวดนมเปรี้ยวในมือเหมือนเพิ่งรู้ตัว
“มันก็…โอเคดี”
ซันนี่วางช้อนลง เสียงโลหะกระทบจานเบากว่าความเงียบที่ตามมาเสียอีก
“พักนี้นายดูเหม่อๆ นะ”
ผมเงยหน้าขึ้น
“เหรอ”
“เมื่อคืนได้นอนกี่โมง?” มีนาถามต่อ
“ก็ดึกนิดหน่อย”
“ไป Recovery Room อีกแล้วเหรอ”
มือที่จับขวดนมของผมชะงักไปเพียงนิดเดียว
นิดเดียวจริง ๆ
แต่ซันนี่คงเห็น
“ริเวอร์…” ซันนี่ถอนหายใจเบา ๆ “เราไม่ได้จะว่าเรื่องพี่ไซลาสนะ แต่พักหลังนายแทบหายไปเลย”
ผมไม่รู้ว่าคำว่า หายไป ควรตอบยังไง
เพราะผมก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้
อยู่ตรงหน้าเพื่อนทั้งสองคนเหมือนเดิม
“แชตกลุ่มก็ไม่ตอบ งานกลุ่มก็ลืม วันเกิดเรานายก็เท”
ผมก้มมองจานข้าวตัวเอง ข้าวที่ถูกเขี่ยจนเย็นชืดไปหมดแล้ว
“ขอโทษนะ...” ผมพูดเบา ๆ “เราลืมไปจริง ๆ”
ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมาในอกทันที
ผมเงยหน้าขึ้น ก่อนพยายามเปลี่ยนเรื่อง
“เอ่อ... มากินข้าวกันดีกว่า”
สายตาผมเหลือบไปเห็นแก้วน้ำของมีนา
“ดูสิ น้ำแข็งละลายหมดแล้ว”
มีนาชะงักไปนิดหนึ่ง เหมือนไม่คิดว่าผมจะสังเกต
“นายยังมีเวลามาห่วงน้ำเราอีกเหรอ”
ผมก้มหน้าลง
“ก็เห็นเธอไอเมื่อเช้า…”
ซันนี่ถอนหายใจยาว
“นี่แหละปัญหา ริเวอร์ นายห่วงคนอื่นเก่งมาก แต่ห่วงตัวเองไม่เป็นเลย”
เสียงโรงอาหารยังดังเหมือนเดิม คนยังเดินผ่านโต๊ะเราไปมาเหมือนเดิม ทุกอย่างรอบตัวไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
มีแค่ผมที่รู้สึกเหมือนตัวเองนั่งอยู่ห่างจากมันออกไปเรื่อย ๆ
ผมไม่ได้อยากดึงตัวเองกลับไปเท่าไหร่ เพราะเวลาอยู่ที่ Recovery Room ผมไม่ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา
พี่ไซลาสไม่เคยถามว่าทำไมผมถึงอ่อนแอ ไม่เคยทำหน้าเหนื่อยใส่เวลาผมหายใจไม่ทัน เขาอยู่ตรงนั้นเสมอ…เหมือนรู้ว่าผมจะกลับมา
ครืด—
แรงสั่นจากโทรศัพท์ทำให้หัวใจผมกระตุก
นิ้วผมกดเปิดหน้าจอโดยสัญชาตญาณ
ไซลาส:
กินข้าวอยู่ใช่ไหมครับ
มุมปากผมเผลอ ยกขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว
เสียงรอบตัวที่เมื่อกี้ยังดังวุ่นวาย ค่อยๆ ไกลออกไปนิดหนึ่ง
ครืด—
ข้อความใหม่เด้งขึ้นมาอีกครั้ง
ไซลาส:
วันนี้ฝนจะตกช่วงห้าโมงเย็นนะครับ พี่รออยู่ที่เดิมนะ
ผมเผลออ่านข้อความนั้นซ้ำอีกรอบ
มีนามองหน้าผมอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นเบาๆ
“พี่ไซลาสเหรอ”
ผมรีบคว่ำโทรศัพท์ลงทันที “อือ”
“นายชอบเขาเหรอริเวอร์?”
ผมชะงัก
“ไม่ใช่แบบนั้น”
“งั้นแบบไหนล่ะ”
ผมตอบไม่ถูก มันไม่ใช่แค่เรื่องชอบหรือไม่ชอบ มันเหมือนเวลาโลกทั้งใบเริ่มเสียงดังเกินไป แล้วมีใครสักคนคอยเปิดประตูให้เราเข้าไปนั่งเงียบๆ ได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไร
สุดท้ายผมเลยพูดออกมา “อยู่กับเขาแล้ว… ในหัวมันเงียบดี”
ทั้งโต๊ะเงียบลงไปพักหนึ่ง
ซันนี่มองหน้าผมเหมือนอยากพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็แค่ถอนหายใจ “นายจะไปที่นั่นอีกใช่ไหม”
ผมไม่ได้ตอบอะไร เพราะในหัวของผมมีกลิ่นชาและสายตาที่อบอุ่นของพี่ไซลาสรออยู่แล้ว
ผมรู้ว่าตัวเองควรกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม
แต่แค่คิดว่าจะต้องกลับไปอยู่กับความเงียบในห้องคนเดียวอีกครั้ง
ผมก็เหนื่อยแล้ว
เพราะถ้ากรงนี้ทำให้ผมไม่ต้องเจ็บอีก ผมก็พร้อมจะล็อคมันจากข้างในเอง
❖ ❖ ❖
ฝนตกตอนห้าโมงเย็นตามที่พี่ไซลาสบอกไว้เป๊ะ ๆ เมื่อผมเปิดประตูห้อง Recovery Room เข้าไป ไฟข้างในสลัวกว่าปกติ พี่ไซลาสนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผมทันที
“มาแล้วเหรอครับ”
แค่ประโยคนั้น ความตึงเครียดในอกของผมก็มลายหายไป
ผมเดินไปนั่งข้างเขาโดยแทบไม่ต้องคิด บนโต๊ะมีแก้วชาอุ่นวางเตรียมไว้ให้แล้ว เขาไม่ได้ถามว่าผมจะกินไหม และไม่ได้บอกว่าเตรียมไว้ให้ผม แต่มันอยู่ตรงนั้น… ในเวลาที่ผมต้องการเสมอ
ผมหยิบถุงชาขึ้นมาแกว่งเบาๆ อยู่ในแก้วตามความเคยชิน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า..แล้วรีบดึงขึ้นทันที
พี่ไซลาสมองเงียบๆ ก่อนหลุดยิ้มบาง
“วันนี้ห้ารอบพอดีเลยนะครับ”
ผมชะงัก “พี่จำได้ด้วยเหรอ”
“ครับ” เขาตอบง่ายๆ “ริเวอร์จะหยุดที่ห้ารอบตลอด เพราะบอกว่ารอบหกมันขมเกินไป”
ผมก้มหน้าทันที รู้สึกร้อนที่แก้มอย่างไม่มีเหตุผล
“ผมไม่ได้เรื่องเยอะนะครับ…”
“อือ” พี่ไซลาสหัวเราะเบาๆ
“พี่ว่ามันน่ารักดีนะ”
เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ก่อนยกแก้วชาขึ้นจิบช้าๆ โดยไม่อธิบายอะไรต่อ
แต่ผมกลับรู้สึกร้อนขึ้นมาที่หน้าเอง
❖ ❖ ❖
ปัง!
“โอ๊ย! ฝนเหี้ยชิบหาย ตกไม่ลืมหูลืมตาเลย”
พี่แอชตันเจ้าของตำแหน่งเสียงดังอันดับหนึ่ง เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก่อนจะชะงักไปทันทีเมื่อเห็นผม
“อ้าว… ไอ้แมวจร มึงมาหาขนมแมวที่ห้องนี้อีกแล้วเหรอ”
“เรียกผมดีๆ สักวันเถอะครับ” ผมตอบ
เขาทิ้งตัวลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม ขมวดคิ้วมองผมสลับกับไซลาส “มึงนี่อยู่ห้องนี้บ่อยพอๆ กับเจ้าของห้องอีกนะริเวอร์”
“นี่ไม่ใช่ห้องกูมึงก็รู้” พี่ไซลาสพูดเรียบๆ
“เออ แต่มันเป็นห้องมึงในทางจิตวิญญาณไปแล้วไง” พี่แอชตันแค่นหัวเราะ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพอดี
อาจารย์ฝ่ายดูแลนักศึกษาชะโงกหน้าเข้ามาในห้อง พร้อมแฟ้มเอกสารในมือ
“อ้าว อยู่กันครบเลยเหรอ”
เธอยิ้มบางๆ ก่อนหันไปทางพี่ไซลาส
“ต้องฝากดูแลน้องๆ หน่อยนะไซลาส ช่วงนี้เคสเยอะมากเลย”
พี่ไซลาสพยักหน้ารับเงียบๆ
“แล้วก็…” อาจารย์หัวเราะเบาๆ เหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“ต้องฝากขอบคุณทางมูลนิธิคุณตาด้วยนะคะ ที่ส่งงบห้องนี้มาเพิ่ม”
“ไม่งั้นห้องนี้คงไม่ได้ต่ออีกปีแน่”
ผมชะงักนิดหนึ่ง
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเพิ่งรู้ว่า Recovery Room ยังอยู่ได้เพราะครอบครัวของพี่ไซลาส
แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้มีท่าทีภูมิใจอะไร
เขาแค่ตอบสั้นๆ
“เดี๋ยวผมบอกให้ครับ”
อาจารย์พยักหน้ารับ ก่อนขอตัวเดินออกไป
ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง
“เห็นไหม” พี่แอชตันเอนหลังพิงโซฟา “กูบอกแล้ว ห้องนี้แม่งเป็นของมึงในทางจิตวิญญาณ”
“พูดมาก” พี่ไซลาสตอบเรียบๆ
พี่แอชตันแค่นหัวเราะ ก่อนจะหันมาทางผม
“เออ ดี… อย่างน้อยวันนี้ยังเห็นมึงยิ้มได้บ้าง”
พี่ไซลาสลุกไปหยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กมาโยนใส่หน้าแอชตัน
“เช็ดซะ น้ำหยดเต็มพื้นแล้วมึงน่ะ เหมือนหมาเปียกฝนไม่มีผิด”
“มึงนี่เหมือนเมียกูขึ้นทุกวันละไซลาส ระวังเหอะ พูดมาก เดี๋ยวริเวอร์มันก็รำคาญหนีกลับหอหรอก”
“ริเวอร์ไม่รำคาญพี่หรอกครับ… ใช่ไหม?” พี่ไซลาสส่งสายตาคมๆ หันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเป็นพิเศษ
ผมรีบพยักหน้า “ครับ ไม่รำคาญเลย”
แอชตันหรี่ตามองพวกเราสองคน “พวกมึงนี่…มีอะไรที่กูไม่รู้ปะเนี่ย?”
ผมสะดุ้งโหยง “ไม่มีนะครับ!”
แอชตันหัวเราะร่วน “ตกใจแรงชิบหาย กูล้อเล่นเว้ย”
พี่แอชตันลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เย็นเล็กมุมห้อง รื้ออยู่พักหนึ่งก่อนจะโยนขวดนมเปรี้ยวรสสตรอว์เบอร์รีมาให้ผม
“รับ”
ผมรีบยื่นมือไปรับแทบไม่ทัน “พี่ซื้อไว้เหรอครับ”
“เปล่า” เขาทิ้งตัวกลับลงโซฟาตามเดิม “กินๆ ไปเถอะน่า”
ผมเปิดฝานมเปรี้ยวเงียบๆ แล้วดื่มไปหนึ่งอึก ก่อนเผลอเลียฟองนมที่ติดมุมปากตัวเองตามนิสัย
พี่แอชตันที่กำลังเช็ดผมอยู่ชะงักไปนิดหนึ่ง
“…มึงนี่แม่ง”
“ครับ?”
เขารีบเบือนหน้าหนีทันที
“เปล่า กูเริ่มเข้าใจละว่าทำไมคนชอบเอ็นดูมึง”
ผมนิ่งไปนิดหนึ่ง รู้สึกร้อนขึ้นมาที่หน้าแบบไม่มีสาเหตุ
“ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย…”
“เออ นั่นแหละปัญหา”
ผมขมวดคิ้วงงๆ ก่อนก้มมองขวดนมในมือตัวเอง
“แต่พี่รู้ได้ไงว่าผมชอบรสนี้”
“ก็เห็นมึงหยิบตลอด” แอชตันตอบเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ “สูตรหวานน้อยด้วยนะ คุณหนูแมวจร”
ก่อนดึงผ้าเช็ดตัวขึ้นมาเช็ดผมตัวเองลวกๆ แล้วเอนหลังพิงพนักโซฟา
แต่พอเงยหน้าขึ้นมามองผมอีกครั้ง แววตาที่ชอบกวนประสาทคนอื่นเล่นกลับนิ่งลงนิดหนึ่ง
“กูถามจริงๆ นะริเวอร์” เขาพูดช้ากว่าเดิม “มึงกลับหอคนเดียวทุกวัน… ไหวจริงเหรอวะ ฝนแม่งตกทุกเย็นเลย”
ผมชะงักไปนิดหนึ่งก่อนตอบ
“ไหวครับ”
แล้วก็รีบเสริมต่อทันทีเหมือนกลัวอีกฝ่ายจะลำบากใจ
“ผมไม่อยากเป็นภาระใคร”
ผมรีบยิ้มกลบเกลื่อน
“จริงๆ ผมอยู่คนเดียวได้ครับ”
“เมื่อก่อนก็อยู่แบบนี้มาตลอด”
ไม่มีใครตอบทันที
เหมือนคำพูดนั้นทำให้อากาศในห้องเงียบลงไปนิดหนึ่ง
“ริเวอร์รู้ไหมครับ…” พี่ไซลาสพูดขึ้นเรียบๆ จากอีกฝั่งของห้อง “ริเวอร์ชอบพูดเหมือนตัวเองเป็นภาระอยู่ตลอดเลยนะ”
ผมหันไปมองเขาโดยอัตโนมัติ
“การที่เราอยากให้ใครสักคนอยู่ด้วยบ้าง… มันไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอนะครับ”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้หนักแน่น หรือพยายามปลอบอะไรเกินจริง
แต่ผมกลับเงียบไปเอง
ทั้งที่มันเป็นเพียงประโยคธรรมดาแท้ๆ
“บางทีมึงก็…” พี่แอชตันเงียบไป เหมือนกำลังคิดว่าจะพูดต่อดีไหม
สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจแรงๆ แล้วเบือนหน้าหนี
“ช่างมันเถอะ”
สายตาผมเหลือบเห็นปลายแขนพี่แอชตันมีรอยแดงยาวจากตอนวิ่งฝ่าฝนเข้ามา
“พี่…”
เขาหันกลับมา “อะไร”
ผมค่อยๆ ดันกล่องยาทาเล็กๆ บนโต๊ะไปทางเขา “ทาไว้หน่อยก็ดีนะครับ เดี๋ยวแสบ”
พี่แอชตันนิ่งไปเลย “…มึงนี่นะ”
“ครับ?”
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนคว้ากล่องยาไปแบบเสียไม่ได้
“ดูแลตัวเองให้ได้ก่อนเหอะ ไอ้แมวจร”
❖ ❖ ❖
เกือบสามทุ่ม ฝนได้ซาไปหมดแล้ว
ก่อนกลับ พี่ไซลาสเดินมาส่งผมที่หน้าประตู
“ถึงหอแล้วบอกพี่ด้วยนะครับ”
ผมพยักหน้ารับ
“ครับพี่ไซลาส”
ข้างนอกยังมีฝนพรำเบาๆ อยู่ ผมเดินกลับหอ โดยกำโทรศัพท์ไว้แน่นในมือ
ตลอดทาง สายตาผมเผลอเลื่อนกลับไปอ่านข้อความสั้นๆ นั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ถึงหอแล้วบอกพี่ด้วยนะครับ
ผมยืนอยู่ใต้หอพักตัวเองอยู่นาน และสุดท้าย…
ผมก็พิมพ์ตอบไปก่อน
ถึงหอแล้วครับ
ทั้งที่จริงๆ ผมยังไม่อยากอยู่คนเดียวเลยมากกว่า