เสียงน้ำไหลจากบ่อปลาคาร์ปดังคลอเบาๆ ท่ามกลางกลิ่นดินชื้นหลังฝนตก
คาเฟ่เล็กๆ ริมสวนซ่อนตัวอยู่ท้ายซอยอย่างเงียบๆ ใต้ต้นไม้มีเพียงแสงไฟสีส้มอุ่น กับเสียงช้อนกระทบแก้วดังแผ่วเป็นครั้งคราว
พี่แอชตันพาผมมาที่นี่ทันทีหลังออกจากมหาวิทยาลัย
หลังจากห้องสอบสวนในตึกคณบดี
หลังจากคำถามซ้ำๆ
หลังจากสายตาของนักจิตวิทยาที่พยายามมองผ่านผมเข้าไปถึงข้างในหัวของผม
“ริเวอร์รู้สึกถูกควบคุมไหม?”
“กลัวเขาหรือเปล่า”
ผมตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
บางคำถามผมเงียบไปนาน จนคนตรงหน้าต้องพูดว่า
“ไม่เป็นไรนะครับ ค่อยๆ ตอบก็ได้”
แล้วหลังจากนั้น อาจารย์ฝ่ายดูแลนักศึกษาก็เข้ามานั่งแทน
แฟ้มเอกสารถูกวางลงตรงหน้าผม
อาจารย์มองผมอยู่พักหนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มกว่าปกติ
“เรื่องนี้… มหาลัยอยากให้จบเงียบที่สุด เข้าใจใช่ไหม”
ผมนิ่งไป
“ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครเชื่อริเวอร์นะ” เธอรีบพูดต่อ “แต่มันเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย”
เธอเว้นจังหวะสั้นๆ ก่อนพูดเบากว่าเดิม
“มูลนิธิวัฒนากรสนับสนุนมหาลัยมานานมาก”
ประโยคนั้นสุภาพมาก
แต่กลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ ค่อยๆ กดทับลงบนอก
ผมพยักหน้าช้าๆ
ทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองเข้าใจจริงๆ
หรือแค่กำลังทำให้ทุกอย่างง่ายสำหรับคนอื่น เหมือนที่ผ่านมาเท่านั้นเอง
ก่อนออกจากห้องสอบสวน อาจารย์คนเดิมก็เดินมาหยุดตรงหน้าเราอีกครั้ง
“มีคนอยากคุยด้วยนิดหน่อย”
ผมขมวดคิ้วทันที แต่พี่แอชตันกลับนิ่งลง เหมือนเดาได้อยู่แล้วว่าเป็นใคร
เราถูกพาไปยังห้องรับรองเล็กชั้นบนสุดของอาคารแห่งนี้
ชายสูงวัยในสูทสีเข้มนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ผมจำเขาได้ทันทีจากข่าวธุรกิจ
คุณธีรภัทร วัฒนากร
เจ้าของมูลนิธิวัฒนากร และหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของมหาวิทยาลัยและบ้านเด็กกำพร้าที่ดูแลผมมาตลอด
ทันทีที่เห็นพี่แอชตัน เขาก็ยิ้มบางๆ
“แอชตัน… โตขึ้นเยอะเลยนะ”
พี่แอชตันไม่ได้ยิ้มตอบ
“สวัสดีครับคุณตา”
คำเรียกนั้นทำให้ผมชะงักไปนิดหนึ่ง
คุณธีรภัทรหันมามองผมต่อ
สายตาของเขาสุภาพ อ่อนโยน และนิ่งจนน่าอึดอัด
“ริเวอร์ใช่ไหม”
ผมพยักหน้าเบาๆ
“ผมเคยเห็นรายชื่ออยู่ เด็กทุนจากบ้านอุปถัมภ์… เรียนเก่งมากนี่”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดูถูก
แต่มันชัดเจนว่า สำหรับเขา ผมเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง
เด็กที่บังเอิญเข้ามาเกี่ยวข้องกับหลานชายของเขา
“ผมจะพูดตรงๆ เลยนะ”
คุณธีรภัทรประสานมือบนโต๊ะ
“เรื่องนี้… ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้มันจบเงียบและไวที่สุด”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
“ไซลาสต้องเข้ารับการประเมิน” เขาพูดต่อช้าๆ “ทางครอบครัวไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนั้น”
เขาหลุบตาลงครู่หนึ่ง
“ตั้งแต่แม่เขาเสีย… เด็กคนนั้นก็อยู่คนเดียวมาตลอด”
“ตอนนั้นธุรกิจครอบครัวมีปัญหา ผมคิดว่าแค่ส่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้ก็คงพอ”
เขาหัวเราะแผ่วๆ เหมือนสมเพชตัวเอง
“แต่สุดท้าย ผมกลับปล่อยให้หลานตัวเองโตมากับความกลัวว่าจะถูกทิ้ง”
บรรยากาศในห้องหนักขึ้นช้าๆ
“ไซลาสไม่ใช่เด็กเลว”
น้ำเสียงนั้นนุ่มมาก
นุ่มจนเหมือนกำลังปกป้องเศษสุดท้ายของครอบครัวเอาไว้
“เขาแค่รักใครสักคน… จนไม่รู้วิธีปล่อยมือ”
พี่แอชตันหัวเราะในลำคอเบาๆ
แต่แววตาไม่ขำเลยสักนิด
“แล้วที่เขาทำกับริเวอร์ล่ะครับ”
คุณธีรภัทรเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนตอบเบามาก
“ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เขาทำถูกต้อง”
“แต่ผมก็ไม่อยากเสียหลานชายไปอีกคนเหมือนกัน”
ผมหายใจติดขัดขึ้นมาแปลกๆ
เพราะมันไม่ใช่คำขู่
ไม่ใช่การใช้อำนาจกดทับ
มันเป็นความรักของคนแก่คนหนึ่ง ที่กำลังพยายามรักษาคนในครอบครัวไว้เท่านั้นเอง
และจู่ๆ ผมก็เข้าใจขึ้นมา
ว่าทำไมโลกทั้งใบ ถึงคอยให้อภัยพี่ไซลาสเสมอ
และสิ่งที่เหนื่อยที่สุด... ไม่ใช่การตอบคำถาม แต่คือการอธิบายว่าทำไมผมถึงยังคิดถึงเขาอยู่ได้
หลังเดินลงจากตึกคณบดีผมยังได้ยินเสียงนักศึกษาคุยกันเบาๆ
“เรื่องรุ่นพี่ไซลาสใช่ปะ”
“ไม่น่าใช่เขาเลยอะ เขาดูดีจะตาย”
“ได้ข่าวว่าทางบ้านลงมาจัดการเองแล้วด้วย”
ผมเดินผ่านไปเงียบๆ เหมือนไม่ได้ยินอะไร
หลังออกจากที่นั่น ผมรู้สึกเหมือนสมองถูกขูดบางส่วนออกไป
ทั้งที่แค่นั่งตอบคำถามอยู่เฉยๆ
✦ ✦ ✦
ผมนั่งอยู่ริมบ่อปลา โต๊ะไม้เล็กใต้ต้นไม้ใหญ่มีเงาใบไม้ทอดทับอยู่บนพื้น
ปลาคาร์ปสีส้มขาวว่ายผ่านผิวน้ำช้าๆ ใต้แสงเย็นใกล้ค่ำ
อากาศเงียบเกินคาด
เงียบจนผมเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งแต่เช้า ผมแทบไม่ได้หายใจลึกๆ เลยสักครั้ง
โทรศัพท์ของผมสว่างขึ้น
เป็นข้อความกับสติ๊กเกอร์แมวหน้าตาโง่ๆ ที่ซันนี่ชอบส่งมาในกลุ่ม
ซันนี่ :
มีนาบอกว่า ถ้ามึงยังไม่พร้อมคุยก็ไม่เป็นไร
แต่พวกกูจะยังตามข่าวอยู่ห่างๆ แบบไม่กวนใจละกัน ไอ้แมว
อะไรบางอย่างในอกผมค่อยๆ คลายลงช้าๆ
แก้วชาร้อนถูกเลื่อนมาวางตรงหน้า
ผมหยิบขึ้นมาจิบ ก่อนขมวดคิ้วนิดหนึ่ง
“…ขม”
คำพูดหลุดออกมาเบาๆ พร้อมกับสายตาที่เผลอมองไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยอัตโนมัติ
พี่แอชตันยังนั่งอยู่ตรงนั้น หนังสือในมือเปิดค้างไว้เหมือนเดิม
แต่เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง ภาพตรงหน้ากลับซ้อนทับกับความทรงจำเก่าๆ
เหมือนผมยังเห็นใครอีกคนเอนตัวอยู่ตรงนั้น
เสียงเรียบๆ ที่เคยพูดว่า
“ชารอบนี้ทิ้งไว้นานไปนะครับ”
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนลดสายตาลงมองเงาสะท้อนในแก้วชาแทน
พี่แอชตันเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ
“ถ้าขมขนาดนั้นก็ไม่ต้องฝืน สั่งใหม่ไหม เดี๋ยวกูไปสั่งให้”
เขามองหน้าผมแล้วถอนหายใจ
“ดูทำหน้าเข้า”
ผมหัวเราะเบาๆ แต่พี่แอชตันกลับขมวดคิ้วแล้วพูดสวนขึ้นมา “มึงทำหน้าเหมือนคนจะร้องทำไมล่ะ”
ผมส่ายหน้า ก่อนก้มกลับไปมองปลาคาร์ปในบ่อ
ลมเย็นพัดผ่านช้าๆ
เสียงน้ำไหล เสียงใบไม้ขยับ รวมถึงเสียงหายใจของใครอีกคนที่ยังอยู่ตรงนี้
“พี่แอชตัน”
“ว่า”
“ขอบคุณนะครับ”
เขาชะงักไปนิดเดียว ก่อนแค่นหัวเราะ
“อยู่ดีๆ ก็พูดอะไรน่ากลัว”
“ผมพูดจริงนะ”
คราวนี้เขาเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ เหมือนหงุดหงิดอะไรบางอย่าง
“กูไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นหรอกริเวอร์”
ผมหันไปมอง
สายตาเขาทอดออกไปทางบ่อปลา ไม่ได้สบตาผมตรงๆ
“กูเองก็แม่ง… เคยอยากลากมึงออกมาจากทุกอย่าง”
เสียงนั้นต่ำลงกว่าปกติ
“อยากให้มึงมองแค่กู”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“แต่กูไม่อยากเป็นเหมือน…เขา” เสียงเขากลับเบาลง เหมือนกำลังกลัวตัวเองอยู่เหมือนกัน
ผมนิ่งฟัง
ไม่ใช่เพราะผมกลัว
แต่เพราะผมเข้าใจแล้วว่า
บางทีคนที่รักเรา ก็อาจทำให้เราหายใจไม่ออกได้เหมือนกัน
ความสุขของพี่ไซลาส ไม่ได้เกิดจากการเยียวยาผม
แต่มาจากการเก็บผมไว้ในโลกที่เขาจัดไว้ตั้งแต่แรก
โลกที่เขาตั้งใจเดินเข้ามาหาผมในวันฝนตก
วันที่ผมกำลังพังที่สุด
สิ่งที่น่ากลัวคือ…
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมกลับเสพติดความใส่ใจที่บิดเบี้ยวแบบนั้น
จนเกือบเอาชีวิตตัวเองไม่รอด
และสุดท้าย…
ต่อให้ตู้ปลาจะสวยแค่ไหน มันก็ยังไม่ใช่แม่น้ำอยู่ดี
สายตาผมเผลอมองลงไปในบ่อปลาตรงหน้า
ปลาคาร์ปหลายตัวว่ายตัดกันอย่างอิสระใต้ผิวน้ำ
ไม่มีกระจกแก้ว
ไม่มีกรอบสี่เหลี่ยมล้อมไว้
ผมมองภาพนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนค่อยๆ วางแก้วชาลง
ครืด—
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้นขัดจังหวะอีกครั้ง
พี่แอชตันเหลือบมองทันทีที่มันสั่น
เร็วมาก
เร็วเหมือนช่วงหลังเขาเริ่มระแวงทุกเสียงแจ้งเตือนไปแล้ว
ผมนิ่งไปทันทีที่เห็นหน้าจอ
Unknown Number
อะไรบางอย่างในอกเย็นวาบลงทันที
ปลายนิ้วเริ่มชา ทั้งที่อากาศไม่ได้หนาว
ผมขยับเข้าไปหาโทรศัพท์ช้าๆ
นิ้วลอยค้างอยู่เหนือปุ่มรับสาย
แต่ก่อนที่ปลายนิ้วผมจะแตะหน้าจอ ฝ่ามืออุ่นของพี่แอชตันก็เข้ามากุมมือผมไว้ก่อน
ผมสะดุ้งเล็กน้อย
เขาไม่ได้ดึงโทรศัพท์ไป
ไม่ได้บอกว่าอย่ารับ
ไม่ได้พยายามเลือกแทนผม
แค่นั่งอยู่ตรงนั้น
กุมมือที่กำลังสั่นของผมไว้เงียบๆ
ผมค่อยๆ หันไปมองเขา
พี่แอชตันสบตาผมนิ่ง สีหน้าเคร่งกว่าปกตินิดหน่อย แต่ฝ่ามือกลับมั่นคงอย่างประหลาด
ผมหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกอยู่พักหนึ่ง ก่อนดึงมือตัวเองกลับมา
แล้วคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะดัง ปึก
หน้าจอดับสนิท
เหลือเพียงเสียงน้ำไหลจากบ่อปลา
พี่แอชตันปล่อยลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนหลุดยิ้มที่มุมปาก
“เก่งแล้ว ไอ้แมวจร”
ผมหัวเราะในลำคอ
“ยังหรอกครับ”
“เออ งั้นก็ค่อยเป็นค่อยไป”
ผมหันไปมองเขา
“พี่ชอบเรียกผมเป็นแมวจัง”
“ก็เหมือนจริง”
“ตรงไหน”
“ชอบทำเหมือนไม่ต้องการใคร”
เขาเว้นช่วงนิดหนึ่ง
“…แต่พอเหงา ก็ชอบมาอ้อนเอง”
ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แก้มผมก็เริ่มร้อนจนต้องรีบหลบสายตา
พี่แอชตันหลุดขำ เหมือนพอใจกับอาการผม ก่อนเอนตัวพิงเก้าอี้ตามเดิม
เสียงน้ำจากบ่อปลายังคงไหลดังสม่ำเสมอ
ผมหันกลับไปมองผิวน้ำ พลางปล่อยลมหายใจออก
บางคืนผมอาจยังฝันถึงพี่ไซลาส
บางวันที่ฝนตกหนัก ผมยังเผลอมองหาเขา
แต่ครั้งนี้…
ต่อให้ฝนจะยังตกอยู่ก็ตาม
ผมก็ไม่คิดจะกลับเข้าไปอยู่ในตู้ปลาใบนั้นอีกแล้ว