เสียงฝนกระทบหลังคารถดังสม่ำเสมอตลอดทางไปสถานบำบัด
ผ่านมากว่าสัปดาห์แล้ว หลังเหตุการณ์ในบ้านหลังนั้น
แต่ทุกครั้งที่ฝนตก มือผมยังเผลอกำชายแขนเสื้อตัวเองแน่นเหมือนเดิม
ผมนั่งเงียบอยู่ฝั่งข้างคนขับ ปล่อยสายตาเกาะอยู่กับหยดฝนที่ไหลเป็นทางบนกระจกหน้าต่าง
พี่แอชตันขับรถโดยไม่เปิดเพลง
และผมกลับรู้สึกขอบคุณในความเงียบนั้น
“ถ้าไม่พร้อม วันนี้กลับเลยก็ได้นะ”
เสียงพี่แอชตันดังขึ้นหลังจากเงียบกันมานาน
ผมหันไปมองเขา
“…ผมแค่อยากเห็นว่าเขายังโอเคอยู่ไหม”
มือที่จับพวงมาลัยของพี่แอชตันแน่นขึ้นเล็กน้อย
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนผ่อนลมหายใจออกเหมือนคนกลืนคำพูดบางอย่างกลับลงไป
รถเลี้ยวเข้าเขตสถานบำบัดในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
✦ ✦ ✦
ที่นี่สะอาด ผนังสีขาว พื้นสีขาว ไฟสีขาว ทุกอย่างเรียบร้อยจนไม่มีที่ติ
ผมนั่งรออยู่หน้าห้องเยี่ยมพร้อมพี่แอชตัน เก้าอี้พลาสติกเย็นเฉียบจนปลายนิ้วผมกลายเป็นสีซีด เจ้าหน้าที่พูดอะไรบางอย่างเรื่องเวลาเยี่ยม แต่สมองผมตื้อไปหมดแล้ว
พี่แอชตันยื่นขวดน้ำมาให้
“ดื่มหน่อย”
ผมรับมา แต่เปิดฝาไม่ออกเพราะมือสั่น
พี่แอชตันมองมือนั้นอยู่ครู่นึง ก่อนขยับมาขอขวดน้ำไปถือไว้เอง “ให้กูเปิดไหม”
ผมพยักหน้า
เขารับไปบิดเปิด แล้วส่งคืนมาให้ผม ไม่ได้พูดคำปลอบใจอะไรเพิ่ม
ผมก้มมองขวดน้ำในมือ แขนเริ่มล้าขึ้นมาดื้อๆ เพราะเมื่อก่อน… คนที่คอยแกะและเปิดทุกอย่างให้ผมคือคนหลังประตูกระจกข้างหน้านั่น
เจ้าหน้าที่เดินออกมาเรียกชื่อผมและพี่แอชตัน “เข้าได้แล้วค่ะ”
ห้องเยี่ยมเงียบกว่าที่คิด มีกระจกหนากั้นกลางระหว่างสองฝั่ง โทรศัพท์สีดำถูกวางอยู่บนโต๊ะเหล็กเรียบเย็น
อีกฝั่งของกระจก… พี่ไซลาส นั่งอยู่ตรงนั้น
แค่ไม่กี่สัปดาห์ แต่เขาซูบลงจนเสื้อผู้ป่วยดูโคร่ง ขอบตาคล้ำลึก ผมดำที่เคยเนี้ยบยุ่งเหยิงและลู่ลงข้างแก้ม แสงไฟสีขาวขับให้ผิวเขาซีดจนเหมือนจะจางหายไปกับแสงสีขาวในห้องนั้น
แต่ถึงอย่างนั้น ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตา แผ่นหลังผมก็เหยียดตรงขึ้นมาเองตามสัญชาตญาณ
พี่ไซลาสชะงักทันทีที่เห็นผมนั่งอยู่โดยมีพี่แอชตันนั่งอยู่ข้างๆ
แววตาของเขาไหวระริก เขามองผม แล้วเลื่อนไปมองพี่แอชตัน ก่อนจะเงียบไปนานจนผมลืมหายใจ
สุดท้ายผมเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปยกโทรศัพท์ขึ้นก่อน ปลายนิ้วสัมผัสพลาสติกเย็นเยียบ
อีกฝั่งหนึ่ง พี่ไซลาสค่อยๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูช้าๆ ข้อศอกของเขาค้ำลงกับโต๊ะเหล็กราวกับพยุงตัวเองไว้
“…ริเวอร์”
เสียงเขาแหบแห้งจนสายโทรศัพท์สั่น
“ครับ”
เขาหลุบตาลงมองโต๊ะทันที นิ้วมือบีบสายโทรศัพท์เข้าหากัน ก่อนจะเค้นเสียงพูดออกมาอีกครั้ง
“ยังกลัว... พี่อยู่ไหมครับ”
ผมบีบหูโทรศัพท์ในมือแน่นจนเจ็บฝ่ามือ มองสบตาสั่นระริกคู่นั้นแล้วตอบตามตรง
“กลัวครับ”
พี่ไซลาสเงียบไป ดวงตาคู่นั้นไหววูบขึ้นก่อนจะค่อยๆสงบนิ่งและหม่นลง
ผมรีบพูดต่อ ทั้งที่เสียงยังสั่นเครือ
“แต่ผมก็ยังอยากให้พี่รักษาตัว”
ริมฝีปากเขาเริ่มสั่น ไซลาสพยักหน้าถี่ๆ ก่อนจะก้มหน้าหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
“พี่ขอโทษ...” เสียงนั้นแผ่วจนแทบขาดหาย
“และพี่ก็รู้ดีว่า พี่ไม่มีสิทธิ์ที่จะขอให้ริเวอร์เชื่อใจพี่อีกต่อไป”
หยดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนหลังมือซีดเผือดของเขา
“แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ…”
“ตอนนั้นพี่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำผิดเลย”
พี่ไซลาสขยับยิ้มมุมปากนิดเดียว ก่อนที่หัวไหล่จะเริ่มสั่นไหว เขาเบนสายตาผ่านกระจกตรงหน้าไปมองคนข้างหลังผม
“แอชตัน… กูขอบคุณมึงมากนะ”
พี่แอชตันชะงักไปทันที
“ถ้าวันนั้นมึงไม่เข้ามา กูคงทำอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น” พี่ไซลาสยังคงมองนิ่งสบตากับพี่แอชตัน
เขาเริ่มสะอื้นจนตัวโยน “ตอนแรก…กูคิดว่ากูแค่รักริเวอร์มาก อาจจะมากไปซักหน่อย แต่กูก็บอกตัวเองว่า กูแค่ไม่อยากให้เขาเจ็บ ไม่อยากให้เขาหายไป” เขายิ้มขืนทั้งน้ำตา
“แต่สุดท้ายกูกลับเริ่มอยากเก็บเขาไว้”
ผมเผลอหดมือกลับเข้าหาตัวทันที
“กูดูแลเขาเหมือนกูเลี้ยงปลาในตู้ ทะนุถนอมเขา กลัวโลกข้างนอกจะทำร้ายเขา…”
“แต่ต่อให้ตู้ปลาสวยแค่ไหน มันก็ยังเป็นกรงขังอยู่ดี” เขาหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
“กูกลัวว่าสักวัน ริเวอร์จะหายไปจริงๆ”
“กูคิดว่า… ถ้าโลกข้างนอกเอื้อมไม่ถึงเขา เขาคงไม่ต้องเจ็บอีก” เสียงของเขาสั่นจนแทบขาดหาย
“วันนั้นกูไม่ได้คิดแค่วางยาแล้ว” “กูเริ่มคิดจะทำอะไรที่แม่ง…”
“น่ากลัวกว่านั้น”
เขาหลับตาแน่น
“มาตอนนี้ กูก็เพิ่งรู้ตัว… กูไม่ได้กำลังปกป้องเขาแล้ว”
ไซลาสหัวเราะในลำคอ อย่างคนพังทั้งข้างใน
“กูกำลังจะเป็นคนทำร้ายเขา… ด้วยมือของตัวเอง”
ไม่มีใครพูดอะไรต่ออยู่พักใหญ่
เหลือเพียงเสียงลมหายใจขาดๆ ผ่านสายโทรศัพท์
น้ำตาผมไหลออกมาเอง
“มึงหยุดกูไว้ได้ทัน…”
พี่ไซลาสดวงตาแดงก่ำ มองพี่แอชตัน
“ถึงตอนนั้นกูจะเกลียดมึง แต่ตอนนี้กูรู้แล้วว่ามึงช่วยทั้งริเวอร์… และช่วยกูไว้ด้วย”
เขาหัวเราะในลำคอ อย่างคนหมดแรง
“วันแรกที่ริเวอร์เจอพี่… พี่ก็ไม่ได้ไปที่นั่นเพราะความบังเอิญหรอกนะ”
ผมชะงักทันที
ไซลาสหลุบตาลง
“ฝนตกแบบนั้น… พี่เดาว่าริเวอร์น่าจะมีอาการ”
“พี่เลยดึงแอชตันออกไปด้วย”
พี่แอชตันถอนหายใจแรง พร้อมกับยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเอง
“กูเพิ่งรู้ตอนนี้เอง…”
“ว่าวันแรกที่เจอน้อง มึงตั้งใจไปหาอยู่แล้ว กูดันคิดว่าเราอยู่ถูกที่ ถูกเวลาซะอีก”
ไซลาสยิ้มบางๆ
“พี่แค่… ไม่อยากมองริเวอร์จากที่ไกลๆ แล้ว”
ความเงียบตกลงมาชั่วครู่
“มึงรู้ไหม…” พี่แอชตันเค้นเสียงแหบพร่าพูดขึ้นมา
“ทุกครั้งที่น้องร้องไห้เพราะคิดถึงมึง… กูแม่งโคตรสมเพชตัวเองเลย”
ผมหันไปมองเขาทันที
พี่แอชตันเบือนหน้าหลบสายตาผม กรามขบแน่นจนเป็นสันนูน
“กูพาน้องออกมาแล้วแท้ ๆ …แต่น้องยังคอยมองหามึงอยู่เลย”
อากาศในห้องเงียบไปชั่วขณะ
ก่อนพี่แอชตันจะหัวเราะในลำคอเบาๆ
“แม่ง…โคตรไม่แฟร์”
เขาหลุบตาลง สองมือกำแน่นอยู่บนตัก
“คนที่ทำร้ายน้องที่สุด... แม่งกลับเป็นคนที่น้องรักที่สุดเหมือนกัน”
อีกฝั่งของกระจก
พี่ไซลาสนิ่งค้างไป แววตาคู่นั้นไหววูบ ราวกับไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนี้จากปากพี่แอชตัน
“กูทั้งอิจฉามึง ทั้งโคตรเกลียดมึงเลยช่วงนั้น”
ความเงียบทิ้งอยู่พักใหญ่ ก่อนที่เสียงแหบพร่าจะหลุดออกมา
“…แต่กูก็ยังแคร์มึงอยู่ดี”
ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง
ผมเห็นพี่ไซลาสหลับตาลงชั่วครู่ เหมือนกำลังพยายามกดบางอย่างเอาไว้
ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาวออกมา
“แอช กูฝากริเวอร์ด้วยนะ” พี่ไซลาสขยับยิ้มบางๆ
“มึงไม่ต้องรักน้องให้เท่ากูก็ได้... แต่อย่าทำให้น้องเสียใจก็พอ”
กรามของพี่แอชตันเกร็งขึ้นเป็นสัน
เขาส่ายหน้าช้าๆ
“มึงนี่นะ”
“ยังจะฝากเขากับกูอีกเหรอวะ… ทั้งที่มึงก็รู้ว่ากู—” เขาหยุดคำพูดลง ดึงสายตามามองผมสลับกับไซลาส
ไซลาสยิ้มตอบ พร้อมกับพยักหน้า “กูรู้… กูไว้ใจมึงที่สุดไง”
น้ำตาผมไหลอาบแก้ม
ก่อนหมดเวลาเยี่ยม พี่ไซลาสหันหน้าขึ้นมามองผม เขาส่งยิ้มทั้งแววตามาให้ แววตาคู่นั้นยังอ่อนโยน แม้ความหมนจะเกาะอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน
“คราวนี้… ไปใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ ได้แล้วนะ”
ผมนิ่งค้างไปหลายวินาที ก่อนความแน่นอึดอัดในอกจะค่อยๆ คลายลง
ผมยกมือขึ้นปิดหน้า น้ำตาเอ่อล้นดวงตา ตัวผมสั่นจนห้ามไม่อยู่
อีกฝั่งของกระจก พี่ไซลาสยังมองผมอยู่แบบนั้น ราวกับอยากจดจำใบหน้าของผมไว้อีกครั้ง
และเป็นครั้งแรก… ที่ผมรู้สึกว่าเขากำลังพยายามปล่อยผมไปจริง ๆ
ผมพยักหน้าทั้งน้ำตา
แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพาเขาออกไป
พี่ไซลาสกลับหยุดเดิน
แล้วหันกลับมามองผมอีกครั้ง
“ริเวอร์”
“ครับ…?”
เขายิ้มบาง
“ถ้าวันไหน... โลกข้างนอกใจร้ายเกินไป”
“พี่ยังอยู่ตรงนี้นะ”