Don’t Leave Me in the Rain (มีE-Book)

ตอนที่ 14: ขอบคุณนะครับ

👁️ 10 อ่าน
22px

ผมเพิ่งกลับจากมหาวิทยาลัย…

เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่ผมกล้าก้าวเข้าไปในคณะ โดยไม่รู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับตามองตลอดเวลา

ถึงความจริงจะยังมีคนมองอยู่บ้างก็ตาม

ข่าวเรื่องพี่ไซลาสกระจายเร็วกว่าที่คิด ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงในบ้านหลังนั้น แต่แค่คำว่า ‘หายตัวไป’ ‘พักการเรียน’ กับ ‘ตำรวจ’ ก็เพียงพอให้คนเอาไปเล่าต่อกันสนุกปาก

บางคนไม่ได้พูดถึงผมด้วยซ้ำ

พวกเขาพูดถึงพี่ไซลาส ด้วยน้ำเสียงเสียดายมากกว่าโกรธ

“รุ่นพี่ไซลาสอะนะ?”

คนที่ได้รางวัลอาสาดีเด่นใช่ปะ”

“เขาเคยช่วยเด็กแพนิกจนคลิปดังใน TikTok ด้วยนี่ ไม่น่าใช่คนแบบนั้นเลย”

ผมเดินผ่านไปเงียบๆ เหมือนไม่ได้ยินอะไร

แต่ทุกคำกลับติดอยู่ในอก

ยิ่งคนอื่นพูดถึงพี่ไซลาสเหมือนคนสมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจว่าตัวเองควรพูดความจริงออกไปยังไง

บางคนมองผมด้วยความอยากรู้

บางคนมองเหมือนผมเป็นตัวประหลาด

และบางคน… เหมือนตัดสินผมไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่เคยคุยกันสักคำ

ผมได้ยินเสียงกระซิบตอนเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาตรงม้านั่งหินอ่อน

“ใช่คนนี้ปะ… คนที่อยู่กับพี่ไซลาสปี 3 น่ะ”

“เออ ดูนิ่งๆ เนอะ… น่ากลัวว่ะ ไม่รู้ไปทำอะไรกันมา”

ลมหายใจผมเริ่มสั้นลง

เสียงรอบข้างค่อยๆ ไกลออกไป เหลือแค่เสียงหัวใจตัวเองที่ดังจนปวดหู

วินาทีหนึ่ง ผมเผลอคิดว่า—

ถ้าหันกลับไป… จะเจอพี่ไซลาสยืนอยู่ตรงนั้นไหม

ก่อนที่อาการแพนิกจะทันจู่โจม เสียงห้าวๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“พวกมึงมีเรียนกัน หรือมีหน้าที่เสือกชีวิตชาวบ้านเป็นวิชาเอกวะ?”

รอบข้างเงียบกริบ

พี่แอชตันเดินมาหยุดข้างผม สีหน้าเขาไม่ได้โกรธจัด แต่นิ่งเย็นพอจะทำให้คนที่สบตาต้องหลบวูบ

“ถ้าว่างมากนัก เดี๋ยวกูหางานจิตอาสาขัดห้องน้ำคณะให้ทำ เอาไหม?”

ไม่มีใครตอบ

พอคนกลุ่มนั้นรีบเดินหนีไป พี่แอชตันก็หันมามองผมทันที

“โอเคไหมริเวอร์?”

ผมพยักหน้าเร็วเกินไปจนเขาถอนหายใจ

“ริเวอร์”

“…ครับ?”

“ไม่โอเคก็พูดว่าไม่โอเค” เขาจ้องเข้ามาในตาผม “อย่าฝืนยิ้มให้กู ถ้าข้างในมึงยังพังอยู่”

ผมเม้มปาก ก่อนตอบเบาๆ

“ผมแค่… ยังไม่ชินครับ”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง มือเหมือนจะยกขึ้นขยี้หัวผม แต่สุดท้ายเปลี่ยนเป็นช่วยดึงสายกระเป๋าเป้ให้เข้าที่แทน

“เดี๋ยวมันก็เงียบไปเอง”

“ถ้ามันไม่เงียบล่ะครับ?”

“งั้นกูจะทำให้มันเงียบเอง”

เขาพูดเรียบๆ แต่กรามขบแน่นจนขึ้นสัน

ผมเพิ่งเห็นว่ามือข้างที่จับสายกระเป๋าของผมอยู่ กำแน่นไม่ต่างจากผมก่อนหน้านี้เลย

แล้วเขาก็เหมือนรู้ตัว

พี่แอชตันถอนหายใจแรง ๆ ก่อนคลายมือออกช้าๆ

“…ช่างแม่ง กูไม่ควรหัวร้อนใส่มึง”

ผมหลุดหัวเราะออกมา ทั้งที่ในอกยังหน่วงอยู่ แต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่เบาที่สุดในรอบหลายวัน

หลังจากวันนั้น พี่แอชตันแทบไม่ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว

แต่ไม่ใช่การเฝ้าแบบคุมประพฤติ

ไม่ใช่การจำกัดอิสรภาพแบบที่พี่ไซลาสเคยทำ มันเป็นแค่การ “อยู่แถวนั้น”

เขาจะมารอรับหลังเลิกคลาสในจุดที่ผมมองเห็นง่าย ซื้อชานมหวานน้อยมาวางไว้ให้บนโต๊ะ หรือบางวันก็นั่งเล่นมือถือรอหน้าห้องแล็บเหมือนแค่ผ่านมาเฉยๆ

แล้วถ้ามีใครมองผมนานเกินสามวินาที

พี่แอชตันก็จะมองกลับ

จนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายหลบไปเอง

โทรศัพท์ผมสั่นเบา ๆ บนโต๊ะตอนเขานั่งรอหน้าห้อง

 

มีนา:

หายไปอีกแล้วนะ

 

ผมนิ่งมองข้อความนั้นอยู่นาน ก่อนพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ

 

ขอโทษ🥲

 

ข้อความถัดมาเด้งขึ้นแทบจะทันที

มีนา :

เราไม่ได้อยากได้คำขอโทษตลอดเวลานะริเวอร์

บางทีเราแค่อยากได้เพื่อนคืนมาเฉย ๆ

 

ผมชะงัก

ผมอ่านข้อความนั้นซ้ำอยู่หลายรอบ จนพี่แอชตันเงยหน้าขึ้นจากมือถือ

“เพื่อนทักมาเหรอ”

“ครับ”

“ตอบมันบ้าง”

ผมเงยหน้ามองเขา

พี่แอชตันยักไหล่

“โลกมึงไม่ควรเหลือแค่กูคนเดียว ริเวอร์”

ประโยคนั้นทำให้ผมพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง

ฝนปรอยเบาๆ ตอนเราเดินกลับคอนโดด้วยกัน

ผมนึกขำที่เขามารับผมแทบทุกวัน

“นี่พี่เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวผมเหรอครับ มาทุกวันเลย”

“เออ”

“ใครจ้างพี่ล่ะเนี่ย?”

“ใจรักมั้ง”

“พี่นี่นะ…”

เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนเอียงร่มมาทางผมมากขึ้นจนไหล่ตัวเองเปียกไปครึ่งหนึ่ง

ผมกำลังจะอ้าปากบอก แต่เขาดักไว้ก่อน

“ห้ามบอกว่าเกรงใจ”

“ผมยังไม่ได้พูดเลยนะ”

“สายตามึงฟ้องหมดแล้ว”

พี่แอชตันหยุดเดิน หันมามองผมนิ่งๆ

“ก็ค่อยๆ ดีขึ้นไปนะ”

“ไม่ต้องรีบ”

“กูไม่ได้จะหายไปไหน”

ท่ามกลางเสียงฝนปรอย ผมยิ้มออกมาเงียบๆ

ผมไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกมาม่า รสที่อยากกิน หรือเดินกลับห้องพร้อมใครสักคน จะทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกเหมือนกำลังค่อยๆ กลับมาได้

เขาแค่ยืนอยู่ข้างๆ จนผมเริ่มรู้ตัวว่า ผมยังเดินต่อเองได้

 

 

 

ฝนหยุดตกมาสองวันแล้ว

แต่ผมยังเผลอแหงนมองท้องฟ้าก่อนออกจากตึกเรียนทุกครั้ง เหมือนร่างกายยังไม่ไว้ใจโลกใบนี้เท่าไหร่

ถึงอย่างนั้น สุดท้ายผมก็มาโผล่ที่คอนโดพี่แอชตันเหมือนเดิม

ผมนั่งเหยียดขาอยู่บนโซฟา แท็บเล็ตเปิดค้างที่สไลด์หน้าเดิม ส่วนเจ้าของห้องกำลังทำสงครามกับชั้นวางของไม้ราคาประหยัดอยู่กลางห้อง

“…เอียงอีกละ แม่งเอ๊ย”

ผมหลุดหัวเราะ

พี่แอชตันหันมาถลึงตาใส่ทันที

“มึงหัวเราะกูเหรอ?”

“เปล่าครับ”

“สายตามึงฟ้อง”

“ก็พี่ประกอบผิดจริงๆ นี่ครับ” ผมวางแท็บเล็ตลง “ดูตรงนั้นสิ น็อตมันเหลือนะ”

“เขาเรียกของแถมเว้ย”

“มันจะล้มใส่หัวพี่สักวันครับ”

เขาหรี่ตามองผม ก่อนโยนน็อต ลงกล่องดังแกร๊ ก

“มานี่เลย ริเวอร์ ในเมื่อมึงเก่งนัก มาช่วยกู”

ผมเดินไปนั่งยองๆ ข้างเขา

พี่แอชตันยัดคู่มือใส่มือผม ผมก้มอ่านอยู่ครู่เดียวก็ถอนหายใจ

“…พี่ใส่แผ่นไม้กลับด้านครับ”

“เหี้ย… จริงดิ?”

ผมหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้ดังจนไหล่สั่น

พี่แอชตันนิ่งไป เขาไม่ได้ด่าที่ผมหัวเราะใส่ แต่กลับมองผมนิ่งจนผมเริ่มทำตัวไม่ถูก

“อะไรครับ มองทำไม?”

เขายักไหล่

“กูเพิ่งรู้ว่ามึงหัวเราะแล้วน่ารำคาญดี”

“พี่! น่ารักไม่ใช่เหรอครับ ใครเค้าใช้คำว่าน่ารำคาญกัน”

อีกฝ่ายหัวเราะลั่นห้อง

ผมไม่รู้ว่าทำไมช่วงหลังๆ ผมถึงหัวเราะง่ายขึ้น

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แค่หายใจให้ครบวันยังเหนื่อยแทบขาดใจ

      แล้วจู่ๆ ปลายนิ้วของพี่แอชตัน ก็แตะลงที่ปลายจมูกผมเบาๆ

ร่างกายผมชะงักไปเอง

แค่เสี้ยววินาทีเดียว

สั้นมากจนคนทั่วไปอาจไม่ทันสังเกต

แต่พี่แอชตันเห็น

มือเขาหยุดค้างไปนิดหนึ่ง ก่อนถอยออกทันที

“…มีฝุ่นน่ะ”

เขาแค่หันกลับไปหยิบแผ่นไม้ต่อเงียบๆ แล้วนั่นกลับทำให้ผมหายใจง่ายขึ้น

หลังประกอบชั้นเสร็จ เราสองคนนั่งแผ่บนพื้นเหมือนคนหมดแรง

เสียงกดรหัสหน้าประตูดังขึ้นพอดี

ปิ๊บ—

พี่แอชตันเหลือบมองประตูแล้วถอนหายใจ

“มาๆ ไอ้น้องรหัส”

ประตูเปิดออกพร้อมซันนี่ที่หิ้วถุงขนมเต็มสองมือ

“กูซื้อชานมมา—”

เขาชะงักทันทีที่เห็นเราสองคนนั่งหมดสภาพอยู่กลางพื้น กับชั้นไม้เอียงๆ ข้างหลัง

“นี่มึงกับไอ้พี่นี่ ประกอบชั้นวางของ หรือเพิ่งทำสงครามกลางเมือง”

ผมหลุดหัวเราะ

พี่แอชตันคว้าหมอนอิงปาใส่ซันนี่ทันที

“ไอ้เชี้ยนี่ ปากดีนะมึง”

ซันนี่หลบทัน แล้วยื่นแก้วชานมมาให้ผมแทน

“อะ ของมึง หวานน้อย”

“ขอบคุณครับ”

ซันนี่ยื่นหลอดให้เพิ่ม ก่อนยกมือขึ้นขยี้หัวผมแรงๆ

“ช่วงนี้ดูดีขึ้นแล้วนี่หว่า”

ผมหัวเราะเบาๆ เพราะผมยุ่งไปหมด

“พอเลยซันนี่”

บรรยากาศข้างๆ เงียบลงนิดหนึ่ง

พี่แอชตันมองมือของซันนี่ที่ยังค้างอยู่บนหัวผมแวบหนึ่ง ก่อนพึมพำเรียบๆ

“เฮ้ยๆ มึงชอบจับหัวมันจังนะ”

“อะไร?” ซันนี่หลุดขำ

“ก็ผมเล่นกับมันปกติ”

“ก็รู้”

พี่แอชตันดึงแก้วชานมในมือผมไปเสียบหลอดให้เองหน้าตาเฉย

“แต่กูรำคาญ”

ผมชะงัก

ซันนี่มองเขาสลับกับผม ก่อนหรี่ตาเหมือนจับอะไรได้

“โอ้โห…”

“อะไรของมึงอีก”

“เปล๊า” ซันนี่ลากเสียง แล้วหันมายิ้มใส่ผม “ดูท่าจะมีบางคนอาการหนักละ”

“อะไรครับ?”

“ไม่รู้ดิ”

ซันนี่หัวเราะ ส่วนพี่แอชตันคว้าหมอนอิงปาใส่อีกรอบ

“แดกชานมมึงไปเลยไอ้เหี้ย”

ผมหัวเราะอีกครั้ง

ซันนี่มองผมแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มบางๆ

“หัวเราะได้ก็ดีแล้วมึง”

ประโยคธรรมดานั้นทำให้ขอบตาผมร้อนขึ้นนิด ๆ

“หิวข้าวว่ะ กินไรดี” ซันนี่บ่น

ผมกำลังจะหลุดคำว่า “อะไรก็ได้” ตามความเคยชิน แต่ยังไม่ทันอ้าปาก พี่แอชตันก็ชี้หน้าดักไว้ก่อน

“ห้ามตอบว่าอะไรก็ได้ เลือกมา”

ผมหลุดขำ

“งั้น… ข้าวไข่ข้นครับ”

“ดีมาก เก่ง”

“พี่ชมเหมือนผมเป็นหมาเลยนะครับ”

“เปล่า กูเลี้ยงแมวจรอยู่”

“งั้นผมเลี้ยงง่ายนะครับ ข้าวไข่ข้นก็อยู่ได้แล้ว”

ซันนี่ที่กำลังดูดชานมแทบสำลัก ส่วนพี่แอชตันชะงักทันที

“เชี่ย… ริเวอร์ มึงอย่าพูดแบบนั้นพร่ำเพรื่อได้ไหม”

“ทำไมอะครับ?”

“ไม่ทำไม”

พี่แอชตันตอบเสียงแข็งเกินจำเป็น ก่อนคว้าหมอนอิงมากอดไว้กับอกเหมือนหาอะไรบังหน้า

“แดกชานมมึงไปเถอะ”

ผมรู้สึกเบาใจกับบรรยากาศแบบนี้ ผมไม่ได้บอกว่าผมชอบเขา

อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้

บางคืนก็ยังมีเงาของพี่ไซลาสแวบเข้ามาในความคิด แต่เวลาอยู่กับพี่แอชตัน ผมไม่ต้องคอยอ่านสีหน้า

ไม่ต้องกลัวว่าถ้าพูดผิด เขาจะเงียบใส่ ไม่ต้องคอยระวังว่า ถ้าผมพังลงมาอีกครั้ง เขาจะมองผมเปลี่ยนไปไหม

หลังมื้อค่ำ ผมลุกไปหยิบน้ำในครัว ระหว่างที่พี่แอชตันเถียงกับซันนี่เรื่องใครต้องล้างจาน

แต่ตอนเปิดตู้เหนือซิงก์ มือผมกลับชะงัก

แก้วเซรามิกสีเข้มใบนั้นยังวางอยู่ตรงมุมเดิม

พี่แอชตันเดินตามเข้ามาเห็นพอดี

“มึงยังเก็บไว้อีกเหรอ”

ผมเงียบ

ปลายนิ้วลูบขอบแก้วใบนั้นเบาๆ

“…ผมแค่ยังทิ้งไม่ลง”

ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง

แต่พี่แอชตันไม่ได้บอกให้ผมทิ้งมัน

เขาแค่เดินไปเปิดตู้เย็น แล้วถามเรียบๆ

“เอานมเปรี้ยวไหม?”

 

 

 

หลังมื้อค่ำ ผมกลับมานั่งอ่านชีทใบงานที่ซันนี่เอามาให้ต่อบนโซฟา ส่วนพี่แอชตันนอนเล่นมือถืออยู่บนพื้นพรมข้างๆ

บรรยากาศในห้องสบายจนผมอ่านไปได้ไม่กี่หน้า เปลือกตาก็เริ่มหนัก

“ริเวอร์”

“ครับ?”

“ง่วงก็นอน”

“ผมอ่านอยู่ครับ”

“มึงอ่านหน้าเดิมมาเจ็ดนาทีแล้ว เลิกโกหกเถอะ”

ผมรีบก้มมองแท็บเล็ต

หน้าเดิมจริงด้วย

พี่แอชตันหัวเราะในลำคอ ก่อนลุกไปหยิบหมอนกับผ้าห่มมาให้

“นอนเถอะ อย่าฝืน”

ผมรับหมอนมาไว้ในอ้อมแขน

แล้วไม่รู้ทำไม ตอนที่เขากำลังจะเดินกลับไปที่เดิม ผมกลับยื่นมือไปคว้าชายเสื้อเขาไว้

ร่างสูงชะงัก

ผมเองก็เพิ่งรู้ตัว รีบปล่อยแทบไม่ทัน

“…ขอโทษครับ”

ทันทีที่พูดออกไป ผมก็อยากกลืนคำนั้นกลับลงไป

“เออ”

เขาตอบช้ากว่าปกติ เหมือนกำลังระวังอะไรบางอย่าง

“ไม่ต้องขอโทษ”

เขาก้มมองมือที่ยังสั่นนิดๆ ของผม ก่อนเงยหน้าขึ้น

“มึงอยากให้กูอยู่ตรงนี้ใช่ไหม?”

ผมปล่อยชายเสื้อเขาไปแล้วแท้ๆ

แต่พออีกฝ่ายขยับตัว นิ้วผมกลับคว้าเขาไว้อีกรอบ

เหมือนร่างกายตัดสินใจก่อนสมอง

“…อยู่ตรงนี้ได้ไหมครับ?”

พี่แอชตันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ผมแทนคำตอบ

“นอนเถอะ”

ผมพยักหน้า แต่ยังไม่ยอมปล่อยชายเสื้อเขา

เขามองมือนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะเบาๆ

“มึงนี่แม่ง…”

“รู้ตัวไหมว่าช่วงนี้กูเริ่มทำตัวไม่ถูกแล้ว”

ผมชะงัก

“เพราะผมเหรอครับ?”

“ก็เออ... สิ”

เขาตอบง่ายๆ

“มึงชอบทำให้กูเป็นห่วง”

เขาไม่ได้แซวต่อ แค่ทิ้งตัวนั่งลงข้างโซฟา

“เออ กูอยู่ตรงนี้แหละ นอนไป”

ผมมองเสี้ยวหน้าของเขาใต้แสงไฟสีส้มอยู่พักหนึ่ง ก่อนพึมพำเบา ๆ

“ขอบคุณนะครับ”

“เรื่องไหนล่ะ?”

“ทุกเรื่องเลยครับ”

พี่แอชตันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบทั้งที่สายตายังอยู่บนหน้าจอมือถือ

“อือ”

เขานั่งไถมือถือไปเรื่อยๆ

เหมือนไม่ได้คิดจะพูดอะไรต่อ

แค่อยู่ในระยะที่ผมเอื้อมถึง

บรรยากาศรอบตัวสงบลง

แต่เป็นความสบายที่ไม่ทำให้ผมต้องระวังตัว

ผมค่อยๆ เอนหัวลงกับหมอน ลมหายใจที่ติดขัดมาตลอดวันเริ่มผ่อนลงทีละนิด

ก่อนสติจะเลือนหาย ผมยังได้ยินเสียงพี่แอชตันบ่นเบาๆ ตอนเล่นเกมแพ้ดังมาจากด้านล่าง

ทั้งที่มันก็เป็นแค่คืนธรรมดาแต่ผมกลับรู้สึกเสียดาย ถ้ามันจะผ่านไปเร็วนัก

ผมหลับตาลงช้าๆ และเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า วันนี้ทั้งวันผมยังไม่คิดถึงฝนเลย

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!