Don’t Leave Me in the Rain (มีE-Book)

ตอนที่ 5: ไฟที่เปิดรออยู่

👁️ 14 อ่าน
22px

ความเงียบของคนบางคน… มีน้ำหนักมากกว่าคำพูดของคนทั้งห้อง

ผมไม่ได้ตั้งใจจะหนีหายจาก Recovery Room

จนกระทั้งวันนี้ 

โทรศัพท์ผมมี missed calls จากมีนาเจ็ดสาย

และสุดท้าย เธอก็ส่งข้อความมาเพียงประโยคเดียว

ริเวอร์ เรายังเป็นเพื่อนนายอยู่ไหม

ผมนั่งมองประโยคนั้นอยู่นาน

ก่อนจะเริ่มเก็บของใส่กระเป๋า

ทันทีที่ผมขยับ พี่แอชตันที่นั่งชันเข่าเล่นมือถืออยู่บนพนักโซฟาก็โพล่งขึ้นมาโดยไม่เงยหน้ามอง

ไปบ้างก็ดี อยู่แต่ในนี้เดี๋ยวมึงจะลืมว่าโลกข้างนอกยังมีคนอื่นอยู่”

ผมชะงัก เผลอหันไปมองพี่ไซลาสที่กำลังจัดแฟ้มเอกสารอยู่หลังเคาน์เตอร์

พอรู้ว่าถูกมอง เขาจึงเงยหน้าขึ้น

สายตาคู่นั้นนิ่งจนผมเริ่มรู้สึกผิด ทั้งที่ยังไม่ได้ออกจากห้องเลยด้วยซ้ำ

อยากไปก็ไปได้ครับ”

น้ำเสียงเขายังคงอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง แต่จังหวะที่เงียบไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนตอบ กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงทันที

พี่… โอเคไหมครับ?”

ผมถามออกไปด้วยความกังวล

พี่ไซลาสระบายยิ้มสุภาพ ดวงตานิ่งจนผมรู้สึกชา

ทำไมพี่ต้องไม่โอเคล่ะครับ”

เขามองผมอยู่ครู่หนึ่ง

ริเวอร์ก็มีชีวิตของตัวเองนี่ครับ… ไปเถอะครับ”

เขาอนุญาตให้ผมไป

แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำผิด

 

 

ร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยช่วงเย็นนั้นเสียงดังเกินไปสำหรับผม เสียงหัวเราะรอบข้าง เสียงช้อนกระทบจานกระเบื้อง หรือแม้แต่ควันร้อนจากหม้อไฟ ทุกอย่างดูวุ่นวายจนผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง

ผมนั่งมองนาฬิกาเป็นรอบที่สาม

แทบไม่ได้ฟังบทสนทนาตรงหน้าเลย

เหม่ออีกแล้วนะริเวอร์” มีนามองผมพลางเลื่อนแก้วน้ำมาให้ สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความสงสัย “รอข้อความใครอยู่หรือเปล่า?”

ผมไม่ได้ตอบ แต่สายตากลับเหลือบมองโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมส่งข้อความไปบอกเขาว่ามาทานข้าวกับมีนาที่ร้านข้าวไม่ไกลจากมหาลัย

พี่ไซลาสไม่ได้ตอบกลับมา

และช่วงว่างสั้นๆ นั้นกลับทำให้ผมเริ่มคิดไปเองว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือเปล่า

ครืด—

แรงสั่นเพียงครั้งเดียวทำให้ผมรีบตะปบโทรศัพท์ขึ้นมาดูทันที

 

พี่ไซลาส:

ดีแล้วครับ ได้ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง... พี่รอที่เดิมนะ

 

เพียงประโยคสั้นๆ แต่แรงตึงเครียดในอกกลับคลายลงอย่างง่ายดาย ผมเผลอยิ้มออกมาจนมีนาสังเกตเห็น มีนามองหน้าผมอยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยๆ วางช้อนลงในชามดัง แกร๊ก

ริเวอร์… ช่วงนี้นายหายไปจริงๆ นะ”

ผมชะงัก

ก็แค่ยุ่งๆ น่ะ”

ยุ่งจนไม่ตอบแชตใครเลยเหรอ?”

คำถามนั้นทำให้ผมก้มมองโทรศัพท์ตัวเอง

หน้าจอกลุ่มเรียนมีแจ้งเตือนค้างอยู่เกือบสามสิบข้อความ

 ข้อความของมีนาหลายอันถูกผมเปิดอ่านแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตอบ แม้แต่สายที่ไม่ได้รับจากเพื่อนร่วมห้องเมื่อคืน ผมก็เพิ่งเห็นตอนเช้า

ผมเม้มปากแน่น เพราะอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

เสียงแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาอีกครั้งจากกลุ่มงาน

 

อนาคินทร์ :

ถ้าริเวอร์ไม่ว่าง เดี๋ยวพวกเราหารกันทำเองก็ได้

 

ผมอ่านข้อความพวกนั้น โดยไม่มีแรงพอจะพิมพ์ตอบ

ทั้งที่เมื่อก่อน แค่เห็นคนไม่พอใจนิดเดียว ผมก็รีบขอโทษไปแล้วแท้ๆ

แต่วินาทีนี้ สิ่งเดียวที่ผมคิดถึงกลับเป็น…

Recovery Room เปิดไฟอยู่ไหมนะ แล้วพี่ไซลาส… จะยังรอผมกลับไปไหม

ริเวอร์… ใจลอยไปถึงไหนแล้วเนี่ย?”

 

 

เสียงฝนยังตกกระทบกระจกเบาๆ ตอนที่ผมเดินกลับเข้ามาใน Recovery Room อีกครั้งหลังเลิกคลาสเย็น

แต่วันนี้บรรยากาศในห้องแปลกไป

กล่องกระดาษหลายใบถูกวางกระจัดกระจายอยู่บนพื้น สายไฟสีดำพาดอยู่ข้างตู้ปลามุมห้องที่ปกติเปิดไฟสลัวไว้เฉยๆ

พี่แอชตันกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าตู้ปลา มือหนึ่งถือไขควง อีกมือกำลังพยายามดันสายไฟเข้าอะไรสักอย่างด้วยสีหน้าหงุดหงิด

มาพอดีเลย กูจะโดนไฟดูดตายอยู่ละ”

เพราะมึงเสียบปลั๊กทั้งที่มือเปียกไง”

เสียงพี่ไซลาสดังขึ้นจากหลังเคาน์เตอร์ เขาเดินออกมาพร้อมกล่องยาวสีขาวในมือ เสื้อเชิ้ตสีอ่อนแขนพับถึงข้อศอกทำให้ดูต่างจากตอนอยู่ในมหาลัยนิดหน่อย

ดูสบายกว่าเดิม

อะไรเหรอครับ?”

ผมถามพลางวางกระเป๋าลงข้างโซฟา

ไฟตู้ปลาอันใหม่ครับ” พี่ไซลาสตอบ “ของเก่าน่าจะเริ่มเสียแล้ว แสงไม่พอสำหรับต้นไม้น้ำ”

เขาแกะกล่องออกช้าๆ ด้านในเป็นแท่งไฟ LED สีดำเงา

ต้นไม้ในน้ำก็ต้องใช้ไฟเฉพาะด้วยเหรอครับ?”

ใช่ครับ”

เขาพยักหน้า สายตาอ่อนลงนิดหน่อย พลางยกไฟขึ้นดู

ถ้าแสงไม่พอ มันจะค่อยๆ ตาย ถึงภายนอกยังดูปกติดีก็เถอะ”

ผมเผลอมองต้นไม้น้ำที่พลิ้วไหวอยู่หลังกระจกใสเงียบๆ

พี่แอชตันหัวเราะในลำคอ

ฟังมันพูดดิ เหมือนกำลังสอนปรัชญาชีวิต”

มึงก็ช่วยถือสายไฟดีๆ ก่อนเถอะ”

ครับพ่อ”

ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั่งลงข้างๆ พวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

สุดท้ายกลายเป็นว่าผมช่วยจับขาตั้งไฟให้ พี่แอชตันต่อสาย

ส่วนพี่ไซลาส คอยปรับระดับแสง

ริเวอร์ ลองปิดไฟห้องให้หน่อยครับ”

ผมลุกไปกดสวิตช์ตามที่พี่ไซลาสบอก

พรึ่บ—

แสงไฟในห้องดับลงทันที

เหลือเพียงแสงสีฟ้านุ่มๆ จากตู้ปลาที่ส่องกระจายอยู่ทั่วห้อง เงาน้ำสะท้อนพลิ้วไปตามผนังและเพดาน ราวกับทั้งห้องกำลังจมอยู่ใต้น้ำ

โห...”

พี่แอชตันหัวเราะเบาๆ

แบบนี้ขาดแค่เพลงเศร้าอีกเพลงเดียวก็เป็นคาเฟ่คนอกหักได้เลยนะ”

ผมเผลอยิ้มตาม แล้วก็กลับมานั่งที่เดิม

ผมขยับเข้าไปใกล้กระจกโดยไม่รู้ตัว

ทั้งสามคนมองเข้าไปในตู้ปลาพร้อมกัน

พี่ไซลาสอยู่ตรงกลาง

ส่วนผมกับพี่แอชตันอยู่คนละฝั่งของกระจก

ปลาสีเงินสามตัวกำลังว่ายวนอยู่ท่ามกลางแสงสีฟ้า เกล็ดเล็กๆ ของพวกมันสะท้อนแสงไฟดูระยิบระยับเหมือนเศษดาว ทุกครั้งที่มันเลี้ยว แสงสีฟ้าก็กระเพื่อมตามไปด้วย

น่ารักดี

ผมมองมันเพลินจนแทบลืมทุกอย่างรอบตัว

แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างสะดุดอยู่ในความรู้สึก

ผมเงยหน้าขึ้น

อีกฝั่งของตู้ปลา พี่แอชตันกำลังมองมา

ไม่รู้ว่าเขามองอยู่นานแค่ไหนแล้ว

แสงสีฟ้าจากตู้ปลาสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นจนผมมองรายละเอียดไม่ชัด

แต่ก็ชัดพอจะรู้ว่าเขาไม่ได้กำลังดูปลา

ลมหายใจของผมสะดุดไปนิดหนึ่ง

ผมมองกลับโดยอัตโนมัติ

ไม่มีใครพูดอะไร

มีเพียงปลาสีเงินที่ยังว่ายผ่านไปมาอยู่ระหว่างกลาง

และแสงน้ำที่ไหวอยู่บนกระจกใส

เปิดวันละหกถึงแปดชั่วโมงก็พอครับ”

พี่ไซลาสพูดขึ้น สายตายังจับอยู่ที่ตู้ปลา

ถ้านานกว่านั้น น้ำจะเสีย”

มึงนี่จริงจังกับทุกเรื่องเลยนะ” พี่แอชตันส่ายหน้า

น้ำเสียงปกติ เรียบง่าย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลย

ก็ต้องดูแลมันดีๆ สิ” พี่ไซลาสตอบ

กว่าจะทำให้ระบบมันนิ่งได้ ใช้เวลาตั้งนาน”

ผมมองปลาตัวหนึ่งที่ว่ายลอดกิ่งไม้น้ำออกมา

พวกมันจะรู้ไหมครับ”

ทั้งสองคนหันมามอง

ว่าอยู่ในตู้”

พี่แอชตันขมวดคิ้ว

อะไรวะ”

ผมหัวเราะนิดๆ

ก็ถ้ามันเกิดมาในนั้น”

ปลาตัวเล็กเลี้ยวกลับกลางน้ำ

มันคงคิดว่านี่คือโลกทั้งใบของมัน”

ไซลาส นั่งอยู่อีกฝั่ง เขาไม่ได้ตอบทันที

ปลาสีเงินตัวหนึ่งว่ายผ่านหน้ากระจกช้าๆ ก่อนจะเลี้ยวกลับเข้าไปในเงาของกอไม้น้ำ

แสงสีฟ้าจากตู้ปลาสะท้อนอยู่บนใบหน้าของเขาเป็นระลอกบางๆ

ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง

เหลือเพียงเสียงน้ำไหลสม่ำเสมอจากเครื่องกรอง

ไซลาสมองตามปลาตัวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะยกสายตาขึ้นเล็กน้อย

"แต่ถ้าน้ำในนั้นสะอาดพอ..."

เขาพูดช้า ๆ

ปลาสีเงินว่ายผ่านกลางตู้พอดี

"มันก็ไม่ได้ต้องการข้างนอกหรอกครับ"

ผมหันไปมองเขา

แสงสีฟ้าสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น

นิ่ง อบอุ่น

และมั่นคงเหมือนเดิม

ฝนยังตกอยู่ข้างนอก แต่ตรงนี้กลับอบอุ่นจนเหมือนเวลาเดินช้าลง

โทรศัพท์ในกระเป๋าผมสั่นขึ้นอีกครั้ง

 

มีนา:

คืนนี้กลับหอไหม

 

ผมนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนคว่ำหน้าจอลงตามเดิม

ริเวอร์ ช่วยจับตรงนี้หน่อยครับ”

เสียงพี่ไซลาสเรียกขึ้นพอดี ผมจึงขยับเข้าไปใกล้ตู้ปลาอีกนิดโดยแทบไม่ต้องคิด

เวลาผ่านไปจนฝนด้านนอกเริ่มตกหนักกว่าเดิม แสงสีฟ้าจากตู้ปลายังคงสะท้อนอยู่บนกำแพง

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไหล่ผมเริ่มคลายลง

ริเวอร์ ระวังครับ—”

เพล้ ง !

แก้วชาหล่นกระแทกพื้นพรมเสียงดัง ผมสะดุ้งรีบก้มลงเก็บทันที น้ำชาหกเลอะพื้น ขอบแก้วบิ่นไปมุมหนึ่ง

ขอโทษครับ…” ผมพึมพำเบาๆ “เดี๋ยวผมเอาไปทิ้ง”

ไม่เป็นไรครับ”

พี่ไซลาสตอบเร็วเกินไปนิดหนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงช่วยเก็บเศษแก้ว

ผมมองรอยบิ่นบนแก้วแล้วขมวดคิ้ว

มันแตกแล้วนะครับ”

แค่บิ่นนิดเดียวเอง” เขาพูดเรียบๆ พลางรับแก้วใบนั้นไปจากมือผม 

ยังใช้ได้อยู่ครับ”

ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไร แต่พอเงยหน้าขึ้น ผมกลับเห็นพี่แอชตันยืนพิงกรอบประตูอยู่ก่อนแล้ว

เขามองแก้วใบนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนแค่นหัวเราะเบาๆ เหมือนคิดอะไรบางอย่างในหัว 

มึงนี่จะเสียดายของไปถึงไหนว่ะ ไซลาส” 

พี่ไซลาสเพียงยกมุมปากนิดหนึ่ง แล้ววางแก้วใบนั้นแยกไว้ข้างตัวเองเหมือนไม่มีอะไรสำคัญเกิดขึ้น

ก่อนบรรยากาศจะเงียบค้างไปมากกว่านั้น พี่ไซลาสก็เปลี่ยนเรื่องทันที

หิวไหมครับ เดี๋ยวพี่หาอะไรให้กิน”

ไม่เป็นไรครับ ผม—”

เสียงท้องผมร้องขึ้น ผมแทบอยากมุดพื้นหนี

พี่แอชตันหัวเราะอย่างไม่ไว้หน้า

ปากบอกอิ่ม แต่หลักฐานออกมาประท้วงแล้วเนี่ย”

“...”

ผมเม้มปากนิดหนึ่งอย่างเสียฟอร์ม ส่วนพี่ไซลาสเพียงหัวเราะเบาๆ ก่อนลุกไปทางหลังเคาน์เตอร์

กลิ่นซุปหอมอุ่น ลอยออกมาพร้อมเสียงฝนด้านนอกที่เริ่มตกหนักกว่าเดิม

ไปกินข้าวกับเพื่อนมา อาหารไม่อร่อยเหรอครับ?”

พี่ไซลาสถามขึ้น ระหว่างยืนอุ่นซุป

ไม่ค่อยครับ… มันวุ่นวายไปหน่อย”

พี่ไซลาส พยักหน้าช้าๆ สายตาที่มองมายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม

เขาปรับไฟหน้าเตาให้เบาลง ก่อนคนซุปในหม้อไปเรื่อยๆ

ร้านข้างนอกเสียงดังใช่ไหมครับ”

ผมชะงัก

ครับ... นิดหน่อย”

พี่เดาไว้แล้ว”

เขาตอบราวกับเป็นข้อสังเกตธรรมดา

ริเวอร์ อยู่ในที่คนเยอะๆ ได้ไม่นานหรอก”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มลง

งั้นคราวหน้าถ้าเหนื่อย ก็ไม่ต้องฝืนออกไปนะครับ”

ผมเผลอกำชายเสื้อตัวเองแน่นขึ้นนิดหนึ่ง

ไซลาส”

เสียงพี่แอชตันดังขึ้นจากด้านหลัง

เขายืนพิงกำแพงอยู่ แก้วกาแฟยังอยู่ในมือ

มึงพูดแบบนี้ มันใช่เหรอวะ”

พี่ไซลาสเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนตัวเองช้าๆ

พูดอะไร?”

แอชตันหัวเราะในลำคอ แต่แววตาไม่ได้ขำตาม

บางที กูก็เริ่มแยกไม่ออกว่ามึงกำลังดูแลเขา… หรือกำลังทำให้เขาไม่อยากไปไหนกันแน่”

ผมนั่งนิ่ง ไม่รู้จะมองใครก่อน

พี่แอชตันหันมาทางผม

ริเวอร์…”

เขาถอนหายใจ

มึงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ทุกครั้งที่รู้สึกแย่ก็ได้นะ”

พี่ไซลาสมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง สายตานิ่ง ไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน

มึงพูดเหมือนกูขังเขาไว้”

เสียงของเขายังคงเรียบ

ทั้งที่จริงๆ ริเวอร์เป็นคนเลือกเดินกลับมาเองนะ แอชตัน”

มันก็ใช่ แต่กูกลัวว่า สักวันนึง…”

แอชตันมองผมแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปสบตาเพื่อนตัวเอง

น้องมันจะอยู่ที่อื่นไม่ได้น่ะสิ ไซลาส”

เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินออกไป

เสียงปิดประตูหนักแน่นกว่าที่ควรจะเป็น

ห้องทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝนกับเสียงน้ำจากตู้ปลาที่ดังคลอเบาๆ

ผมนั่งนิ่ง มองแสงสีฟ้าที่สะท้อนอยู่บนพื้นโดยไม่รู้จะพูดอะไร

ไม่รู้ทำไม… คำพูดของพี่แอชตันถึงยังติดอยู่ในหัวมากกว่าที่ควร

ริเวอร์อยากกลับหอไหมครับ?”

พี่ไซลาสถาม แต่เขากลับขยับลงมานั่งข้างผมบนโซฟา ระยะห่างที่ลดลงทำให้ผมได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

ผมไม่ได้ตอบ

แต่สุดท้าย ไหล่ผมกลับเผลอขยับไปแตะต้นแขนเขาเบาๆ

ผมไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่… ที่การนั่งอยู่ข้างๆ เขาเริ่มรู้สึก “ง่ายกว่า” การกลับออกไปข้างนอก

 

 

 

ผมยืนอยู่หน้าหอพักอยู่พักหนึ่ง ข้อความของมีนายังค้างอยู่ด้านบน

ริเวอร์ เรายังเป็นเพื่อนนายอยู่ไหม

ผมควรตอบมีนา

ควรโทรกลับ

ควรอธิบายอะไรสักอย่าง

แต่สุดท้าย ผมกลับกดปิดการแจ้งเตือนของกลุ่มเพื่อนทั้งกลุ่ม แล้วเลื่อนนิ้วไปเปิดแชตของพี่ไซลาส

ทั้งที่อีกฝ่ายังไม่ได้ส่งข้อความมา ทั้งที่ไม่มีข้อความใหม่

 

ผมกลับพิมพ์หาเขาก่อนเอง :

พี่ครับ... ผมถึงหอแล้วครับ

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!