เสียงสายฝนกระแทกหลังคาบ้านไม้ดังสนั่นจนหูอื้อ แต่ภายในห้องกลับเงียบเสียจนผมได้ยินแม้แต่ลมหายใจของตัวเอง
ผมนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาชั้นสอง มองหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนกระจกหน้าต่าง โลกด้านนอกพร่าไปหมด
พี่ไซลาสออกไปข้างนอกอีกครั้งตั้งแต่ช่วงบ่าย
ก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งขนของกิน ของใช้ และของจำเป็นกลับมาเต็มบ้าน… ราวกับกำลังเตรียมให้ผมอยู่ที่นี่ต่ออีกหลายวัน
หรืออาจนานกว่านั้น
ก่อนออกไป เขายังพูดถึงวันพรุ่งนี้ด้วยน้ำเสียงทุ่ม นุ่มนวลเหมือนทุกครั้ง
“พรุ่งนี้ฝนคงซาแล้ว พี่จะพาไปพายเรือเล่นที่บึงหลังบ้าน… ตรงนั้นเป็นสวนกุหลาบสีน้ำเงิน ที่พี่กับคุณแม่เคยช่วยกันปลูกไว้ ริเวอร์น่าจะชอบ”
ผมก้มมองแก้วน้ำอุ่นในมือ ข้างในคือชาในแบบที่ผมชอบ…
ความใส่ใจของเขาเคยทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจอย่างประหลาด แต่ในเวลานี้ มันกลับกลายเป็นความรู้สึกเย็นวาบที่ปลายนิ้ว… มันน่าขนลุกมากกว่า
หลายเรื่องเริ่มต่อกันติด เรื่องที่ผมเคยคิดว่าเป็นความบังเอิญ เรื่องที่ผมเคยคิดว่าเป็นเพราะเขาช่างสังเกต หรืออาจเพราะเขาใจดีกับผมเป็นพิเศษ
จนเหมือนว่าบางครั้ง พี่ไซลาสรู้จักตัวผมดีเสียจนผมไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าทำไม
ผมดันตัวจากโซฟา ฝ่าเท้าสัมผัสความเย็นของพื้นไม้ที่ขัดจนเงาวับ เดินไปยังประตูหน้าบ้าน มือของผมเอื้อมไปแตะลูกบิดโลหะ มันเย็นจัดและไม่ได้ล็อก…
แค่หมุนเพียงครึ่งรอบ โลกสีเทาหม่นข้างนอกนั่นก็จะเป็นของผม
ผมชะงัก สายตาเลื่อนไปตกลงที่แก้วชาบนโต๊ะ คราบน้ำชาที่ขอบแก้วเตือนให้ผมนึกถึงตอนที่พี่ไซลาสชงมันอย่างตั้งใจ
เขาจำได้แม้กระทั่งว่าผมต้องแกว่งถุงชาเพียงห้ารอบเพื่อให้ได้รสชาติที่พอดี
มือคู่นั้นที่เคยประคองแก้วส่งให้ผม คือมือคู่เดียวกับที่เคยสั่นเทาตอนเขาซบหน้าลงบนตักของผม
“อย่าหายไปไหนนะ…อยู่ตรงนี้กับพี่นะครับ”
เสียงสะอื้นแผ่วเบาของเขาในคืนนั้นยังติดอยู่ในโสตประสาท มันเป็นเสียงของเด็กชายคนนึงที่เคยเจอว่าโลกทั้งใบของเขา ได้พังทลายลงต่อหน้าต่อตา
ผมมองถุงของกินที่เขาวางทิ้งไว้ มีทั้งขนมปังเกลือและลูกอมแบบที่ผมชอบ ผมนึกถึงสัมผัสแผ่วเบาของผ้าห่มที่ถูกดึงขึ้นมาคลุมถึงหน้าอกในทุกเช้ามืด…
สัมผัสที่ทะนุถนอมเสียจนผมเผลอคิดไปว่าตัวเองคือแก้วเจียระไนที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตเขา
ผมมองลูกบิดประตูอีกครั้ง นิ้วมือที่กำลังจะหมุนมันกลับเริ่มสั่นขึ้นมาเอง
ถ้าผมเดินออกไปตอนนี้…
พี่ไซลาสจะเหลือใคร?
เขาจะยืนมองสวนดอกไม้ที่เขารักเพียงลำพังด้วยแววตาแบบไหน?
ผมค่อยๆ ปล่อยมือจากลูกบิดประตู แล้วถอยหลังกลับมาที่เดิม
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดิม
กอดเข่าตัวเองไว้แน่นท่ามกลางความเงียบ แล้วนั่งรอเสียงรถของเขาที่จะแล่นกลับมาท่ามกลางสายฝน
✦ ✦ ✦
เสียงรถเบรกดังลั่นหน้าบ้าน
ผมสะดุ้งจากโซฟา
และวินาทีต่อมา ประตูก็ถูกกระแทกเปิดออก
พี่แอชตันยืนหอบอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตเปียกฝนแนบลำตัว เส้นผมชื้นยุ่งระต้นหน้าผาก ดวงตาแดงจัดเหมือนคนที่แทบไม่ได้พักหายใจมาตลอดทาง
“พี่แอชตัน… มาได้ไงครับ”
“…ริเวอร์”
“กลับกับพี่”
เสียงเขาสั่นนิดๆ แต่สายตากลับหนักแน่นจนน่ากลัว
ผมเผลอกอดผ้าห่มแน่นขึ้น
“ผมต้องรอพี่ไซลาสก่อน… พี่เขาออกไปซื้อของ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
พอพูดออกไป ผมถึงเพิ่งรู้ว่าประโยคนั้นฟังแปลกแค่ไหน
แต่ในหัวผมกลับรีบหาเหตุผลให้เขาทันที
พี่ไซลาสไม่ได้ขังผมไว้
ประตูก็ไม่ได้ล็อก
เขาแค่กลัวว่าผมจะออกไปแล้วเกิดแพนิกกลางฝนอีก
เขาแค่เป็นห่วง
ใช่… เขาแค่เป็นห่วงผมมากเกินไปเท่านั้นเอง
สีหน้าพี่แอชตันเปลี่ยนทันที เขาเดินเข้ามาคว้าข้อมือผมไว้แน่น
“มึงฟังตัวเองอยู่ไหม ริเวอร์”
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่
“มึงพูดเหมือนคนที่ไม่มีชีวิตของตัวเองแล้ว”
ผมชะงัก
“แต่… พี่ไซลาสดูแลผมดีมาตลอดนะครับ”
คำตอบนั้นทำให้เขานิ่งไป
กรามขบแน่นจนขึ้นสัน เหมือนกำลังฝืนกดบางอย่างไว้เต็มแรง
“ดูแลเหรอ?”
เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างคนเจ็บ
“แล้วหลายวันที่อยู่ที่นี่ มันทำอะไรมึงบ้าง?”
ผมลังเล ชั่งใจว่าควรจะบอกเขาดีไหม
“ก็… ไม่มีอะไรนะครับ”
“พี่ไซลาสดูแลผมดี”
ผมตอบตามจริง ทั้งที่ความคิดในหัวเริ่มอื้อขึ้นเรื่อยๆ
“มีแค่เมื่อคืน…”
สายตาพี่แอชตันเปลี่ยนทันที
“เมื่อคืนทำไม?”
ผมเม้มปากก่อนตอบเบา ๆ
“พี่ไซลาสเขาเอายานอนหลับใส่ในน้ำชาให้ผมกิน”
ผมกลับเหมือนรู้สึกผิด หลังจากที่พูดออกไปแล้ว
แปลกที่แม้แต่ตอนนี้ ส่วนหนึ่งของผมยังพยายามหาคำอธิบายแทนพี่ไซลาสอยู่ดี
บางที… ถ้าผมเชื่อฟัง ถ้าผมไม่จุ้นจ้านอยากรู้อยากเห็น ในเรื่องที่ไม่ควรรู้ ทุกอย่างอาจไม่ต้องกลายเป็นแบบนี้
ทั้งห้องเงียบสนิท ผมกำชายผ้าห่มแน่นขึ้น
พี่แอชตันนิ่งค้างไปหลายวินาที ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นช้าๆ
“…อะไรนะ!” เสียงเขาเบากว่าที่คิดไว้มาก
ผมยังไม่กล้าเงยหน้า
“พี่เขาแค่… ไม่อยากให้ผมหายไปไหน”
“ริเวอร์”
เสียงพี่แอชตันต่ำลงทันที
“มึงฟังกูนะ”
เขาขยับเข้ามาใกล้ มือจับข้อมือผมไว้แน่นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
“มันวางยามึง”
ประโยคนั้นสั้นมาก
แต่หนักจนผมหายใจสะดุด
“มันทำถึงขนาดนี้แล้ว มึงยังจะอธิบายแทนมันอีกเหรอ”
เสียงเขาดังขึ้นในท้ายประโยค
“พี่... ผมเจ็บ” ผมสะดุ้งจนไหล่หดลง
พี่แอชตันเองก็เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเผลอบีบข้อมือผมแรงเกินไป เขารีบปล่อยมือ ก่อนยกขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ
เสียงเขาแหบลง
“กูไม่อยากเชื่อเลย ให้ตายสิ!” กรามเขาขบแน่น ก่อนเบือนหน้าไปทางอื่นเหมือนกำลังกลืนคำที่เหลือลงคอ
ผมไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองอยากให้พี่แอชตันพาออกไปจากที่นี่
หรืออยากให้พี่ไซลาสกลับมายืนอยู่ตรงหน้า แล้วบอกว่าทุกอย่างเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด
✦ ✦ ✦
เสียงฝีเท้าเนิบนาบดังขึ้นจากด้านหลัง
พี่ไซลาสเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ในมือมีถุงช็อปปิ้งจากร้านสะดวกซื้อและแก้วชาร้อนที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นขัดกับบรรยากาศ
“มาทำไมวะ แอช?” พี่ไซลาสถามโดยแทบไม่ได้เงยหน้า
“มารับริเวอร์กลับ มึงพอได้แล้วไซลาส มึงขังน้องไว้แบบนี้ไม่ได้!”
เขาจ้องลึกเข้าไปในตาเพื่อนสนิท
“มึงมารับเขาในฐานะอะไร?”
“รุ่นพี่ที่แสนดี… หรือคนขี้ขลาดที่ทำได้แค่แอบมอง” เขาก้าวเข้าไปหาแอชตันอย่างคุกคาม
“กูรู้มาตลอดว่ามึงคิดยังไงกับริเวอร์ ที่มึงยอมเป็นคนขับรถรับส่งเขาตอนกูไม่ว่าง คอยรายงานกูว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือคอยช่วยกูดูแลเขา…”
“มึงทำเพราะเป็นรุ่นพี่ที่ดี… หรือเพราะอยากให้เขาอยู่ในสายตามึงผ่านกูกันแน่?”
ผมหายใจไม่ทั่วท้องกับสิ่งที่ได้ยิน
“ริเวอร์… พี่ไม่…” พี่แอชตันพูดไม่ออก ความรู้สึกผิดท่วมท้นจนเขาแทบยืนไม่อยู่
เขาเพิ่งตระหนักว่าความหวังดี ความไว้ใจที่เขาคิดว่าทำเพื่อปกป้องผม กลับกลายเป็นเครื่องมือที่พี่ไซลาสใช้ ‘ต้อน’ ผมเข้ากรงอย่างแนบเนียน
“มึงคิดว่ากู ไม่อยากพาเขาไปจากมึงรึไง”
“ทุกครั้ง กูที่เห็นเขาเดินกลับไปหามึง กูแม่ง…โคตรเกลียดตัวเองเลย เชี่ยเอ้ย…”
พี่แอชตันกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสัน
“เห็นไหม แอชตัน”
“มึงก็อยากได้เขาเหมือนกู”
“เฝ้ามองเขา... เหมือนกูเลย!”
เสียงเขาเริ่มดังมากขึ้น
“ข้างนอกนั่น! ทำให้เขาหายใจไม่ออก มึงก็เห็น”
“แต่มึงทำให้เขากลัวทุกอย่างจนเหลือแค่มึงคนเดียว ไซลาส” พี่แอชตันสวนกลับทันที
“แล้วใครดูแลเขาได้ดีกว่ากู”
ไซลาสถามเสียงเรียบ
“มึงเหรอ แอชตัน”
เสียงพี่ไซลาสกระแทกออกมารุนแรงกว่าที่เคย แววตาแข็งกระด้างอย่างน่ากลัว
ผมสะดุ้งกับเสียงตะคอกนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นพี่ไซลาสดุดันกว่าที่ผมเคยรู้จักเขามา
โดยไม่รู้ตัวร่างกายเริ่มเกร็งขึ้นอีกครั้ง
พี่แอชตันกำมือแน่นจนเห็นเส้นเลือดขึ้นสัน ก่อนหัวเราะในลำคอ
“รู้ไหม…”
“กูเคยสาบานกับตัวเองไว้” เขาเงยกน้าขึ้นสบตากับพี่ไซลาสตรงๆ
“ว่าถึงแม่งกูจะโตมาแบบไหน กูก็จะไม่ใช้มือทำร้ายใครเหมือนคนในบ้านกูอีก”
แววตาของพี่แอชตันแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ เขาจ้องหน้าพี่ไซลาสนิ่ง
“กูเลยยอมถอยให้มึงมาตลอดไง”
“กูพยายามพูดดีๆ”
“และกูก็กำลังพยายาม… ไม่ให้ตัวเองกลับไปเป็นคนแบบนั้นอีก”
เสียงเขาเริ่มสั่น
“แต่ตอนนี้มึงกำลังทำให้กูเริ่มคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว ไซลาส”
พี่ไซลาสหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาเย็นเฉียบ
“มึงคิดว่าตัวเองดีกว่ากูมากนักรึไง แอชตัน”
“อย่างน้อยกูไม่วางยาเขา!”
พี่แอชตันสวนกลับทันที น้ำเสียงกระแทกแรงจนทั้งห้องสั่น
“มึงมันเห็นแก่ตัว... ไซลาส!”
ความเงียบแผ่ปกคลุมไปทั่วห้อง แม้แต่เสียงฝนข้างนอกยังเหมือนเบาลง
พี่ไซลาสไม่ตอบ
เขาเพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
นิ่งจนผมเริ่มกลัว
แววตาคู่นั้นสั่นระริกเล็กน้อย ราวกับคำพูดเมื่อครู่ไปจี้เข้าที่บาดแผลลึกที่สุดในใจ
“…”
แล้วทุกอย่างก็ขาดผึง
ถุงของในมือถูกเหวี่ยงกระแทกพื้น
ก่อนร่างสูงจะพุ่งเข้าหาพี่แอชตันอย่างรวดเร็ว
“มึงไม่มีสิทธิ์พาเขาไปไหนทั้งนั้น!”
“เขาเป็นของกู”
น้ำเสียงเขาเย็นจนผมขนลุก
หมัดแรกพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว พี่แอชตันเอี้ยวตัวหลบทันเพียงนิดเดียว แรงปะทะกระแทกเข้าที่ไหล่จนร่างเขาเซถอยไปครึ่งก้าว
“พี่ไซลาส หยุด!”
ผมตะโกนออกไป แต่ไม่มีใครได้ยินแล้ว
พี่ไซลาสพุ่งเข้าซ้ำทันที มือกระชากคอเสื้อพี่แอชตันจนกระดุมกระเด็น
“มึงรู้ไหมว่าน้องมันกลัวแค่ไหนเวลาอยู่คนเดียว!”
“กูรู้!”
พี่แอชตันสวนกลับเสียงกร้าว แต่เขายังไม่ต่อยกลับ
เขาเพียงพยายามแกะมืออีกฝ่ายออก
“เพราะงั้นมึงยิ่งต้องหยุด!”
แต่พี่ไซลาสกลับผลักเขาเต็มแรง
ร่างสูงกระแทกเข้ากับชั้นวางของด้านหลังทันที
เสียงโลหะและเศษแก้วแตกกระจายดังลั่นไปทั่วห้อง
ผมเห็นกรามพี่แอชตันขบแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นชัด เขาเหมือนกำลังกดอะไรบางอย่างในตัวเองไว้สุดแรง
“…อย่าบังคับให้กูต่อยมึง ไซลาส”
“ทำไม?” อีกฝ่ายหัวเราะ อย่างคนใกล้พัง
“มึงกลัวตัวเองเหรอ?”
เขายิ้มเยาะก่อนจะกำหมัดพุ่งเข้าใส่พี่แอชตันอีกทันที
ครั้งนี้ รุนแรง หนักหน่วง เหมือนคนที่ไม่เหลืออะไรให้เสีย
พี่แอชตันพยายามรวบแขนอีกฝ่ายไว้ หวังแค่หยุดสถานการณ์ แต่พี่ไซลาสกลับดิ้นหลุดแล้วผลักเขาออกเต็มแรง
ปึก!
เสียงกะโหลกกระแทกขอบโต๊ะดังจนน่ากลัว
ร่างพี่แอชตันทรุดฮวบลงกับพื้นทันที เลือดไหลจากขมับลงมาตามกรอบหน้าอย่างรวดเร็ว นอนนิ่งไป
“พี่แอชตัน!”
หัวใจผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ส่วนพี่ไซลาสเองก็ชะงักค้าง สีหน้าที่คลุ้มคลั่งเมื่อครู่เหมือนแตกสลายลงทันทีตอนเห็นเลือดบนพื้น
พี่ไซลาสชะงักไป ดวงตาแดงก่ำ เขารีบคุกเข่าลงข้างพี่แอชตัน
“แอช…แอช มึง…”
มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะรอบแผลที่เลือดกำลังไหลรินนั้นอย่างแผ่วเบาด้วยความระมัดระวัง
เขาพยายามจะซับเลือดให้
“กูขอโทษ… แอช กูไม่ได้ตั้งใจ มึงไม่ควรมายุ่งกับเรื่องนี้เลย”
แต่สำหรับผมที่ยืนมองภาพตรงหน้าอยู่นั้น…
คนที่เคยทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย หายไปต่อหน้าต่อตา เหลือเพียงผู้ชายแปลกหน้าที่น่ากลัวจนผมจำไม่ได้
ผมถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วอีกก้าว จนแผ่นหลังกระแทกผนัง ผมยกแขนขึ้นกอดตัวเองแน่น ริมฝีปากเม้มจนซีด ลมหายใจเริ่มถี่
“พี่… ผมกลัว…”
เสียงของผมเบาจนแทบหายไปพร้อมเสียงฝน
ไซลาสนิ่งค้างไปทันที เขาหันมามองผมอย่างช้าๆ
ดวงตาคู่นั้นสั่นไหว
เขาก้มลงมองมือตัวเอง
เหมือนคราบเลือดบนปลายนิ้วกำลังยืนยันบางอย่างที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอด
“ไม่…”
เสียงเขาแหบพร่า
“พี่ไม่ได้จะทำให้ริเวอร์กลัว…”
เขาส่ายหน้าช้าๆ เหมือนกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า
ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้อง
เขาทรุดฮวบลงกับพื้นบ้านไม้ มือที่สั่นระริก พยายามจะยื่นมาหาผม แต่เขาก็รีบชักมันกลับไป ราวกับกลัวว่าเลือดในมือจะทำให้ผมแปดเปื้อน
พี่ไซลาสลดมือลง จ้องมองคราบเลือดบนนิ้วมือสลับกับใบหน้าสั่นเทาของผม
ไม่มีเสียง ไม่มีน้ำตา
ราวกับกำลังนับอะไรบางอย่างในหัว
“…ริเวอร์กลัวพี่”
เขาพูดเบามาก
“พี่… พี่ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้” เสียงเขาสั่นพร่า
เขาพึมพำซ้ำไปซ้ำมาพลางกอดตัวเองแน่น ราวกับจะกักขังบางสิ่งในตัวไม่ให้หลุดออกมาทำร้ายผมอีก
แค่พี่ไซลาสขยับเข้ามาเพียงนิดเดียว ร่างกายผมก็เกร็งขึ้นทันที
ผมหายใจไม่ทัน
ทั้งที่คนตรงหน้าคือคนคนเดียวกับที่เคยคอยห่มผ้าให้ในตอนกลางคืน
แต่ตอนนี้…
ผมกลับอยากหนี
ข้างกันนั้น พี่แอชตันได้สติเขาพยายามยันตัวลุกขึ้น มือกำหมัดแน่นจนสั่นเทา เพื่อข่มอารมณ์ดิบในใจไม่ให้พุ่งเข้าไปซ้ำเติมคนที่พ่ายแพ้อยู่บนพื้น
“ไปเถอะริเวอร์…” พี่แอชตันกระซิบ เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความเจ็บปวด
“ก่อนที่พี่จะคุมตัวเองไม่อยู่…ไปมากกว่านี้”
ผมหันกลับไปมองพี่ไซลาส อีกครั้ง
ผมอยากเดินเข้าไปหาเขา แต่เท้ากลับถอยหลังเอง
“พี่ไซลาส…”
เสียงรอบตัวเงียบหาย เหลือเพียงเสียงลมหายใจขาดๆ ของผม
“พี่…ผมไม่ไหวแล้ว”
ท่ามกลางเสียงสะอื้นของผมและความเงียบที่บีบคั้น
แสงไฟสีแดงน้ำเงินก็วูบวาบฝ่าม่านฝนเข้ามาสาดส่องในห้อง เสียงไซเรนตำรวจดังใกล้เข้ามาทุกที
พี่ไซลาสนั่งนิ่งอยู่กลางห้อง มองความพังทลายของตัวเองโดยไม่หนี ไม่ขัดขืน
เศษกระดาษกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ข้าวของบางชิ้นถูกปัดตกลงมาอย่างไร้ระเบียบ ราวกับพายุเพิ่งพัดผ่านชีวิตของเขาไปเมื่อครู่
ผมมองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตาที่พร่าเลือน
ผมเป็นอิสระจากความรักที่หนักหน่วงเกินกว่าจะรับไหว
แต่ไม่รู้ทำไม...
ยิ่งเข้าใกล้สิ่งที่เฝ้าปรารถนา ผมกลับยิ่งหายใจไม่ออก
เพราะอิสรภาพที่กำลังมาถึงนั้น
ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราทั้งคู่เดินออกจากกันอย่างเข้าใจ
แต่มันถูกแลกมาด้วยการพังทลายของคนคนหนึ่ง
คนที่เคยยื่นมือเข้ามาหาผมในวันที่โลกทั้งใบมืดมน
คนที่เคยกางร่มให้ผมในวันที่ฝนตกหนักที่สุด
คนที่ผมเคยเรียกว่า...
“ที่ปลอดภัย”
และตอนนี้
ที่ปลอดภัยของผมกำลังแตกสลายอยู่ตรงหน้า
โดยที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุนั้น
สวนกุหลาบสีน้ำเงิน ที่ไซลาสเคยสัญญาว่าจะพาไปดู ผมคงไม่มีวันได้ไปเห็น