เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาระเบียงดังสม่ำเสมออยู่ข้างนอก
หลังอาบน้ำเสร็จ ผมกลับมานั่งขดตัวอยู่บนโซฟาพร้อมแก้วชาร้อนในมือ
กลิ่นคาโมมายล์ลอยอ่อนอยู่ในอากาศเหมือนทุกครั้ง
แต่คืนนี้ต่างออกไป
เพราะนี่ไม่ใช่ Recovery Room
แต่เป็นบ้านคุณแม่ของพี่ไซลาส และผมอยู่ที่นี่มาเป็นวันที่สองแล้ว
“ฝนยังไม่หยุดเลยนะครับ”
ผมหันไปตามเสียง คนตัวสูงเดินออกมาจากด้านในบ้านพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็ก เขาเองก็เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผมสีดำยังเปียกชื้นเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนถูกพับถึงข้อศอกอย่างเรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง
เขาเดินมาหยุดตรงหน้า ก่อนย่อตัวลงช้าๆ แล้วใช้ผ้าขนหนูซับปลายผมที่ยังชื้นของผมอย่างเบามือ
“เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะครับ”
ผมชะงักไปนิดหนึ่ง
ปกติผมไม่ชอบให้ใครแตะตัว
แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร… ผมถึงเริ่มปล่อยให้พี่ไซลาสทำอะไรแบบนี้ได้ง่ายขึ้น
“พี่ดูแลผมเหมือนเด็กเลย” ผมหัวเราะออกมา
พี่ไซลาสหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนยกมือขึ้นขยี้ผมของผมที่ยังแห้งไม่สนิท
“แล้วทำตัวให้น่าห่วงน้อยกว่านี้หรือยังล่ะครับ”
ผมเม้มปาก ไม่รู้ว่าควรเถียงเรื่องไหนก่อนดี
ผมหลุบตาลงมองไอน้ำจากแก้วชา ขณะเสียงฝนกระแทกหน้าต่างแรงขึ้นอีกครั้ง
คืนนี้บ้านทั้งหลังเงียบมาก
เงียบจนผมได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังห้องรับแขก
ตึก ตัก ตึก
ผมเผลอมองไปรอบบ้านอีกครั้ง
บ้านหลังนี้สวยกว่าที่คิดไว้มาก ไม่ได้หรูหราจัดจ้าน แต่สะอาด เรียบ และอบอุ่นอย่างประหลาด เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มถูกจัดวางเป็นระเบียบ กลิ่นฝนปะปนกับกลิ่นชาอ่อน ๆ ลอยอยู่ทั่วบ้าน
เหมือนบ้านที่มีคนดูแลมันอย่างดีมาตลอด แต่ยิ่งมองนานเท่าไร ผมกลับยิ่งรู้สึกว่า… บ้านหลังนี้เงียบเกินไป
เหมือนเวลาหยุดอยู่ที่นี่มานานแล้ว
สายตาผมสะดุดเข้ากับรูปถ่ายบนตู้ไม้ด้านข้าง ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยิ้มอยู่ในกรอบรูป
เธอสวยมาก และดวงตาคู่นั้นก็คล้ายพี่ไซลาสอย่างประหลาด
“แม่พี่เหรอครับ”
คนที่กำลังเก็บแก้วชาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนพยักหน้ารับ
“ครับ”
เขาเดินเข้ามาใกล้ ก่อนหยุดยืนอยู่ข้างตู้รูปถ่ายนั้น
“แม่ไม่ชอบฝน”
ผมหันไปมองเขาเงียบๆ
ไซลาสไม่ได้ยิ้มแล้ว
แต่สีหน้าเขาก็ไม่ได้เศร้า
มันเป็นสีหน้าของคนที่พูดถึงบางสิ่งที่อยู่กับตัวเองมานานเกินไป จนความรู้สึกทั้งหมดค่อย ๆ ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกข้างใน
“ตอนเด็กๆ เวลาฝนตก แม่จะชงชาไว้ตลอด”
เขาพูดเบาๆ
“แม่บอกว่าถ้าข้างนอกนั่น ทั้งหนาว ทั้งชื้น อย่างน้อยในบ้านก็ควรมีอะไรอุ่นๆ รอเราอยู่”
ไม่รู้ทำไม คำพูดนั้นถึงทำให้หน้าอกผมหนักขึ้นเล็กน้อย
ผมเข้าใจเลยในทันทีว่า Recovery Room ได้แรงบันดาลใจมาจากไหน
ทั้งกลิ่นชา แสงไฟสีส้ม ความเงียบ และสายตาที่มองเหมือนพร้อมจะรับทุกอย่างไว้
มันเริ่มต้นจากบ้านหลังนี้มาตั้งแต่แรก
“ริเวอร์?”
ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเรียก
“ครับ?”
“คิดอะไรอยู่”
ผมหัวเราะแห้งๆ
“ผมแค่รู้สึกว่า… บ้านพี่สงบจัง”
ไซลาสมองหน้าผมอยู่พักหนึ่ง ก่อนพึมพำเบาๆ
“ดีแล้วครับ”
“พี่อยากให้ริเวอร์รู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่ที่นี่”
เสียงฝนด้านนอกยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม ผมไม่รู้ว่าทำไมประโยคนั้นถึงทำให้หัวใจอุ่นขึ้นอย่างง่ายดาย ทั้งที่ลึกๆ กลับมีอะไรบางอย่างกำลังกระซิบเบาๆ ว่ามันอาจอุ่นเกินไปแล้ว
ถึงโทรศัพท์ของผมจะยังเปิดไม่ติด
แต่แปลกที่นาฬิกาบนผนังกลับเดินตรงเป๊ะราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ
✦ ✦ ✦
คืนนั้นผมนอนไม่หลับ
อาจเพราะเสียงฝน หรืออาจเพราะความเงียบของบ้านหลังนี้
ผมลืมตาขึ้นกลางดึก ก่อนค่อยๆ ลุกจากเตียงแล้วเดินออกจากห้อง แสงไฟจากชั้นล่างยังเปิดอยู่
ผมเดินลงบันไดช้าๆ แล้วเห็นพี่ไซลาสยืนอยู่ในครัวคนเดียว
เขากำลังชงชา
เหมือนทุกครั้ง
“นอนไม่หลับเหรอครับ”
เขาถามทั้งที่ยังไม่หันมา
ผมพยักหน้า ก่อนเพิ่งนึกได้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น
“ครับ…”
ไซลาสเลื่อนแก้วอีกใบมาทางผม ราวกับเตรียมไว้ก่อนแล้ว
“พี่เดาไว้ว่าริเวอร์น่าจะตื่น”
ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนเดินไปนั่งตรงโซฟาตัวเดิม
นอกหน้าต่าง ฝนยังตกหนักไม่หยุด
บ้านทั้งหลังเงียบจนเหมือนมีแค่เราสองคนอยู่ในโลกนี้
“พี่อยู่บ้านนี้คนเดียวมาตลอดเหรอครับ”
มือของไซลาสชะงักเล็กน้อยตอนจับกาน้ำชา
“ครับ”
“เหงาไหม”
คำถามนั้นทำให้เขาเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“เคยเหงานะครับ”
“แต่ช่วงนี้… ไม่ค่อยแล้ว”
สายตาของเขามองมาที่ผมตรงๆ ตอนพูดประโยคนั้น
ผมเผลอก้มมองแก้วชาในมือ ไม่ใช่เพราะในนั้นมีอะไรน่าสนใจ
ผมแค่ไม่กล้ามองหน้าพี่ไซลาสต่อ เท่านั้นเอง
หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเกินเลยเลยสักนิด
✦ ✦ ✦
อีกฝั่งหนึ่ง — แอชตัน
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว
ภาพสายตาของไซลาสที่มองริเวอร์ใน Recovery Room ผุดขึ้นมาในหัวทันที สายตาที่อ่อนโยนเกินไป จดจ่อเกินไป ราวกับกำลังมองสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวในชีวิต
ไม่ใช่มองคนคนหนึ่ง
แต่มองอะไรบางอย่างที่อยากเก็บไว้กับตัวตลอดไป
แอชตันกัดฟันแน่น ก่อนสบถออกมาเบาๆ
“มึงจะเอาแบบนี้จริงๆ ใช่ไหมวะไซลาส…”
แอชตันคว้ากุญแจรถแน่นจนเจ็บมือ เขาไม่รอช้าที่จะวิ่งออกจากหอพักมุ่งตรงไปยังพิกัดนั้น
หัวใจของเขาภาวนาเพียงอย่างเดียว… ขอให้เขายังไปทันเวลา ก่อนที่ริเวอร์จะเริ่มคิดว่าโลกข้างนอกนั้นน่ากลัวเกินกว่าจะกลับไปอีก
✦ ✦ ✦
อีกฝั่งของเมือง…
ผมนั่งอยู่ตรงระเบียงบ้านไม้ แก้วนมในมือเริ่มเย็นแล้ว
บ้านหลังนี้ไม่ได้เงียบจนวังเวง แต่เงียบพอให้ผมได้หายใจจนเต็มปอด
พี่ไซลาสเดินออกมาจากเงามืด เขาคลุมผ้าห่มผืนบางลงบนไหล่ผมอย่างแผ่วเบา เหมือนเขารู้ว่าผมกำลังจะหนาวก่อนที่ผมจะรู้ตัวด้วยซ้ำ
“คืนนี้อากาศเย็นนะครับ ริเวอร์เข้าไปข้างในเถอะ”
ผมพยักหน้าเบาๆ “พี่ครับ… พรุ่งนี้ผมควรกลับมหาวิทยาลัยได้แล้วไหม?”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปทันที พี่ไซลาสไม่เคยห้ามผมตรงๆ แต่เวลาที่เขาไม่พอใจ รอยยิ้มของเขาหยุดค้างไปเสี้ยววินาที
“คือ… ผมไม่ได้รีบนะครับ ถ้าพี่ยังอยากให้ผมอยู่” ผมรีบพูดต่อทันที ราวกับต้องการแก้ตัวอะไรบางอย่าง
“พี่ไม่ได้ไล่ริเวอร์สักหน่อยครับ” เขาตัดบทพร้อมรอยยิ้มมุมปาก “พี่แค่คิดว่า… อยู่ตรงนี้ ริเวอร์ดูหายใจง่ายกว่าโลกข้างนอกนั่นเยอะเลย ไม่ใช่เหรอ?”
ผมเม้มปากแน่น เพราะสิ่งที่เขาพูดมันคือความจริง ที่นี่ไม่มีเสียงรถ ไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีอะไรมาสะกิดให้ผมแพนิก… ยกเว้นบางอย่างในใจผมเองที่เริ่มเตือนสติว่านี่มันมีบางสิ่ง ‘ผิดปกติ’
“โทรศัพท์ผมยังเปิดไม่ติดเลยเหรอครับ?”
“แบตมันน่าจะเสื่อมน่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ พี่ดูให้อีกทีนะครับ” เขาตอบเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่อ่อนโยนเหมือนเดิม อ่อนโยนจนผมไม่กล้าที่จะตั้งคำถามต่อ
✦ ✦ ✦
กลางดึกคืนนั้น… ผมสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงฝนที่ซัดสาดเข้าที่หน้าต่าง หัวสมองของผมหนักอึ้งและหมุนคว้าง ร่างกายดูอ่อนแรงราวกับถูกมัดไว้ด้วยใยแมงมุมที่มองไม่เห็น
ความกระหายน้ำรุนแรงทำให้ผมต้องพยุงตัวลุกจากเตียง พยายามเดินโซเซออกมาที่ชั้นล่างของบ้านพักชานเมืองแห่งนี้
ที่เคาน์เตอร์บาร์ในครัว… มีแก้วกระเบื้องสีนวลวางทิ้งไว้ กลิ่นหอมจางๆ ของชาคาโมมายล์ลอยแตะจมูก ผมจำได้ว่าก่อนนอนพี่ไซลาสบอกว่าเขาชงทิ้งไว้ให้เผื่อผมคอแห้ง
ผมหยิบแก้วขึ้นมาจิบขณะที่สายตายังคงพร่าเลือน ชานั้นอุ่นและหวานละมุนอย่างประหลาด… แต่วินาทีที่ผมละสายตาจากก้นแก้ว
ความอยากรู้อยากเห็นที่หลงเหลือจากอาการมึนงงก็นำพาให้ผมกวาดสายตามองไปทั่วบ้าน จนไปสะดุดเข้ากับห้องเล็กๆ สุดทางเดินที่มีแสงไฟสีเหลืองนวลลอดผ่านช่องว่างใต้ประตูออกมา
ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
กลิ่นกระดาษเก่า กลิ่นฝุ่น และกลิ่นบางอย่างคล้ายชาคาโมมายล์จางๆ ลอยปะปนอยู่ในอากาศ
ข้างในห้องไม่มีอะไรดูผิดปกติ ไม่มีรูปแปะเต็มผนังไม่มีความยุ่งเหยิงแบบที่ควรจะมี
ทุกอย่างกลับเรียบร้อยเกินไป
ชั้นเอกสารถูกจัดเรียงตามปีอย่างเป็นระเบียบ แฟ้มสีซีดหลายสิบเล่มวางเรียงแน่นอยู่ในตู้เหล็ก ราวกับห้องเก็บเวชระเบียนของใครสักคน
มือผมเริ่มเย็นขึ้นทีละนิด
ผมหยิบแฟ้มเล่มหนึ่งออกมา
หน้าปกเขียนวันที่ไว้ละเอียด
4 กุมภาพันธ์
ผมเปิดมันออกช้าๆ
ข้างในมีลายมือคุ้นตาเรียงเต็มหน้ากระดาษ
- ฝนตกหนักตั้งแต่ 16:40 ริเวอร์เริ่มหายใจไม่ทันหลังได้ยินเสียงรถเบรก
- วันนี้ยอมดื่มชาคาโมมายล์ได้เกือบหมดแก้ว
ผมอ่านซ้ำอีกครั้ง
ลายมือเรียบร้อยคุ้นตาเหมือนเคยเห็นทุกวัน
แต่คราวนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ผมชะงัก
หน้าถัดไปมีเพียงประโยคสั้นๆ
- วันนี้ริเวอร์หัวเราะ
นิ้วผมเริ่มสั่น
บนโต๊ะมุมห้อง มีแก้วกระเบื้องสีขาววางอยู่ใบหนึ่ง ขอบแก้วบิ่นเล็กน้อยตรงมุม
ผมจำมันได้ทันที
มันคือแก้วที่ผมเคยทำตกใน Recovery Room เมื่อหลายเดือนก่อน
ผมหันกลับไปมองรอบห้องอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ตระหนักได้ว่า… สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ
ชีวิตของผมได้ถูกเฝ้ามองและมันถูกเก็บรักษาไว้อย่างเงียบงันมาตลอด
“ริเวอร์…”
เสียงเรียกที่ทุ้มนุ่มทว่าเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง ผมสะดุ้งสุดตัวจนแฟ้มในมือร่วงหล่น
กระดาษหลายแผ่นกระจายเต็มพื้น บางแผ่นเป็นลายมือของผมเอง
ผมหันกลับไปมองด้วยความหวาดกลัว พี่ไซลาสยืนพิงขอบประตูอยู่ตรงนั้น
เขายังดูสงบและอ่อนโยน
เหมือนพี่ไซลาสคนเดิม
และนั่นทำให้ผมกลัวยิ่งกว่าเดิม
ครืด—
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากกระเป๋าเสื้อของพี่ไซลาส
ชื่อบนหน้าจอ: แอชตัน
พี่ไซลาสมองมันอยู่สองวินาที ก่อนกดปิดโดยไม่ละสายตาจากผมเลย
“พี่อธิบายได้นะครับ…” เขาพูดเสียงกระซิบพลางก้าวเข้ามาหาช้าๆ แววตาของเขาไม่ได้มีความดุร้าย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเปราะบางที่น่าขนลุก
“พี่ขอโทษที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรก”
“พี่กลัว… กลัวว่าถ้าริเวอร์รู้ว่าพี่เป็นใคร พี่จะเสียริเวอร์ไป”
จู่ๆ พี่ไซลาสก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าผม
เขาเอื้อมมือมาเกาะกุมมือผมไว้ด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นความกลัวในสายตาของเขา
“พี่ขอเวลาแค่วันเดียว… แค่วันเดียวก็พอครับ”
เสียงของเขาสั่นเบาๆ ขณะกุมมือผมไว้แน่น
“ถ้าพรุ่งนี้ริเวอร์ยังอยากกลับไป พี่จะไปส่งเอง”
“พี่จะไม่ห้ามเลย”
เขาหลุบตาลงช้าๆ เหมือนกำลังพยายามกลืนอะไรบางอย่างกลับลงไป
“แต่คืนนี้… อย่าเพิ่งผลักพี่ออกไปได้ไหมครับ”
“พี่แค่ไม่อยากให้ริเวอร์ต้องผ่านคืนแบบนั้นคนเดียวอีก”
นิ้วของผมชาวาบไปชั่วขณะ
ภาพของพี่ไซลาสในวันที่คอยกอดผมไว้ตอนหายใจไม่ออก ผุดขึ้นมาพร้อมกันอย่างห้ามไม่ได้
ผมควรถอยหนี
แต่ผมกลับพบว่าตัวเองยังจำความอบอุ่นจากอ้อมแขนนั้นได้อยู่เลย
ผมควรผลักเขาออกไปแต่สุดท้าย นิ้วของผมกลับกำชายเสื้อเขาแน่นขึ้น
สิ่งที่ทำให้ผมกลัวที่สุด อาจไม่ใช่พี่ไซลาส
แต่อาจเป็นตัวผมเองที่ยังอยากเชื่อเขาอยู่
“ทำไมพี่ถึงต้องทำขนาดนี้…”
เสียงผมพร่าจนแทบไม่เหมือนเสียงตัวเอง
พี่ไซลาสเงยหน้าขึ้นมองผม
แววตาเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ว่างเปล่า เหมือนสิ่งตรงหน้าไม่ได้อยู่ในห้องนี้อีกแล้ว
“วันที่พ่อแม่ริเวอร์ประสบอุบัติเหตุ…”
เขาพูดช้าๆ
“พี่อยู่ที่โรงพยาบาลนั้นด้วย”
ผมรู้สึกว่าลมหายใจตัวเองเริ่มติดขัด
เสียงฝนด้านนอกยังดังสม่ำเสมอ แต่มันกลับเหมือนอยู่ไกลออกไป เหมือนมีบางอย่างกั้นระหว่างผมกับโลกข้างนอกนั่น
“พี่เห็นริเวอร์นั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน”
ปลายนิ้วของเขาขยับเล็กน้อยบนตัก
“เด็กตัวเล็กๆ คนนั้น เนื้อตัวมีแต่คราบเลอะเต็มไปหมด กำลังนั่งร้องไห้จนหน้าเปียกไปหมด” ผมนิ่งจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
“แต่กลับไม่มีเสียงเลย”
ดวงตาของเขาไหววูบเพียงเสี้ยวเดียว
“ไม่มีใครหันไปมองเด็กคนนั้นด้วยซ้ำ”
ภาพไฟสีขาวของหน้าห้องฉุกเฉิน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ และความหนาวเย็นในคืนนั้น ค่อยๆไหลกลับเข้ามาในความทรงจำของผมอีกครั้ง
พี่ไซลาสเงยหน้ากลับมาหาผม สายตามองนิ่ง
“ตอนนั้นพี่คิดว่า…”
เขาหยุดพูดเหมือนคำต่อไปติดอยู่ในลำคอ
“ทำไมเด็กคนนั้นถึงร้องไห้เหมือนพี่เลย”
หัวใจผมกระตุกเบาๆ
“วันที่แม่พี่จากไป” เขาพูดต่อ “พี่ก็ร้องแบบนั้น ร้องจนไม่มีเสียง”
มุมปากเขาขยับคล้ายจะยิ้ม แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่รอยยิ้ม
ห้องทั้งห้องเงียบลง
มีเพียงเสียงฝนกับเสียงบางอย่างในอกผมที่เริ่มเต้นผิดจังหวะ
“หลังจากวันนั้น…”
“ไม่ว่าริเวอร์จะอยู่ตรงไหน พี่ก็มักมองเห็นก่อนคนอื่นเสมอ”
แววตาเขาค่อยๆ อ่อนลง จนผมเริ่มกลัว
ลมหายใจผมสะดุด
“พี่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้นะครับ”
เขาพูดเบาลง
“พี่แค่…”
สายตาเขาจับอยู่ที่ผมแน่นขึ้น
“แค่อยากเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นให้ทันสักครั้ง”
ผมพยายามเรียบเรียงทุกอย่างที่เพิ่งได้ยิน
พยายามทำความเข้าใจว่าความรู้สึกที่อยู่ในสายตาคู่นั้น คืออะไรกันแน่ คือความรัก ความสงสาร หรืออะไรที่บิดเบี้ยวไปไกลกว่านั้น
ยิ่งคิด
ผมยิ่งไม่เข้าใจว่าตัวเองอยากถอยหนี หรืออยากเชื่อเขามากกว่ากัน
“ริเวอร์?”
เสียงเรียกจากพี่ไซลาสดังขึ้นใกล้มาก
แต่ผมกลับมองหน้าเขาไม่ชัดแล้ว เปลือกตาหนักลงอย่างประหลาด รสหวานในปากเริ่มขมขึ้นมา ก่อนที่ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงจนล้มพับลงไป
สัมผัสสุดท้ายคือริมฝีปากอุ่นที่ประทับลงบนหน้าผาก และเสียงกระซิบแผ่วเบา เป็นครั้งแรกที่ความอบอุ่นนั้น…
ทำให้ผมกลัว
“หลับฝันดีนะครับริเวอร์… พรุ่งนี้ตอนตื่นมา ทุกอย่างจะเหมือนเดิม”
โทรศัพท์ของพี่ไซลาส สว่างขึ้นอีกครั้งบนโต๊ะ
ชื่อ “พี่แอชตัน” กำลังกระพริบซ้ำๆ
แต่ไม่มีใครรับมัน