ผมนั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้พลาสติกหน้าห้องทำแผล มือทั้งสองประสานกันแน่นจนปลายนิ้วไร้สีเลือด
หลังออกมาจากบ้านหลังนั้น มือผมยังมีกลิ่นเลือดของพี่แอชตันติดอยู่ที่ปลายนิ้ว
ผมหลับตาลงแน่น แต่ภาพพวกนั้นกลับยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม
“ริเวอร์”
เสียงเรียกทุ้มต่ำและแหบพร่าฉุดผมให้สะดุ้งสุดตัว พี่แอชตันเดินออกมาจากห้องทำแผล บนหน้าผากมีผ้าก๊อซสีขาวปิดทับรอยแตกไว้ สีหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าเหมือนคนที่เพิ่งผ่านสงครามกลางพายุมา
ผมรีบลุกขึ้นทันที “พี่… เจ็บมากไหมครับ?”
“ไม่ตายหรอก” เขาแค่นยิ้มบางๆ อย่างอ่อนแรง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างผม
“พี่… ผมขอโทษนะครับ”
พี่แอชตันขมวดคิ้วทันที
“มึงขอโทษอะไร”
ผมเม้มปากแน่น
“หัวพี่แตกเพราะผมเลย”
พี่แอชตันถอนหายใจออกมาแผ่วเบา น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างลดระดับลงจนเหลือเพียงความอาทร
“กูไม่ได้เป็นอะไรมาก…มึงล่ะ มึงโอเคไหม?”
ผมส่ายหน้าช้าๆ คำถามนั้นมันใหญ่เกินกว่าที่ผมจะตอบได้ในตอนนี้
เสียงฝีเท้ารีบเร่งดังขึ้นจากปลายทางเดิน
ผมหันไปตามเสียง ก่อนจะเห็นมีนากับซันนี่วิ่งมาหยุดตรงหน้า สีหน้าทั้งคู่ซีดไม่ต่างจากคนที่เพิ่งร้องไห้มา
“อยู่นี่เอง ริเวอร์!”
มีนารีบเข้ามากอดผมแน่นทันทีจนผมชะงัก
“นายหายไปไหนมา… พวกเราติดต่อไม่ได้เลย”
เสียงเธอสั่นจนแทบขาดประโยค
ซันนี่เองก็หอบหนัก เสื้อเปียกฝนไปครึ่งตัว เขาหันไปเห็นผ้าก๊อซบนหัวพี่แอชตัน ก่อนสบถเบาๆ
“โห เชี่ย… พี่แม่งเละ”
“ยังไม่ตาย ไอ้สัด” พี่แอชตันตอบเสียงแหบ
ซันนี่ถอนหายใจแรงเหมือนเพิ่งปล่อยอะไรในอกลงได้ เขายกมือเสยผมเปียกๆ ไปด้านหลัง
“ตอนพี่ส่งพิกัดมา ผมนึกว่าแม่งจะหนักกว่านี้อีก…”
มีนากอดแขนตัวเองแน่น ก่อนพูดเสียงเบา
“พวกเราโทรแจ้งตำรวจตั้งแต่พี่แอชตันขับรถออกไปแล้ว”
ผมชะงัก
“ตอนแรกซันนี่จะขับตามไปด้วย” มีนาพูดต่อ ดวงตายังแดงอยู่ “แต่พี่แอชตันห้ามไว้”
ซันนี่หัวเราะแห้งๆ ในลำคอ
“พี่มันบอก ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง คนเยอะจะยิ่งวุ่น”
เขาหลุบตาลงเล็กน้อย
“แค่ให้พวกเราแจ้งตำรวจ แล้วรอฟังข่าวจากพี่เขาก่อน”
พี่แอชตันหลุบตาลงเงียบๆ เหมือนไม่อยากให้เรื่องนั้นสำคัญ
หัวใจผมกระตุกวูบ
ตอนนั้นเองผมถึงเพิ่งเข้าใจ ว่าพี่แอชตันไม่ได้บุกเข้าไปทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย
เขาเตรียมรับเรื่องแย่ที่สุดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
มีนาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนหันมามองหน้าผม
“เรื่องเรียนไม่ต้องห่วงนะ”
ผมเงยหน้าขึ้นมอง ซันนี่ถอนหายใจเบาๆ
“เดี๋ยวพวกเราช่วยจัดการเอง”
“จดเลกเชอร์ ส่งงาน คุยกับอาจารย์ ถ้าจำเป็นต้องพักเรียนสักพักก็เอาไว้ก่อน” มีนายิ้มบาง ๆ ทั้งที่ดวงตายังแดง
“ครั้งนี้เลิกห่วงคนอื่นก่อนก็ได้ ริเวอร์”
“นายคอยดูแลคนอื่นมาตลอดแล้ว” เธอบีบมือผมเบา ๆ
“พวกเราแค่อยากได้นายคนเดิมกลับมาก็พอ”
มีนาหันไปมองพี่แอชตัน ก่อนเม้มปากแน่นเหมือนยังลังเล
“งั้น… พวกเรากลับก่อนนะ”
ผมชะงักนิดๆ “อ้าว?”
ซันนี่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนยกมือเกาท้ายคอ
“เราแค่มาดูให้แน่ใจก่อนว่านายโอเคจริงๆ”
เขาหันไปมองพี่แอชตันแวบหนึ่ง
“แล้วตอนนี้นายคงอยากอยู่เงียบๆ มากกว่า”
มีนาพยักหน้าช้าๆ ก่อนบีบมือผมเบาๆ
“ถ้ามีอะไรโทรหาเราได้ตลอดนะ”
“คืนนี้… อย่าฝืนอยู่คนเดียวเลย”
ผมพยักหน้ารับช้าๆ
ซันนี่ตบบ่าพี่แอชตันเบาๆ
“ฝากด้วยนะพี่”
“อือ กลับดีๆ” พี่แอชตันตอบเสียงแหบ
ผมมองแผ่นหลังของทั้งคู่ที่ค่อยๆ เดินหายไปตรงปลายทางเดิน ท่ามกลางแสงไฟสีซีดของโรงพยาบาล
แล้วความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง
ผมควรจะโล่งใจ
ควรจะหยุดคิดถึงคนที่ทำให้ทุกอย่างพังได้แล้ว
แต่สุดท้าย สิ่งที่หลุดออกจากปากกลับเป็นอีกคำถาม
“แล้ว… พี่ไซลาสเป็นยังไงบ้างครับ?”
ทันทีที่ถามออกไป ผมก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที
ทั้งที่คนตรงหน้าคือคนที่เลือดอาบหัวเพราะผมแท้ๆ
แต่ส่วนลึกในอก ผมกลับยังอดเป็นห่วงพี่ไซลาสไม่ได้
พี่แอชตันถอนหายใจยาว ก่อนเอนหลังพิงผนังเย็นเยียบ หลับตาลงเหมือนคนหมดแรง
สีหน้าเขาดูเหนื่อยอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
“ยังอยู่ที่สถานีตำรวจ รอสอบปากคำ พี่โทรหาลุงทนายแล้ว จะหาทางช่วยมันอีกที”
หัวใจผมวูบโหวง ภาพสุดท้ายที่เห็นพี่ไซลาสถูกพยุงออกไปจากบ้านไม้หลังนั้น แววตาของเขาว่างเปล่าจนน่าขนลุก
“พี่ครับ…” ผมเม้มปากแน่น “ผมผิดไหม… ที่ผมยังเป็นห่วงพี่ไซลาสอยู่”
ความเงียบโรยตัวปกคลุมทางเดินในโรงพยาบาลอยู่พักใหญ่ ก่อนที่พี่แอชตันจะตอบออกมา
“ไม่ผิดหรอกริเวอร์… คนเรามันไม่ได้หยุดผูกพันกันง่ายขนาดนั้น”
เขาลืมตาขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่างที่ฟ้าเริ่มสาง
“กูเริ่มรู้ตัวว่าทุกอย่างมันจะพัง… ก็ตอนที่มึงหยุดใช้ชีวิตของตัวเองไปนั่นแหละ”
ผมชะงัก หันไปมองเสี้ยวหน้าของเขา
“ตอนแรกกูคิดว่ามึงแค่ชอบความสงบใน Recovery Room แต่หลังๆ มึงเริ่มหายไปจากวงโคจรของมนุษย์ปกติ มึงเลิกกลับหอ เลิกกินข้าวกับเพื่อน เลิกตอบแชตใครๆ”
“แล้วมึงก็เริ่มมองโทรศัพท์ตลอดเวลา เหมือนมึงต้องรอให้ใครสักคนอนุญาตก่อน ถึงจะกล้าหายใจ
คำพูดของเขาค่อยๆ ดึงบางอย่างที่ผมพยายามกดไว้ขึ้นมาทีละนิด น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลลงมาเงียบๆ
“กูผิดเอง…” พี่แอชตันหัวเราะขื่นๆ ในลำคอ
“กูไว้ใจมันเกินไป กูถึงได้มองข้ามความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากความใจดีนั่น… กูช่วยมันสร้างกรงขังมึงขึ้นมาแท้ๆ”
“พี่ไม่ผิดนะครับพี่แอชตัน…”
“ผิดดิริเวอร์” เขาขัดขึ้นทันที
“กูควรเห็นเร็วกว่านี้”
เขาหัวเราะขื่นๆ
“โดยเฉพาะในฐานะคนที่แม่งรู้สึกกับมึงมากขนาดนี้”
เราสองคนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
“ริเวอร์… ถ้ามึงจะคิดถึงมัน มึงก็คิดถึงได้นะ มึงไม่จำเป็นต้องเกลียดมันเพื่อที่จะเดินออกมาหรอก”
“ไซลาส... มันก็ยังเป็นเพื่อนกู”
เสียงของพี่แอชตันแหบกว่าปกติเล็กน้อย
ผมเพิ่งสังเกตว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยขอให้ผมเลือกใครเลย
ไม่เคยบอกให้ผมอยู่ข้างเขา
ไม่เคยพูดสักครั้งว่าควรเกลียดพี่ไซลาส ทั้งที่เขามีเหตุผลมากพอจะทำแบบนั้น
ผมก้มหน้าลง ภาพหลายอย่างไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว
วันฝนตกหนัก...
แก้วชาหอมกรุ่น ที่วางอยู่ข้างเตียง
เสียงทุ้มที่ดังขึ้นท่ามกลางอาการหายใจไม่ออก
พี่อยู่ตรงนี้แล้ว
ปลายนิ้วของผมสั่นเล็กน้อย
เพราะสิ่งที่ทรมานที่สุด คงเป็นการที่ผมยังจำความอบอุ่นเหล่านั้นได้ทุกอย่าง
“ไซลาส น่ะ ...”
พี่แอชตันเอนหลังพิงเก้าอี้ สายตามองเลยผ่านกระจกไปไกล เหมือนกำลังมองใครอีกคนในอดีต
“ตอนปีหนึ่ง กูกับมันเข้าบำบัดด้วยกันตลอด”
เขาหัวเราะเบาๆ ครั้งหนึ่ง แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นาน
“กูเห็นมันมาตลอด”
“มันเป็นคนที่เก็บทุกอย่างไว้กับตัว”
“ต่อให้ไม่ไหวแค่ไหนก็ไม่ค่อยพูด”
มือของพี่แอชตันเลื่อนไปถูท้ายทอยตัวเอง
“บางครั้งขนาดกูนั่งอยู่ข้าง ๆ”
“ยังไม่รู้เลยว่ามันกำลังแบกอะไรอยู่”
ห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วครู่ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงฝนที่ยังดังอยู่ไกลๆ
“แม่มันป่วยมานานแล้ว”
เขาพูดขึ้นอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม
“หลังพ่อเดินออกจากบ้านไป...” “บ้านนั้นก็ไม่เคยกลับมาเหมือนเดิมอีกเลย”
ผมนึกถึงบ้านหลังใหญ่นั่นที่เราเพิ่งจากมา
กลิ่นชา ผ้าม่านสีขาว และความเงียบ
ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ จนยากจะเชื่อว่ามีอะไรแตกสลายอยู่ข้างใน
มุมปากของพี่แอชตันขยับขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลับหม่นลง
“ทั้งที่บ้านมันมีพร้อมทุกอย่าง”
เขาหยุดไปพักหนึ่ง
ก่อนพูดต่อ
“แต่สุดท้ายกลับปล่อยให้เด็กอายุสิบสี่คนหนึ่ง...”
เสียงของเขาเบาลง
“นั่งเฝ้าแม่อยู่คนเดียวทุกคืน”
ผมหายใจช้าลงโดยไม่รู้ตัว
“บางวันแม่มันไม่ยอมออกจากห้อง”
“บางวันไม่ยอมกินข้าว”
“บางวันไม่ยอมคุยกับใครเลย”
พี่แอชตันหลุบตาลง
“แล้วไอ้เวรนั่นก็ยังตื่นไปโรงเรียนทุกเช้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
หัวใจของผมหนักขึ้นทีละน้อย
เพราะภาพของพี่ไซลาสในหัว
เริ่มไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ผมนิ่งฟังเงียบๆ
“ไซลาสแทบไม่เคยออกไปไหน เพราะมันกลัวกลับมาแล้วจะเจอแม่อาการหนัก”
เสียงฝนด้านนอกดังสม่ำเสมออยู่พักหนึ่ง ก่อนพี่แอชตันจะพูดต่อ
“มีวันนึง มันออกไปเล่นบาสแค่ครั้งเดียว”
เขาหลุบตาลง
“แล้วตอนกลับบ้าน…ทุกอย่างก็สายไปแล้ว”
หัวใจผมกระตุกวูบ
“หลังจากนั้นทุกคนก็ถามมันแค่ว่า ทำไมไม่อยู่เฝ้าแม่”
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างคนหมดแรง
“ไม่มีใครถามเลยว่าเด็กสิบสี่คนหนึ่งจะรับภาพแบบนั้นไหวได้ยังไง”
เขามองหน้าผมด้วยสายตาที่เข้าใจทุกอย่าง
“บางที… มันอาจกำลังพยายามแก้อดีตที่แก้ไม่ได้อยู่”
“แล้ว... มึงดันกลายเป็นคนที่มันเลือก”
ผมพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่
เหมือนจู่ๆ ทุกอย่างที่เคยสงสัยมันต่อเข้าหากันหมดแล้ว
ตอนนั้นเอง ผมถึงเข้าใจ
ว่าทำไมบางครั้งสายตาของพี่ไซลาสที่มองผม ถึงเต็มไปด้วยทั้งความรักและความหวาดกลัวพร้อมกัน
“ตอนนั้น…”
“พี่ไซลาสคงเหงามากเลยนะครับ” เสียงผมเบาจนแทบหายไป
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
พี่แอชตันไม่ได้ตอบ
เขาแค่เอื้อมมือมากุมมือผมไว้หลวมๆ
“ริเวอร์”
เสียงพี่แอชตันดึงผมกลับมาจากความคิดที่พันกันยุ่งเหยิง
ผมเงยหน้าขึ้น อีกฝ่ายกำลังมองผมอยู่
พี่แอชตันถอนหายใจเบา ๆ
ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“คืนนี้... มึงไม่ต้องกลับไปอยู่คนเดียวที่หอหรอก”
ผมนิ่งไป
“ไปอยู่ห้องกูก่อน เออ...”
เขาเกาท้ายทอยตัวเองเหมือนคนไม่ถนัดพูดอะไรจริงจัง
สายตาเลยหลบไปมองทางอื่นแทน
“ถือว่าพี่ขอนะ”
ห้องเงียบลงอีกครั้ง
ผมมองอีกฝ่ายอยู่พักหนึ่ง
สำหรับผม พี่แอชตันไม่เคยมีคำสัญญาสวยหรู
เขามีเพียงพื้นที่ว่างเงียบๆ ที่เขาหยิบยื่นมา ให้ผมได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
ผมไม่ได้ตอบทันที
เพียงแค่พยักหน้าช้าๆ เพราะตอนนี้…
ผมเองก็ไม่อยากอยู่คนเดียวเหมือนกัน
✦ ✦ ✦
ระหว่างทางกลับคอนโด พี่แอชตันแวะสถานีตำรวจอยู่พักหนึ่ง
เขาบอกแค่ว่า “เดี๋ยวมา” ก่อนปล่อยผมนั่งรอในรถเงียบๆ ท่ามกลางเสียงฝน
ตอนนั้นผมไม่ได้ถามอะไร เพราะเปลือกตาหนักจนแทบลืมไม่ขึ้นแล้ว ผมนั่งกอดกระเป๋าเป้แน่นมองแสงไฟตามถนนที่ไหลผ่านไป
✦ ✦ ✦
พอเข้าห้อง พี่แอชตันก็โยนผ้าเช็ดตัวสะอาดมาให้เหมือนกลัวว่าถ้าพูดอ่อนโยนเกินไป ตัวเองจะทำตัวไม่ถูก
“ไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะไม่สบายอีก”
ผมพยักหน้ารับเงียบๆ
แต่ตอนเดินผ่านโต๊ะกลาง ผมกลับชะงัก
มีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่ตรงนั้น
หนากว่าที่คิด และด้านบนสุด… มีชื่อผมอยู่
ริเวอร์
หัวใจผมกระตุกแรงโดยไม่มีสาเหตุ ภาพห้องลับในบ้านไม้ผุดขึ้นมาในหัวทันที
รูปถ่ายในงานวันเกิด
ตารางเรียนมัธยม
รายชื่อยา
แม้แต่กระดาษโน้ตเล็กๆ ที่เขียนว่า
วันนี้ริเวอร์ยิ้ม
ลมหายใจผมเริ่มติดขัดอีกครั้ง
“นั่นอะไรครับ…”
พี่แอชตันที่กำลังเปิดตู้เย็นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนปิดประตูช้าๆ
สีหน้าเขาดูเหนื่อยขึ้นมาทันที
“ลุงทนายฝากมา”
เขาเว้นช่วงหายใจ
“ตำรวจยังไม่คืนของกลางหรอก”
ความเย็นวาบแล่นขึ้นมาตามสันหลังผม
พี่แอชตันหลุบตาลง ก่อนพูดต่อช้าๆ
“แต่มีบางอย่างที่เขาคิดว่ามึงควรเห็น”
ทั้งห้องเงียบลงทันที
ผมค่อยๆ เปิดแฟ้มในมืออย่างลังเล
และวินาทีแรกที่เห็นสิ่งข้างใน—
มันไม่ใช่รูปถ่ายของผม
ไม่ใช่บันทึกเฝ้าดูชีวิต
แต่เป็นใบเสร็จค่าเทอม
สลิปการโอนค่ายาของผม ให้ผ่านบ้านเด็กกำพร้า
เอกสารทุนการศึกษามัธยมจนถึงมหาลัย
ทุกอย่างมีชื่อผมอยู่ด้านบน
ทุกอย่างลงวันที่ต่อเนื่องกันมาหลายปี
มือผมเริ่มสั่นช้าๆ
เหมือนโลกทั้งใบกำลังค่อยๆ บิดเบี้ยวไปอีกทาง
พี่ไซลาสไม่ใช่แค่เฝ้ามอง
แต่ประคองมืออยู่ใต้ชีวิตผมมาตลอด
ผมนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ความกลัวที่เคยอัดแน่นอยู่ในอกค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่าง
และนั่นกลับน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
เพราะลึกๆ แล้ว ผมรู้ดีว่า
ทุกอย่างมัน “พอดีเกินไป” มาตั้งแต่ต้นแล้ว
เสียงพี่แอชตันดังขึ้นช้าๆ
“ไซลาสเห็นมึง ตั้งแต่ก่อนมึงจะรู้จักมันอีก” “ที่ผ่านมา ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ไซลาสจัดการทุกอย่างผ่านชื่อมูลนิธิคุณตามาตลอด”
ในหัวผมหนักอึ้ง ปลายนิ้วเริ่มชา ผมได้ยินแค่เสียงหัวใจตัวเอง น้ำตาค่อยๆ ไหลลงมาอาบแก้ม
ผมนึกถึงทุกครั้งที่พี่ไซลาสถามว่าถึงหอหรือยัง
ทุกครั้งที่เขารออยู่ใน Recovery Room
ทุกครั้งที่เขาพูดว่า
“พี่อยู่ตรงนี้แล้ว”
ผมเริ่มไม่แน่ใจอีกต่อไปว่า…
ชีวิตผมรอดมาได้เพราะความโชคดี
หรือเพราะมีใครบางคนไม่เคยปล่อยมือจากผมเลย
“ถ้าเรามีชีวิตอยู่ต่อได้… เพราะใครคนนึง…”
“แบบนั้นยังเรียกว่าความรักได้ไหมครับ” เสียงผมสั่นจนแทบไม่เป็นคำ
“มันรักมึง…ริเวอร์”
“แต่มันไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้มึงไม่มีสิทธิ์เลือกชีวิตตัวเอง”
ผมก้มมองเอกสารทุนมหาวิทยาลัยในมืออีกครั้ง
ด้านล่างสุด มีลายเซ็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ชื่อคุณตาของพี่ไซลาส
แต่เป็นชื่อของ พี่ไซลาส เอง