“เป็นไงบ้างคะดีดี้ วันนี้มาก่อนเวลานัดเลยนะ”
ดิดิเย่ร์เดินเข้ามาในห้องทำงานของน้ำค้างด้วยท่าทีสุภาพเรียบร้อย ยกมือไหว้ทุกคนในห้องอย่างมีมารยาท
“สวัสดีครับพี่หมอ วันนี้ผมมาปรึกษาตามที่นัดไว้ครับ”
“อ่ะ ได้เลยค่ะดีดี้มีอะไรจะเล่าให้พี่น้ำค้างฟังบ้างคะ”
วรดาเปิดทางให้ดิดิเย่ร์เป็นคนเล่าออกมาก่อน ส่วนเธอเองจะคอยฟังอย่างตั้งใจ ดีดี้สุดลมหายใจเข้าออกยาวๆอยู่ 2 ครั้งจึงเริ่มเล่าออกมา
“พี่หมอครับ ช่วยผมด้วยนะครับ ผมอยากยิงประตูช่วยทีมมากกว่านี้”
ดิดิเย่ร์พูดถึงสิ่งที่ตนเองคิดออกมาอย่างเปิดเผยโดยที่วรดาไม่จำเป็นต้องค้นหาอีก
“เอางี้นะ ใจเย็นๆค่ะดีดี้ค่อยๆเล่ามา ว่าอะไรทำให้เราอยู่ๆก็คิดสิ่งนี้ขึ้นมาคะ?”
ดิดิเย่ร์เริ่มเล่าออกมา นัยน์ตาปรากฏน้ำตาคลอเล็กน้อย
“ผมอยากช่วยทีมได้มากกว่านี้ครับหมอ”
“แล้วที่ดีดี้ทำอยู่ตอนนี้มันยังรู้สึกว่าช่วยทีมได้ไม่มากเหรอคะ?”
“ครับ เอาจริงๆในเกมนึงผมได้โอกาสยิงหลายครั้งนะครับ แต่ส่วนใหญ่ผมจะใจร้อนแล้วยิงเต็มแรงตลอด”
วรดาฟังอย่างครุ่นคิด เธอเองก็ดูการแข่งขันเกือบทุกนัดจึงย้อนถามกลับบ้าง
“แต่ดีดี้ก็เริ่มยิงได้เรื่อยๆนี่คะ หมอก็ดูอยู่บ่อยๆนะ”
“ครับ แต่ทุกลูกที่ยิงถ้าไม่ได้พี่ตฤณช่วยผมคงไม่มีทางทำได้ ผมต้องขอบคุณพี่เขามากกว่าครับ”
“ดีดี้รู้สึกว่าถ้าไม่มีพี่ตฤณแล้วตัวเองจะทำไม่ได้ใช่ไหมคะ?”
น้ำค้างถามกลับอย่างตรงจุด ทำเอาดิดิเย่ร์ถึงกับจุกอกก้มหน้าลงคล้ายพยายามกลั้นน้ำตาไว้
“เอาแบบนี้นะคะ ไหนดีดี้ลองเล่าเรื่องของตัวเองมาให้พี่น้ำค้างฟังหน่อย จะได้รู้จักตัวตนของเรามากขึ้น”
“ได้ครับพี่หมอ”
“ดีดี้มาเล่นฟุตบอลที่ประเทศไทยได้ยังไงคะ?”
“มีเอเย่นต์แนะนำมาครับ ตอนนั้นผมอายุแค่ 18 เองครับ พ่อแม่ผมที่ไอวอร์รี่โคสต์ก็สนับสนุนเต็มที่เลย”
“โห....อายุแค่นั้นกล้าตัดสินใจออกจากบ้านมาไกลมากเลยนะคะนี่ ”
“ครับพี่หมอ แต่มันก็เจอปัญหาตั้งแต่แรกเลย”
“หืม....ตั้งแต่มาถึงเลยเหรอ?”
“ครับ ปรากฏว่าเอเย่นต์คนนั้นเขาหลอกผม เขาแค่พามาอยู่ที่พักแถวข้าวสาร แล้วก็ปล่อยให้ผมรออยู่ 7 วันโดยไม่มาหาเลย แค่โทรศัพท์คุยกัน อ้างว่าติดธุระพาไปหาสโมสรที่นัดไว้ยังไม่ได้”
วรดาตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง เธอพยายามสมมุติตัวเองว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้นจะรู้สึกอย่างไร ดิดิเย่ร์ยังคงเล่าต่อไปอย่างไหลลื่น
“ท้ายสุดเขาก็ลอยแพผมครับ เชิดเงินไปด้วยนั่นมันเงินเก็บเกือบทั้งชีวิตของพ่อกับแม่ผมเลยนะ”
ดิดิเย่ร์รู้สึกสะเทือนใจเมื่อเล่าถึงตอนนี้ แม้เหตุการณ์ผ่านมา 8 ปีแล้วก็ตาม
“โห....หนักเลยนะคะ ตัวคนเดียวต่างแดน แถมโดนโกงเงินอีก แล้วดีดี้ทำยังไงต่อล่ะคะ?”
“ตอนนั้นก็คิดอะไรไม่ออกครับ เงินติดตัวมีอยู่น้อยมาก พอดีก็ไปนั่งอยู่แถวๆข้าวสารนั่นล่ะครับ สภาพดูไม่ได้เลยล่ะ ดีว่าคุณลุงเมห์ดี้แกมาเจอเข้า”
ดิดิเย่ร์นึกถึงผู้มีพระคุณชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรียท่านหนึ่ง ปัจจุบันทุกคนในทีมก็เห็นเขาโทรหาลุงเมห์ดี้ผู้นี้อยู่ตลอด
“เขาช่วยดีดี้ยังไงบ้างคะ?”
“ตอนแรกเลยก็หาข้าวให้กินครับ จากนั้นก็คุยกันว่าผมเจออะไรมา พอรู้ว่าผมเป็นนักฟุตบอลลุงแกก็โทรหาเพื่อนแกที่ทำทีมฟุตบอลเดินสายทันทีเลย”
“โอ้...ลุงเมห์ดี้นี่ใจดีมากเลยนะคะ แล้วแกเองอยู่เมืองไทยมานานแล้วเหรอ”
“ใช่ครับพี่หมอลุงแกแต่งงานกับคนไทย ปกติก็อยู่บ้านแถวๆโคราชแต่เหมือนโชคชะตะครับ แกมาทำธุระที่กรุงเทพแล้วไปเที่ยวข้าวสารพอดีเลยได้เจอผม”
ดิดิเย่ร์หยุดจิบน้ำอึกหนึ่งแล้วจึงเล่าต่อ
“ลุงเมห์ดี้พาผมไปหาเพื่อนในอีก 2 วันให้หลังเลยครับ เพื่อนแกที่ทำทีมอยู่ก็โอเคเพราะบอกว่าผมตัวใหญ่ดีเลยรับไว้ เขาก็ให้เงินเดือนด้วยครับพออยู่ได้แบบไม่อดเลย ผมก็พอมีเงินส่งกลับบ้านทุกเดือนด้วย”
“แล้วตอนเล่นที่นั่นดีดี้ยิงได้เยอะไหมคะ?”
“ยิงได้ครับ เหมือนว่าผมตัวใหญ่กว่าแข็งแรงกว่าด้วย คู่แข่งส่วนใหญ่ก็ระดับสมัครเล่น ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ กลัวเรื่องเดียวคือบางทีไปชนะพวกเจ้าถิ่นขาใหญ่อะไรทำนองนี้น่ะครับ”
“ประเภทบอลแพ้คนไม่แพ้ใช่ไหมคะ”
“ครับพี่ มีเรื่องไล่ต่อยกันวุ่นวายเลย แต่ผมหนีอย่างเดียวครับพี่หมอ ผมทำร้ายใครไม่เป็น”
“ดีแล้วค่ะดีดี้ คนอื่นในทีมเขาก็พูดกันหมดนะว่าดีดี้แค่ตัวใหญ่แต่นิสัยน่ารักและอ่อนโยนมาก”
ดิดิเย่ร์ยิ้มรับพร้อมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม จิตแพทย์สาวสังเกตว่าจิตใจของนักเตะผิวสีเริ่มเปิดกว้างสบายมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังปล่อยให้เขาเล่าเรื่องของตัวเองต่อไป
“เล่นเดินสายอยู่ 1 ปีได้ครับ มีวันนึงมีโค้ชของทีมในลีก T3 มาเจอผมเข้าก็เลยมาพูดคุยกับเฮียณรงค์เจ้าของทีมฟุตบอลเดินสาย เฮียแกก็ตกลงให้ผมไปเล่นลีกอาชีพได้”
“แล้วชีวิตในฟุตบอลอาชีพเป็นยังไงบ้างคะ”
“ยิงระเบิดเลยครับ ปีแรก 24 นัดยิงไป 20 ประตู แต่ทีมไม่ได้เลื่อนชั้นนะครับ จากนั้นผมก็เหมือนมือปืนรับจ้างใน T3 เลยครับอยู่ปีละทีมยิงแหลกทุกทีม”
ท่าทีของดิดิเย่ร์ที่พูดถึงฟอร์มอันร้อนแรงของตัวเองดูมีความภูมิใจอย่างมาก น้ำค้างที่มองตลอดเวลาจึงคอยจดไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในการปรึกษาต่อไป
“ผมเล่น T3 อยู่ 4 ปีครับจนทีมเลื่อนชั้นมา T2 นั่นล่ะครับ”
วรดาฟังอย่างตั้งใจเพราะรู้สึกได้ว่าปมปัญหาน่าจะเกิดจากจุดนี้
“ระดับความยากมันเพิ่มขึ้น เจอกองหลังต่างชาติตัวใหญ่ๆไม่ต่างจากผมมากแถมประสบการณ์สูงอีก กลายเป็นผมเล่นยากไปเลย อะไรที่เคยทำได้เริ่มทำยากขึ้น”
“แล้วปีแรกใน T2 ดีดี้ยิงไปเท่าไรล่ะคะ?”
“3 ลูกเองครับ แล้วเป็นแบบยิงไปแฉลบเข้าทั้งหมดด้วย”
สีหน้าของเขาดูเจื่อนลงอย่างมากเมื่อพูดถึงช่วงเวลานี้ น้ำค้างก็ทำการจดลงไปในสมุดของเธอ
“ผมเล่นทีมนั้นแค่ 2 ฤดูกาลครับแล้วเขาก็ไม่ต่อสัญญา แล้วทั้งหมดยิงได้แค่ 5 ลุกแบบฟลุ้กๆทั้งหมดเลยครับพี่หมอ”
“จากนั้นก็มาอยู่กับเจ้าพระยา บราโว่สินะคะ”
“ใช่ครับ แต่จริงๆก็มีช่วงที่ไม่มีทีมอยู่ครึ่งฤดูกาลครับ เลยกลับไปเดินสายกับเฮียณรงค์ โค้ชดนัยมาเจอเข้าก็เลยดึงผมไปช่วงเลก 2 อีกที”
“โค้ชดนัยเขาได้บอกไหมคะว่าดึงตัวดีดี้มาเพราะอะไร”
“ไม่ได้พูดอะไรมากครับ แค่บอกว่ามั่นใจในตัวผม แต่พอมาอยู่ที่นี่ระบบดีมากเลยครับ จากที่ผมแค่สูงกับฟิต ทีมฟิตเนสที่นี่เคี่ยวเข็ญซะผมกล้ามบึ้กอย่างที่เห็นล่ะครับ”
“เท่าที่รู้จักโค้ชดนัยมาพี่เขาก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ ไม่พูดอะไรมากแต่ตัดสินใจถูกเสมอ พี่ว่าการที่เขาดึงดีดี้มาอยู่ด้วยคงเห็นล่ะว่าเราเป็นคนเก่ง”
“ขอบคุณครับพี่หมอ แต่ว่าผมอยู่กับทีมมารวมฤดูกาลนี้ก็เกือบ 3 ปี ผมเพิ่งมายิงได้จริงๆก็ตอนที่พี่ตฤณมาร่วมทีมนี่ล่ะครับ”
ท่าทางของเขาเริ่มดูสลดลงอีกครั้ง วรดาจึงเริ่มพูดคุยเชิงลึกมากขึ้น
“เท่าที่ฟังมาพี่ว่าดีดี้ก็ยิงประตูมาตลอดจนที่เจอเกมที่ยากขึ้นสินะคะ”
“ใช่ครับตอนอยู่ T2 เลย”
“แล้วเราได้พยายามทำอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นรึเปล่า”
“ครับ ผมไปดูคลิปของนักฟุตบอลยุค 90 แล้วชอบกองหน้าอาร์เจนติน่าคนนึงมาก เขายิงแรงยิงคมสะใจ ผมเลยคิดว่าถ้ามันยากมากๆ เราใส่เต็มข้อไว้ก่อนน่าจะดีกว่า แล้ว 5 ลูกที่ยิงได้ก็คือเอาแรงเข้าว่าแล้วมันแฉลบล่ะครับ”
น้ำค้างเริ่มจับปมได้เพราะตฤณเคยเล่าให้ฟังเสมอว่าดิดิเย่ร์เวลาจะยิงชอบตะโกนว่า “เต็มข้อโว้ย”อยู่เสมอ
“ทำไมดีดี้ถึงคิดตัดสินใจใช้การยิงแรงๆไว้ก่อนล่ะ?”
“ผม....ผมกลัวว่าถ้าไม่รีบยิงมันจะพลาดอีกครับ เลยขอให้ยิงไว้ก่อน”
“แล้วดีดี้กลัวพลาดเพราะอะไรล่ะคะ บอกพี่ได้รึเปล่า?”
ดิดิเย่ร์น้ำตาเอ่อจนเกือบจะร้องไห้ออกมา แต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้สุดกำลัง
“คือผมกลัวว่าทุกคนจะผิดหวังในตัวผมครับ โดยเฉพาะโค้ชดนัยเขาอุตส่าห์เชื่อมั่นในตัวผม”
“แล้วเวลาที่อัดเต็มแรงแล้ว ดีดี้รู้สึกยังไงบ้างล่ะ?”
“เหมือนรู้สึกว่าอย่างน้อยก็ได้พยายามสู้ครับ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยและสุดท้ายก็เสียบอลโดยไม่ได้ยิง เพราะกองหลังคู่แข่งเร็วและแข็งแกร่งทุกทีม”
วรดาพยักหน้าอย่างเข้าใจมากขึ้น เธอจดลงสมุดบันทึกเอาไว้อีกครั้ง
“แล้วเวลาเราไม่รีบยิงแรงๆก่อนมันเกิดอะไรขึ้นบ้างล่ะ?”
“ผมมักจะช้าไปจังหวะนึงจนโดนแย่งบอลครับ สิ่งที่เห็นคือทุกอย่างมันเร็วไปหมดจนทำอะไรไม่ถูกเลย ”
วรดาวางปากกาลงแล้วยิ้มอย่างใจดี สีหน้าของเธอเหมือนมีรังสีแห่งความเมตตาแผ่ออกมาอย่างที่สัมผัสได้ไม่ยากนัก
“ก่อนอื่นพี่ขอชมดีดี้เลยนะที่กล้าพูดออกมาแบบเปิดเผย และเท่าที่ฟังเหมือนเราก็รู้ปัญหาของตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว”
ดิดิเย่ร์พยักหน้าเบาๆตั้งท่าพร้อมจะฟังต่อ วรดาจึงค่อยๆพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราวกับพี่สาวคนหนึ่งเปิดใจคุยกับน้องชาย
“แล้วเวลาที่ดีดี้พลาด เพื่อนๆกับโค้ชเขาว่ายังไงบ้างล่ะคะ”
“ไม่มีใครว่าอะไรเลยครับ ยิ่งพี่ตฤณกับอินบอมมีแต่พยายามจะส่งบอลให้ผมมากขึ้นซะอีก”
“แล้วดีดี้รู้สึกยังไงล่ะเวลาที่เพื่อนไม่ว่า แถมยังพยายามสนับสนุนมากขึ้นอีก”
“ผมรักพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆเลยครับ และอยากพยายามตอบแทนความไว้ใจนี้ให้มากที่สุด”
“พี่ดีใจที่ได้ยินแบบนี้นะคะ แล้วเชื่อว่าคนอื่นๆก็คงคิดเหมือนพี่แน่ๆ เขาต้องเข้าใจดีดี้มากขึ้นว่ากล้าหาญและพยายามขนาดไหน”
นักเตะชาวไอวอร์เรี่ยนยิ้มกว้างอย่างคนที่ปลดปล่อยอารมณ์ที่เก็บไว้ออกมา ใจของเขาโล่งอย่างบอกไม่ถูก แต่ยังคงอยากหาทางออกของตัวเองให้มากขึ้น
“ตอนนี้ผมสบายใจขึ้นมากๆแล้วครับพี่หมอ แต่ที่อยากจะก้าวผ่านให้ได้จริงๆคือเวลาได้บอลแล้วใจมันเร่งร้อนจนผมลนไปหมดนี่ล่ะครับจะแก้ไขยังไงดี”
วรดาหยุดฟังแล้วครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะนึกถึงประสบการณ์ตรงของตฤณ , ณวริศ และ ยานนิค จึงพอจะหาทางช่วยดิดิเย่ร์ได้
“อืม พี่หมอถามหน่อยนะ ดีดี้จะรู้สึกสบายใจตัวเบาใจเบาเวลานึกถึงอะไรคะ? ”
ดิดิเย่ร์หวนนึกถึงบ้านเกิดที่เมืองอาบีจาน(Abidjan) บ้านของเขาอยู่ไม่ห่างจากชายหาดมากนัก เขาหลับตาอยู่พักหนึ่งจึงลืมตาขึ้นแล้วบอกสิ่งที่เห็น
“ผมจะรู้สึกดีเวลานึกถึงทะเลที่บ้านเกิดครับ ถึงมันอาจจะไม่ได้สวยมากเท่ากับในประเทศไทย แต่มันอบอุ่นหัวใจเหมือนได้อยู่ใกล้พ่อกับแม่ด้วย”
วรดารู้สึกยินดีที่ดิดิเย่ร์นึกออก เธอคิดมาตลอดว่าเคสของดิดิเย่ร์ไม่ได้มีปัญหาจนต้องใช้เทคนิคเฉพาะของจิตแพทย์มากนัก เพียงแค่ฟังอย่างลึกซึ้งและสะท้อนสิ่งที่เขาคิดออกมาให้เจ้าตัวเห็นภาพมากขึ้นก็เพียงพอจะปลดล็อคตัวเองได้แล้ว
“ดีดี้ลองพยายามนึกถึงภาพนั้นสิคะ ไม่ต้องรีบลืมตาเอาที่รู้สึกพอใจได้เลย”
“ครับพี่หมอ”
ดิดิเย่ร์หลับตานึกถึงชายหาดแกรนด์ บาสซัม (Grand Bassam) ใจของเขานิ่งสงบลงอย่างง่ายดาย ความรู้สึกว่าลมและคลื่นกระทบฝั่งชัดเจนราวกับไปอยู่ที่นั่นจริงๆ นักเตะผิวสีนึกถึงสิ่งนั้นอยู่ราว 5 นาทีจึงลืมตาขึ้น เขารู้สึกเหมือนเห็นทุกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆดูช้าลง แต่พอนึกขึ้นได้ว่าจะคุยกับน้ำค้างต่อทุกอย่างจึงกลับมาเป็นปกติ
“โห พี่หมอ มันสงบมาก เป็นอะไรที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนเลยครับ”
วรดาดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น เธอสังเกตได้ว่าดิดิเย่ร์เป็นคนซื่อๆ การจะทำใจให้สงบจึงไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับเขา
“ขอบคุณพี่หมอมากนะครับ วันนี้ผมได้อะไรเยอะมากเลย”
“จ้า....ถ้าไงก็พยายามฝึกนึกถึงภาพทะเลที่บ้านให้คล่องๆไว้ล่ะมันน่าจะช่วยให้ดีดี้สงบใจในเวลาสำคัญได้อยู่”
“ครับพี่หมอ ผมจะทำทุกวันเลย ถ้าไงผมขอตัวนะครับ พอดีช่วงบ่ายมีกิจกรรมชุมชนที่ต้องไปทำครับ”
นักเตะไอวอร์รี่โคสต์ยกมือไหว้อย่างนอบน้อมและเดินอย่างสบายใจกลับไป
“เสาร์นี้ฉันจะใช้สิ่งนี้ล่ะไปใช้ในสนาม ฉันจะตอบแทนความเชื่อใจของทุกคนให้ได้”
เกมการแข่งขันไทยลีกสุดสัปดาห์ เจ้าพระยา บราโว่ ต้อนรับการมาเยือนของ สุโขทัย ซิตี้
“เกมคงง่ายขึ้นนิดหน่อยนะ เหมือนฝั่งนั้น ปอ กับ เพชร จะติดโทษแบนทั้งคู่”
ตฤณพูดกับติอาโก้ขณะที่เตรียมลงสนาม
“ใช่ครับพี่ตฤณ นัดแรกที่เราไปเยือนเขาช่วงเลกแรก เจ้า 2 คนนี้เล่นดีจัดๆ เอาจริงๆน่ากลัวกว่าตัวต่างชาติซะอีกนะครับ”
“แต่เราก็ประมาทไม่ได้นะ โค้ชปริกรเป็นคนเก่ง ฉันรู้จักเขาดีคิดว่าคงมีแผนแน่ๆ”
เกมในสนามทีมสุโขทัย ซิตี้ เล่นอย่างรัดกุม พวกเขาไม่ยอมตัดฟาล์วระยะ 40 หลาลงมาแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้โอกาสจากฟรีคิกของตฤณถูกตัดออกไปด้วย
“ทำไงดีล่ะ พวกเขายืนเกมรับกันแน่นมาก เหมือนวันนี้พอใจแค่ได้ 1 แต้มเท่านั้น”
ตฤณครุ่นคิดขณะที่พาบอลขึ้นมาตรงกลางสนาม ทุกคนถูกประกบติด จนไม่มีช่องว่างให้เจาะได้เลย
“ถ้ามีนูโน่กับเจ้าต่ายคงดี 2 คนนั้นเข้าขารู้ใจกันมาก น่าจะมีลูกเหนือความคาดหมายที่ทำอะไรคู่แข่งได้”
ตฤณเหลือบไปเห็นดิดิเย่ร์ที่อยู่บริเวณกรอบเขตโทษยืนเรียกบอลอยู่
“ให้ผมจัดการเองพี่ตฤณ!”
ตฤณสังเกตว่าเขาอยู่ในพื้นที่ๆพอจะทำเกมบุกต่อได้ จึงชิปบอลให้ดีดี้ไป กองหน้าผิวสีจับบอลได้ มีโรแบร์โต้กองหลังของทีมเยือนเข้ามาปะทะแทบจะทันที
“ฉันน่ะแข็งแกร่งกว่านายเยอะ”
ดิดิเย่ร์ครองบอลเบียดโรแบร์โต้จนเสียหลัก แม้กองหลังบราซิลไม่ล้มแต่ก็เปิดช่องให้ดิดิเย่ร์พลิกตัวหันหน้าเข้าหาประตูได้ เขาทำท่าจะง้างยิงในระยะ 20 หลาแบบไม่คิดเยอะตามสไตล์
“ดีดี้ อย่าเต็มข้อนะ!”
ตฤณตะโกนบอกดิดิเย่ร์อย่างเช่นเคย เพราะการที่เขาเตะโดยที่ไม่เต็มแรง มักจะได้ลุ้นมากกว่า
“ไม่ครับ คราวนี้เต็มข้อโว้ย!”
ดิดิเย่ร์ใช้เพียงชั่วลมหายใจเดียวนึกถึงชายทะเลที่บ้านเกิด ใจของเขาสงบอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะ 5 วันที่ผ่านมาเมื่อใดที่ว่างเขาจะฝึกสิ่งนี้ตลอด ทำให้เขานึกภาพชายหาดได้ดั่งใจนึก
“โอ้ว นี่มันวิเศษจริงๆ ทุกอย่างช้าลงจนเราเห็นชัดเลย”
กองหน้าไอวอร์รี่โคสต์เตะบอลเต็มแรงด้วยเท้าขวา การวางเท้าของเขาหากใช้ภาพช้ามาดูจะพบว่าสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ บอลจากเท้าของเขาพุ่งเป็นจรวดสูงระดับเอวเข้าไปเสียบตาข่ายโดยที่ผู้รักษาประตูแทบไม่มีโอกาสได้ขยับแม้แต่น้อย
“ดิดิเย่ร์ คัวซี่ ยิงลูกนี้สุดสวยจริงๆครับ เจ้าพระยา บราโว่ขึ้นนำแล้ว 1-0”
ตฤณกับเพื่อนร่วมทีมแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น แต่ก็วิ่งไปแสดงความดีใจกับกองหน้าจอมแกร่งที่กำลังวิ่งไปสะใจคนเดียวที่มุมธง
“เป็นลูกยิงที่เจ๋งมากดีดี้”
“ขอบคุณครับกัปตัน พี่แอสซิสต์ให้ผมอีกแล้วนะครับ”
ดิดิเย่ร์ยิ้มอย่างปลดปล่อยและกลับไปเริ่มเล่นต่อ เกมยังคงเป็นรูปแบบเดิมทีมเยือนยังทำเกมบุกไม่ขึ้น ได้แต่ตั้งเกมรับอย่างรัดกุมต่อไปจนจบครึ่งแรก
เริ่มครึ่งหลังมา 20 นาที ติอาโก้ได้บอลจากตฤณตรงระยะ 30 หลา กองกลางชาวบราซิลพลิกตัวหนีจากการเข้าประกบได้อย่างง่ายดาย ทว่าเขาไม่เห็นช่องที่จะจ่ายใครได้
“ไม่รู้จะให้บอลใครเลย แต่ช่องจะยิงพอมี”
ติอาโก้ยิงไกลจากระยะ 30 หลาบอลพุ่งแรงทิศทางเข้าหาเสาไกลทว่าบอลกลับถูกปัดปลายมือไปชนสาออกมา
“บ้าจริงอีกนิดเดียวแท้ๆ”
ติอาโก้กุมศีรษะด้วยความเสียดาย แต่พลันมีเงาร่างอันใหญ่โตพุ่งเขาหาบอลที่กระฉอกออกมาอย่างว่องไว
“เต็มข้อโว้ย!”
ดิดิเย่ร์ คัวซี่ แหวกกองหลังทีมเยือนทุกคนอย่างแข็งแกร่งก่อนที่จะซัดเต็มข้อด้วยเท้าขวาบริเวณจุดโทษ บอลเสยใต้คานเข้าไปอย่างรุนแรง ผู้รักษาประตูของสุโขทัย ซิตี้ ได้แต่ยกมือทำท่าป้องกันเท่านั้น แต่บอลก็เสียบตาข่ายไปแล้ว
“สุดยอดมากดีดี้!”
ตฤณกับติอาโก้พูดออกมาแทบจะพร้อมกัน เขาเข้าไปกอดดีใจกับศูนย์หน้าจอมแกร่งจนล้มลงกับพื้น ผู้ชมในสนาม 8,000 คน พากันโห่ร้องดีใจและตะโกนเชียร์
“ดีดี้! ดีดี้! ดีดี้!” ดังสนั่น นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขายิงได้ 2 ประตูในเกมเดียวอีกด้วย
เกมมาถึงนาทีสุดท้าย ทีมเยือนดูจะหมดกำลังใจและพลังกายไปอย่างมาก เจ้าพระยา บราโว่จึงครองเกมบุกแทบจะฝ่ายเดียว แต่จังหวะที่ สุโขทัย ซิตี้ เช็คล้ำหน้าพลาด บอลจากการจ่ายเรียดขวางสนามของจองอินบอมทางกราบขวาทำให้ดิดิเย่ร์หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตูตัวต่อตัว
“ทุกคนคงคิดว่าเราจะซัดเต็มข้อสินะ”
ดิดิเย่ร์นึกถึงภาพชายหาดอีกครั้ง ใจของเขาสงบลงชั่วชณะ ภาพที่เขาเห็นคือ ผู้รักษาประตูเคลื่อนที่ช้ามาก และเขาก็สามารถมองออกว่าจะทำอย่างไรต่อไป
“ตัวฉันที่เป็นยอดดาวยิงสมัย T3 กลับมาแล้ว!”
ดิดิเย่ร์ ล็อคหลบผู้รักาประตูอย่างง่ายดาย แล้วจึงเลี้ยงบอลเข้าประตูอย่างเหนือชั้น หลังยิงลูกนี้เสร็จเขาวิ่งดีใจกระโดดขึ้นไปเกาะอัฒจันทร์ฝั่งทิศใต้อย่างสะใจ แฟนบอลตรงนั้นก็มาสัมผัสมือและกอดเขาอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน และผู้ตัดสินก็เป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขันลง เจ้าพระยา บราโว่ เอาชนะ สุโขทัย ซิตี้ ไปได้ 3-0
“นายยอดเยี่ยมมากดีดี้ นี่แฮตทริกของนายเลยนะ”
ตฤณเข้าไปจับมือกับเขาเป็นคนแรกอีกครั้งหลังเกม สายตาที่มองเต็มไปด้วยความภูมิใจอย่างยิ่ง
“นายทำได้จนได้นะไอ้หนู”
ดนัยเดินมากอดกับดิดิเย่ร์ด้วยอีกคน
“ขอบคุณครับโค้ช”
“ฉันเชื่อมาตลอดว่านายมีศักยภาพนะดีดี้ นายแค่รอเวลาระเบิดมันออกมาเท่านั้น”
ดิดิเย่ร์น้ำตาเอ่อล้นออกมาพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณดนัยนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนที่พวกเขาจะเข้าห้องพักไป มีชายชาวต่างชาติอายุราว 60 ปียืนอยู่ที่อัฒจันทร์ตรงทางเข้าห้องพักนักกีฬา
“ลุงเมห์ดี้!”
ดิดิเย่ร์ตะโกนสุดเสียงอย่างดีใจที่ได้พบกับชายที่เหมือนเป็นคนฉุดเขาออกจากเหวลึกเมื่อ 8 ปีก่อน เขาตะเกียกตะกายขึ้นไปหาลุงเมห์ดี้ข้างบนนั้นแล้วกอดกันด้วยความยินดี น้ำตาลูกผู้ชายของดิดิเย่ร์ไหลออกมาด้วยความตื้นตัน
“ฉันดีใจจริงๆนะที่นายเล่นได้ยอดเยี่ยมวันนี้คือวันของเขาอย่างแท้จริง
เลยล่ะเพื่อน ”
ตฤณคิดในใจขณะมองดิดิเย่ร์กับผู้มีพระคุณของเขาได้พบกัน ความประทับใจนี้แม้แต่เขาเองก็อดที่จะน้ำตาเอ่อออกมาไม่ได้
“นายระเบิดความสามารถออกมาทันเวลาจริงๆเพื่อน รอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพกำลังจะมาถึงพอดีเลยนะดีดี้”