ตฤณเดินทางกลับประเทศไทยหลังจากแพ้ในรอบรองชนะเลิศ 3 วัน แม้จะเหนื่อยล้าแต่ก็มีความสุขอย่างมาก
“โหยนี่พี่ตฤณ สื่อต่างชาติเขียนถึงพวกเรากันเพียบเลยนะครับ”
ณวริศชี้ให้ตฤณอ่านข่าวจากโทรศัพท์มือถือในระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย
“อืม นี่เขาพูดสโมสรเราด้วยนี่นะ”
“จริงด้วยครับพี่ แบบนี้ท่านประธานคงดีใจนะครับ ที่ทีมเราเป็นที่รู้จักเพราะพวกเรา 4 คนมาเล่นรายการนี้”
ตฤณยิ้มเล็กๆอย่างไม่อยากขัดใจ ตัวเขาเองคาดว่าเป็นเพราะเจ้าพระยาบราโว่กำลังจะมีเกมเพลย์ออฟรายการ ACL elite ในอีกไม่ถึง 1 เดือน ทำให้สื่อต่างชาติเริ่มจับตามองพวกเขา
“นี่เราได้พักอีก 10 กว่าวันพี่ตฤณจะไปไหนครับ”
“คงกลับบ้านล่ะ ใจจริงก่อนถูกเรียกตัวมาทีมชาติฉันก็ว่าจะอยู่กับพ่อแม่ตลอดช่วงพักล่ะนะ”
“พี่ตฤณไม่ชวนพี่น้ำค้างไปเที่ยวซักวันสองวันบ้างล่ะครับ”
ตฤณเอนหลังพร้อมถอนหายใจยาวๆ ใจของเขาก็อยากจะชวนวรดาไปที่บ้านเช่นกัน เพียงแต่จิตแพทย์สาวมีภารกิจทั้งในศูนย์จิตเวช และงานที่ D.V.group มอบหมาย ทางเดียวที่จะได้เจอกันคงต้องเป็นช่วงที่กลับไปซ้อมกับสโมสรแล้วเท่านั้น
“เดี๋ยวแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็เจอกันแล้วนะ”
ตฤณคิดในใจถึงหญิงสาวรุ่นน้องคนสนิท ที่ในการแข่งขันครั้งนี้เธอเองก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยปลดล็อคศักยภาพของเขาเช่นกัน
“จบเกมครับรอบชิงชนะเลิศเอเชี่ยนคัพปีนี้ เป็นทีมชาติญี่ปุ่นที่เอาชนะเกาหลีใต้ไปได้ 2-0 ครับ”
ตฤณนั่งชมเกมนัดชิงด้วยความตื่นเต้นที่ได้เห็นการต่อสู้กันของดาวเด่นแห่งเอเชียทั้ง พัคคังจุนและอีจุนโฮของเกาหลีใต้ กับ เอ็นโซ่ ยามะอิจิ กับเด็กอัจฉริยะวัย 18 ปี ชุน มาอเดะ
“ทีมเกาหลีใต้ดูจะอ่อนล้ามากกว่าจากรอบรองที่เอาชนะเราไปได้ ไม่งั้นคงสู้กับญี่ปุ่นได้ดีกว่านี้แน่”
ตฤณมองภาพชุน มาเอดะ ที่เดินไปรับรางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของการแข่งขันด้วยหัวใจที่ลุกโชนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“เด็กคนนี้เราเคยเจอในเกมอุ่นเครื่องเมื่อปีก่อนก็ว่ารับมือแทบไม่ไหวแล้ว มาคราวนี้เขาเก่งกว่าเดิมไปอีกหลายขั้น ถ้าเราต้องไปเจอกับไซตามะ เรดส์คงทั้งน่าสนุกและน่ากลัวในเวลาเดียวกันเลย”
ตฤณล้มตัวลงนอนบนเตียงที่บ้านหลังจากปิดทีวี แม้จะรู้สึกดีที่ได้พัก แต่ใจของเขากลับร้อนลุ่มคิดถึงการเล่นฟุตบอลกับทีมจนยากจะข่มตาหลับลงได้ จึงตัดสินใจส่งข้อความถึงดนัยก่อนที่จะปิดไฟนอน
“พี่ดนัยครับ ผมขอเข้าไปรายงานตัวเร็วกว่าเดิมได้รึเปล่า”
ตฤณพักอยู่ที่บ้านอีกเพียง 3 วันจึงเดินทางกลับไปยังสโมสร สิ่งที่เขาเจอคือทั้งยานนิค, วิฬาร์วิทย์ และณวริศกลับมาที่สโมสรก่อนหน้าเขาแล้ว
“อ้าวพี่ตฤณมาแล้วเหรอครับ นึกว่าจะพักตามที่โค้ชเขาให้เวลาไว้ซะอีก”
“ฉันควรถามพวกนาย 3 คนมากกว่านะว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
ยานนิคชิงตอบคำถามนี้ก่อนใครด้วยความกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
“ก็กลับจากจีนมาก็พักแค่ 3 วันเอง เลยนัดกัน 3 คนแล้วก็มาเลยครับ”
ทั้ง 3 คนยิ้มกว้างแต่ทำท่าทางราวกับสำนึกผิดที่ไม่บอกกับตฤณ
“อย่าโกรธพวกเราเลยนะครับ เมี้ยว!”
วิฬาร์วิทย์ออกตัวแทนเพื่อนอีก 2 คน ตฤณมองรุ่นน้องกลุ่มนี้ด้วยความเอ็นดู ในสายตาเขาทั้งทีมก็เหมือนมีเขาเป็นพี่ชายคนโต บางครั้งตฤณก็มีความคิดในใจว่าถ้ามีคนที่อายุใกล้เคียงกันหรือมากกว่าเขาในทีมอีกซักคนคงช่วยกันดูแลได้ดียิ่งขึ้น
“พี่ตฤณเข้าไปที่สนามซ้อมกับพวกผมไหมครับ”
ณวริศเอ่ยปากชวนซึ่งตฤณก็พยักหน้าเพราะก็รู้สึกว่าดีกว่าเดินไปคนเดียว เขาเองกับประหลาดใจที่เห็นคนคุ้นเคยอีก 2 คนอยู่ที่หน้าสนามซ้อม
“อ้าวปอกับเพชรมาทำอะไรที่นี่กัน?”
เปรมยศกับเพชรที่เคยเล่นด้วยกันกับเขาในสมัย T3 ยิ่งเปรมยศเพิ่งร่วมเล่นกันในทีมชาติหมาดๆมาด้วย ทำให้ตฤณแม้จะพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้
“พวกผมมางานเซ็นสัญญาและเปิดตัวกับทีมครับ นี่ก็มีนัดช่วงบ่ายๆให้ผู้จัดการเขาไปทำเรื่องให้อยู่ครับ”
ตฤณดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่าทั้ง 2 คนซึ่งเขาเห็นแววตั้งแต่เล่นด้วยกันในทีมพีเคซิติเซ่นส์แล้ว แต่ทั้งคู่ก็พัฒนาไปมากตั้งแต่เล่นไทยลีกกับทีมสุโขทัยซิตี้ เขาเดินไปจับมือแสดงการต้อนรับทั้งคู่สู่ทีมเจ้าพระยาบราโว่
“ดีใจที่จะได้มาร่วมงานกันนะ แต่โค้ชปริกรคงเซ็งน่าดูที่เสียพวกนายไป”
เปรมยศกับเพชรยิ้มและส่ายหน้าแทบจะพร้อมกัน
“อย่าห่วงโค้ชกรเลยครับ แกได้เด็กอายุ 17-18 ฝีเท้าดีมา 5 คน แววดีเชียวล่ะครับ เผลอๆอีกซัก 2 ปีเด็กปั้นของโค้ชกรจะมาเล่นงานเราจนแย่ก็ได้ ฮ่าๆๆ”
คำพูดของเปรมยศแม้จะดูขำๆ แต่ว่าก็แฝงความจริงไว้จนตฤณก็จับสังเกตได้ ว่าที่สองนักเตะใหม่ขอแยกไปเตรียมตัวเพราะงานจะเริ่มในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า
“ทีมเราน่าจะแกร่งขึ้นเยอะเลยนะครับ พี่ปอเล่นปีกซ้ายก็ดีเล่นกองหน้าก็ได้ ฤดูกาลก่อนตำแหน่งตรงนี้ช่วงท้ายๆผมเล่นแทบจะตลอดเลย”
ณวริศรู้สึกสนุกมากขึ้น แม้รู้ว่าการมาของเปรมยศอาจทำให้ต้องแข่งขันกันมากขึ้น แต่เขากลับรู้สึกท้าทายมากกว่าที่จะต้องพัฒนาตัวเองเพื่อแย่งโอกาสในการลงสนาม
“ฉันไปหาโค้ชก่อนนะ จะได้ไปรายงานตัวซ้อมด้วย”
ตฤณถือโอกาสปลีกตัวออกไปทำธุระ และตั้งใจว่าเมื่อเสร็จจะไปร่วมงานเปิดตัวนักเตะใหม่ด้วย
“น่าสนใจนะว่าจะมีใครอีก ทีมเราโฉมใหม่จะเป็นยังไงกันนะ”
ตฤณเข้าไปพบกับดนัยที่ห้องทำงาน พบโค้ชวัย 46 ใส่สูทเต็มยศดูแปลกตากว่าที่เคยเพราะต้องไปงานแถลงข่าว
“แต่งตัวซะเท่เลยนะครับโค้ช”
ดนัยเห็นตฤณมาหาที่ห้องทำงาน จิตใจรู้สึกเบิกบานราวกับได้พบกับลูกชายคนโปรดอีกครั้ง เขาเดินเข้ามาจับมือยินดีต้อนรับเป็นการใหญ่
“ดีใจที่กลับมาเร็วนะไอ้น้องรัก”
“เช่นกันครับโค้ช”
“เอาจริงๆฉันก็อยากจะให้นายพักต่อซัก 7 วันหรอกนะ ทำไมถึงรีบร้อนกลับมาจัง เพิ่งจบเกมทีมชาติไปอาทิตย์เดียวเอง”
ตฤณแม้ใบหน้ายิ้มแย้มแต่แววตาแฝงความจริงจังไว้เต็มเปี่ยมแม้แต่ดนัยยังสัมผัสได้
“พอไปสัมผัสเกมระดับเอเชียมา ไฟมันลุกโชนจริงๆครับ”
“อืม ฉันเข้าใจ เห็นนายเล่นเจอทีมชั้นนำระดับอิหร่าน,กาตาร์แล้วก็เกาหลีใต้แล้วรู้สึกว่านายสนุกกว่าปกติอีกนะ”
ตฤณรู้สึกโดนใจกับคำพูดของดนัยราวกับถูกแหวกหัวใจออกมาดู เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป
“ผมก็หวังว่ากลับมาสโมสรแล้วจะได้สนุกแบบนั้นอีกนะครับโค้ช”
ดนัยได้แต่ยิ้มโดยไม่ตอบอะไรมาก แต่ก็ชักชวนให้ตฤณไปยังห้องจัดงานเปิดตัวนักเตะใหม่ของทีม
“ดูโค้ชจะมีไม้เด็ดไว้เซอร์ไพรซ์ผมนะครับ”
“ใช่ อย่าว่าแต่นายที่ยังไม่รู้เลยว่าฉันเสริมใครมาบ้าง ขนาดฉันเองได้คุมซ้อมกับเจ้าพวกนั้นมา 2 สัปดาห์ยังอดคิดไม่ได้ว่าพวกเราจะบินสูงขนาดไหน”
ตฤณได้แต่เก็บงำความอยากรู้อยากเห็นไว้โดยไม่ซักถามผู้เป็นโค้ชมากนัก เพราะอีกไม่กี่นาทีก็จะได้รู้แล้วว่านอกจากเปรมยศกับเพชรจะมีใครอีกบ้าง
งานเปิดตัวนักเตะใหม่เริ่มต้นขึ้น พิธีกรของงานไม่ใช่ใครอื่น เธอสวมชุดแข่งของเจ้าพระยาบราโว่ฤดูกาลใหม่ที่เป็นชุดสำหรับกองเชียร์ผู้หญิงกับกางเกงยีนส์เข้ารูป แม้จะดูธรรมดาแต่ความสวยสะดุดตากลับมากเกินใคร
“คุณมินเค้านี่สวยเกินมนุษย์มนาจริงๆนะพี่ตฤณ”
ณวริศชวนตฤณพูดคุย แต่ว่ากัปตันทีมเจ้าพระยาบราโว่นั้นสายตาไม่ละไปจากหญิงสาวแม้แต่น้อย จนณวริศไม่อยากจะรบกวนเขาอีก
งานจัดอย่างเรียบง่ายแต่ตื่นเต้น กลุ่มนักเตะเดิมนั้นเดินมาพร้อมสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ เมื่อมินทิราแนะนำนักเตะเก่าครบทุกคนไฟบนเวทีก็มืดลงชั่วครู่ราว 3 วินาที เมื่อไฟกลับมาอีกครั้ง ทุกคนถอดเสื้อคลุมออกเผยให้เห็นชุดแข่ง 3 แบบที่ใช้แข่งในประเทศ ซึ่งมีสีเหลืองสลับน้ำเงินชุดเหย้า สีดำล้วนคาดม่วงตรงกลางซึ่งเป็นชุดเยือน และยังมีชุดเสื้อสีม่วงอ่อนซึ่งเป็นชุดที่ 3 อีกด้วย นอกจากนั้นยังมีเซ็ตชุดลำลองและชุดซ้อม สีเหลืองน้ำเงินที่เป็นสัญลักษณ์ของสโมสรถูก ออกแบบมาอย่างโดดเด่น
“ว้าว นี่ชุดที่เราจะใส่เหรอเนี่ย สวยชะมัดใครมาของแลกเสื้อนี่ผมไม่ให้นะบอกตรงๆเลย”
คนที่มักจะพูดน้อยอย่างวิฬาร์วิทย์ยังตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นบนเวที แต่ไฮไลท์จริงของงานกำลังจะเริ่ม วิฑูรย์กับดนัยถูกเชิญให้ขึ้นไปบนเวที เสียงปรบมือจากแฟนบอลที่เข้ามาชมงานนี้กว่า 1,000 คนดังกึกก้องให้กับทั้งคู่
“ขอบคุณสำหรับเสียงปรบมือนะครับ เป็นเกียรติของผมจริงๆ อย่างที่รู้พวกเราประสบความสำเร็จมากในฤดูกาลก่อน ผมขอบคุณแฟนบอลทุกคนครับที่สนับสนุนเราเป็นอย่างดี และผมมีของขวัญสำหรับทุกคน”
จอมอนนิเตอร์ที่อยู่ข้างหลังของทั้งคู่ที่มีม่านปิดอยู่ค่อยๆเปิดขึ้น เผยให้เห็นภาพที่ถ่ายสนามริเวอร์ไซด์ของสโมสรสรที่มีผืนผ้าปิดไว้โดยรอบ
“ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ตั้งแต่ปิดฤดูกาลวันแรก ผมเลือกทีจะใช้ผืนผ้าขนาดใหญ่มากมาปิดบังสนามแห่งนี้เอาไว้กว่า 3 เดือน จริงๆเราหวังว่าทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนวันนี้ แต่มันก็ไม่ทัน”
วิฑูรย์ทำท่าราวกับเป็นความผิดของเขา ประธานสโมสรเจ้าพระยาบราโว่ก้มหน้าพยมมือขอโทษแฟนบอลในงาน ซึ่งผู้ชมทักหมดกลับเลือกที่จะปรบมือให้กับเขา
“แต่เอาเถอะครับ ถึงจะไม่เป็นไปตามแผนแต่ผมขอเปิดตัวสนามที่เรากำลังปรับปรุงกันอยู่ ณ บัดนี้”
ผืนผ้าขนาดใหญ่ถูกปลดลง เผยให้เห็นสนามของทีมที่ต่อเติมอัฒจันทร์ขึ้นไปมากกว่าเดิม 2 เท่า มีเพียงฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่ยังไม่แล้วเสร็จแต่ก็คืบหน้าไปกว่า 80% แล้ว
“นี่คือสนามของเรา ถ้าก่อสร้างเสร็จจะมีความจุ 18,000 ที่นั่งครับ!”
เสียงปรบมือดังกึกก้องจนแทบจะกลบเสียงเพลงทีบรรเลงเร้าอารมณ์แห่งความยิ่งใหญ่ไปสิ้น
“สุดยอดจริงๆ ถึงจะไม่ใหญ่เหมือนที่เราไปแข่งเอเชียนคัพ แต่ก็ดูทันสมัยและมากเลย”
ตฤณชื่นชมกับการเปิดตัวสนามแข่งนี้เช่นเดียวกับทุกคน ทำให้เขาและเพื่อนร่วมทีมอีก 3 คนไฟลุกโชนมากกว่าเดิม
และก็มาถึงคิวของดนัยบ้าง เสียงปรบมือให้กับยอดโค้ชคนนี้ก็กึกก้องไม่แพ้กัน ดนัยหยิบไมโครโฟนขึ้นมาพูดแบบเข้าเรื่องไม่มากพิธีนัก
“ปีที่แล้วเราได้แชมป์แรกมาแล้ว ปีนี้จะเป็นปีแห่งการต่อยอดความสำเร็จ ผมขอเปิดตัวนักเตะใหม่ 6 คนที่จะมาสานต่อภารกิจนี้กันครับ”
ชาย 6 คนสวมชุดคลุมสีดำแต่ปิดหน้าไม่ให้ใครรู้ได้ ตฤณกับพวกล่วงรู้มาแล้วว่า 2 ใน 6 คนนั้นเป็นใครบ้าง แต่ก็ลุ้นว่าอีก 4 คนจะเป็นใคร การเปิดตัวเริ่มจาก 2 คนแรกซึ่งก็คือเพชรกับเปรมยศสวมเสื้อชุดเหย้าและเยือนที่จะใช้แข่งในไทยลีก เรียกเสียงปรบมือได้ไม่น้อย
“อีก 4 คนพี่พอจะเดาได้ไหมครับว่าใคร”
ยานนิคเริ่มตื่นเต้นไปตามบรรยากาศ ขณะทีตฤณก็ไม่รู้ว่าจะคาดเดาว่าอย่างไรเหมือนกัน
คนที่ 3 เปิดตัวขึ้นเป็นนักเตะที่ไม่มีใครรู้จักมากนัก จนมินทิราต้องประกาศชื่ออีกครั้งเพื่อกระตุ้นเสียงปรบมือไม่ให้กร่อยเกินไป
“ขอเสียงปรบมือให้กับดาวรุ่งอนาคตไกล ปราณเทพ วีระเศรษฐ์ ค่ะ!”
ตฤณกับเพื่อนต่างมองกันว่านักเตะวัย 23 ปีนี้คือใคร แต่ณวริศดูจะเริ่มคุ้นกับเพื่อนใหม่คนนี้
“ผมจำได้แล้วครับ คนนี้เคยแข่งกับผมตอนเล่นบอลนักเรียน”
“งั้นรึ? แล้วนายตอนนั้นเป็นยังไงเวลาเจอกับหมอนี่”
ยานนิคอยากรู้ข้อมูลมากขึ้น ขณะที่ตฤณและไทเกอร์ต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างสนใจ
“เป็นกองหลังที่เก่งเลยล่ะครับ ว่ากันตามตรงผมเห็นเงาของพี่ตฤณในตัวของเขาเลย เห็นว่าจบ ม.6 ก็ตั้งใจไปเรียนกับเล่นฟุตบอลที่นิวซีแลนด์ล่ะครับ”
ทั้ง 3 คนเปลี่ยนจากความรู้สึกว่า “ไอ้นี่ใครวะ” เป็นอยากรู้จักมากขึ้นโดยเฉพาะตฤณ
ยังเหลือชายอีก 3 คนที่ยังไม่เปิดตัว มินทิราเปลี่ยนจังหวะมาสัมภาษณ์ดนัยก่อนเพื่อดึงอารมณ์ให้อยากรู้มากขึ้น
“โค้ชคะ เปิดตัวไป 3 แล้วเหลืออีก 3 คนนี่คือยังไงเอ่ย?”
“3 คนแรกคือการต่อยอดพวกเราไปให้ถึงการเป็นแชมป์ไทยลีก เชื่อว่าทุกคนจะเห็นศักยภาพของเขาแบบที่ผมเห็นแน่”
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งเพราะว่าเพชรคือแบ็คซ้ายที่ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมติด 3 อันดับแรกของลีก หากไม่เพราะเขาเจ็บช่วงท้ายฤดูกาลก็น่าจะมีชื่อไปลุยเอเชี่ยนคัพเช่นกัน ขณะที่เปรมยศฟอร์มในลีกและกับทีมชาติทำให้ฉายา “เทพปอ”เมื่อครั้งเป็นเยาวชนกลับมาอีกครั้งหลังจากถูกแฟนบอลดูถูกว่าเป็น “ดาวรุ่งตลอดกาล”มาหลายปี ขณะที่ปราณเทพแม้จะไม่มีใครรู้จักมากนักแต่ทุกคนต่างเชื่อมือของดนัยว่าถ้าเขาดึงมาจะต้องเป็นของดี
“แล้วอีก 3 คนล่ะคะโค้ช”
มินทิราถามเข้าเรื่องแบบตรงใจผู้รอชมทั้งห้องกว่า 1,000 คน
“อีก 3 คนคือผู้ที่จะช่วยพาเราไปสู่ระดับเอเชีย!”
ไฟปิดลงอีกครั้งราว 5 วินาทีก่อนจะเปิดขึ้นพ้อมกับเห็นว่าทั้ง 3 คนนี้คือใคร
“น.....นี่มัน”
ตฤณถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นทั้ง 3 คนนี้ในชุด 3 แบบสำหรับแข่งฟุตบอลสโมสรเอเซียที่ปรับจากสีเหลืองน้ำเงินเป็นสีทองขลิบฟ้าที่ออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม จนผู้ที่เข้าร่วมงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“จบงานจะต้องรีบซื้อแน่นอน”
มินทิราที่รับบทพิธีกรตะโกนสุดเสียงเพื่อแนะนำนักเตะใหม่อีก 3 คน ท่ามกลางความตื่นเต้นของทุกคน
“ขอเสียงปรบมือต้อนรับ มาร์ติน อีริคเซ่น, กอนซาโล่ เรย์น่า และ มิเกล คอนเทรราส ค่ะ!”
เสียงปรบมือดังกึกก้องมากกว่าเดิม มาร์ติน อีริคเซ่นถือเป็นแบ็คขวาอันดับ 1 ของลีก การที่เขาย้ายข้ามฟากมาจากมหาอำนาจฟุตบอลไทยอย่างทีมบุรีรัมย์ ธันเดอร์นับว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอย่างมากของทุกคน
“โอ้ว เราจะได้เล่นกับเขาเหรอเนี่ย เยี่ยมเลยตอนเล่นทีมชาติผมว่าเขาก็ไม่ด้อยกว่าอเล็กซ์เลยล่ะ”
ยานนิคอุทานออกมาด้วยความปลื้มใจที่มีเพื่อนร่วมทีมที่เก่งแบบมาร์ติน
ขณะที่กอนซาโล่ เรย์น่า แม้ผู้ชมในห้องจะไม่รู้จักมากนักเพราะไม่เคยเห็นฝีเท้า แต่ปูมหลังที่มาจากยอดทีมแห่งเจลีกอย่างไซตามะ เรดส์ และรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นสง่างามของเขาก็เรียกเสียงปรบมือได้ไม่แพ้กัน
“เรย์น่า นายกับฉันมาอยู่ทีมเดียวกันจนได้สินะ”
ตฤณรู้สึกดีใจที่อดีตคู่ปรับหมายเลขหนึ่งเมื่อครั้งเล่นในสิงคโปร์กลับมาในฐานะเพื่อนร่วมทีม ดาวเตะชาวสเปนเองก็ดูจะมองเห็นตฤณเช่นกัน เขาจึงจ้องมายังกัปตันทีมเจ้าพระยา บราโว่ ก่อนพูดเป็นภาษาอังกฤษแม้ไม่ได้ยินเสียงแต่ก็อ่านปากออกได้
“I’m back. (ฉันกลับมาแล้ว)”
ตฤณได้แต่ยิ้มรับพร้อมกับชูนิ้วโป้งให้เป็นการส่งสัญญาณต้อนรับคู่ปรับเก่ารายนี้สู่ทีม แต่คนที่ได้รับเสียงปรบมือมากที่สุดคือนักเตะวัย 35 ปีชาวเวเนซูเอล่า
“คุณมิเกล คอนเทรราสมาเล่นกับทีมเราเหรอเนี่ย?”
ณวริศแทบตาค้างที่นักเตะระดับเคยเป็นดาวเด่นของลาลีก้าสเปนมาเล่นในทีมเดียวกับเขา
“แต่เขาอาการดีขึ้นแล้วจริงๆใช่ไหม เมื่อปีก่อนข่าวดังมากเลยนะ”
ยานนิคเริ่มตั้งคำถามกับนกเตะตัวเก๋ารายนี้ จากข่าวที่เคยดังไปทั่วโลกของเขา
“เทคโนโลยีการรักษายุคนี้มันก็ดีพอนะ แต่ฉันแปลกใจว่าทีมเมสตาย่าทำไมถึงยอมปล่อยตัวเขากันก็เห็นว่าจะยังให้เขาอยู่กับทีมนี่นะ”
วิฬาวิทย์ที่แม้จะพูดน้อยแต่ก็อยากจะร่วมพูดคุยถึงนักเตะคนนี้บ้าง ตฤณจึงหันมาตอบอย่างโดนใจของรุ่นน้องทั้ง 3 คน
“ไม่มีใครอยากอยู่กับทีมแค่รับเงินเดือนแต่ไม่ได้ลงสนามหรอกนะ”
การเปิดตัวนักเตะใหม่จบไปอย่างชื่นมื่น ทั้งผู้ชมในห้องประชุมกับที่ติดตามการสตรีมสดอยู่ที่บ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปในทางเดียวว่า
“เจ้าพระยาบราโว่มาแน่ๆ”
มีผู้ชมบางคนเริ่มโพสต์ข่าวลือว่าทีมบุรีรัมย์ ธันเดอร์มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นและโค้ชชนิดล้างทีม ทำให้คอมเมนต์แฟนบอลเริ่มคาดเดาสถานการณ์ของไทยลีกฤดูกาลใหม่ไปต่างๆนานา
“ดูสิขนาดมาร์ตินยังย้ายเลย”
“ใช่ๆ เห็นข่าวว่าวิชญ์พล, ณัฐนนท์, ศุภวัฒน์ ก็ย้ายไปต่างประเทศหมดเหมือนกัน”
“ตัวต่างชาติก็เปลี่ยนเกือบหมดเลยนะนั่น”
“แบบนี้กว่าจะจูนติดคงใช้เวลา ทีมอื่นมีหวังแล้ว”
“แบงคอก แองเจิ้ลยิ้มหวานเลย ฮ่าๆๆ”
ตฤณอ่านข่าวลือนี้เช่นกันแต่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ได้แต่ชื่นชมกับทีมของตัวเองมากกว่า
“นี่ทีมเราพัฒนาแบบก้าวกระโดดในปีเดียวเองเหรอเนี่ย จากแค่ลุ้นหนีตกชั้นเมื่อปีก่อน”
กัปตันทีมเจ้าพระยาบราโว่มองไปยังนักเตะใหม่ทั้ง 6 คนที่กำลังแจกลายเซ็นให้แฟนบอลด้วยใจลิงโลดเหมือนเขากลับไปเป็นวัยรุ่นอายุ 20 อีกครั้ง
“น่าสนุกจริงๆ อยากให้เปิดฤดูกาลใหม่เร็วๆจัง”
ก่อนที่จะดูป้ายที่อยู่หน้าสนามประชาสัมพันธ์เกมแรกอย่างเป็นทางของสโมสรที่จะมีขึ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า
“เพลย์ออฟ ACL elite กับทีมเป่ยจิง วอร์ริเออร์ (Beijing Warrior)งั้นรึ? ฉันพร้อมแล้วล่ะ”