Final Curve: Bravo! ทีมธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ตอนที่ 42: ก้าวต่อไปของพวกเรา(ตอนจบของภาคนี้)

👁️ 25 อ่าน
22px

ตฤณเดินทางกลับประเทศไทยหลังจากแพ้ในรอบรองชนะเลิศ 3 วัน แม้จะเหนื่อยล้าแต่ก็มีความสุขอย่างมาก

“โหยนี่พี่ตฤณ สื่อต่างชาติเขียนถึงพวกเรากันเพียบเลยนะครับ”

ณวริศชี้ให้ตฤณอ่านข่าวจากโทรศัพท์มือถือในระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย

“อืม นี่เขาพูดสโมสรเราด้วยนี่นะ”

“จริงด้วยครับพี่ แบบนี้ท่านประธานคงดีใจนะครับ ที่ทีมเราเป็นที่รู้จักเพราะพวกเรา 4 คนมาเล่นรายการนี้”

ตฤณยิ้มเล็กๆอย่างไม่อยากขัดใจ ตัวเขาเองคาดว่าเป็นเพราะเจ้าพระยาบราโว่กำลังจะมีเกมเพลย์ออฟรายการ ACL elite ในอีกไม่ถึง 1 เดือน ทำให้สื่อต่างชาติเริ่มจับตามองพวกเขา

“นี่เราได้พักอีก 10 กว่าวันพี่ตฤณจะไปไหนครับ”

“คงกลับบ้านล่ะ ใจจริงก่อนถูกเรียกตัวมาทีมชาติฉันก็ว่าจะอยู่กับพ่อแม่ตลอดช่วงพักล่ะนะ”

“พี่ตฤณไม่ชวนพี่น้ำค้างไปเที่ยวซักวันสองวันบ้างล่ะครับ”

ตฤณเอนหลังพร้อมถอนหายใจยาวๆ ใจของเขาก็อยากจะชวนวรดาไปที่บ้านเช่นกัน เพียงแต่จิตแพทย์สาวมีภารกิจทั้งในศูนย์จิตเวช และงานที่ D.V.group มอบหมาย ทางเดียวที่จะได้เจอกันคงต้องเป็นช่วงที่กลับไปซ้อมกับสโมสรแล้วเท่านั้น

“เดี๋ยวแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็เจอกันแล้วนะ”

ตฤณคิดในใจถึงหญิงสาวรุ่นน้องคนสนิท ที่ในการแข่งขันครั้งนี้เธอเองก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยปลดล็อคศักยภาพของเขาเช่นกัน

“จบเกมครับรอบชิงชนะเลิศเอเชี่ยนคัพปีนี้ เป็นทีมชาติญี่ปุ่นที่เอาชนะเกาหลีใต้ไปได้ 2-0 ครับ”

ตฤณนั่งชมเกมนัดชิงด้วยความตื่นเต้นที่ได้เห็นการต่อสู้กันของดาวเด่นแห่งเอเชียทั้ง พัคคังจุนและอีจุนโฮของเกาหลีใต้ กับ เอ็นโซ่ ยามะอิจิ กับเด็กอัจฉริยะวัย 18 ปี ชุน มาอเดะ

“ทีมเกาหลีใต้ดูจะอ่อนล้ามากกว่าจากรอบรองที่เอาชนะเราไปได้ ไม่งั้นคงสู้กับญี่ปุ่นได้ดีกว่านี้แน่”

ตฤณมองภาพชุน มาเอดะ ที่เดินไปรับรางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของการแข่งขันด้วยหัวใจที่ลุกโชนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เด็กคนนี้เราเคยเจอในเกมอุ่นเครื่องเมื่อปีก่อนก็ว่ารับมือแทบไม่ไหวแล้ว มาคราวนี้เขาเก่งกว่าเดิมไปอีกหลายขั้น ถ้าเราต้องไปเจอกับไซตามะ เรดส์คงทั้งน่าสนุกและน่ากลัวในเวลาเดียวกันเลย”

ตฤณล้มตัวลงนอนบนเตียงที่บ้านหลังจากปิดทีวี แม้จะรู้สึกดีที่ได้พัก แต่ใจของเขากลับร้อนลุ่มคิดถึงการเล่นฟุตบอลกับทีมจนยากจะข่มตาหลับลงได้ จึงตัดสินใจส่งข้อความถึงดนัยก่อนที่จะปิดไฟนอน

“พี่ดนัยครับ ผมขอเข้าไปรายงานตัวเร็วกว่าเดิมได้รึเปล่า”

ตฤณพักอยู่ที่บ้านอีกเพียง 3 วันจึงเดินทางกลับไปยังสโมสร สิ่งที่เขาเจอคือทั้งยานนิค, วิฬาร์วิทย์ และณวริศกลับมาที่สโมสรก่อนหน้าเขาแล้ว

“อ้าวพี่ตฤณมาแล้วเหรอครับ นึกว่าจะพักตามที่โค้ชเขาให้เวลาไว้ซะอีก”

“ฉันควรถามพวกนาย 3 คนมากกว่านะว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”

ยานนิคชิงตอบคำถามนี้ก่อนใครด้วยความกระตือรือร้นเป็นพิเศษ

“ก็กลับจากจีนมาก็พักแค่ 3 วันเอง เลยนัดกัน 3 คนแล้วก็มาเลยครับ”

ทั้ง 3 คนยิ้มกว้างแต่ทำท่าทางราวกับสำนึกผิดที่ไม่บอกกับตฤณ

“อย่าโกรธพวกเราเลยนะครับ เมี้ยว!”

วิฬาร์วิทย์ออกตัวแทนเพื่อนอีก 2 คน ตฤณมองรุ่นน้องกลุ่มนี้ด้วยความเอ็นดู ในสายตาเขาทั้งทีมก็เหมือนมีเขาเป็นพี่ชายคนโต บางครั้งตฤณก็มีความคิดในใจว่าถ้ามีคนที่อายุใกล้เคียงกันหรือมากกว่าเขาในทีมอีกซักคนคงช่วยกันดูแลได้ดียิ่งขึ้น

“พี่ตฤณเข้าไปที่สนามซ้อมกับพวกผมไหมครับ”

ณวริศเอ่ยปากชวนซึ่งตฤณก็พยักหน้าเพราะก็รู้สึกว่าดีกว่าเดินไปคนเดียว เขาเองกับประหลาดใจที่เห็นคนคุ้นเคยอีก 2 คนอยู่ที่หน้าสนามซ้อม

“อ้าวปอกับเพชรมาทำอะไรที่นี่กัน?”

เปรมยศกับเพชรที่เคยเล่นด้วยกันกับเขาในสมัย T3 ยิ่งเปรมยศเพิ่งร่วมเล่นกันในทีมชาติหมาดๆมาด้วย ทำให้ตฤณแม้จะพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้

“พวกผมมางานเซ็นสัญญาและเปิดตัวกับทีมครับ นี่ก็มีนัดช่วงบ่ายๆให้ผู้จัดการเขาไปทำเรื่องให้อยู่ครับ”

ตฤณดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่าทั้ง 2 คนซึ่งเขาเห็นแววตั้งแต่เล่นด้วยกันในทีมพีเคซิติเซ่นส์แล้ว แต่ทั้งคู่ก็พัฒนาไปมากตั้งแต่เล่นไทยลีกกับทีมสุโขทัยซิตี้ เขาเดินไปจับมือแสดงการต้อนรับทั้งคู่สู่ทีมเจ้าพระยาบราโว่

“ดีใจที่จะได้มาร่วมงานกันนะ แต่โค้ชปริกรคงเซ็งน่าดูที่เสียพวกนายไป”

เปรมยศกับเพชรยิ้มและส่ายหน้าแทบจะพร้อมกัน

“อย่าห่วงโค้ชกรเลยครับ แกได้เด็กอายุ 17-18 ฝีเท้าดีมา 5 คน แววดีเชียวล่ะครับ เผลอๆอีกซัก 2 ปีเด็กปั้นของโค้ชกรจะมาเล่นงานเราจนแย่ก็ได้ ฮ่าๆๆ”

คำพูดของเปรมยศแม้จะดูขำๆ แต่ว่าก็แฝงความจริงไว้จนตฤณก็จับสังเกตได้ ว่าที่สองนักเตะใหม่ขอแยกไปเตรียมตัวเพราะงานจะเริ่มในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า

“ทีมเราน่าจะแกร่งขึ้นเยอะเลยนะครับ พี่ปอเล่นปีกซ้ายก็ดีเล่นกองหน้าก็ได้ ฤดูกาลก่อนตำแหน่งตรงนี้ช่วงท้ายๆผมเล่นแทบจะตลอดเลย”

ณวริศรู้สึกสนุกมากขึ้น แม้รู้ว่าการมาของเปรมยศอาจทำให้ต้องแข่งขันกันมากขึ้น แต่เขากลับรู้สึกท้าทายมากกว่าที่จะต้องพัฒนาตัวเองเพื่อแย่งโอกาสในการลงสนาม

“ฉันไปหาโค้ชก่อนนะ จะได้ไปรายงานตัวซ้อมด้วย”

ตฤณถือโอกาสปลีกตัวออกไปทำธุระ และตั้งใจว่าเมื่อเสร็จจะไปร่วมงานเปิดตัวนักเตะใหม่ด้วย

“น่าสนใจนะว่าจะมีใครอีก ทีมเราโฉมใหม่จะเป็นยังไงกันนะ”

ตฤณเข้าไปพบกับดนัยที่ห้องทำงาน พบโค้ชวัย 46 ใส่สูทเต็มยศดูแปลกตากว่าที่เคยเพราะต้องไปงานแถลงข่าว

“แต่งตัวซะเท่เลยนะครับโค้ช”

ดนัยเห็นตฤณมาหาที่ห้องทำงาน จิตใจรู้สึกเบิกบานราวกับได้พบกับลูกชายคนโปรดอีกครั้ง เขาเดินเข้ามาจับมือยินดีต้อนรับเป็นการใหญ่

“ดีใจที่กลับมาเร็วนะไอ้น้องรัก”

“เช่นกันครับโค้ช”

“เอาจริงๆฉันก็อยากจะให้นายพักต่อซัก 7 วันหรอกนะ ทำไมถึงรีบร้อนกลับมาจัง เพิ่งจบเกมทีมชาติไปอาทิตย์เดียวเอง”

ตฤณแม้ใบหน้ายิ้มแย้มแต่แววตาแฝงความจริงจังไว้เต็มเปี่ยมแม้แต่ดนัยยังสัมผัสได้

“พอไปสัมผัสเกมระดับเอเชียมา ไฟมันลุกโชนจริงๆครับ”

“อืม ฉันเข้าใจ เห็นนายเล่นเจอทีมชั้นนำระดับอิหร่าน,กาตาร์แล้วก็เกาหลีใต้แล้วรู้สึกว่านายสนุกกว่าปกติอีกนะ”

ตฤณรู้สึกโดนใจกับคำพูดของดนัยราวกับถูกแหวกหัวใจออกมาดู  เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป

“ผมก็หวังว่ากลับมาสโมสรแล้วจะได้สนุกแบบนั้นอีกนะครับโค้ช”

ดนัยได้แต่ยิ้มโดยไม่ตอบอะไรมาก แต่ก็ชักชวนให้ตฤณไปยังห้องจัดงานเปิดตัวนักเตะใหม่ของทีม

“ดูโค้ชจะมีไม้เด็ดไว้เซอร์ไพรซ์ผมนะครับ”

“ใช่ อย่าว่าแต่นายที่ยังไม่รู้เลยว่าฉันเสริมใครมาบ้าง ขนาดฉันเองได้คุมซ้อมกับเจ้าพวกนั้นมา 2 สัปดาห์ยังอดคิดไม่ได้ว่าพวกเราจะบินสูงขนาดไหน”

ตฤณได้แต่เก็บงำความอยากรู้อยากเห็นไว้โดยไม่ซักถามผู้เป็นโค้ชมากนัก เพราะอีกไม่กี่นาทีก็จะได้รู้แล้วว่านอกจากเปรมยศกับเพชรจะมีใครอีกบ้าง

งานเปิดตัวนักเตะใหม่เริ่มต้นขึ้น พิธีกรของงานไม่ใช่ใครอื่น เธอสวมชุดแข่งของเจ้าพระยาบราโว่ฤดูกาลใหม่ที่เป็นชุดสำหรับกองเชียร์ผู้หญิงกับกางเกงยีนส์เข้ารูป แม้จะดูธรรมดาแต่ความสวยสะดุดตากลับมากเกินใคร

“คุณมินเค้านี่สวยเกินมนุษย์มนาจริงๆนะพี่ตฤณ”

ณวริศชวนตฤณพูดคุย แต่ว่ากัปตันทีมเจ้าพระยาบราโว่นั้นสายตาไม่ละไปจากหญิงสาวแม้แต่น้อย จนณวริศไม่อยากจะรบกวนเขาอีก

งานจัดอย่างเรียบง่ายแต่ตื่นเต้น กลุ่มนักเตะเดิมนั้นเดินมาพร้อมสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ เมื่อมินทิราแนะนำนักเตะเก่าครบทุกคนไฟบนเวทีก็มืดลงชั่วครู่ราว 3 วินาที เมื่อไฟกลับมาอีกครั้ง ทุกคนถอดเสื้อคลุมออกเผยให้เห็นชุดแข่ง 3 แบบที่ใช้แข่งในประเทศ ซึ่งมีสีเหลืองสลับน้ำเงินชุดเหย้า สีดำล้วนคาดม่วงตรงกลางซึ่งเป็นชุดเยือน และยังมีชุดเสื้อสีม่วงอ่อนซึ่งเป็นชุดที่ 3 อีกด้วย นอกจากนั้นยังมีเซ็ตชุดลำลองและชุดซ้อม สีเหลืองน้ำเงินที่เป็นสัญลักษณ์ของสโมสรถูก ออกแบบมาอย่างโดดเด่น

“ว้าว นี่ชุดที่เราจะใส่เหรอเนี่ย สวยชะมัดใครมาของแลกเสื้อนี่ผมไม่ให้นะบอกตรงๆเลย”

คนที่มักจะพูดน้อยอย่างวิฬาร์วิทย์ยังตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นบนเวที แต่ไฮไลท์จริงของงานกำลังจะเริ่ม วิฑูรย์กับดนัยถูกเชิญให้ขึ้นไปบนเวที เสียงปรบมือจากแฟนบอลที่เข้ามาชมงานนี้กว่า 1,000 คนดังกึกก้องให้กับทั้งคู่

“ขอบคุณสำหรับเสียงปรบมือนะครับ เป็นเกียรติของผมจริงๆ อย่างที่รู้พวกเราประสบความสำเร็จมากในฤดูกาลก่อน ผมขอบคุณแฟนบอลทุกคนครับที่สนับสนุนเราเป็นอย่างดี และผมมีของขวัญสำหรับทุกคน”

จอมอนนิเตอร์ที่อยู่ข้างหลังของทั้งคู่ที่มีม่านปิดอยู่ค่อยๆเปิดขึ้น เผยให้เห็นภาพที่ถ่ายสนามริเวอร์ไซด์ของสโมสรสรที่มีผืนผ้าปิดไว้โดยรอบ

“ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ตั้งแต่ปิดฤดูกาลวันแรก ผมเลือกทีจะใช้ผืนผ้าขนาดใหญ่มากมาปิดบังสนามแห่งนี้เอาไว้กว่า 3 เดือน จริงๆเราหวังว่าทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนวันนี้ แต่มันก็ไม่ทัน”

วิฑูรย์ทำท่าราวกับเป็นความผิดของเขา ประธานสโมสรเจ้าพระยาบราโว่ก้มหน้าพยมมือขอโทษแฟนบอลในงาน ซึ่งผู้ชมทักหมดกลับเลือกที่จะปรบมือให้กับเขา

“แต่เอาเถอะครับ ถึงจะไม่เป็นไปตามแผนแต่ผมขอเปิดตัวสนามที่เรากำลังปรับปรุงกันอยู่ ณ บัดนี้”

ผืนผ้าขนาดใหญ่ถูกปลดลง เผยให้เห็นสนามของทีมที่ต่อเติมอัฒจันทร์ขึ้นไปมากกว่าเดิม 2 เท่า มีเพียงฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่ยังไม่แล้วเสร็จแต่ก็คืบหน้าไปกว่า 80% แล้ว

“นี่คือสนามของเรา ถ้าก่อสร้างเสร็จจะมีความจุ 18,000 ที่นั่งครับ!”

เสียงปรบมือดังกึกก้องจนแทบจะกลบเสียงเพลงทีบรรเลงเร้าอารมณ์แห่งความยิ่งใหญ่ไปสิ้น

“สุดยอดจริงๆ ถึงจะไม่ใหญ่เหมือนที่เราไปแข่งเอเชียนคัพ แต่ก็ดูทันสมัยและมากเลย”

ตฤณชื่นชมกับการเปิดตัวสนามแข่งนี้เช่นเดียวกับทุกคน ทำให้เขาและเพื่อนร่วมทีมอีก 3 คนไฟลุกโชนมากกว่าเดิม

และก็มาถึงคิวของดนัยบ้าง เสียงปรบมือให้กับยอดโค้ชคนนี้ก็กึกก้องไม่แพ้กัน ดนัยหยิบไมโครโฟนขึ้นมาพูดแบบเข้าเรื่องไม่มากพิธีนัก

“ปีที่แล้วเราได้แชมป์แรกมาแล้ว ปีนี้จะเป็นปีแห่งการต่อยอดความสำเร็จ ผมขอเปิดตัวนักเตะใหม่ 6 คนที่จะมาสานต่อภารกิจนี้กันครับ”

ชาย 6 คนสวมชุดคลุมสีดำแต่ปิดหน้าไม่ให้ใครรู้ได้ ตฤณกับพวกล่วงรู้มาแล้วว่า 2 ใน 6 คนนั้นเป็นใครบ้าง แต่ก็ลุ้นว่าอีก 4 คนจะเป็นใคร การเปิดตัวเริ่มจาก 2 คนแรกซึ่งก็คือเพชรกับเปรมยศสวมเสื้อชุดเหย้าและเยือนที่จะใช้แข่งในไทยลีก เรียกเสียงปรบมือได้ไม่น้อย

“อีก 4 คนพี่พอจะเดาได้ไหมครับว่าใคร”

ยานนิคเริ่มตื่นเต้นไปตามบรรยากาศ ขณะทีตฤณก็ไม่รู้ว่าจะคาดเดาว่าอย่างไรเหมือนกัน

คนที่ 3 เปิดตัวขึ้นเป็นนักเตะที่ไม่มีใครรู้จักมากนัก จนมินทิราต้องประกาศชื่ออีกครั้งเพื่อกระตุ้นเสียงปรบมือไม่ให้กร่อยเกินไป

“ขอเสียงปรบมือให้กับดาวรุ่งอนาคตไกล ปราณเทพ วีระเศรษฐ์ ค่ะ!”

ตฤณกับเพื่อนต่างมองกันว่านักเตะวัย 23 ปีนี้คือใคร แต่ณวริศดูจะเริ่มคุ้นกับเพื่อนใหม่คนนี้

“ผมจำได้แล้วครับ คนนี้เคยแข่งกับผมตอนเล่นบอลนักเรียน”

“งั้นรึ? แล้วนายตอนนั้นเป็นยังไงเวลาเจอกับหมอนี่”

ยานนิคอยากรู้ข้อมูลมากขึ้น ขณะที่ตฤณและไทเกอร์ต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างสนใจ

“เป็นกองหลังที่เก่งเลยล่ะครับ ว่ากันตามตรงผมเห็นเงาของพี่ตฤณในตัวของเขาเลย เห็นว่าจบ ม.6 ก็ตั้งใจไปเรียนกับเล่นฟุตบอลที่นิวซีแลนด์ล่ะครับ”

ทั้ง 3 คนเปลี่ยนจากความรู้สึกว่า “ไอ้นี่ใครวะ” เป็นอยากรู้จักมากขึ้นโดยเฉพาะตฤณ 

ยังเหลือชายอีก 3 คนที่ยังไม่เปิดตัว มินทิราเปลี่ยนจังหวะมาสัมภาษณ์ดนัยก่อนเพื่อดึงอารมณ์ให้อยากรู้มากขึ้น

“โค้ชคะ เปิดตัวไป 3 แล้วเหลืออีก 3 คนนี่คือยังไงเอ่ย?”

“3 คนแรกคือการต่อยอดพวกเราไปให้ถึงการเป็นแชมป์ไทยลีก เชื่อว่าทุกคนจะเห็นศักยภาพของเขาแบบที่ผมเห็นแน่”

เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งเพราะว่าเพชรคือแบ็คซ้ายที่ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมติด 3 อันดับแรกของลีก หากไม่เพราะเขาเจ็บช่วงท้ายฤดูกาลก็น่าจะมีชื่อไปลุยเอเชี่ยนคัพเช่นกัน ขณะที่เปรมยศฟอร์มในลีกและกับทีมชาติทำให้ฉายา “เทพปอ”เมื่อครั้งเป็นเยาวชนกลับมาอีกครั้งหลังจากถูกแฟนบอลดูถูกว่าเป็น “ดาวรุ่งตลอดกาล”มาหลายปี ขณะที่ปราณเทพแม้จะไม่มีใครรู้จักมากนักแต่ทุกคนต่างเชื่อมือของดนัยว่าถ้าเขาดึงมาจะต้องเป็นของดี

“แล้วอีก 3 คนล่ะคะโค้ช”

มินทิราถามเข้าเรื่องแบบตรงใจผู้รอชมทั้งห้องกว่า 1,000 คน

“อีก 3 คนคือผู้ที่จะช่วยพาเราไปสู่ระดับเอเชีย!”

ไฟปิดลงอีกครั้งราว 5 วินาทีก่อนจะเปิดขึ้นพ้อมกับเห็นว่าทั้ง 3 คนนี้คือใคร

“น.....นี่มัน”

ตฤณถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นทั้ง 3 คนนี้ในชุด 3 แบบสำหรับแข่งฟุตบอลสโมสรเอเซียที่ปรับจากสีเหลืองน้ำเงินเป็นสีทองขลิบฟ้าที่ออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม จนผู้ที่เข้าร่วมงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“จบงานจะต้องรีบซื้อแน่นอน”

มินทิราที่รับบทพิธีกรตะโกนสุดเสียงเพื่อแนะนำนักเตะใหม่อีก 3 คน ท่ามกลางความตื่นเต้นของทุกคน

“ขอเสียงปรบมือต้อนรับ มาร์ติน อีริคเซ่น, กอนซาโล่ เรย์น่า และ มิเกล คอนเทรราส ค่ะ!”

เสียงปรบมือดังกึกก้องมากกว่าเดิม มาร์ติน อีริคเซ่นถือเป็นแบ็คขวาอันดับ 1 ของลีก การที่เขาย้ายข้ามฟากมาจากมหาอำนาจฟุตบอลไทยอย่างทีมบุรีรัมย์ ธันเดอร์นับว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอย่างมากของทุกคน

“โอ้ว เราจะได้เล่นกับเขาเหรอเนี่ย เยี่ยมเลยตอนเล่นทีมชาติผมว่าเขาก็ไม่ด้อยกว่าอเล็กซ์เลยล่ะ”

ยานนิคอุทานออกมาด้วยความปลื้มใจที่มีเพื่อนร่วมทีมที่เก่งแบบมาร์ติน

ขณะที่กอนซาโล่ เรย์น่า แม้ผู้ชมในห้องจะไม่รู้จักมากนักเพราะไม่เคยเห็นฝีเท้า แต่ปูมหลังที่มาจากยอดทีมแห่งเจลีกอย่างไซตามะ เรดส์ และรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นสง่างามของเขาก็เรียกเสียงปรบมือได้ไม่แพ้กัน

“เรย์น่า นายกับฉันมาอยู่ทีมเดียวกันจนได้สินะ”

ตฤณรู้สึกดีใจที่อดีตคู่ปรับหมายเลขหนึ่งเมื่อครั้งเล่นในสิงคโปร์กลับมาในฐานะเพื่อนร่วมทีม ดาวเตะชาวสเปนเองก็ดูจะมองเห็นตฤณเช่นกัน เขาจึงจ้องมายังกัปตันทีมเจ้าพระยา บราโว่ ก่อนพูดเป็นภาษาอังกฤษแม้ไม่ได้ยินเสียงแต่ก็อ่านปากออกได้

“I’m back. (ฉันกลับมาแล้ว)”

ตฤณได้แต่ยิ้มรับพร้อมกับชูนิ้วโป้งให้เป็นการส่งสัญญาณต้อนรับคู่ปรับเก่ารายนี้สู่ทีม แต่คนที่ได้รับเสียงปรบมือมากที่สุดคือนักเตะวัย 35 ปีชาวเวเนซูเอล่า

“คุณมิเกล คอนเทรราสมาเล่นกับทีมเราเหรอเนี่ย?”

ณวริศแทบตาค้างที่นักเตะระดับเคยเป็นดาวเด่นของลาลีก้าสเปนมาเล่นในทีมเดียวกับเขา

“แต่เขาอาการดีขึ้นแล้วจริงๆใช่ไหม เมื่อปีก่อนข่าวดังมากเลยนะ”

ยานนิคเริ่มตั้งคำถามกับนกเตะตัวเก๋ารายนี้ จากข่าวที่เคยดังไปทั่วโลกของเขา

“เทคโนโลยีการรักษายุคนี้มันก็ดีพอนะ แต่ฉันแปลกใจว่าทีมเมสตาย่าทำไมถึงยอมปล่อยตัวเขากันก็เห็นว่าจะยังให้เขาอยู่กับทีมนี่นะ”

วิฬาวิทย์ที่แม้จะพูดน้อยแต่ก็อยากจะร่วมพูดคุยถึงนักเตะคนนี้บ้าง ตฤณจึงหันมาตอบอย่างโดนใจของรุ่นน้องทั้ง 3 คน

“ไม่มีใครอยากอยู่กับทีมแค่รับเงินเดือนแต่ไม่ได้ลงสนามหรอกนะ”

การเปิดตัวนักเตะใหม่จบไปอย่างชื่นมื่น ทั้งผู้ชมในห้องประชุมกับที่ติดตามการสตรีมสดอยู่ที่บ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปในทางเดียวว่า

“เจ้าพระยาบราโว่มาแน่ๆ”

มีผู้ชมบางคนเริ่มโพสต์ข่าวลือว่าทีมบุรีรัมย์ ธันเดอร์มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นและโค้ชชนิดล้างทีม ทำให้คอมเมนต์แฟนบอลเริ่มคาดเดาสถานการณ์ของไทยลีกฤดูกาลใหม่ไปต่างๆนานา

“ดูสิขนาดมาร์ตินยังย้ายเลย”

“ใช่ๆ เห็นข่าวว่าวิชญ์พล, ณัฐนนท์, ศุภวัฒน์ ก็ย้ายไปต่างประเทศหมดเหมือนกัน”

“ตัวต่างชาติก็เปลี่ยนเกือบหมดเลยนะนั่น”

“แบบนี้กว่าจะจูนติดคงใช้เวลา ทีมอื่นมีหวังแล้ว”

“แบงคอก แองเจิ้ลยิ้มหวานเลย ฮ่าๆๆ”

ตฤณอ่านข่าวลือนี้เช่นกันแต่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ได้แต่ชื่นชมกับทีมของตัวเองมากกว่า

“นี่ทีมเราพัฒนาแบบก้าวกระโดดในปีเดียวเองเหรอเนี่ย จากแค่ลุ้นหนีตกชั้นเมื่อปีก่อน”

กัปตันทีมเจ้าพระยาบราโว่มองไปยังนักเตะใหม่ทั้ง 6 คนที่กำลังแจกลายเซ็นให้แฟนบอลด้วยใจลิงโลดเหมือนเขากลับไปเป็นวัยรุ่นอายุ 20 อีกครั้ง

“น่าสนุกจริงๆ อยากให้เปิดฤดูกาลใหม่เร็วๆจัง”

ก่อนที่จะดูป้ายที่อยู่หน้าสนามประชาสัมพันธ์เกมแรกอย่างเป็นทางของสโมสรที่จะมีขึ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า

“เพลย์ออฟ ACL elite กับทีมเป่ยจิง วอร์ริเออร์ (Beijing Warrior)งั้นรึ? ฉันพร้อมแล้วล่ะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!