Final Curve: Bravo! ทีมธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ตอนที่ 34: แม้ไม่เป็นอย่างที่หวัง

👁️ 33 อ่าน
22px

ฤดูกาลแข่งขันจบอย่างเป็นทางการไปแล้วแม้เจ้าพระยาบราโว่ของตฤณจะคว้าแชมป์เอฟเอคัพมาได้ แต่บุรีรัมย์ ธันเดอร์ ก็ยังร้อนแรงเก็บแชมป์สโมสรอาเซียนด้วยการเอาชนะยะโฮร์ ฮาลิเมาไปได้ ขณะที่ ACL Elite พวกเขาจบที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย พวกเขาแม้จะแพ้อัล ซาอิม ของซาอุดิอาระเบียไป 1-2 แต่ก็สร้างความประทับใจอย่างมาก นักเตะไทยอย่างวิชญ์พล, ณัฐนนท์ และ ศุภวัฒน์ ต่อกรกับดาวเตะดีกรีระดับลีกยุโรปได้อย่างน่าชม ทุกสิ่งที่จบไปอยู่ในสายตาของฟรานเชสก์ เฟร์เรร์ทั้งสิ้น

“ตฤณฉันมีข่าวดีและข่าวร้ายจะบอกนาย”

ดนัยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นักขณะที่โทรหาตฤณ  ปลายสายเองแม้ไม่ทราบเรื่องราวนักแต่พอจะเดาบางอย่างได้อยู่

“ผมขอเดานะครับโค้ช ทีมชาติไม่เรียกตัวผมติดทีมเอเชี่ยนคัพใช่ไหมครับ”

“ใช่นั่นเป็นข่าวร้าย ข่าวดีคือทีมเรามีเจ้าต่าย, ไทเกอร์ และยานนิค ที่ได้ไป ส่วนนายน่ะ ทางนั้นเขาแจ้งมาว่าจะเป็นตัวเลือกแรก ถ้ามีใครซักคนใน 23 คนนั้นไม่พร้อม”

ตฤณแม้จะเสียใจอยู่บ้างแต่สำหรับเขามันดูจะเป็นเรื่องที่รู้สึกด้านชาลงไปบ้างแล้ว จึงแกล้งตอบกลับเชิงประชดไป

“แสดงว่าผมต้องแช่งให้ใครซักคนเจ็บสินะครับ”

“ฮ่าๆๆ เห็นนายประชดแบบนี้ได้ฉันก็สบายใจ เอานะโอกาสอื่นก็ยังมี ไว้ฉันคิดแผนการเล่นให้นายยิงซัก 30 ประตูก็แล้วกัน เขาจะได้ไม่มีข้อกังขา”

ดนัยฝืนใจพูดติดตลกแม้ลึกๆจะรู้สึกว่าทีมชาติไม่มีความเป็นธรรมกับลูกทีมคนโปรดของเขาเท่าที่ควร

“หึ..ครับโค้ชผมขอบคุณที่ชิงมาบอกก่อนวันประกาศจริงนะครับ ผมจะได้เตรียมแผนสำหรับช่วงพักฤดูกาลซะเลย”

“อืม ก็ดีเตะมาทั้งปีคงล้าน่าดู ส่วนนายก็สับรางดีๆล่ะ จะไปกับคุณหมอวรดาหรือจะไปกับคุณมินก็เอาซักคนนะ ฮ่าๆๆ”

“โธ่โค้ชก็....ผมกับ 2 คนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกันครับ คุณมินเธอเป็นถึงหลานสาวท่านประธาน ส่วนน้องน้ำค้างก็เหมือนคนในครอบครัวผมมานานแล้ว”

ตฤณรู้สึกเขินอย่างมากที่ดนัยพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ตัวเขาเองก็เลือกที่จะหนีความรู้สึกกับเรื่องนี้ออกไป โดยยกเป้าหมายในอาชีพเป็นความสำคัญอันดับ 1 ในทุกวันเท่านั้น

“เอาเถอะฉันก็แค่แซวนะ ยังไงก็ขอให้มีช่วงพักที่ดีก็แล้วกันนะไอ้น้อง”

ดนัยวางสายลงปล่อยให้ตฤณอยู่กับความคิดของตัวเองเพียงลำพัง เขาครุ่นคิดว่าในช่วงปิดฤดูกาลจะทำอะไรดี คิดออกเรื่องเดียวคือจะไปอยู่บ้านของพ่อกับแม่ซัก 1 เดือน นั่นก็น่าจะมีความสุขและสงบที่สุดสำหรับเขาแล้ว

ฟรานเชสก์ เฟร์เร์ประกาศรายชื่อนักเตะชุดเอเชี่ยนคัพในอีก 2 วันถัดมานักเตะตัวสำคัญติดทีมมาอย่างคับคั่ง

“วันนี้มาพูดถึงทีมชาติกันครับคุณจาย ชำแหละรายชื่อกันให้เห็นๆไปเลยว่ามีใครบ้าง คนไหนแบบว้าวเลยคนไหนเฉยๆ หรือมีคนอื่นที่น่าติดมาด้วยบ้าง”

“งั้นผมเริ่มเองครับคุณรัน ตำแหน่งผู้รักษาประตูนะครับ รณพงศ์จากแบงคอก แองเจิ้ล คนนี้ยังไงก็ยึดมือหนึ่งชัวร์ อีก 2 คนนี่ยังไม่น่าได้เล่น แบ็คซ้ายมีฌานเดช จากชิบะ ยูเนี่ยน ในเจลีก2 ของญี่ปุ่น คนนี้ก็โอเคครับฟอร์มดีต่อเนื่องอยู่แล้ว แบ็คขวาอันนี้ผมว่าแข่งกันระหว่าง 2 ลูกครึ่งมาร์ติน อีริคเซ่นเล่นดีมากครับ แถมสลับมาฝั่งซ้ายได้อีก”

“ใช่ครับคุณจาย แต่ผมว่าโค้ชเฟร์เรร์น่าจะเลือกอเล็กซ์ มักซ์ ที่ตอนนี้อยู่ในลีกเนเธอร์แลนด์ก่อนแน่ๆครับ คนนี้นี่ดีกรีเคยเป็นทีมชาติเยอรมันรุ่นอายุ 19 ปีเลยนะครับ แล้วจะมาประเดิมทีมชาติไทยครั้งแรกในเอเชี่ยนคัพเลย”

“มาที่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟบ้างครับ เอ่อ....แอบไม่ค่อยชอบนะ นอกจากวิฬาร์วิทย์กับยานนิค โกรส เนี่ยอีก 2 คนเก๋าเกมจริงครับแต่ในลีกนี่ส่วนใหญ่เป็นตัวสำรองหมดเลย ”

“อ่ะ กองกลางกันบ้าง ภีม กับ วรกมล จากแบงคอก แองเจิ้ล  คนนี้โอเคครับ ที่เซอร์ไพรซ์คือวินทัยจากเมืองนนท์ยูไนเต็ด คนนี้เร่งฟอร์มมาช่วงท้ายลีกจริงๆ แล้วก็แน่นอนครับขาดไม่ได้วิชญ์พลจากบุรีรัมย์ ธันเดอร์ ส่วนกองกลางตัวรุกนี่โอเคหมดนะร็อบบี้ เดวิสัน จากฟลอเรสต้า อุทัยธานี แล้วก็นรินทร์ตัวเก่งที่ขาดไม่ได้จากแร็บบิทรังสิต”

“ครับคุณรันมาต่อที่แนวรุกกันบ้างพูดรวมปีกกับกองหน้าไปเลย เซอร์ไพรซ์สุดก็เปรมยศนี่ล่ะครับ จากสุโขทัย ซิตี้คนนี้เล่นดีจริงแต่แอบสปอยล์นิดนึงว่ามีข่าวจะย้ายทีมนะครับ แล้วก็มีณวริศจากเจ้าพระยาบราโว่ ตัวนี้ดีจริงอายุน้อยด้วย แล้วก็ฤทธิชัยจากชลบุรีบลูชาร์ก แต่ผมว่าตัวจริงคงต้องให้อภิโชติจาก มอนตาดิออส ยามากาตะ ทีมฟอร์มแรงของเจลีก 1 ปีล่าสุด”

“ครับคุณจายมาที่กองหน้าที่น่าจับตาจริงๆก็มีแค่ ณัฐนนท์ กับ ศุภวัฒน์ ของบุรีรัมย์ ธันเดอร์แค่ 2 คน”

“เอางี้คุณรัน คุณว่ามีคนนึงไหมครับที่แฟนบอลก็น่าจะคิดเหมือนเราว่าสมควรติดจริงๆ”

“ใช่ครับแล้วผมน่ะแซวเขาตลอดเลยช่วงไทยลีกเลกแรก แต่ฟอร์มเขาคือตบปากผมสนิทเลย นี่ยังติดคุณผู้ชมอยู่เลยว่าจะต้องไปสัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีพกับเขาด้วย”

“งั้นเรามาพูดชื่อเขาพร้อมกันเลยครับ 1...2...3”

“ตฤณ วายุโชติ !”

ขณะที่นักเตะทีมชาติไทยเริ่มรายงานตัวกันนั้นเป็นวันเดียวกับที่ตฤณกลับบ้านไปหาวิบูลย์กับชลดาที่บ้านย่านบางนา ฤดูกาลที่ยาวนานและหนักหน่วงทำให้เขาไม่มีโอกาสมาพบเจอพ่อกับแม่ที่บ้านเลย มีแต่ทั้ง 2 คนที่ขับรถราว 2 ชั่วโมงครึ่งเพื่อมาเยี่ยมเขาในวันที่ไม่มีซ้อม นี่จึงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 เดือนที่ตฤณได้กลับมาบ้านแสนสุขของเขา

“ว่าไงลูกพ่อขับรถมาเหนื่อยไหมล่ะ”

วิบูลย์ซึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านทักทายลูกชายคนเดียวด้วยน้ำเสียงอันร่มเย็น

“สวัสดีครับพ่อ แม่ไปไหนล่ะครับ”

“อ๋อ ไปเข้าครัวเตรียมอาหารให้เรานั่นแหละ เดี๋ยวพ่อเสร็จจากตรงนี้ก็จะไปช่วยอีกแรง”

“ผมไปช่วยด้วยก็ได้นะพ่อ นึกถึงบรรยากาศสมัยมัธยมเลยที่ 3 คนพ่อแม่ลูกทำกับข้าวด้วยกันบ่อยๆ”

“โอย...ไม่ต้องหรอกขับรถมาเหนื่อยๆ นั่งพักดีกว่านะเห็นว่าเหลือกับข้าวไม่กี่อย่างก็เสร็จแล้ว”

“ได้ครับ แต่ถ้ามีอะไรใช้ช่วยบอกผมได้นะครับพ่อ”

ตฤณไม่ขัดคำของวิบูลย์ที่ให้นั่งพักรอ เขาจึงถือโอกาสเอากระเป๋าใส่ของใช้ส่วนตัวขึ้นไปยังห้องนอนเก่าของเขา

“ที่นี่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน เราแต่งห้องไว้เป็นแบบไหนก็ยังเป็นแบบนั้น”

ตฤณมองไปที่โปสเตอร์เกี่ยวกับฟุตบอลต่างๆที่แม้จะสีซีดไปตามกาลเวลา แต่กลับถูกดูแลรักษาอย่างดีโดยชลดาผู้เป็นแม่ ตฤณยิ้มแย้มอย่างมีความสุขความรู้สึกที่จะได้อยู่บ้านหลังนี้นานๆทำให้เขาเหมือนย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

“มีแค่อย่างนึงที่ไม่เหมือนเดิม”

ตฤณมองไปที่บ้างฝั่งตรงข้ามเยื้องไป 3 หลัง ซึ่งวรดาเคยอาศัยอยู่กับคุณป้าและคุณยายของเธอมาก่อน ตั้งแต่เธอเรียนจบแพทย์และยายของเธอเสียชีวิตไป ผู้เป็นป้าก็ได้ไปทำงานเป็นแม่ครัวในร้านอาหารที่ญี่ปุ่น วรดาจึงย้ายออกจากบ้านหลังนี้

“เฮ้อ...พักที่นี่ซักเดือนเราคงสดชื่นขึ้นเยอะมากเลยนะ”

ตฤณล้มตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองจนเคลิ้มหลับไป รู้สึกตัวอีกทีชลดาก็มาเคาะประตูปลุกเขาเพื่อไปรับประทานอาหารเย็น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่นมีความสุข

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่กลับมาบ้านพ่อและแม่ของเขาเลือกทีจะคุยเรื่องราวอื่นนอกจากฟุตบอลทำให้ตฤณได้พักใจไปได้ไม่น้อย ขณะที่ทีมชาติไทยลงเล่นเกมอุ่นเครื่องเกมแรกก่อนเข้าทัวร์นาเมนท์เอเชี่ยนคัพไปแล้ว ซึ่งตฤณก็เหมือนตัดขาดจากข่าวของโลกฟุตบอลออกไปจากชีวิตช่วงนี้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ไม่ทราบความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกิดขึ้น

“ตื้ด! ตื้ด! ตื้ด!”

โทรศัพท์ของตฤณดังขึ้นแต่ว่าเขาออกไปเดินเล่นกับชลดาที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน วิบูลย์จึงถือวิสาสะรับสายแทน ปลายสายแจ้งข่าวสำคัญให้ทราบทำเอาวิบูลย์เองที่รับรู้ก่อนถึงกับร้อนใจอย่างหนักรีบวางสายแล้วขับรถออกไปตามหาตฤณที่สวนสาธารณะอย่างรีบเร่ง

“อ้าวพ่อ ไหนว่าจะอยู่บ้านไงครับทำไมขับรถมาที่นี่ล่ะ?”

“พ่อรับสายจากโทรศัพท์ของเรามาน่ะตฤณ ตอนนี้รีบกลับบ้านเถอะ”

“มีอะไรคะคุณ? เรื่องร้ายแรงรึเปล่า”

ชลดารู้สึกกังวลใจเพราะท่าทีของสามีดูตื่นเต้นผิดสังเกต

“ตฤณทีมงานของทีมชาติเขาติดต่อมาน่ะ บอกว่าให้เข้าไปรายงานตัวพรุ่งนี้เลย มีตัวเจ็บจากนัดอุ่นเครื่อง เขาเลือกลูกให้ไปแทน”

ข่าวจากผู้เป็นพ่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตฤณไม่น้อย หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นราวกับวิ่งเต็มฝีเท้ามาหลายกิโลเมตร ชลดาน้ำตาคลอเบ้าพร้อมกับกอดเขาไว้แน่น

“ลูกทำได้แล้วนะตฤณ แม่รู้ดีว่าตฤณพยายามมากขนาดไหนกว่าจะมีวันนี้”

“เยี่ยมมากไอ้ลูกชายคนเก่ง แล้วนี่เขาแข่งกันที่ไหนรึ? เผื่อพ่อกับแม่จะไปเชียร์ด้วย”

แม้วิบูลย์ไม่เอ่ยปาก ตฤณก็ตั้งใจอยากจะหาตั๋วเครื่องบินและที่พักให้พ่อกับแม่อยู่ก่อนแล้วจึงตอบไปว่า

“แข่งที่จีนครับ เดินทางไม่ไกลด้วย เดี๋ยวผมให้โทมัสจัดการเรื่องตั๋วกับที่พักให้พ่อกับแม่เลยครับ”

“ดีใจมากเลยใช่ไหมล่ะเราน่ะตฤณ”

“ครับพ่อ ผมพยายามทุกอย่างแล้วจริงๆกับฤดูกาลที่ผ่านมา คิดมาตลอดว่าจะต้องดีพอให้โค้ชทีมชาติเห็นบ้างแต่ก็พลาดมาตลอด”

“อืม... แต่ครั้งนี้ไม่พลาดแล้วนะไอ้ลูกชายคนเก่ง”

“ครับ แค่มันมาในแบบที่ไม่เหมือนที่คิดไว้ซักหน่อย”

“เอาเถอะลูก กลับบ้านก่อนก็แล้วกัน วันนี้พักให้เต็มที่ เดี๋ยวแม่ช่วยเก็บของด้วย”

ทั้ง 3 คนพ่อแม่ลูกกลับบ้านอย่างมีความสุข แม้ชลดาจะอยากให้ลูกชายคนนี้อยู่ที่บ้านให้นานกว่านี้ให้หายคิดถึง แต่ความฝันของตฤณก็สำคัญกับผู้เป็นแม่อย่างเธอมากเช่นกัน

รถมารับตฤณถึงบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่เขาสังเกตได้ว่าคนขับดูคุ้นหน้า และรถที่มารับก็ดูจะสะดวกสบายอยู่มากเกินกว่าที่นัดกับทีมงานของสมาคมฟุตบอลไว้

“อ้าว พี่ใช่คนขับรถของคุณมินรึเปล่าครับ?”

ตฤณเห็นหน้าคนขับชัดๆก็จำได้ในทันที

“ครับ คุณมินโทรสั่งตั้งแต่เมื่อคืนว่าให้มารับคุณที่นี่น่ะครับ”

ตฤณรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เขาพอรู้มาบ้างว่ามินทิราเดินทางไปติดต่องานที่ยุโรป แต่ยังมีแก่ใจสั่งงานเล็กๆน้อยๆเพื่อเขา

“คุณมิ้นท์ดีกับเรามากจริงๆ อยากจะส่งข้อความไปขอบคุณเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่ายุ่งอยู่รึเปล่านะ เบอร์คุณมิ้นท์เรามีก็จริงแต่ก็ไม่เคยโทรหาซักครั้งเลย”

ตฤณเลือกที่จะส่งข้อความให้นาถยาเพื่อฝากคำของคุณไปถึงมินทิราแทนสำหรับน้ำใจของเธอ

ที่พักของแคมป์ทีมชาติอยู่ห่างจากบ้านของเขาเพียง 40 กม. เท่านั้น เมื่อไปถึงโรงแรมตฤณแปลกใจอย่างมากเพราะมีแฟนบอลที่ไม่ทราบว่าเป็นของทีมใด บ้างก็ถือเสื้อเจ้าพระยา บราโว่ บ้างก็มีป้ายเขียนข้อความให้กำลังใจเขา รวมทั้งมีสื่อมวลชนมากมายมาดักรอเขาอยู่ที่ร็อบบี้ของโรงแรมด้วย นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อนแม้แต่น้อย

“รู้สึกยังไงบ้างครับที่ได้เข้ามาแทนนันทภัทรที่เจ็บจากเกมอุ่นเครื่องไป?”

สื่อมวลชนเริ่มยิงคำถามใส่เขาอย่างไม่ตั้งตัว ตฤณเป็นคนที่ไม่ถนัดในการสัมภาษณ์มากนักจึงทำได้เพียงยืนตัวเกร็งพูดอะไรไม่ถูก

“เดี๋ยวขอทางให้น้องเขาเข้าไปติดต่อที่พักก่อนนะคะ แล้วถ้ามีอะไรค่อยให้น้องเขามาให้สัมภาษณ์อีกที พอดีน้องตฤณต้องมีเรื่องจัดการอีกเยอะเลยค่ะ”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานของสมาคมฟุตบอลซึ่งเป็นสาววัย 39 ท่าทางสุภาพแต่จริงจังเข้ามากันตัวของตฤณออกไปจากวงล้อมนั้น

“ขอบคุณนะครับพี่ ผมทำตัวไม่ถูกเลย”

“ไม่เป็นไรค่ะ เป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว พี่ชื่อพิมมี่นะ อยู่ที่นี่ขาดเหลืออะไรบอกเจ้ เดี๋ยวเจ้จัดให้ค่ะ”

“ขอบคุณมากครับพี่พิมมี่”

เจ้าหน้าที่สาวยิ้มรับก่อนจะตอบกลับ

“ขอบคุณทีมงานของสโมสรน้องตฤณก่อนเลยค่ะ ทางนั้นสั่งการพี่มาเป็นพิเศษเลยว่าดูแลน้องให้ดีเพราะเพิ่งมาใหม่ ดูท่าทางนั้นจะเป็นห่วงน้องมากเลยนะคะ แต่ถึงทางนั้นไม่บอกพี่ก็ทำเต็มที่อยู่แล้วล่ะ พี่น่ะเป็นแฟนคลับน้องเลย เวลาลงสนามนี่เท่จนเพื่อนพี่กรี๊ดสลบไป 3 รอบ ฮิๆ”

ตฤณรู้สึกเบาใจขึ้นมาก พิมมี่ทำให้เขารู้สึกว่ามีพี่สาวใจดีคนหนึ่งคอยดูแลเด็กใหม่ที่ไม่เด็กอย่างเขา ทำให้มีสมาธิกับฟุตบอลได้มากขึ้น ระหว่างที่เขาเดินไปถึงห้องโถงของโรงแรม ฟรานเชสก์ เฟร์เรร์ มาพร้อมกับอินยากี้ผู้ช่วยเพื่อมาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง

“ขอโทษที่ต้องรบกวนเวลาพักร้อนของนายนะตฤณ แต่ก็ยินดีต้อนรับสู่แคมป์ทีมชาติ”

ตฤณได้แต่ก้มหน้าอย่างนอบน้อมและยกมือไหว้ขอบคุณ เขาไม่ทราบว่าจะพูดกับโค้ชใหญ่ทีมชาติไทยแบบไหนเพราะนี่เป็นการพบกันครั้งแรกของเขาด้วย

“คงไม่ถือสาหรอกนะ ที่เราไม่ได้เลือกนายแต่แรก”

“ไม่เป็นไรครับคุณเฟร์เรร์ ผมเข้าใจดี”

“ขอบใจนะที่เข้าใจ ฉันมีปรัชญาการทำทีมของฉัน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มองนายเลยนะ”

“ครับคุณเฟร์เรร์”

“เอาล่ะ นายไปพักเถอะ อีก 2 ชั่วโมงจะมีประชุมทีม นายพักห้องเดียวกับวิชนะโอเครึเปล่า”

แม้ตฤณจะอยากอยู่ห้องพักเดียวกับเพื่อนร่วมสโมสรหรือคนที่คุ้นเคยกันอย่างเปรมยศ แต่การได้เป็นเพื่อนร่วมห้องกับวิชญ์พลก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี กัปตันทีมแชมป์ไทยลีกคนนี้เป็นคนที่ตฤณเคารพในฐานะนักฟุตบอลอย่างมากเช่นกัน

ตฤณเดินไปที่ห้องพักพร้อมกับพิมมี่กับทีมงานอีกคน ตลอดเส้นทางเขาพบกับเพื่อนร่วมทีมชาติคนอื่นๆ ต่างก็ทักทายเขาด้วยความเป็นมิตร ความรู้สึกเกร็งและทำตัวไม่ถูกของเขาจึงเบาลงเรื่อยๆ

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเหลือเกิน แล้วก็ไม่เหมือนที่เราคิดซักอย่างเลย”

ตฤณซึมซับบรรยากาศนี้อย่างอิ่มใจ แต่เมื่อนึกถึงภารกิจที่เขาต้องเจอในอีกกว่า 1 เดือนครึ่งจากนี้ ไฟในใจของเขาก็ลุกโซนขึ้นหลังจากพักไฟแห่งความมุ่งมั่นนี้ไปเพียงหนึ่งสัปดาห์

“จะยังไงก็เถอะไม่ว่าบทบาทไหน ขอแค่โค้ชเชื่อมั่นว่าเราทำได้ ฉันจะทำให้แบบเอาชีวิตเข้าแลกเลย”

ตฤณมาถึงห้องพักเขาไม่พบวิชญ์พลที่ไปพักผ่อนกับคนอื่นที่สระน้ำ เขามองไปที่ชุดวอร์มที่มีธงไตรรงค์ติดที่หน้าอกอย่างภูมิใจ

“นี่มันฝันที่เป็นจริงแล้วที่ติดทีมชาติ แต่ฉันจะทำฝันนี้ให้เป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่เอง”

 

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!