Final Curve : Number 7 Forever. หมายเลข 7 ตลอดกาล

ตอนที่ 15: ก็แค่ยอมรับ

👁️ 3 อ่าน
22px

หลังเกมหนักของทีมชาติไทย ตฤณกลับมาโฟกัสกับเกมลีกอีกครั้งแม้จะพาทีมชนะได้อย่างไม่ยากเย็น แต่เรื่องจุดอ่อนของเขาเองในเกมที่แพ้ทาจิกิสถานก็ยังอยู่ในใจเขาอยู่ไม่จาง

“หน้าเครียดมาเลยนะคะพี่ตฤณ ปกติวันพักพี่จะชิลล์กว่านี้นี่นา”

วรดาทักเรียกตฤณขณะที่เห็นเขาในห้างสรรพสินค้าโดยบังเอิญในช่วงสาย

“อ้าวน้ำค้าง.. น้องมาทำอะไรเหรอ?”

“มาหาซื้อของนิดหน่อยค่ะ พอดีวันนี้งานไม่มีแล้ว ขอมาพักผ่อนหย่อนใจซะหน่อย”

“แล้วซื้อเสร็จรึยังล่ะ ถ้าน้องว่างจริงๆไปนั่งรถเล่นเป็นเพื่อนพี่ไหมล่ะ?”

แม้หัวใจของวรดาจะพองโตเมื่อตฤณเอ่ยปากชวนเธอ แต่ด้วยความที่เป็นจิตแพทย์จึงพอดูออกว่าตฤณคงมีอะไรบางอย่างที่ไม่สบายใจอยู่

“นั่งเงียบเลยนะคะ ไหนพี่บอกมีเรื่องอยากจะคุยกับน้อง”

ตฤณนั่งเงียบตลอดทางที่ขับรถมากว่า 30 กิโลเมตร วรดายิ่งดูออกว่าพี่ชายคนนี้คงมีเรื่องหนักใจมากจริงๆ จนรถของทั้งคู่ไปถึงร้านอาหารริมอ่างเก็บน้ำ ตฤณจึงชวนเธอรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันก่อน

“กินข้าวกันก่อนแล้วค่อยคุยก็ได้ พี่หิวแล้ว”

“อ่ะค่ะ....ว่าแต่มื้อนี้น้องเลี้ยงเองดีกว่า”

“อ้าว ทำไมอย่างนั้นล่ะน้ำค้าง”

“โหย....พี่อุตส่าห์ขับรถพาเที่ยวแถมบรรยากาศที่นี่ดีสุดๆ น้องขอเลี้ยงพี่ตฤณเป็นการตอบแทนบ้างดีกว่า”

วรดาสั่งอาหารน่าอร่อยมาหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูที่ตฤณชอบ ทำเอาชายหนุ่มอารมณ์คลายลงไม่น้อยที่น้องสาวคนสนิทเอาใจใส่ขนาดนี้

“ขอบคุณน้ำค้างมากนะ แต่ละจานนี่อร่อยๆทั้งนั้นเลย แต่ถ้าทีมโภชนาการรู้เข้าคงต่อว่าพี่แน่ๆ ฮ่าๆๆๆ”

“คุยเล่นได้แบบนี้แสดงว่าสบายใจขึ้นแล้วสินะคะ ตอนขับรถมาหน้างี้ยับเหมือนผ้าไม่ได้รีดเลย”

วรดาหยิบโทรศัพท์มือถือที่แอบถ่ายรูปตฤณหน้านิ่วคิ้วขมวดให้เขาดู ทำเอาเจ้าตัวหลุดหัวเราะออกมาจนแทบสำลักน้ำที่ดื่มไป

“แกล้งพี่อีกแล้วนะ เดี๋ยวเถอะพี่จะเอาคืนบ้าง อย่าเผลอหลับคอพับตอนขากลับแล้วกัน พี่จะแอบถ่ายซัก 10 รูปเลยคอยดู”

“อย่านะพี่ตฤณ! น้องขอโทษ น้องสำนึกผิดแล้ว”

วรดาทำท่าอ้อนวอนสำนึกผิดแบบทะเล้นๆ ราวกับเธอวางตำแหน่งจิตแพทย์ทิ้งไปสิ้นกลับไปเป็นเด็กน้อย ม.ต้น สมัยที่พวกเขาทั้งคู่รู้จักกันเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง ความน่ารักนี้ทำให้ตฤณรู้สึกเบาใจขึ้น จนอยากเล่าในสิ่งที่ทำให้เขาเครียดมาหลายวันออกมา

“อืม...น้ำค้าง”

“คะ?”

“ถ้าพี่มีบางเรื่องที่รู้สึกว่ามีจุดอ่อน แต่ก็พยายามแล้วพยายามเล่ามันก็ยังแก้ไขไม่ได้ซักที พี่ควรทำยังไง?”

น้ำเสียงของตฤณแม้ผ่อนคลายลงมาก แต่ก็แฝงด้วยความจริงจัง จิตแพทย์สาวรู้ได้ทันทีว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจริงกับเขาและกำลังหาทางแก้ไขอยู่

“น้องขอพูดตรงๆเลยนะคะ ใช่เรื่องที่พี่ตฤณดูเฟลๆตอนแข่งทีมชาติล่าสุดรึเปล่า น้องดูถ่ายทอดสดอยู่เลยเดาเอาว่าเป็นเพราะวันนั้น”

“อืม....ใช่แล้วล่ะ”

“แล้วพี่เฟลเพราะเรื่องอะไรล่ะคะ เล่าให้น้องฟังได้ไหม”

ตฤณตักปลาสามรสเมนูสุดโปรดเข้าปากก่อนเคี้ยวอย่างพอใจและจิบน้ำก่อนเล่าความในใจออกมา

“พี่ว่าพี่ไม่ได้เป็นเทพฟรีคิกอะไรอย่างที่สื่อหรือแฟนบอลว่าน่ะสิ วันนั้นได้โอกาสตั้งหลายหนแต่ก็ทำไม่ได้เลย ถ้าพี่เก่งแบบนั้นจริงเราก็ไม่น่าแพ้กลับมา”

วรดามองตาแป๋วใส่ตฤณพร้อมกับพยักหน้าเปิดโอกาสให้เขาได้พูดต่อ

“มันเป็นฟรีคิกระยะประมาณ 18-20 หลา มันใกล้มากพี่ก็พยายามกลับมาซ้อมให้เยอะที่สุดมาหลายวันแล้วนะ แต่มันก็ยังไม่ดีขึ้นเลย”

ตฤณเริ่มจิตใจไหลไปตามอารมณ์ของตัวเองมากขึ้นเมื่อนึกถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง

“แล้วคุณลุงฮันส์แกว่าไงบ้างล่ะคะ?”

“ด็อกเตอร์ไม่พูดอะไรมาก ได้แต่บอกว่าไม่ต้องหมกมุ่นขนาดนั้นก็ได้ ฟุตบอลมันมีหลายวิธีที่จะยิงประตู”

วรดาฟังคำที่ ดร.ฮันส์ พูดแล้วอดชื่นชมในตัวของนักวิจัยวัยเก๋ารายนี้ไม่ได้ เธอพอจะมองออกแล้วว่าปัญหาของตฤณคืออะไร แต่แค่อยากจะเป็นผู้ฟังที่ดีต่อไปมากกว่า

“แต่พี่ก็ไม่เชื่อหรอกนะน้ำค้าง ว่าถ้าเราไม่พยายามแล้วจะทำไม่ได้”

“น้องก็เชื่อค่ะว่าพี่ตฤณก็จะทำทุกอย่างเพื่อจะยิงลูกระยะนี้ให้ได้”

วรดามองนัยน์ตาของตฤณลึกเข้าไปอีกก่อนจะพูดต่อ

“น้องนึกถึงตอนที่พี่ตฤณขาข้างขวาหัก แล้วพยายามจนใช้เท้าซ้ายได้เก่งเทพขนาดนี้ พี่ตฤณจำที่น้องพูดกับพี่วันนั้นได้รึเปล่าคะ?”

ตฤณได้ฟังแล้วทำให้เขานึกถึงความหลังของวันนั้นได้อย่างแม่นยำ มันเป็นคำถามง่ายๆแต่เปลี่ยนชีวิตเขาไปทั้งหมด

“น้ำค้างถามพี่ว่า ถ้าเท้าขวาใช้ไม่ได้ก็ใช้เท้าซ้ายไม่ได้เหรอ”

ตฤณพูดถึงเรื่องราวนั้นออกมาด้วยตัวเองแต่ก็ทำให้เขาฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้บ้างเช่นกัน

“ว่าแต่ทำไมน้ำค้างถึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ? หรือว่า...”

จิตแพทย์สาวยิ้มกว้างขึ้นทันที ดวงตาอันสดใสไร้เดียงสาราวกับลูกกวางตัวน้อยที่ตฤณคุ้นเคยเหมือนมีแรงสะกดให้เขาดึงสติออกจากความคิดวกวนในสมองได้แทบจะทันที

“น้องก็จะถามพี่ตฤณแบบเดิมล่ะค่ะ ถ้าระยะนั้นมันยิงเองไม่ได้ ก็ลองทำอย่างอื่นดูสิคะ”

ตฤณสะท้านไปทั้งหน้าแบบเฉียบพลัน เขารู้สึกตัวเองว่าแม้จะเป็นคนไม่ได้ยึดติดกับชื่อเสียงมากนัก แต่คำพูดว่า “เทพฟรีคิก” ที่คนอื่นเรียกเขานั้น มันผูกมัดจนเขาเก็บไว้กับตัวเองทีละน้อย รู้ตัวอีกทีตฤณก็แบกฉายานี้ไว้จนหลังแอ่นตั้งแต่เมื่อไรเขาเองก็ไม่รู้ตัวไปแล้ว

“อ่ะ....ใช่แล้วทำไมพี่ถึงคิดแต่จะพุ่งเข้าชนอุปสรรคอย่างเดียวกันนะ มันไม่จำเป็นที่จะต้องยิงทุกลูกเพื่อพิสูจน์อะไรเลยนี่นา”

ชายหนุ่มรู้สึกศีรษะโล่งอย่างบอกไม่ถูก ปมที่มัดแน่นถูกคลายออกอย่างง่ายดายเพียงคำถามไม่กี่ประโยคเท่านั้น

“น้องก็ไม่รู้อะไรมากเรื่องฟุตบอลหรอกค่ะ ก็แค่นึกถึงตัวเองว่าบางทีมันก็ไม่ต้องไปพุ่งชนปัญหาซะทุกครั้ง บางครั้งก็เปลี่ยนวิธีการแต่ให้ได้ผลลัพท์เหมือนกันก็พอ”

คำพูดของวรดายิ่งกระตุกให้ตฤณออกจากวังวนวิธีคิดของตัวเองได้อย่างหมดจด

“นั่นสิ พี่มันประเภทพุ่งชนแหลกนี่นะ”

“น้องก็ไม่ใจเด็ดเท่าพี่ตฤณล่ะค่ะ เลยมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน แต่น้องก็ชอบที่พี่ตฤณเป็นคนใจสู้ไม่ยอมแพ้แบบนี้นะคะ เท่ที่สุดเลย”

คำพูดชื่นชมที่เต็มไปด้วยความจริงใจนี้ทำให้ตฤณรู้สึกดีไม่น้อย สำหรับเขานอกจากพ่อและแม่ก็มีวรดานี่เอง ที่รู้จักเขาดีกว่าใคร และเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขาได้เสมอ

“กินเสร็จแล้วไปเที่ยวต่อกันนะ กลับค่ำๆได้รึเปล่าล่ะ”

คำชวนของตฤณยากที่วรดาจะปฏิเสธ ยิ่งไม่มีงานคั่งค้างด้วยแล้ว เธอจึงตอบรับโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก

“ไปสิคะ แต่พี่ตฤณเห็นใจรองเท้าของน้องด้วยนะ ใส่แบบเป็นงานเป็นการเลย อย่าพาลุยมากก็ดีค่ะ ฮิๆๆ”

ทั้งคู่นั่งรถเที่ยวด้วยกันหลายที่จนตกเย็น จึงค่อยแวะรับประทานอาหารเย็นด้วยกันก่อน แล้วกลับบ้าน บรรยากาศเต็มเป็นด้วยความอิ่มใจของทั้งสองคน

“วันนี้เหมือนได้ชาร์จพลังจริงๆ ลงซ้อมพรุ่งนี้น่าจะสนุกแล้วล่ะ”

ตฤณนอนหลับง่ายกว่าหลายวันที่ผ่านมา ความคิดวกวนในหัวไม่มีอีกต่อไป แต่ก็ยังจินตนาการภาพต้นหญ้าในสายลมเพื่อให้ใจสงบก่อนจะหลับไป

“อืม....หลับสนิทเหมือนวาร์ปมาตอนเช้าเลยสดชื่นชะมัด”

ตฤณรู้สึกสบายกายและใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไปที่สนามซ้อมตั้งแต่ช่วงสายเพื่อออกกำลังกายในยิม ราวกับเขามีกำลังเหลือเฟือ ตฤณไม่แม้แต่รู้สึกหมดแรงเลยสักนิด เขายกเวทหลายท่าด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างง่ายดาย

“โอ้โห...มาซ้อมคนเดียวตั้งแต่ก่อนเที่ยงเลยเหรอกัปตันทีม”

มิเกล คอนเทรราสเดินเข้ามาทักทายจากทางด้านหลัง ทำเอาตฤณที่กำลังจดจ่ออยู่กับการสควอทด้วยน้ำหนัก 130 กิโลกรัมสะดุ้งเล็กน้อย

“อ้าว....สวัสดีครับคุณมิเกล แล้วคุณมาทำอะไรตั้งแต่ก่อนเที่ยงล่ะครับ”

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันพาครอบครัวไปกินมื้อเที่ยง พอดีผ่านมานึกได้ว่าวันก่อนลืมของไว้เลยแวะที่นี่ เห็นนายอยู่พอดีเลยมาทักทายหน่อย”

ตฤณเหมือนนึกอะไรออกจึงรั้งมิเกลเอาไว้สักครู่หนึ่ง

“คุณมิเกลครับขอเวลาซัก 10 นาทีได้ไหม? ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย”

“เอาสิ น่าจะเรื่องสำคัญสินะ”

นักเตะชาวเวเนซูเอล่าหยิบเก้าอี้มานั่งโดยไม่ต้องบอก เขาเองก็อยากรู้ว่าตฤณคิดจะทำอะไร

“ต่อไปนี้ถ้าทีมเราได้ฟรีคิกระยะใกล้ประมาณ 18-20 หลา ผมจะเป็นตัวหลอก ส่วนคุณช่วยเป็นคนจัดการได้ไหมครับ”

มิเกลไม่คิดมาก่อนว่าจะได้ยินสิ่งนี้ สำหรับเขาตฤณคือคนที่เตะฟรีคิกได้เก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

“ก่อนอื่นนายต้องบอกก่อนว่าเพราะอะไร สำหรับฉัน ลูกฟรีคิกของนายมันแตะระดับสูงสุดไปแล้วนะ ฉันเองเทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยว”

“พูดแบบตรงๆเลยครับคุณมิเกล ผมเองมีจุดอ่อนในระยะนี้ตรงกลางประตู มันคงเป็นข้อจำกัดกับสไตล์การยิงของผมน่ะครับ”

“อืม....เข้าใจแล้วล่ะ เท่าที่ฉันเคยเห็นสไตล์การยิงของนาย ก็ไม่แปลกใจที่ระยะใกล้ๆจะเป็นจุดบอดหรอกนะ เอาจริงๆระยะนี้ก็ไม่ง่ายสำหรับทุกคนอยู่แล้ว”

มิเกลพูดจบก็หยุดคิดครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อด้วยความสนใจ

“ฉันแปลกใจอย่างนึงนะที่นายเลือกที่จะหาทางอื่นมากกว่าที่จะซ้อมๆๆแล้วจะทำให้ได้แบบทุกที”

“ไม่มีอะไรมากครับ ผมก็แค่ยอมรับว่าเราไม่มีทางสมบูรณ์แบบได้ก็แค่นั้น”

มิเกลยิ้มอย่างพอใจเพราะสำหรับเขาตฤณค่อนข้างจะเป็นคนดื้อดึงไม่น้อย

“ฉันดีใจที่นายคิดแบบนั้นนะ มันจะดีและยืดอายุการเล่นของนายไปได้อีกนานเลย เชื่อเถอะฉันผ่านจุดนั้นมาแล้ว”

“มันคืออะไรเหรอครับ?”

“จุดที่อยากก้าวข้ามขีดจำกัดบางอย่างจนตัวเองเกือบจะไม่มีชีวิตรอด”

ตฤณได้ฟังรู้สึกขนแขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ภาพการวูบในสนามของมิเกล จนต้องผ่าตัดรักษาหัวใจเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เขาเองก็ได้ดูผ่านการถ่ายทอดสดด้วย

“เรื่องที่ให้ฉันช่วยน่ะ ฉันตกลงนะ ไว้ค่อยมาซ้อมกันอีกที ตอนนี้ลูกกับเมียฉันคงหิวไส้แทบขาดแล้วล่ะ ขอตัวก่อนนะพวก”

หลังการซ้อมในช่วงเย็นตฤณมารอมิเกลตามนัดที่สนามซ้อมของทีมเยาวชน แต่คนที่เขาได้พบกลับไม่ได้มีแค่มิเกลเท่านั้น

“เฮ้!...นายมันเป็นคนยังไงกันนะ เรื่องสนุกๆแบบนี้ทำไมไม่ชวนฉันด้วยล่ะ”

เจ้าของเสียงไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นกอนซาโล่ เรย์น่านั่นเอง

“เรย์น่า, ติอาโก้ ,ต่าย , ดีดี้ , ไนเจล ! พวกนายเอาด้วยกับฉันเหรอเนี่ย”

ตฤณรู้สึกแปลกใจที่เพื่อนๆในทีมตามมาซ้อมพิเศษกับเขาด้วย ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นทันที แต่ละคนมีไอเดียแปลกใหม่ที่นำมาทดลองกันไม่น้อย เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งผ่านไปเร็วมากในความรู้สึกของทุกคน

“ไว้มาซ้อมกันอีกก็แล้วกัน นี่ก็ค่ำแล้วไปหาอะไรกินกันดีกว่านะพวกเรา ฉันเลี้ยงเอง”

ตฤณชวนเพื่อนๆเพื่อเลี้ยงขอบคุณที่ทุกคนอุตส่าห์มาร่วมซ้อมกับเขา บรรยากาศราวกับเด็ก ม.ปลายเล่นสนุกกัน ไม่มีความเครียดแต่สิ่งที่ซ้อมกันนั้นก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง

“เหมือนจะเป็นชะตากรรมเลยนะ”

เรย์น่าพูดแทรกขึ้นมากลางวงสร้างความฉงนแก่เพื่อนๆในกลุ่มที่กำลังเก็บของเตรียมจะไปรับประทานอาหารเย็นกัน

“อะไรของนายรึเรย์?”

มิเกลถามเพื่ออยากได้ความกระจ่าง

“สัปดาห์นี้เป็นโปรแกรมลีกคัพ โค้ชบอกชัดแล้วว่าจะให้พวก U19 ลงเล่น ส่วนพวกเรามีเกมอีกทีคือสัปดาห์หน้า”

“เกมกับไซตามะ เรดส์ ทีมเก่าของนายสินะ”

ตฤณมองหน้าของแนวรุกชาวสเปนอย่างเข้าใจความคับข้องใจในอดีตของเขากับทีมนี้

“ใช่ ที่แน่ๆความสนุกของพวกเราวันนี้ จะไปแผลงฤทธิ์ในเกมนั้นนี่ล่ะ”

มิเกลพูดปิดท้าย ทุกคนยิ้มอย่างพอใจไปพร้อมๆกัน  พวกเขาต่างมุ่งมั่นไปยังเกมสำคัญใน ACL Elite นัดตัดสินชะตาแล้วว่าพวกเขาจะเข้ารอบน็อคเอาท์หรือไม่ก่อนจะพากันขับรถไปร้านอาหารด้วยกัน

“ดูแล้วไม่เหมือนเป็นทีมฟุตบอลเลยนะว่าไหม?”

ดร.ฮันส์ที่ดูทั้ง 7 คนนี้ซ้อมจากฟากหนึ่งของสนามซ้อมกล่าวขึ้น

“ครับ พวกเขาเหมือนเป็นพี่น้องกันแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆผมว่าแนวคิดปรัชญาของทีมมันฝังรากลึกจนมั่นคงแล้วด้วย แบบนี้ผมก็สบายใจต่อไปก็ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วล่ะ”

ดนัยที่นั่งอยู่ข้างกันตอบกลับนักวิจัยชาวเยอรมัน

“ดนัย.....คุณคิดดีแล้วใช่ไหมที่ตัดสินใจแบบนั้นหลังจบฤดูกาลน่ะ?”

“ครับ ทุกอย่างที่นี่ลงตัวมากแล้ว ขอแค่ฤดูกาลนี้พวกเราทำได้ตามเป้าหมายผมเองก็จะทำตามฝันของตัวเองสักตั้ง”

ดนัยขอตัวเดินจากไปเพื่อไปเตรียมพร้อมสำหรับการซ้อมในวันรุ่งขึ้น ขณะที่ ดร.ฮันส์ยังคงยืนอยู่ตามลำพังในสนามซ้อม

“ทุกอย่างมีทางของมันสินะ เราก็แค่ทำให้ดีที่สุดและยอมรับผลทุกอย่างก็พอ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!