หลังเกมหนักของทีมชาติไทย ตฤณกลับมาโฟกัสกับเกมลีกอีกครั้งแม้จะพาทีมชนะได้อย่างไม่ยากเย็น แต่เรื่องจุดอ่อนของเขาเองในเกมที่แพ้ทาจิกิสถานก็ยังอยู่ในใจเขาอยู่ไม่จาง
“หน้าเครียดมาเลยนะคะพี่ตฤณ ปกติวันพักพี่จะชิลล์กว่านี้นี่นา”
วรดาทักเรียกตฤณขณะที่เห็นเขาในห้างสรรพสินค้าโดยบังเอิญในช่วงสาย
“อ้าวน้ำค้าง.. น้องมาทำอะไรเหรอ?”
“มาหาซื้อของนิดหน่อยค่ะ พอดีวันนี้งานไม่มีแล้ว ขอมาพักผ่อนหย่อนใจซะหน่อย”
“แล้วซื้อเสร็จรึยังล่ะ ถ้าน้องว่างจริงๆไปนั่งรถเล่นเป็นเพื่อนพี่ไหมล่ะ?”
แม้หัวใจของวรดาจะพองโตเมื่อตฤณเอ่ยปากชวนเธอ แต่ด้วยความที่เป็นจิตแพทย์จึงพอดูออกว่าตฤณคงมีอะไรบางอย่างที่ไม่สบายใจอยู่
“นั่งเงียบเลยนะคะ ไหนพี่บอกมีเรื่องอยากจะคุยกับน้อง”
ตฤณนั่งเงียบตลอดทางที่ขับรถมากว่า 30 กิโลเมตร วรดายิ่งดูออกว่าพี่ชายคนนี้คงมีเรื่องหนักใจมากจริงๆ จนรถของทั้งคู่ไปถึงร้านอาหารริมอ่างเก็บน้ำ ตฤณจึงชวนเธอรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันก่อน
“กินข้าวกันก่อนแล้วค่อยคุยก็ได้ พี่หิวแล้ว”
“อ่ะค่ะ....ว่าแต่มื้อนี้น้องเลี้ยงเองดีกว่า”
“อ้าว ทำไมอย่างนั้นล่ะน้ำค้าง”
“โหย....พี่อุตส่าห์ขับรถพาเที่ยวแถมบรรยากาศที่นี่ดีสุดๆ น้องขอเลี้ยงพี่ตฤณเป็นการตอบแทนบ้างดีกว่า”
วรดาสั่งอาหารน่าอร่อยมาหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูที่ตฤณชอบ ทำเอาชายหนุ่มอารมณ์คลายลงไม่น้อยที่น้องสาวคนสนิทเอาใจใส่ขนาดนี้
“ขอบคุณน้ำค้างมากนะ แต่ละจานนี่อร่อยๆทั้งนั้นเลย แต่ถ้าทีมโภชนาการรู้เข้าคงต่อว่าพี่แน่ๆ ฮ่าๆๆๆ”
“คุยเล่นได้แบบนี้แสดงว่าสบายใจขึ้นแล้วสินะคะ ตอนขับรถมาหน้างี้ยับเหมือนผ้าไม่ได้รีดเลย”
วรดาหยิบโทรศัพท์มือถือที่แอบถ่ายรูปตฤณหน้านิ่วคิ้วขมวดให้เขาดู ทำเอาเจ้าตัวหลุดหัวเราะออกมาจนแทบสำลักน้ำที่ดื่มไป
“แกล้งพี่อีกแล้วนะ เดี๋ยวเถอะพี่จะเอาคืนบ้าง อย่าเผลอหลับคอพับตอนขากลับแล้วกัน พี่จะแอบถ่ายซัก 10 รูปเลยคอยดู”
“อย่านะพี่ตฤณ! น้องขอโทษ น้องสำนึกผิดแล้ว”
วรดาทำท่าอ้อนวอนสำนึกผิดแบบทะเล้นๆ ราวกับเธอวางตำแหน่งจิตแพทย์ทิ้งไปสิ้นกลับไปเป็นเด็กน้อย ม.ต้น สมัยที่พวกเขาทั้งคู่รู้จักกันเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง ความน่ารักนี้ทำให้ตฤณรู้สึกเบาใจขึ้น จนอยากเล่าในสิ่งที่ทำให้เขาเครียดมาหลายวันออกมา
“อืม...น้ำค้าง”
“คะ?”
“ถ้าพี่มีบางเรื่องที่รู้สึกว่ามีจุดอ่อน แต่ก็พยายามแล้วพยายามเล่ามันก็ยังแก้ไขไม่ได้ซักที พี่ควรทำยังไง?”
น้ำเสียงของตฤณแม้ผ่อนคลายลงมาก แต่ก็แฝงด้วยความจริงจัง จิตแพทย์สาวรู้ได้ทันทีว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจริงกับเขาและกำลังหาทางแก้ไขอยู่
“น้องขอพูดตรงๆเลยนะคะ ใช่เรื่องที่พี่ตฤณดูเฟลๆตอนแข่งทีมชาติล่าสุดรึเปล่า น้องดูถ่ายทอดสดอยู่เลยเดาเอาว่าเป็นเพราะวันนั้น”
“อืม....ใช่แล้วล่ะ”
“แล้วพี่เฟลเพราะเรื่องอะไรล่ะคะ เล่าให้น้องฟังได้ไหม”
ตฤณตักปลาสามรสเมนูสุดโปรดเข้าปากก่อนเคี้ยวอย่างพอใจและจิบน้ำก่อนเล่าความในใจออกมา
“พี่ว่าพี่ไม่ได้เป็นเทพฟรีคิกอะไรอย่างที่สื่อหรือแฟนบอลว่าน่ะสิ วันนั้นได้โอกาสตั้งหลายหนแต่ก็ทำไม่ได้เลย ถ้าพี่เก่งแบบนั้นจริงเราก็ไม่น่าแพ้กลับมา”
วรดามองตาแป๋วใส่ตฤณพร้อมกับพยักหน้าเปิดโอกาสให้เขาได้พูดต่อ
“มันเป็นฟรีคิกระยะประมาณ 18-20 หลา มันใกล้มากพี่ก็พยายามกลับมาซ้อมให้เยอะที่สุดมาหลายวันแล้วนะ แต่มันก็ยังไม่ดีขึ้นเลย”
ตฤณเริ่มจิตใจไหลไปตามอารมณ์ของตัวเองมากขึ้นเมื่อนึกถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง
“แล้วคุณลุงฮันส์แกว่าไงบ้างล่ะคะ?”
“ด็อกเตอร์ไม่พูดอะไรมาก ได้แต่บอกว่าไม่ต้องหมกมุ่นขนาดนั้นก็ได้ ฟุตบอลมันมีหลายวิธีที่จะยิงประตู”
วรดาฟังคำที่ ดร.ฮันส์ พูดแล้วอดชื่นชมในตัวของนักวิจัยวัยเก๋ารายนี้ไม่ได้ เธอพอจะมองออกแล้วว่าปัญหาของตฤณคืออะไร แต่แค่อยากจะเป็นผู้ฟังที่ดีต่อไปมากกว่า
“แต่พี่ก็ไม่เชื่อหรอกนะน้ำค้าง ว่าถ้าเราไม่พยายามแล้วจะทำไม่ได้”
“น้องก็เชื่อค่ะว่าพี่ตฤณก็จะทำทุกอย่างเพื่อจะยิงลูกระยะนี้ให้ได้”
วรดามองนัยน์ตาของตฤณลึกเข้าไปอีกก่อนจะพูดต่อ
“น้องนึกถึงตอนที่พี่ตฤณขาข้างขวาหัก แล้วพยายามจนใช้เท้าซ้ายได้เก่งเทพขนาดนี้ พี่ตฤณจำที่น้องพูดกับพี่วันนั้นได้รึเปล่าคะ?”
ตฤณได้ฟังแล้วทำให้เขานึกถึงความหลังของวันนั้นได้อย่างแม่นยำ มันเป็นคำถามง่ายๆแต่เปลี่ยนชีวิตเขาไปทั้งหมด
“น้ำค้างถามพี่ว่า ถ้าเท้าขวาใช้ไม่ได้ก็ใช้เท้าซ้ายไม่ได้เหรอ”
ตฤณพูดถึงเรื่องราวนั้นออกมาด้วยตัวเองแต่ก็ทำให้เขาฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้บ้างเช่นกัน
“ว่าแต่ทำไมน้ำค้างถึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ? หรือว่า...”
จิตแพทย์สาวยิ้มกว้างขึ้นทันที ดวงตาอันสดใสไร้เดียงสาราวกับลูกกวางตัวน้อยที่ตฤณคุ้นเคยเหมือนมีแรงสะกดให้เขาดึงสติออกจากความคิดวกวนในสมองได้แทบจะทันที
“น้องก็จะถามพี่ตฤณแบบเดิมล่ะค่ะ ถ้าระยะนั้นมันยิงเองไม่ได้ ก็ลองทำอย่างอื่นดูสิคะ”
ตฤณสะท้านไปทั้งหน้าแบบเฉียบพลัน เขารู้สึกตัวเองว่าแม้จะเป็นคนไม่ได้ยึดติดกับชื่อเสียงมากนัก แต่คำพูดว่า “เทพฟรีคิก” ที่คนอื่นเรียกเขานั้น มันผูกมัดจนเขาเก็บไว้กับตัวเองทีละน้อย รู้ตัวอีกทีตฤณก็แบกฉายานี้ไว้จนหลังแอ่นตั้งแต่เมื่อไรเขาเองก็ไม่รู้ตัวไปแล้ว
“อ่ะ....ใช่แล้วทำไมพี่ถึงคิดแต่จะพุ่งเข้าชนอุปสรรคอย่างเดียวกันนะ มันไม่จำเป็นที่จะต้องยิงทุกลูกเพื่อพิสูจน์อะไรเลยนี่นา”
ชายหนุ่มรู้สึกศีรษะโล่งอย่างบอกไม่ถูก ปมที่มัดแน่นถูกคลายออกอย่างง่ายดายเพียงคำถามไม่กี่ประโยคเท่านั้น
“น้องก็ไม่รู้อะไรมากเรื่องฟุตบอลหรอกค่ะ ก็แค่นึกถึงตัวเองว่าบางทีมันก็ไม่ต้องไปพุ่งชนปัญหาซะทุกครั้ง บางครั้งก็เปลี่ยนวิธีการแต่ให้ได้ผลลัพท์เหมือนกันก็พอ”
คำพูดของวรดายิ่งกระตุกให้ตฤณออกจากวังวนวิธีคิดของตัวเองได้อย่างหมดจด
“นั่นสิ พี่มันประเภทพุ่งชนแหลกนี่นะ”
“น้องก็ไม่ใจเด็ดเท่าพี่ตฤณล่ะค่ะ เลยมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน แต่น้องก็ชอบที่พี่ตฤณเป็นคนใจสู้ไม่ยอมแพ้แบบนี้นะคะ เท่ที่สุดเลย”
คำพูดชื่นชมที่เต็มไปด้วยความจริงใจนี้ทำให้ตฤณรู้สึกดีไม่น้อย สำหรับเขานอกจากพ่อและแม่ก็มีวรดานี่เอง ที่รู้จักเขาดีกว่าใคร และเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขาได้เสมอ
“กินเสร็จแล้วไปเที่ยวต่อกันนะ กลับค่ำๆได้รึเปล่าล่ะ”
คำชวนของตฤณยากที่วรดาจะปฏิเสธ ยิ่งไม่มีงานคั่งค้างด้วยแล้ว เธอจึงตอบรับโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
“ไปสิคะ แต่พี่ตฤณเห็นใจรองเท้าของน้องด้วยนะ ใส่แบบเป็นงานเป็นการเลย อย่าพาลุยมากก็ดีค่ะ ฮิๆๆ”
ทั้งคู่นั่งรถเที่ยวด้วยกันหลายที่จนตกเย็น จึงค่อยแวะรับประทานอาหารเย็นด้วยกันก่อน แล้วกลับบ้าน บรรยากาศเต็มเป็นด้วยความอิ่มใจของทั้งสองคน
“วันนี้เหมือนได้ชาร์จพลังจริงๆ ลงซ้อมพรุ่งนี้น่าจะสนุกแล้วล่ะ”
ตฤณนอนหลับง่ายกว่าหลายวันที่ผ่านมา ความคิดวกวนในหัวไม่มีอีกต่อไป แต่ก็ยังจินตนาการภาพต้นหญ้าในสายลมเพื่อให้ใจสงบก่อนจะหลับไป
“อืม....หลับสนิทเหมือนวาร์ปมาตอนเช้าเลยสดชื่นชะมัด”
ตฤณรู้สึกสบายกายและใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไปที่สนามซ้อมตั้งแต่ช่วงสายเพื่อออกกำลังกายในยิม ราวกับเขามีกำลังเหลือเฟือ ตฤณไม่แม้แต่รู้สึกหมดแรงเลยสักนิด เขายกเวทหลายท่าด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างง่ายดาย
“โอ้โห...มาซ้อมคนเดียวตั้งแต่ก่อนเที่ยงเลยเหรอกัปตันทีม”
มิเกล คอนเทรราสเดินเข้ามาทักทายจากทางด้านหลัง ทำเอาตฤณที่กำลังจดจ่ออยู่กับการสควอทด้วยน้ำหนัก 130 กิโลกรัมสะดุ้งเล็กน้อย
“อ้าว....สวัสดีครับคุณมิเกล แล้วคุณมาทำอะไรตั้งแต่ก่อนเที่ยงล่ะครับ”
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันพาครอบครัวไปกินมื้อเที่ยง พอดีผ่านมานึกได้ว่าวันก่อนลืมของไว้เลยแวะที่นี่ เห็นนายอยู่พอดีเลยมาทักทายหน่อย”
ตฤณเหมือนนึกอะไรออกจึงรั้งมิเกลเอาไว้สักครู่หนึ่ง
“คุณมิเกลครับขอเวลาซัก 10 นาทีได้ไหม? ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย”
“เอาสิ น่าจะเรื่องสำคัญสินะ”
นักเตะชาวเวเนซูเอล่าหยิบเก้าอี้มานั่งโดยไม่ต้องบอก เขาเองก็อยากรู้ว่าตฤณคิดจะทำอะไร
“ต่อไปนี้ถ้าทีมเราได้ฟรีคิกระยะใกล้ประมาณ 18-20 หลา ผมจะเป็นตัวหลอก ส่วนคุณช่วยเป็นคนจัดการได้ไหมครับ”
มิเกลไม่คิดมาก่อนว่าจะได้ยินสิ่งนี้ สำหรับเขาตฤณคือคนที่เตะฟรีคิกได้เก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
“ก่อนอื่นนายต้องบอกก่อนว่าเพราะอะไร สำหรับฉัน ลูกฟรีคิกของนายมันแตะระดับสูงสุดไปแล้วนะ ฉันเองเทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยว”
“พูดแบบตรงๆเลยครับคุณมิเกล ผมเองมีจุดอ่อนในระยะนี้ตรงกลางประตู มันคงเป็นข้อจำกัดกับสไตล์การยิงของผมน่ะครับ”
“อืม....เข้าใจแล้วล่ะ เท่าที่ฉันเคยเห็นสไตล์การยิงของนาย ก็ไม่แปลกใจที่ระยะใกล้ๆจะเป็นจุดบอดหรอกนะ เอาจริงๆระยะนี้ก็ไม่ง่ายสำหรับทุกคนอยู่แล้ว”
มิเกลพูดจบก็หยุดคิดครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อด้วยความสนใจ
“ฉันแปลกใจอย่างนึงนะที่นายเลือกที่จะหาทางอื่นมากกว่าที่จะซ้อมๆๆแล้วจะทำให้ได้แบบทุกที”
“ไม่มีอะไรมากครับ ผมก็แค่ยอมรับว่าเราไม่มีทางสมบูรณ์แบบได้ก็แค่นั้น”
มิเกลยิ้มอย่างพอใจเพราะสำหรับเขาตฤณค่อนข้างจะเป็นคนดื้อดึงไม่น้อย
“ฉันดีใจที่นายคิดแบบนั้นนะ มันจะดีและยืดอายุการเล่นของนายไปได้อีกนานเลย เชื่อเถอะฉันผ่านจุดนั้นมาแล้ว”
“มันคืออะไรเหรอครับ?”
“จุดที่อยากก้าวข้ามขีดจำกัดบางอย่างจนตัวเองเกือบจะไม่มีชีวิตรอด”
ตฤณได้ฟังรู้สึกขนแขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ภาพการวูบในสนามของมิเกล จนต้องผ่าตัดรักษาหัวใจเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เขาเองก็ได้ดูผ่านการถ่ายทอดสดด้วย
“เรื่องที่ให้ฉันช่วยน่ะ ฉันตกลงนะ ไว้ค่อยมาซ้อมกันอีกที ตอนนี้ลูกกับเมียฉันคงหิวไส้แทบขาดแล้วล่ะ ขอตัวก่อนนะพวก”
หลังการซ้อมในช่วงเย็นตฤณมารอมิเกลตามนัดที่สนามซ้อมของทีมเยาวชน แต่คนที่เขาได้พบกลับไม่ได้มีแค่มิเกลเท่านั้น
“เฮ้!...นายมันเป็นคนยังไงกันนะ เรื่องสนุกๆแบบนี้ทำไมไม่ชวนฉันด้วยล่ะ”
เจ้าของเสียงไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นกอนซาโล่ เรย์น่านั่นเอง
“เรย์น่า, ติอาโก้ ,ต่าย , ดีดี้ , ไนเจล ! พวกนายเอาด้วยกับฉันเหรอเนี่ย”
ตฤณรู้สึกแปลกใจที่เพื่อนๆในทีมตามมาซ้อมพิเศษกับเขาด้วย ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นทันที แต่ละคนมีไอเดียแปลกใหม่ที่นำมาทดลองกันไม่น้อย เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งผ่านไปเร็วมากในความรู้สึกของทุกคน
“ไว้มาซ้อมกันอีกก็แล้วกัน นี่ก็ค่ำแล้วไปหาอะไรกินกันดีกว่านะพวกเรา ฉันเลี้ยงเอง”
ตฤณชวนเพื่อนๆเพื่อเลี้ยงขอบคุณที่ทุกคนอุตส่าห์มาร่วมซ้อมกับเขา บรรยากาศราวกับเด็ก ม.ปลายเล่นสนุกกัน ไม่มีความเครียดแต่สิ่งที่ซ้อมกันนั้นก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง
“เหมือนจะเป็นชะตากรรมเลยนะ”
เรย์น่าพูดแทรกขึ้นมากลางวงสร้างความฉงนแก่เพื่อนๆในกลุ่มที่กำลังเก็บของเตรียมจะไปรับประทานอาหารเย็นกัน
“อะไรของนายรึเรย์?”
มิเกลถามเพื่ออยากได้ความกระจ่าง
“สัปดาห์นี้เป็นโปรแกรมลีกคัพ โค้ชบอกชัดแล้วว่าจะให้พวก U19 ลงเล่น ส่วนพวกเรามีเกมอีกทีคือสัปดาห์หน้า”
“เกมกับไซตามะ เรดส์ ทีมเก่าของนายสินะ”
ตฤณมองหน้าของแนวรุกชาวสเปนอย่างเข้าใจความคับข้องใจในอดีตของเขากับทีมนี้
“ใช่ ที่แน่ๆความสนุกของพวกเราวันนี้ จะไปแผลงฤทธิ์ในเกมนั้นนี่ล่ะ”
มิเกลพูดปิดท้าย ทุกคนยิ้มอย่างพอใจไปพร้อมๆกัน พวกเขาต่างมุ่งมั่นไปยังเกมสำคัญใน ACL Elite นัดตัดสินชะตาแล้วว่าพวกเขาจะเข้ารอบน็อคเอาท์หรือไม่ก่อนจะพากันขับรถไปร้านอาหารด้วยกัน
“ดูแล้วไม่เหมือนเป็นทีมฟุตบอลเลยนะว่าไหม?”
ดร.ฮันส์ที่ดูทั้ง 7 คนนี้ซ้อมจากฟากหนึ่งของสนามซ้อมกล่าวขึ้น
“ครับ พวกเขาเหมือนเป็นพี่น้องกันแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆผมว่าแนวคิดปรัชญาของทีมมันฝังรากลึกจนมั่นคงแล้วด้วย แบบนี้ผมก็สบายใจต่อไปก็ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วล่ะ”
ดนัยที่นั่งอยู่ข้างกันตอบกลับนักวิจัยชาวเยอรมัน
“ดนัย.....คุณคิดดีแล้วใช่ไหมที่ตัดสินใจแบบนั้นหลังจบฤดูกาลน่ะ?”
“ครับ ทุกอย่างที่นี่ลงตัวมากแล้ว ขอแค่ฤดูกาลนี้พวกเราทำได้ตามเป้าหมายผมเองก็จะทำตามฝันของตัวเองสักตั้ง”
ดนัยขอตัวเดินจากไปเพื่อไปเตรียมพร้อมสำหรับการซ้อมในวันรุ่งขึ้น ขณะที่ ดร.ฮันส์ยังคงยืนอยู่ตามลำพังในสนามซ้อม
“ทุกอย่างมีทางของมันสินะ เราก็แค่ทำให้ดีที่สุดและยอมรับผลทุกอย่างก็พอ”