ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา 7:50 น.
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบสงบ ราวกับว่าเรื่องราววุ่นวายเมื่อวานไม่เคยเกิดขึ้น ลานหน้าเสาธงเนืองแน่นไปด้วยนักเรียนที่แต่งกายด้วยชุดนักเรียนสะอาดตา เสียงพูดคุยแผ่วเบาผสมผสานกับสายลมเย็นในยามเช้าที่หน้าเสาธง ริวยืนอยู่ท้ายแถวของห้องตัวเอง แขนข้างที่ยังรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อยถูกซ่อนไว้ภายใต้แขนเสื้อ เขาเก็บซ่อนความรู้สึกทุกอย่างไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย
หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมหน้าเสาธง ไมโครโฟนถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงประกาศอย่างเป็นทางการจากครูฝ่ายปกครอง
“เรียนคณะผู้บริหาร คุณครูทุกท่าน และนักเรียนที่น่ารักทุกคน ดิฉันขอประกาศผลการเลือกตั้งสภานักเรียนประจำปีการศึกษานี้ ได้ข้อสรุปแล้วนะคะ”
“พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และชนะการเลือกตั้งในปีนี้ ได้แก่…”
“พรรคจากใจเขาแล้วมาเลือกเราแทนค่ะ!”
ทันทีที่สิ้นเสียง เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม เสียงกรีดร้องดีใจจากนักเรียนหญิงดังเสียดแทงแก้วหู
“ว้ายยยยย! เห็นไหมอ่ะแก”
“พี่ธันวาอีกแล้ว!”
ครูพูดต่อ “นับเป็นการชนะติดต่อกันเป็นปีที่สอง ขอเสียงปรบมือให้ด้วยค่ะ”
เสียงปรบมือกึกก้องไปทั่วลานหน้าเสาธง ริวเหม่อมองไปยังเวที ชายหนุ่มรูปร่างสูงในชุดนักเรียนที่ถูกระเบียบก้าวขึ้นมายืนหน้าไมโครโฟน ใบหน้าสุภาพประดับด้วยรอยยิ้มที่พอดี ไม่มากไม่น้อย
ริวจำได้ในทันที รุ่นพี่คนนั้น…คนที่เคยช่วยเหลือเขาไว้เมื่อวาน แต่ริวไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เขาเพียงแค่ยืนมองอย่างเงียบ ๆ
ธันวาโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้น “ขอบคุณทุกคะแนนเสียงครับ ขอบคุณที่ยังเชื่อมั่นในพวกเรา”
“แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายสำหรับพวกเขา แต่ทุกคนก็ยังไว้ใจและเลือกให้พวกเราทำหน้าที่นี้ต่อ”
เสียงตอบรับจากกลุ่มนักเรียนหญิงดังขึ้นอีกระลอกด้วยความตื่นเต้น เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวต่อ
“ตลอดสามปีที่ผ่านมา พวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรักษามาตรฐานของโรงเรียนแห่งนี้ไว้ให้ดีที่สุด และในปีนี้ก็เช่นกัน”
“พวกเราจะยังคงรักษาเกียรติศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของโรงเรียนเอาไว้ และพวกเราจะสร้างสถานที่แห่งนี้ ให้เป็นสถานที่อันทรงคุณค่าต่อไป ขอบคุณครับ”
สายตาของเขาไล่มองไปยังนักเรียนที่ยืนอยู่เบื้องล่าง แต่สำหรับริว คำว่าความปลอดภัยของเขา เหมือนคำที่ไม่มีน้ำหนัก ที่ลอยอยู่ในอากาศ ริวเงยหน้าขึ้นมองเวทีด้วยสายตานิ่งเฉย แล้วนึกถึงเมื่อวานนี้… เขาเพิ่งถูกทำร้าย ที่นี่หรือคือพื้นที่ที่ปลอดภัย
ริวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา หน้าจอสว่างขึ้นแสดงเวลาขณะนั้น 08:10 น. นั่นหมายถึงว่า เลยเวลาโฮมรูมมาสิบนาทีแล้ว เขาจึงถอนหายใจเบา ๆ อย่างทำอะไรไม่ได้
เสียงจากบนเวทียังคงดำเนินต่อไปอย่างเป็นระบบ เป็นระเบียบ และเต็มไปด้วยคำสัญญา ริวเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋า สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลง เขาไม่ได้เชื่อ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง เขาเพียงแค่ยืนฟังต่อไปอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง
ไม่นานหลังเสียงประกาศจบลง ครูปล่อยแถวนักเรียนให้แยกย้ายกันไปตามอาคารเรียน เสียงรองเท้านักเรียนกระทบพื้นปูนดังสลับกันเป็นจังหวะ บางกลุ่มหัวเราะคุยกันระหว่างทาง บางคนแยกตัวไปทางโรงอาหารเพื่อซื้อขนมรองท้องก่อนเข้าเรียน ริวยังคงก้าวเท้าเดินตามทางเดินเรียบ ๆ ไปยังอาคาร 8 ตามปกติ ยังไม่ทันเดินได้ไกลนัก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“น้อง ๆ”
ริวชะงักฝีเท้า เขาหันมองรอบตัวเล็กน้อย ราวกับไม่แน่ใจว่าเรียกใคร ก่อนจะสบตากับธันวาที่กำลังเดินเข้ามา เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ครับ…”
ธันวาหยุดยืนตรงหน้า ระยะห่างพอเหมาะ ไม่ใกล้เกินไป ก่อนจะเอ่ยถาม “แขนเป็นยังไงบ้างล่ะ”
คำถามนั้นทำให้ริวเผลอเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่งเล็กน้อย เพราะแปลกใจที่ธันวารู้เรื่องอาการบาดเจ็บของเขา ทั้งที่เข้ามาในห้องหลังจากเกิดเหตุการณ์ ทว่าริวก็ยังคงตีหน้าเฉย ทำสีหน้านิ่งสงบไม่แสดงอาการใด ๆ ก่อนจะตอบ
“ผมไม่เป็นไรครับ”
คำตอบสั้น กระชับ และปิดบทสนทนาโดยนัย สายตาของธันวาเหลือบมองไปที่แขนข้างที่ถูกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ แววตาอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“เฮ้อ… ยังไงพี่ก็ต้องขอโทษแทนไอ้พวกนั้นด้วยนะ” น้ำเสียงสุภาพ จริงใจ ฟังดูไม่มีพิษภัย
แต่คำว่า แทนไอ้พวกนั้น ทำให้ประโยคมีน้ำหนักมากกว่าคำขอโทษธรรมดา
ริวพยักหน้าช้า ๆ “ครับ… ผมขอตัวไปเรียนก่อนนะครับ” พูดจบเขาก็หมุนตัวกลับ แล้วเดินต่อทันที
สายลมเช้าพัดผ่านเบา ๆ ชายเสื้อนักเรียนปลิวไหวตามจังหวะก้าวเท้าที่สม่ำเสมอ แต่ธันวายังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาคมกริบจับจ้องแผ่นหลังที่กำลังเดินห่างออกไปอย่างเงียบงัน ไม่นาน ธันวาก็เดินออกไปจากตรงนั้นเช่นกัน
ณ ห้องม.5/1
ริวเดินมาถึงห้องเรียนของตัวเอง เขาผลักประตูเข้าไปช้า ๆ ภายในห้องยังคงวุ่นวายตามปกติ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังปะปนกันเป็นจังหวะสบาย ๆ ของเช้าวันธรรมดา ไม่มีใครหันมามองเขา และเขาเองก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมอง
ริวเดินตรงไปยังโต๊ะประจำ แถวหลังสุดติดหน้าต่าง แสงแดดยามเช้าส่องเฉียงผ่านกระจกลงมาบนพื้นไม้ เขานั่งลงเงียบ ๆ เหมือนทุกครั้ง แล้วหยิบเอาโทรศัพท์ออกมาดูเวลา หน้าจอแสดงเวลา 8:42 นาที
ชั่วโมงเรียนเริ่มไปแล้วกว่าสิบนาทีแล้ว ทำไมครูถึงยังไม่มาอีกล่ะ ริวคิดในใจ
สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ นี่คงเป็นเรื่องดีที่ครูเข้าสาย ทำให้ที่ได้เวลาพักผ่อนเพิ่มอีกนิด ได้คุย ได้เล่น ได้หัวเราะ แต่มันจะดีที่สุด ก็ต่อเมื่อครูไม่เข้าสอนเลยทั้งชั่วโมง สำหรับริว เวลาที่ว่างเปล่าและน่าเบื่อ เพราะเขาไม่ได้มีอะไรทำ ไม่มีเพื่อนให้คุย แม้ความจริงแล้ว ตัวเขาเองที่ไม่ต้องการมัน
ริววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบหนังสือคณิตศาสตร์ออกจากกระเป๋า ทบทวนบทเรียนที่ครูสุรชัยสอนไว้เมื่อวาน หน้ากระดาษถูกเปิดออกอย่างระมัดระวัง เสียงกระดาษเปิดผ่านกันเบา ๆ แทรกอยู่ท่ามกลางเสียงคุยของเพื่อนในห้อง นัยน์ตาสีเข้มของเขาไล่อ่านตัวเลขและสมการทีละบรรทัดอย่างตั้งใจ ราวกับพยายามให้ความคิดจมลงในตรรกะที่แน่นอนของมัน
ขณะที่เขากำลังจดจ่อกับหน้าเอกสาร เงาหนึ่งทอดลงบนโต๊ะเสียงฝีเท้าหยุดอยู่ตรงหน้า ริวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พบว่าเป็นแนนโน๊ะ ก่อนจะเอ่ยถาม
“มีอะไรเหรอครับแนนโน๊ะ” น้ำเสียงเขาเรียบ แต่แววตาระวังตัวเล็กน้อย
แนนโน๊ะเอามือไขว้หลัง เอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “แนนโน๊ะเห็นว่าแขนริวช้ำน่ะค่ะ ไปโดนอะไรมาคะ แนนโน๊ะเป็นห่วง”
คำว่าเป็นห่วงถูกเอ่ยอย่างแผ่วเบา เพื่อนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ หันมองเล็กน้อย ริวหลบสายตานั้นทันที นิ้วมือที่จับขอบหนังสือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบเรียบ ๆ
“เมื่อเช้าผม… ตื่นสายครับ กลัวเข้าแถวไม่ทัน เลยรีบจนวิ่งชนประตูห้องน่ะครับ”
คำตอบของเขาค่อนข้างตรงไปตรงมาแต่ฟังดูง่ายดายเกินกว่าที่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้ แนนโน๊ะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงนั้นฟังดูแผ่วอย่างเจตนา ราวกับว่าเธอยังไม่ปักใจเชื่อที่เขาพูด แต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ
“หืม… อย่างนั้นเหรอคะ”
สายตาของเธอยังคงจับจ้องริวอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังอ่านอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ มากกว่าจะสนใจเพียงร่องรอยบาดแผลบนแขน ตามด้วยคำพูดที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน
“หายไว ๆ นะคะ”
ริวพยักหน้า “ครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง”
แนนโน๊ะยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของครูก็ดังขึ้นที่หน้าประตู บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลง นักเรียนแต่ละคนรีบแยกย้ายกลับไปนั่งประจำที่อย่างเป็นระเบียบ
ริวก้มมองหนังสือในมืออีกครั้ง ตัวเลขยังคงเรียงตัวเป็นระเบียบเหมือนเดิม แต่ความคิดของเขา ไม่ได้เป็นระเบียบเหมือนเดิมแล้ว
จากนั้น ทุกคนก็จัดเตรียมหนังสือเรียนในชั่วโมงนี้ขึ้นมาวางบโต๊ะพร้อมกับปากกา ชั่วโมงเรียนเริ่มต้นขึ้นตามปกติ เสียงบรรยายของครูดังสม่ำเสมอไปพร้อมกับเสียงชอล์กสีขาวขีดเขียนบนกระดานดำ เส้นตัวอักษรถูกลากยาว บรรยากาศในห้องเรียนดูธรรมดา เรียบง่าย เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
แนนโน๊ะนั่งอยู่โต๊ะหน้าสุดของแถว เธอยกมือท้าวคางอย่างสบายอารมณ์ ปลายนิ้วแตะพวงแก้มเบา ๆ ดวงตาคู่เรียวมองไปยังครูที่กำลังอธิบายบทเรียนอยู่หน้าห้อง ราวกับตั้งใจฟังทุกคำ ทว่ารอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของเธอ ทำให้ภาพนั้นดูคลุมเครือกว่าที่ควรจะเป็น
ริวซึ่งนั่งอยู่แถวหลังสุดติดหน้าต่าง เหลือบมองเธอเพียงชั่วครู่ สายตานั้นไม่ได้ยาวนานเหมือนเพียงแค่กวาดผ่านเท่านั้น ทว่านั่น… ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาก่อนที่จะถูกลากตัวไปทำร้ายในห้องเก็บอุปกรณ์ แม้จะนึกขึ้นได้แบบนั้น แต่เขาก็คิดอยากจะกลับไปที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง
จริงสิ ก่อนหน้านี้ ผมเคยคิดอยากจะกลับไปที่ห้องเก็บเอกสารด้วยนี่น่า… แต่ตอนนั้น แนนโน๊ะไม่อยู่ด้วย ผมเลยไม่ได้ไป
เขาไม่ได้กลัวว่าจะเดินไปเจอกับนักเรียนพวกนั้นอีกครั้ง แต่เขากลัวกว่า ถ้าไปคนเดียวอาจจะเจอยูริ ซึ่งแน่นอนว่าการเจอเข้ากับยูริจริง ๆ เขาอาจจะไม่ได้แค่เจ็บแขนอย่างแน่นอน ก่อนที่สายตาของเขาจะมองไปที่แนนโน๊ะอีกครั้ง แต่เพียงชั่วครู่ก็ละสายตาจากเธอ แล้วมองลงมาดูรอยช้ำที่แขนตัวเอง
ถ้าผมจะชวนเธอไปที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง แนนโน๊ะจะไปด้วยไหมนะ…
คำถามนั้นไม่ได้มีคำตอบ มีเพียงความรู้สึกหนักอึ้งที่ค้างอยู่ในอก ริวเงยหน้าขึ้นมองกระดาน แต่คราวนี้แนนโน๊ะไม่ได้มองกระดานแล้ว สายตาของเธอทอดยาวมาทางด้านหลังห้อง ตรงมาที่เขา ดวงตาคู่นั้นนิ่งเกินกว่าจะอ่านออก
เมื่อสายตาทั้งสองประสานกัน แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ หัวใจของริวสะดุดวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีออกไปมองด้านนอกหน้าต่างทันที
หลังจากนั้น เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ สายลมอ่อนจากด้านนอกพัดเข้ามาในห้อง ทำให้แสงแดดเคลื่อนต่ำลงเล็กน้อยตามจังหวะเวลา เสียงชอล์กยังคงลากยาวไปบนพื้นกระดาน ทุกอย่างดูปกติตลอดทั้งการเรียนในคาบเช้า
ไม่นานเสียงออดหมดเวลาก็ดังขึ้น ทันทีที่ครูเก็บหนังสือออกจากห้อง เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นอีกครั้ง นักเรียนหลายคนลุกจากที่ แล้วเดินออกจากห้องไปโรงอาหาร ริวปิดสมุดช้า ๆ ก่อนจะหันมองไปยังแถวหน้า แนนโน๊ะกำลังเก็บของใส่กระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน
ริวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนั้น ถึงได้หันมาหาเขา แม้ว่าริวจะรู้สึกว่ามันแปลก แต่ไม่ว่าจะยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ถ้าเขาจะกลับไปที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง และเขาไม่ควรไปคนเดียว ริวสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วลุกขึ้นเดินไปหาแนนโน๊ะที่โต๊ะ
“แนนโน๊ะครับ”
เธอเงยหน้าขึ้นทันที ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาจะมา ก่อนจะตอบ “คะ”
“คุณจะ… ไปกินข้าวที่ไหนหรอครับ”
“อืม… แนนโน๊ะว่าจะไปกินที่โรงอาหารค่ะ”
“ไปด้วยกันไหมครับ”
ประโยคเรียบง่าย แต่สำหรับริว มันไม่ใช่คำชวนธรรมดา แนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววบางอย่างที่คล้ายความพอใจ
“ริวชวนแนนโน๊ะเหรอคะ แปลกจังนะคะ” เธอพูดพรางยิ้มให้อีกฝ่าย
ริวหลบสายตาเล็กน้อย “ก็… ไม่แปลกหรอกครับ เพื่อนที่ผมรู้จักก็มีแนนโน๊ะคนเดียว”
“แล้วผมก็มี เรื่องจะคุยด้วยอยู่พอดีครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้าเบา ๆ “ได้ค่ะ”
“งั้นไปกันเถอะครับ”
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินออกจากห้อง ไปยังโรงอาหารพร้อมกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนาของเพื่อนร่วมชั้น
ณ โรงอาหาร
เวลา 11:35 น.
เสียงหัวเราะและพูดคุยของนักเรียนปะปนกันจนกลายเป็นความวุ่นวายที่คุ้นเคย กลิ่นข้าวผัด น้ำซุป และของทอดลอยคลุ้งในอากาศ แสงแดดเที่ยงวันส่องผ่านช่องหน้าต่างยาวด้านข้างอาคาร สะท้อนพื้นกระเบื้องเป็นเงาเลือน ๆ
ริวกับแนนโน๊ะเดินแยกไปต่อคิวคนละฝั่ง ก่อนจะกลับมาพบกันที่โต๊ะไม้ยาวด้านในสุดของโรงอาหาร โต๊ะนั้นค่อนข้างเงียบกว่าจุดอื่นเล็กน้อย ริวนั่งลงตรงข้ามเธอ วางถาดอาหารอย่างระมัดระวังราวกับกลัวเสียงจะดังเกินจำเป็น แนนโน๊ะวางแก้วน้ำลงเบา ๆ ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“เมื่อก่อนหน้านี้ ริวบอกว่าอยากคุยอะไรกับแนนโน๊ะเหรอคะ”
น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ริวชะงักมือที่กำลังถือช้อน เขาวางมันลงช้า ๆ บนขอบจาน เสียงโลหะกระทบจานดังแผ่วเบา เขาสูดลมหายใจเข้า ก่อนตอบเสียงต่ำ
“ผมแค่… อยากจะชวนคุณกลับไปดูที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้งน่ะครับ”
คำพูดนั้นออกมาเรียบง่าย แต่ในอกกลับหนักกว่าที่คิด แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หืม… กลับไปที่ห้องเก็บเอกสารเหรอคะ”
“ครับ…”
ริวก้มมองจานข้าวตรงหน้า เขารู้ดีว่าคำว่าชวน จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การชวน แต่เขาอยากให้เธอไปด้วย ซึ่งแนนโน๊ะก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ส่วนริวก็รู้ตัวดีว่านั่นก็แอบรบกวนเธออยู่บ้าง ลึก ๆ แล้วเขาก็อยากไปคนเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะยูริ
ทันใดนั้น ภาพของยูริที่ยืนอยู่ในความมืด แววตาคู่นั้น คราบเลือดสีแดงที่เปอะเปื้อนอยู่บนใบหน้า เสียงคมขวานที่ลากไปกับพื้น มันยังติดอยู่ในหัว และริวไม่แน่ใจว่า หากกลับไปอีกครั้ง เธอจะปรากฏตัวหรือไม่
แนนโน๊ะมองเขาเงียบ ๆ รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ทำไมริวถึงอยากกลับไปที่นั่นล่ะคะ”
คำถามธรรมดา แต่กลับแทงลึกเกินจำเป็น ริวเงยหน้าขึ้นมองเธอเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบือนสายตาไปยังโต๊ะข้าง ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เขาเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะหันกลับมา
“ผมแค่… อยากกลับไปดูเอกสารพวกนั้นอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจ”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย “ก็ดีนะคะ และแนนโน๊ะก็อยากจะไปดูด้วยว่า นักเรียนพวกนั้นขนอะไรไปทิ้งหลังโรงเรียน”
ประโยคนั้นทำให้เขานิ่งไปชั่วครู่ ในหัวนึกย้อนไปตอนอยู่ในห้องเอกสารด้วยกัน ในตอนนั้น พวกเขาไม่ได้แค่เห็นเอกสารการลาออกของนักเรียนจำนวนมาก แต่ยังเห็นนักเรียนที่ขนถุงไปทางด้านหลังโรงเรียน
จริงสิ ผมไม่ได้สนใจเรื่องนี้ จนลืมไปซะสนิทเลย.. ริวคิดในใจ
แนนโน๊ะหันมองไปที่เขาอีกครั้ง เพราะเห็นว่าคำพูดของเธอทำให้ริวเงียบไป ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “หลังจากที่ริวไปดูเอกสารเสร็จแล้ว จะไปดูที่หลังโรงเรียนต่อด้วยกันเลยไหมค่ะ”
ประโยคนั้น ทำให้ริวได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวตอบเธอไป
“ดะ… ได้ครับ”
แนนโน๊ะยิ้มบางลงเล็กน้อย แววตาดูนิ่งขึ้น “ถ้าอย่างนั้น แนนโน๊ะก็ไปด้วยได้ค่ะ”
บทสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น ทั้งคู่ก้มหน้ากินอาหารต่ออย่างเงียบ ๆ เสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ กลายเป็นเสียงเดียวที่อยู่ระหว่างพวกเขา
ไม่นาน เสียงออดก็ดังขึ้น สัญญาณหมดเวลาพักเที่ยง เสียงฝีเท้าของนักเรียนดังกระหึ่มไปทั่วโรงอาหาร ริวและแนนโน๊ะลุกขึ้นจากที่นั่ง นำจานไปเก็บ ก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารไปพร้อมกัน โดยไม่มีคำพูดใดเพิ่มเติม ทางเดินกลับสู่ตึกเรียนดูยาวกว่าปกติเล็กน้อย