เด็กใหม่ Girl From Nowhere ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

ตอนที่ 10: ความเงียบที่ไม่ถูกนับ

👁️ 23 อ่าน
22px

ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์

เวลา 7:50 น.

 

เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบสงบ ราวกับว่าเรื่องราววุ่นวายเมื่อวานไม่เคยเกิดขึ้น ลานหน้าเสาธงเนืองแน่นไปด้วยนักเรียนที่แต่งกายด้วยชุดนักเรียนสะอาดตา เสียงพูดคุยแผ่วเบาผสมผสานกับสายลมเย็นในยามเช้าที่หน้าเสาธง ริวยืนอยู่ท้ายแถวของห้องตัวเอง แขนข้างที่ยังรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อยถูกซ่อนไว้ภายใต้แขนเสื้อ เขาเก็บซ่อนความรู้สึกทุกอย่างไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย

 

หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมหน้าเสาธง ไมโครโฟนถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงประกาศอย่างเป็นทางการจากครูฝ่ายปกครอง

 

“เรียนคณะผู้บริหาร คุณครูทุกท่าน และนักเรียนที่น่ารักทุกคน ดิฉันขอประกาศผลการเลือกตั้งสภานักเรียนประจำปีการศึกษานี้ ได้ข้อสรุปแล้วนะคะ”

 

“พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และชนะการเลือกตั้งในปีนี้ ได้แก่…”

 

“พรรคจากใจเขาแล้วมาเลือกเราแทนค่ะ!”

 

ทันทีที่สิ้นเสียง เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม เสียงกรีดร้องดีใจจากนักเรียนหญิงดังเสียดแทงแก้วหู

 

“ว้ายยยยย! เห็นไหมอ่ะแก”

 

“พี่ธันวาอีกแล้ว!”

 

ครูพูดต่อ “นับเป็นการชนะติดต่อกันเป็นปีที่สอง ขอเสียงปรบมือให้ด้วยค่ะ”

 

เสียงปรบมือกึกก้องไปทั่วลานหน้าเสาธง ริวเหม่อมองไปยังเวที ชายหนุ่มรูปร่างสูงในชุดนักเรียนที่ถูกระเบียบก้าวขึ้นมายืนหน้าไมโครโฟน ใบหน้าสุภาพประดับด้วยรอยยิ้มที่พอดี ไม่มากไม่น้อย

 

ริวจำได้ในทันที รุ่นพี่คนนั้น…คนที่เคยช่วยเหลือเขาไว้เมื่อวาน แต่ริวไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เขาเพียงแค่ยืนมองอย่างเงียบ ๆ

 

ธันวาโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้น “ขอบคุณทุกคะแนนเสียงครับ ขอบคุณที่ยังเชื่อมั่นในพวกเรา”

 

“แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายสำหรับพวกเขา แต่ทุกคนก็ยังไว้ใจและเลือกให้พวกเราทำหน้าที่นี้ต่อ”

 

เสียงตอบรับจากกลุ่มนักเรียนหญิงดังขึ้นอีกระลอกด้วยความตื่นเต้น เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวต่อ

 

“ตลอดสามปีที่ผ่านมา พวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรักษามาตรฐานของโรงเรียนแห่งนี้ไว้ให้ดีที่สุด และในปีนี้ก็เช่นกัน”

 

“พวกเราจะยังคงรักษาเกียรติศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของโรงเรียนเอาไว้ และพวกเราจะสร้างสถานที่แห่งนี้ ให้เป็นสถานที่อันทรงคุณค่าต่อไป ขอบคุณครับ”

 

สายตาของเขาไล่มองไปยังนักเรียนที่ยืนอยู่เบื้องล่าง แต่สำหรับริว คำว่าความปลอดภัยของเขา เหมือนคำที่ไม่มีน้ำหนัก ที่ลอยอยู่ในอากาศ ริวเงยหน้าขึ้นมองเวทีด้วยสายตานิ่งเฉย แล้วนึกถึงเมื่อวานนี้… เขาเพิ่งถูกทำร้าย ที่นี่หรือคือพื้นที่ที่ปลอดภัย

 

ริวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา หน้าจอสว่างขึ้นแสดงเวลาขณะนั้น 08:10 น. นั่นหมายถึงว่า เลยเวลาโฮมรูมมาสิบนาทีแล้ว เขาจึงถอนหายใจเบา ๆ อย่างทำอะไรไม่ได้

 

เสียงจากบนเวทียังคงดำเนินต่อไปอย่างเป็นระบบ เป็นระเบียบ และเต็มไปด้วยคำสัญญา ริวเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋า สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลง เขาไม่ได้เชื่อ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง เขาเพียงแค่ยืนฟังต่อไปอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง

 

ไม่นานหลังเสียงประกาศจบลง ครูปล่อยแถวนักเรียนให้แยกย้ายกันไปตามอาคารเรียน เสียงรองเท้านักเรียนกระทบพื้นปูนดังสลับกันเป็นจังหวะ บางกลุ่มหัวเราะคุยกันระหว่างทาง บางคนแยกตัวไปทางโรงอาหารเพื่อซื้อขนมรองท้องก่อนเข้าเรียน ริวยังคงก้าวเท้าเดินตามทางเดินเรียบ ๆ ไปยังอาคาร 8 ตามปกติ ยังไม่ทันเดินได้ไกลนัก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

 

“น้อง ๆ”

 

ริวชะงักฝีเท้า เขาหันมองรอบตัวเล็กน้อย ราวกับไม่แน่ใจว่าเรียกใคร ก่อนจะสบตากับธันวาที่กำลังเดินเข้ามา เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ

 

“ครับ…”

 

ธันวาหยุดยืนตรงหน้า ระยะห่างพอเหมาะ ไม่ใกล้เกินไป ก่อนจะเอ่ยถาม “แขนเป็นยังไงบ้างล่ะ”

 

คำถามนั้นทำให้ริวเผลอเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่งเล็กน้อย เพราะแปลกใจที่ธันวารู้เรื่องอาการบาดเจ็บของเขา ทั้งที่เข้ามาในห้องหลังจากเกิดเหตุการณ์ ทว่าริวก็ยังคงตีหน้าเฉย ทำสีหน้านิ่งสงบไม่แสดงอาการใด ๆ ก่อนจะตอบ

 

“ผมไม่เป็นไรครับ”

 

คำตอบสั้น กระชับ และปิดบทสนทนาโดยนัย สายตาของธันวาเหลือบมองไปที่แขนข้างที่ถูกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ แววตาอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

 

“เฮ้อ… ยังไงพี่ก็ต้องขอโทษแทนไอ้พวกนั้นด้วยนะ” น้ำเสียงสุภาพ จริงใจ ฟังดูไม่มีพิษภัย

 

แต่คำว่า แทนไอ้พวกนั้น ทำให้ประโยคมีน้ำหนักมากกว่าคำขอโทษธรรมดา

 

ริวพยักหน้าช้า ๆ “ครับ… ผมขอตัวไปเรียนก่อนนะครับ” พูดจบเขาก็หมุนตัวกลับ แล้วเดินต่อทันที

 

สายลมเช้าพัดผ่านเบา ๆ ชายเสื้อนักเรียนปลิวไหวตามจังหวะก้าวเท้าที่สม่ำเสมอ แต่ธันวายังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาคมกริบจับจ้องแผ่นหลังที่กำลังเดินห่างออกไปอย่างเงียบงัน ไม่นาน ธันวาก็เดินออกไปจากตรงนั้นเช่นกัน

 

ณ ห้องม.5/1

 

ริวเดินมาถึงห้องเรียนของตัวเอง เขาผลักประตูเข้าไปช้า ๆ ภายในห้องยังคงวุ่นวายตามปกติ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังปะปนกันเป็นจังหวะสบาย ๆ ของเช้าวันธรรมดา ไม่มีใครหันมามองเขา และเขาเองก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมอง

 

ริวเดินตรงไปยังโต๊ะประจำ แถวหลังสุดติดหน้าต่าง แสงแดดยามเช้าส่องเฉียงผ่านกระจกลงมาบนพื้นไม้ เขานั่งลงเงียบ ๆ เหมือนทุกครั้ง แล้วหยิบเอาโทรศัพท์ออกมาดูเวลา หน้าจอแสดงเวลา 8:42 นาที

 

ชั่วโมงเรียนเริ่มไปแล้วกว่าสิบนาทีแล้ว ทำไมครูถึงยังไม่มาอีกล่ะ ริวคิดในใจ

 

สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ นี่คงเป็นเรื่องดีที่ครูเข้าสาย ทำให้ที่ได้เวลาพักผ่อนเพิ่มอีกนิด ได้คุย ได้เล่น ได้หัวเราะ แต่มันจะดีที่สุด ก็ต่อเมื่อครูไม่เข้าสอนเลยทั้งชั่วโมง สำหรับริว เวลาที่ว่างเปล่าและน่าเบื่อ เพราะเขาไม่ได้มีอะไรทำ ไม่มีเพื่อนให้คุย แม้ความจริงแล้ว ตัวเขาเองที่ไม่ต้องการมัน

 

ริววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบหนังสือคณิตศาสตร์ออกจากกระเป๋า ทบทวนบทเรียนที่ครูสุรชัยสอนไว้เมื่อวาน หน้ากระดาษถูกเปิดออกอย่างระมัดระวัง เสียงกระดาษเปิดผ่านกันเบา ๆ แทรกอยู่ท่ามกลางเสียงคุยของเพื่อนในห้อง นัยน์ตาสีเข้มของเขาไล่อ่านตัวเลขและสมการทีละบรรทัดอย่างตั้งใจ ราวกับพยายามให้ความคิดจมลงในตรรกะที่แน่นอนของมัน

 

ขณะที่เขากำลังจดจ่อกับหน้าเอกสาร เงาหนึ่งทอดลงบนโต๊ะเสียงฝีเท้าหยุดอยู่ตรงหน้า ริวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พบว่าเป็นแนนโน๊ะ ก่อนจะเอ่ยถาม

 

“มีอะไรเหรอครับแนนโน๊ะ” น้ำเสียงเขาเรียบ แต่แววตาระวังตัวเล็กน้อย

 

แนนโน๊ะเอามือไขว้หลัง เอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “แนนโน๊ะเห็นว่าแขนริวช้ำน่ะค่ะ ไปโดนอะไรมาคะ แนนโน๊ะเป็นห่วง”

 

คำว่าเป็นห่วงถูกเอ่ยอย่างแผ่วเบา เพื่อนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ หันมองเล็กน้อย ริวหลบสายตานั้นทันที นิ้วมือที่จับขอบหนังสือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบเรียบ ๆ

 

“เมื่อเช้าผม… ตื่นสายครับ กลัวเข้าแถวไม่ทัน เลยรีบจนวิ่งชนประตูห้องน่ะครับ”

 

คำตอบของเขาค่อนข้างตรงไปตรงมาแต่ฟังดูง่ายดายเกินกว่าที่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้ แนนโน๊ะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงนั้นฟังดูแผ่วอย่างเจตนา ราวกับว่าเธอยังไม่ปักใจเชื่อที่เขาพูด แต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ

 

“หืม… อย่างนั้นเหรอคะ”

 

สายตาของเธอยังคงจับจ้องริวอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังอ่านอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ มากกว่าจะสนใจเพียงร่องรอยบาดแผลบนแขน ตามด้วยคำพูดที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน

 

“หายไว ๆ นะคะ”

 

ริวพยักหน้า “ครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง”

 

แนนโน๊ะยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของครูก็ดังขึ้นที่หน้าประตู บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลง นักเรียนแต่ละคนรีบแยกย้ายกลับไปนั่งประจำที่อย่างเป็นระเบียบ

 

ริวก้มมองหนังสือในมืออีกครั้ง ตัวเลขยังคงเรียงตัวเป็นระเบียบเหมือนเดิม แต่ความคิดของเขา ไม่ได้เป็นระเบียบเหมือนเดิมแล้ว

 

จากนั้น ทุกคนก็จัดเตรียมหนังสือเรียนในชั่วโมงนี้ขึ้นมาวางบโต๊ะพร้อมกับปากกา ชั่วโมงเรียนเริ่มต้นขึ้นตามปกติ เสียงบรรยายของครูดังสม่ำเสมอไปพร้อมกับเสียงชอล์กสีขาวขีดเขียนบนกระดานดำ เส้นตัวอักษรถูกลากยาว บรรยากาศในห้องเรียนดูธรรมดา เรียบง่าย เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

 

แนนโน๊ะนั่งอยู่โต๊ะหน้าสุดของแถว เธอยกมือท้าวคางอย่างสบายอารมณ์ ปลายนิ้วแตะพวงแก้มเบา ๆ ดวงตาคู่เรียวมองไปยังครูที่กำลังอธิบายบทเรียนอยู่หน้าห้อง ราวกับตั้งใจฟังทุกคำ ทว่ารอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของเธอ ทำให้ภาพนั้นดูคลุมเครือกว่าที่ควรจะเป็น

 

ริวซึ่งนั่งอยู่แถวหลังสุดติดหน้าต่าง เหลือบมองเธอเพียงชั่วครู่ สายตานั้นไม่ได้ยาวนานเหมือนเพียงแค่กวาดผ่านเท่านั้น ทว่านั่น… ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาก่อนที่จะถูกลากตัวไปทำร้ายในห้องเก็บอุปกรณ์ แม้จะนึกขึ้นได้แบบนั้น แต่เขาก็คิดอยากจะกลับไปที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง

 

จริงสิ ก่อนหน้านี้ ผมเคยคิดอยากจะกลับไปที่ห้องเก็บเอกสารด้วยนี่น่า… แต่ตอนนั้น แนนโน๊ะไม่อยู่ด้วย ผมเลยไม่ได้ไป

 

เขาไม่ได้กลัวว่าจะเดินไปเจอกับนักเรียนพวกนั้นอีกครั้ง แต่เขากลัวกว่า ถ้าไปคนเดียวอาจจะเจอยูริ ซึ่งแน่นอนว่าการเจอเข้ากับยูริจริง ๆ เขาอาจจะไม่ได้แค่เจ็บแขนอย่างแน่นอน ก่อนที่สายตาของเขาจะมองไปที่แนนโน๊ะอีกครั้ง แต่เพียงชั่วครู่ก็ละสายตาจากเธอ แล้วมองลงมาดูรอยช้ำที่แขนตัวเอง

 

ถ้าผมจะชวนเธอไปที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง แนนโน๊ะจะไปด้วยไหมนะ…

 

คำถามนั้นไม่ได้มีคำตอบ มีเพียงความรู้สึกหนักอึ้งที่ค้างอยู่ในอก ริวเงยหน้าขึ้นมองกระดาน แต่คราวนี้แนนโน๊ะไม่ได้มองกระดานแล้ว สายตาของเธอทอดยาวมาทางด้านหลังห้อง ตรงมาที่เขา ดวงตาคู่นั้นนิ่งเกินกว่าจะอ่านออก

 

เมื่อสายตาทั้งสองประสานกัน แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ หัวใจของริวสะดุดวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีออกไปมองด้านนอกหน้าต่างทันที

 

หลังจากนั้น เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ สายลมอ่อนจากด้านนอกพัดเข้ามาในห้อง ทำให้แสงแดดเคลื่อนต่ำลงเล็กน้อยตามจังหวะเวลา เสียงชอล์กยังคงลากยาวไปบนพื้นกระดาน ทุกอย่างดูปกติตลอดทั้งการเรียนในคาบเช้า

 

ไม่นานเสียงออดหมดเวลาก็ดังขึ้น ทันทีที่ครูเก็บหนังสือออกจากห้อง เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นอีกครั้ง นักเรียนหลายคนลุกจากที่ แล้วเดินออกจากห้องไปโรงอาหาร ริวปิดสมุดช้า ๆ ก่อนจะหันมองไปยังแถวหน้า แนนโน๊ะกำลังเก็บของใส่กระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน

 

ริวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนั้น ถึงได้หันมาหาเขา แม้ว่าริวจะรู้สึกว่ามันแปลก แต่ไม่ว่าจะยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ถ้าเขาจะกลับไปที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง และเขาไม่ควรไปคนเดียว ริวสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วลุกขึ้นเดินไปหาแนนโน๊ะที่โต๊ะ

 

“แนนโน๊ะครับ”

 

เธอเงยหน้าขึ้นทันที ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาจะมา ก่อนจะตอบ “คะ”

 

“คุณจะ… ไปกินข้าวที่ไหนหรอครับ”

 

“อืม… แนนโน๊ะว่าจะไปกินที่โรงอาหารค่ะ”

 

“ไปด้วยกันไหมครับ”

 

ประโยคเรียบง่าย แต่สำหรับริว มันไม่ใช่คำชวนธรรมดา แนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววบางอย่างที่คล้ายความพอใจ

 

“ริวชวนแนนโน๊ะเหรอคะ แปลกจังนะคะ” เธอพูดพรางยิ้มให้อีกฝ่าย

 

ริวหลบสายตาเล็กน้อย “ก็… ไม่แปลกหรอกครับ เพื่อนที่ผมรู้จักก็มีแนนโน๊ะคนเดียว”

 

“แล้วผมก็มี เรื่องจะคุยด้วยอยู่พอดีครับ”

 

แนนโน๊ะพยักหน้าเบา ๆ “ได้ค่ะ”

 

“งั้นไปกันเถอะครับ”

 

หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินออกจากห้อง ไปยังโรงอาหารพร้อมกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนาของเพื่อนร่วมชั้น

 

ณ โรงอาหาร

เวลา 11:35 น.

 

เสียงหัวเราะและพูดคุยของนักเรียนปะปนกันจนกลายเป็นความวุ่นวายที่คุ้นเคย กลิ่นข้าวผัด น้ำซุป และของทอดลอยคลุ้งในอากาศ แสงแดดเที่ยงวันส่องผ่านช่องหน้าต่างยาวด้านข้างอาคาร สะท้อนพื้นกระเบื้องเป็นเงาเลือน ๆ

 

ริวกับแนนโน๊ะเดินแยกไปต่อคิวคนละฝั่ง ก่อนจะกลับมาพบกันที่โต๊ะไม้ยาวด้านในสุดของโรงอาหาร โต๊ะนั้นค่อนข้างเงียบกว่าจุดอื่นเล็กน้อย ริวนั่งลงตรงข้ามเธอ วางถาดอาหารอย่างระมัดระวังราวกับกลัวเสียงจะดังเกินจำเป็น แนนโน๊ะวางแก้วน้ำลงเบา ๆ ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

 

“เมื่อก่อนหน้านี้ ริวบอกว่าอยากคุยอะไรกับแนนโน๊ะเหรอคะ”

 

น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ริวชะงักมือที่กำลังถือช้อน เขาวางมันลงช้า ๆ บนขอบจาน เสียงโลหะกระทบจานดังแผ่วเบา เขาสูดลมหายใจเข้า ก่อนตอบเสียงต่ำ

 

“ผมแค่… อยากจะชวนคุณกลับไปดูที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้งน่ะครับ”

 

คำพูดนั้นออกมาเรียบง่าย แต่ในอกกลับหนักกว่าที่คิด แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย

 

“หืม… กลับไปที่ห้องเก็บเอกสารเหรอคะ”

 

“ครับ…”

 

ริวก้มมองจานข้าวตรงหน้า เขารู้ดีว่าคำว่าชวน จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การชวน แต่เขาอยากให้เธอไปด้วย ซึ่งแนนโน๊ะก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ส่วนริวก็รู้ตัวดีว่านั่นก็แอบรบกวนเธออยู่บ้าง ลึก ๆ แล้วเขาก็อยากไปคนเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะยูริ

 

ทันใดนั้น ภาพของยูริที่ยืนอยู่ในความมืด แววตาคู่นั้น คราบเลือดสีแดงที่เปอะเปื้อนอยู่บนใบหน้า เสียงคมขวานที่ลากไปกับพื้น มันยังติดอยู่ในหัว และริวไม่แน่ใจว่า หากกลับไปอีกครั้ง เธอจะปรากฏตัวหรือไม่

 

แนนโน๊ะมองเขาเงียบ ๆ รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ทำไมริวถึงอยากกลับไปที่นั่นล่ะคะ”

 

คำถามธรรมดา แต่กลับแทงลึกเกินจำเป็น ริวเงยหน้าขึ้นมองเธอเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบือนสายตาไปยังโต๊ะข้าง ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เขาเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะหันกลับมา

 

“ผมแค่… อยากกลับไปดูเอกสารพวกนั้นอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจ”

 

แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย “ก็ดีนะคะ และแนนโน๊ะก็อยากจะไปดูด้วยว่า นักเรียนพวกนั้นขนอะไรไปทิ้งหลังโรงเรียน”

 

ประโยคนั้นทำให้เขานิ่งไปชั่วครู่ ในหัวนึกย้อนไปตอนอยู่ในห้องเอกสารด้วยกัน ในตอนนั้น พวกเขาไม่ได้แค่เห็นเอกสารการลาออกของนักเรียนจำนวนมาก แต่ยังเห็นนักเรียนที่ขนถุงไปทางด้านหลังโรงเรียน

 

จริงสิ ผมไม่ได้สนใจเรื่องนี้ จนลืมไปซะสนิทเลย.. ริวคิดในใจ

 

แนนโน๊ะหันมองไปที่เขาอีกครั้ง เพราะเห็นว่าคำพูดของเธอทำให้ริวเงียบไป ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “หลังจากที่ริวไปดูเอกสารเสร็จแล้ว จะไปดูที่หลังโรงเรียนต่อด้วยกันเลยไหมค่ะ”

 

ประโยคนั้น ทำให้ริวได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวตอบเธอไป

 

“ดะ… ได้ครับ”

 

แนนโน๊ะยิ้มบางลงเล็กน้อย แววตาดูนิ่งขึ้น “ถ้าอย่างนั้น แนนโน๊ะก็ไปด้วยได้ค่ะ”

 

บทสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น ทั้งคู่ก้มหน้ากินอาหารต่ออย่างเงียบ ๆ เสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ กลายเป็นเสียงเดียวที่อยู่ระหว่างพวกเขา

 

ไม่นาน เสียงออดก็ดังขึ้น สัญญาณหมดเวลาพักเที่ยง เสียงฝีเท้าของนักเรียนดังกระหึ่มไปทั่วโรงอาหาร ริวและแนนโน๊ะลุกขึ้นจากที่นั่ง นำจานไปเก็บ ก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารไปพร้อมกัน โดยไม่มีคำพูดใดเพิ่มเติม ทางเดินกลับสู่ตึกเรียนดูยาวกว่าปกติเล็กน้อย

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!