เด็กใหม่ Girl From Nowhere ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

ตอนที่ 21: คำใบ้ใต้แสงบุญ

👁️ 28 อ่าน
22px

วันเสาร์และอาทิตย์สำหรับนักเรียนคนอื่น ๆ มันคือการไปเที่ยวหรือไม่ก็นอนเล่นอยู่บ้าน แต่สำหรับริว มันคือช่วงเวลาที่เขาจมดิ่งอยู่กับหน้ามือถือในหอพัก

 

แสงสีฟ้าจากจอโทรศัพท์สะท้อนในดวงตาที่เหนื่อยล้า เขาพยายามขุดคุ้ยหาเศษเสี้ยวของคดีไฟไหม้โรงละครเมื่อสิบปีก่อน แต่สิ่งที่ได้ก็เป็นแค่ข้อมูลเก่า ๆ ที่ถูกนำมาเรียงต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเช้าวันจันทร์มาถึง

 

ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์

 

แสงแดดสีขาวสาดส่องลงมายังสนามฟุตบอลสีเขียวขจี และเวทีที่ริวเคยช่วยตอนนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ผ้าม่านหลายสีถูกมัดจัดจีบอย่างประณีต พลิ้วไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่าน เก้าอี้นับร้อยตัวถูกวางเรียงราย แบ่งเว้นทางเดินตรงกลางซึ่งปูด้วยพรมสีแดงยาวเหยียด เพื่อใช้เป็นทางเดินบิณฑบาตสำหรับพระสงฆ์

​ไม่นาน เสียงออดโรงเรียนดังขึ้น บ่งบอกว่าขณะนั้นเวลา 07:50 น. ตามด้วยเสียงประกาศจากห้องประชาสัมพันธ์ที่ดังไปทั่วโรงเรียน

 

“ประชาสัมพันธ์ไปยังนักเรียนที่ได้นำของมาใส่บาตรในวันนี้ กรุณานำลงมาที่สนามด้วยนะคะ”

 

“เพราะหลังจากเข้าแถวหน้าเสาธงเสร็จ จะมีการตักบาตรทันทีค่ะ”

 

ทันทีที่ได้ยินประกาศ นักเรียนหลายคนที่เพิ่งเดินมาถึงโรงเรียนก็รีบวิ่งขึ้นอาคารเรียนไปเอาของที่เตรียมมา แล้วทยอยลงไปเข้าแถวที่ลานหน้าเสาธงอย่างรวดเร็ว

 

​ท่ามกลางเหล่านักเรียนที่เบียดเสียดอยู่ด้านล่าง ริวไม่ลงไปเข้าแถว เขายืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างอยู่ในห้องเรียนด้วยใบหน้าที่ดูไม่สบอารมณ์นัก ทว่านัยน์ตาสีเข้มกลับทอดมองลงไปยังกิจกรรมเบื้องล่างอย่างเงียบ ๆ และไม่นานนัก กิจกรรมหน้าเสาธงก็เริ่มขึ้น เสียงเพลงชาติและเสียงสวดมนต์ไหว้พระดังแว่วขึ้นมาถึงชั้นบน

 

เมื่อเสร็จสิ้นจากกิจกรรมหน้าเสาธง ครูพิธีกรก็ได้กล่าวเปิดงานทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่ต่อ พระภิกษุในจีวรสีส้มเข้มเริ่มเดินเรียงแถวไปบนพรมที่ปูไว้ให้ เหล่านักเรียนสองฝั่งต่างพากันบรรจงวางของใส่บาตรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 

​ขณะที่พระสวดเจริญพระพุทธมนต์ดังพึมพำผ่านลำโพง เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นเบา ๆ ทางด้านหลัง กึก… กึก… ริวหันไปมองช้า ๆ เห็นว่าแนนโน๊ะเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสบาย ๆ เหมือนทุกครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้ทักอะไร เพราะคิดว่าเธอคงแค่มาสาย เลยไปเข้าแถวไม่ทัน แล้วหันหน้ากลับไปมองด้านนอกหน้าต่างต่อ

 

​แต่แล้วแนนโน๊ะก็เดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ เขา เธอวางมือลงกับขอบหน้าต่างพลางมองลงไปข้างล่างเหมือนที่เขากำลังทำ แล้วถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ

 

​“ริวทำไมมาอยู่บนห้องแบบนี้ล่ะคะ”

 

​ริวเหลือบมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตากลับไป “ไม่รู้สิครับ… ผมก็แค่ไม่อยากลงไปเข้าแถว” เขาตอบเสียงเรียบ

“ทำไมล่ะคะ วันนี้มีงานทำบุญ แนนโน๊ะได้ยินคุณครูบอกว่า การใส่บาตรเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับไม่ใช่เหรอคะ”

 

“ครับ…” ริวตอบสั้น ๆ โดยไม่แม้แต่จะหันมองอีกฝ่าย

 

“แล้วริว… ไม่ไปใส่บาตรให้พ่อแม่หน่อยเหรอคะ” แนนโน๊ะถามขึ้นอีกครั้ง

 

​คำถามนั้นทำให้ริวนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้รู้สึดโกรธ แต่กลับส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบา ราวกับกำลังบอกตัวเอง

 

“คนที่ตายแล้วก็ตายไป… มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาหรอกครับ”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย แววตาดูเหมือนจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ทว่าริวเองก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น ก่อนจะหันมาสบตาเธอตรง ๆ แล้วพูดต่อ

 

“บาปบุญมันเป็นตัวยังไง หน้าตาเป็นยังไงเหรอ… ผมน่ะ ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้งเลยครับ!”

 

พ่อแม่ผมที่ทำงานสุจริตและรักผมมาก พวกท่านไม่ควรตายแบบนั้น!” มือของเขากำแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกช้า ๆ

 

“ผมคิดว่าเรื่องบาปบุญอะไรพวกนั้น มัน… ไม่มีอยู่จริงหรอกครับ”

 

“มีแค่คนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ที่มีความรู้สึก… รับรู้… และทำได้แค่คิดถึงคนที่ไม่อยู่แล้ว”

 

“ผมรอมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่เห็นว่าบาปกรรมอะไรนั่น มันจะตามคนที่สั่งปิดคดีทันเลย…”

 

“ฉะนั้นแล้ว คิดจะทำอะไรก็ทำ ก็ให้ลงมือทำเลยครับ ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น”

 

แนนโน๊ะยิ้มบาง ๆ “แนนโน๊ะว่า… ริวดูเป็นคนยึดติดกับปัจจุบันจังเลยนะคะ”

 

ริวพยักหน้า “ครับ เพราะอดีตมันแก้ไขไม่ได้ยังไงล่ะครับ และอนาคตมันไม่มีอะไรรับประกัน ผมเลยต้องเชื่อแค่ความรู้สึกตัวเองในตอนนี้”

 

เขาก็หันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง นัยน์ตาทอดมองลงไปยังนักเรียนที่กำลังใส่บาตร ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับว่างเปล่าและไร้ซึ่งความศรัทธาใด ๆ

 

“ข้าวสารอาหารแห้งพวกนั้น ก็แค่ย้ายจากมือเรา… ไปอยู่ในบาตรพระ มันไม่ได้หายไปเหมือนกับคนตายหรอกครับ”

 

แนนโน๊ะไม่ได้พูดแทรก เธอเพียงยืนฟังอย่างเงียบ จริง ๆ แล้วเธอไม่เคยสนใจจะทำความเข้าใจเรื่องครอบครัวของมนุษย์มากนัก เพราะสำหรับเธอมันไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ถ้าเป็นเรื่องของริว เธอก็พยายามเปิดใจฟังมันอยู่บ้าง แม้เธอจะไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนั้นด้วยตัวเองก็ตาม

บรรยากาศในห้องปกคลุมด้วยความเงียบ มีเพียงเสียงสวดมนต์จากข้างล่างที่ลอยอื้ออึงเข้ามา แนนโน๊ะขยับเข้าไปใกล้หน้าต่างอีกนิด สายตาของเธอเลื่อนไปหยุดอยู่ที่กลุ่มผู้บริหารโรงเรียนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด ทุกคนกำลังประนมมือหลับตาพริ้มรับพรอย่างดูศรัทธา เธอจ้องมองไปยังบุคคลหนึ่งในกลุ่มนั้น ก่อนจะพูดขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยเลศนัย

 

“แล้วริวคิดว่า… ใครกำลังทำบุญบังหน้าบ้างล่ะคะ”

 

​ริวหันมามองเธอทันที คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบผ่านเข้ามา แต่เขาก็ยังพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะตอบเรียบ ๆ

 

“เอ่อ… ผม… ไม่รู้สิครับ”

คำตอบนั้น ทำให้มุมปากของแนนโน๊ะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ แต่เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนหมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะประจำที่ของตัวเองด้านหน้าแถว แล้วจะนั่งลงอย่างสบาย ๆ ปล่อยให้คำถามของเธอลอยค้างอยู่ในอากาศ

 

​ไม่นานหลังจากนั้น พิธีทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่ก็สิ้นสุดลง เสียงฝีเท้าของนักเรียนนับร้อยที่ทยอยเดินกลับเข้าอาคารเริ่มดังระงม ริวถอนหายใจยาวพลางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เขาละสายตาจากขอบหน้าต่างบานเดิมแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะหลังสุดเงียบ ๆ

 

​เพียงครู่เดียว ประตูห้องเรียนก็ถูกเปิดออกพร้อมกับกลุ่มนักเรียนที่เดินเบียดเสียดกันเข้ามา เสียงพูดคุยจอแจทำลายความเงียบงันในห้องลงทันที

 

​“เฮ้อ… ร้อนชะมัดเลย แดดเมืองไทยนี่มันกะจะเผาให้ตายเลยหรือไงเนี่ย” เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งบ่นพลางใช้สมุดพัดวีใบหน้า

 

​“เอาน่า อย่างน้อยก็ได้บุญนะแก เผื่อชาติหน้าจะเกิดมาในเมืองหนาวบ้าง” เพื่อนอีกคนแซวกลับขำ ๆ

 

บรรยากาศที่เหนื่อยล้าและความรู้สึกร้อนจากการยืนตากแดดใสบาตรตอนที่อยู่หน้าเสาธงเมื่อครู่ ก็เริ่มผ่อนคลายลงเป็นบรรยากาศห้องเรียนปกติ ริวกวาดสายตามองไปรอบห้อง เห็นเพื่อนบางคนแอบหยิบขนมที่เหลือจากการใส่บาตรขึ้นมาแบ่งกันกินอย่างรวดเร็วก่อนที่ครูจะเข้า ไม่นานนัก ครูกรวิชญ์ ครูประจำวิชาวิทยาศาสตร์ ที่จะสอนในชั่วโมงนี้ก็เดินเข้ามาพร้อมกองชีทปึกใหญ่

 

การเรียนในชั่วโมงวินทยาศาสตร์ดำเนินไปตามปกติ เสียงชอล์กขีดเขียนบนกระดานดำดังสลับกับเสียงอธิบายของครู แต่ในหัวของริวกลับมีแต่ประโยคเดิมที่วนเวียนอยู่ในหัว แล้วริวคิดว่า… ใครกำลังทำบุญบังหน้าบ้างล่ะคะ

 

คำพูดของแนนโน๊ะ เหมือนปริศนาที่เขาแก้ไม่ตก ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเธอไม่ได้แค่พูดลอย ๆ แต่มันคือการบอกใบ้ถึงบางอย่าง เพียงแต่ตอนนี้ตัวเขายังไม่รู้คำตอบในตอนนี้

 

3 ชั่วโมง ต่อมา…

 

การเรียนการสอนได้ดำเนินมาจนถึงชั่วโมงสุดท้ายของคาบเช้าแล้ว นักเรียนในห้องบางคนก็เหม่อลอย จากเนื้อหาในแต่ละวิชาที่ผ่านมา แต่เมื่อได้ยินประโยคที่ครูปล่อยเลิกคาบเช้า หัวหน้าห้องก็สั่ง

 

“นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ!”

 

เสียงสั่งนั้นเหมือนสวิตช์เปิดเครื่องให้กับเพื่อน ๆ ที่เคยนั่งคอตกรีบยืดตัวตรงทันที ทุกคนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวพร้อมกันอย่างขะมักเขม้น

 

“ขอคุณครับ/ค่ะคุณครู”

 

สิ้นสุดเสียงนั้น ครูก็เดินออกจากห้องไป ตามมาด้วยนักเรียนคนอื่น ๆ ที่ทยอยกันออกไป ริวที่นั่งอยู่โต๊ะประจำรีบเก็บหนังสือเรียนลงกระเป๋า แล้วเดินไปหาแนนโน๊ะที่โต๊ะ

 

“แนนโน๊ะครับ เที่ยงนี้คุณไปกินข้าวกับผมไหม”

 

แม้จะเป็นการชวนไปกินข้าวธรรมดา แต่แววตาของริวกลับเต็มไปด้วยความจดจ่อ เขาต้องการคำตอบสำหรับสิ่งที่ค้างคาใจ เพียงแต่ไม่กล้าจะพูออกไปตรง ๆ

 

​แนนโน๊ะยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพยักหน้า “ได้ค่ะ แนนโน๊ะกำลังหิวพอดีเลย”

 

จากนั้น ทั้งสองก็ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน ตามทางเดินที่ยังคนเต็มไปด้วยนักเรียนมากมาย บางคนวิ่งอย่างเร่งรีบผ่านทั้งสองไป บางคนเดินไปกับกลุ่มเพื่อนฝูง พร้อมกับสียงพูดคุยที่ดังปะปนกับเสียงหัวเราะ ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูผ่อนคลายลงจากการเรียนมาหลายชั่วโมง

 

ณ โรงอาหาร

เวลา 11:42 น.

 

​เสียงจานชามกระทบกันดังแว่วมาแต่ไกล กลิ่นหอมของอาหารคาวหวานลอยอบอวลไปทั่วโรงอาหารที่เต็มไปด้วยเหล่านักเรียน

 

หลังจากที่ริวได้อาหารที่สั่งแล้ว เขาก็ได้พาแนนโน๊ะมานั่งที่โต๊ะมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ทั้งสองกินข้าวไปได้เพียงไม่กี่คำ ริวก็ได้ริ่มเปิดประเด็นทันที

 

​“แนนโน๊ะครับ…”

 

“คะ”

 

“ที่พูดคุณเมื่อเช้านี้น่ะครับ คุณ… หมายถึงใครเหรอครับ ที่ทำบุญบังหน้า”

 

​แนนโน๊ะตักข้าวเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างใจเย็น ก่อนจะตอบ “อืม… ไม่รู้สิคะ แล้วริวว่าแนนโน๊ะหมายถึงใครเหรอคะ”

 

​ริวขมวดคิ้ว “ก็ผม… ถึงถามคุณอยู่นี่ไงครับ!”

 

“แนนโน๊ะก็แค่พูดตามที่เห็นก็เท่านั้น หรือบางที…แนนโน๊ะอาจจะคิดไปเองก็ได้นะคะ” น้ำเสียงของเธอยังคงเรียบ ๆ พร้อมกับสีหน้าที่ใสซื่อเหมือนทุกครั้ง

 

“คิด… คิดไปเองเหรอครับ”

 

แนนโน๊ะพยักหน้า “ค่ะ แล้วริวเห็นว่าเป็นใครล่ะคะ ที่ทำบุญบังหน้า”

 

คำถามนั้นย้อนกลับมาหาริว ทำให้เขารีบเบือนหน้าหนีแทบจะทันที ทั้งสองยังคงนั่งคุยกันอยู่นาน แม้ว่าริวจะพยายามถามอ้อม ๆ ไปถึงเรื่องที่เธอพูดเมื่อเช้า ไปจนถึงถามตรง ๆ แต่คำตอบของแนนโน๊ะให้มายังคงคลุมครือ เธอเหมือนจะบอกแต่ก็ไม่บอกอะไรเลย ทิ้งให้เขาต้องนั่งคิดหนัก จนสับสนวุ่นวายจากความคิดที่ตีกันในหัว และในที่สุดเขาก็ต้องถอนหายใจยาว

 

​“เฮ้อ~ ผมยอมแพ้แล้วครับ คุณนี่… คุยยากจริง ๆ” ริวพึมพำพลางฟุบหน้าลงไปที่โต๊ะ

 

​เมื่อเห็นท่าทางสิ้นหวังของเขา แนนโน๊ะก็ยกมือขึ้นปิดมากเล็กน้อย แล้วหัวเราะคิกคักออกมาเบา ๆ ในจังหวะนั้นเอง ปึ้ง! เสียงเคาะมือลงบนโต๊ะไม้ดังขึ้นสั้น ๆ เพียงครั้วเดียว ทำให้ริวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะชำเลืองตามองขึ้น ทว่าเห็นเพียงช่วงไหล่ แต่ท่าทางการเดินที่เชิดรั้น ก็มำให้เขารู้ได้ทันทีเลยว่า คนที่มาเคาะโต๊ะของพวกเขานั้นเป็นใคร

 

ริวรีบก้มหน้าลงต่ำหลบสายตาทันที เพราะเขาไม่อยากมีเรื่องวีนเหวี่ยงให้ปวดหัวอีก แต่แล้วหูของเขาก็แว่วได้ยินเสียงฝีเท้าที่สี่เดินตามหลังกลุ่มนั้นมา

 

​“นี่ ๆ มาเบล รอเราด้วยสิ”

 

​เสียงใส ๆ นั้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจุนโกะ ริวไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่ในใจกลับรู้สึกเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก เขาเคยเตือนเธอแล้วแท้ ๆ ว่าให้อยู่ห่าง ๆ คนพวกนั้น แต่ดูเหมือนจุนโกะจะยังเลือกเดินเข้าหาไฟอยู่ดี

 

คงเพราะเป็นเพื่อนกันสินะครับ…

 

ทว่าเมื่อเขาเหลือบไปมองคนตรงข้าม… กลับเห็นว่าแนนโน๊ะยังคงก้มหน้ากินข้าวอย่างสงบ เธอไม่แม้แต่จะเสียเวลาเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนที่เดินผ่านไป แต่ที่มุมปากของเธอกลับปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูรู้อะไรบางอย่าง

 

“แนนโน๊ะ…” ริวเรียกชื่อเธอเบา ๆ เบาจนแทบจะถูกเสียงรอบข้างกลบไปหมด แต่ก็ไม่ได้หวังให้เธอได้ยินเช่นกัน

 

ทำไมคุณพูดถึงทำบุญบังหน้าล่ะครับ ทั้งที่ผมกำลังตามหาคนที่สั่งปิดบังคดี แต่มัน… เกี่ยวข้องกันไหมนะ

 

ประโยคนั้น ดังขึ้นในใจ ก่อนที่เขาจะปัดมันทิ้งไป แล้วก้มหน้าลงกินข้าวต่อ แต่ความรู้สึกไม่สงบยังคงรบกวนเขาอยู่ลึก ๆ

 

ไม่นานต่อมา เสียงออดก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณหมดเวลาพักเที่ยง นักเรียนต่างลุกจากโต๊ะและแยกย้ายกันไปตามอาคารเรียน ริวและแนนโน๊ะเอาจานไปเก็บตามปกติ ก่อนจะเดินกลับขึ้นชั้นเรียนพร้อมกัน

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!