หลังจากรถเคลื่อนออกจากหน้าโรงเรียน เสียงเครื่องยนต์ก็ดังแผ่ว ๆ ไปขณะวิ่งไปตามถนนสายหลัก ริวเอนตัวพิงเบาะ สายตามองออกไปนอกกระจกอย่างเงียบงัน ภายนอกเต็มไปด้วยบ้านเรือนไหลผ่านไปเรื่อย ๆ ก่อนที่รถจะเลี้ยวเข้าไปยังบริเวณคฤหาสน์
ประตูรั้วเหล็กเลื่อนเปิดออกเองอย่างช้า ๆ ราวกับถูกสั่งการไว้ล่วงหน้า ไฟหน้ารถสาดแสงผ่านสนามหญ้าที่ถูกตัดแต่งอย่างเรียบร้อย แล้วรถหยุดลงตรงหน้าบ้าน แคนขับรถลงมาเปิดประตูให้พวกเขา ริวค่อยก้าวลงจากรถ
ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะพื้นหญ้า สายตาของเขาก็กวาดมองไปรอบ ๆ เบื้องหน้าคือคฤหาสน์สองชั้นสีขาวขนาดใหญ่ หลังคาทรงจั่วสีเทาเข้ม หน้าต่างบานสูงเรียงตัวเป็นระเบียบ พร้อมทั้งเสาร์ไฟตามที่ส่องแสงสีเหลืองอ่อน ๆ สะท้อนลงบนพุ่มไม้สีเขียวที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ทำให้บรรยากาศยามหัวค่ำยิ่งดูอบอุ่น ดูต่างกับห้องพักเล็ก ๆ ที่เขาเช่าอยู่ราวฟ้ากับเหว
ริวยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนยังไม่ทันปรับตัวกับภาพตรงหน้า ก่อนจะหันไปถามเสียงแผ่ว
“ที่นี่… ที่ไหนเหรอครับ”
ธันวาหันมามองเขาเล็กน้อย คล้ายแปลกใจในคำถามนั้น ก่อนจะตอบเรียบ ๆ “บ้านพี่เอง ทำไม…”
ริวชะงักไปเล็กน้อย “ปะ… เปล่าครับ”
“งั้นมาเถอะ”
“ครับ…”
สิ้นสุดการสนทนานั้น ธันวาก็หันหลังเดินนำเข้าไปทันที ประตูบานใหญ่เลื่อนเปิดออกอย่างเงียบ ๆ แสงไฟสีเหลืองอ่อนภายในบ้านทำให้บรรยากาศดูนุ่มนวล พื้นกระเบื้องลายหินอ่อนสะท้อนเงาแสงไฟเล็กน้อย ผนังตกแต่งแบบเรียบ ๆ แต่ดูหรูหรา ราวกับอีกโลกหนึ่งที่แยกออกจากภายนอกโดยสิ้นเชิง
ริวเดินตามธันวาไปตามโถงทางเดิน สายตายังคงกวาดมองรอบ ๆ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่แววตานั้นบอกชัดว่าเขากำลังจดจำทุกอย่าง ไม่นาน ธันวาก็หยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง ก่อนจะใช้มือผลักประตูเบา ๆ แล้วบานประตูค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นภายในห้องเต็มไปด้วยอุปกรณ์จำนวนมากวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ
ทั้งป้ายไม้ โต๊ะพับ ม้วนผ้า และพร็อพตกแต่งงานหลากชนิดที่ถูกจัดเก็บไว้จำนวนมาก กลิ่นฝุ่นจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ บ่งบอกว่าของพวกนี้ไม่ได้ถูกใช้งานบ่อยนัก ธันวาเดินเข้าไปก่อนอย่างคุ้นเคย เขาเอื้อมมือไปหยิบม้วนผ้าขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ก่อนจะโยนให้รุ่นน้องที่พามา
“นี่แหละ ของที่จะให้ช่วยขน”
ริวรับมันมาไว้ในอ้อมแขนโดยสัญชาตญาณ เขาก้มมองม้วนผ้าในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองรอบห้อง
“ต้อง…ทั้งหมดนี่เลยเหรอครับ”
ธันวาพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าปกติราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “ใช่ แล้วก็ตามพี่มา” พูดจบ เขาก็หยิบของอีกชิ้นขึ้นมา แล้วเดินนำออกจากห้อง
ริวหันมองรอบห้องอีกครั้ง ก่อนจะเดินตามออกไปเงียบ ๆ…
เมื่อออกมาด้านนอก ท้องฟ้าก็มืดลงกว่าเดิมเล็กน้อย แสงจากเสาไฟรอบบ้านส่องลงมาบนพื้นหญ้าเป็นวง ๆ สายลมเย็นพัดผ่านแผ่วเบา ทำให้ชายเสื้อของริวขยับเล็กน้อย ธันวาเดินอ้อมไปทางด้านข้าง ไปยังโรงจอดรถ ที่นั่น มีรถตู้คันหนึ่งจอดรออยู่ เขาเปิดประตูหลัง แล้ววางของลงไป
“วางเข้ามาด้านในสุดเลย แล้ววางให้มันชิด ๆ กันด้วยล่ะ ที่เหลือก็ค่อยวางเรียงกันออกมาข้างนอก” ธันวาพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง
“ครับ…” ริวตอบสั้น ๆ ก่อนจะขยับของให้เข้าที่ตามที่บอก
เสียงสิ่งของถูกลากไปบนพื้นรถดังเบา ๆ สลับกับเสียงลมที่พัดผ่านเป็นระยะ พวกเขายังคงเดินไปเอาของในห้องมาใส่ไว้ที่หลังรถอยู่แบบนั้น
ในอีกมุมหนึ่งของบ้าน แนนโน๊ะปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน เธอก้าวเดินเยาะ ๆ ไปตามโถงทางเดินอย่างสบายใจ มือสองข้างไขว้หลังเอาไว้ ดวงตากวาดมองไปรอบอย่างสนใจ พร้อมกับรอยยิ้มบางบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า เธอเดินผ่านห้องต่าง ๆ ไป โดยไม่แม้จะหันมอง ราวกับรู้ดีว่าควรจะไปที่ไหน
จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดลงที่หน้าประตูบานหนึ่ง ประตูนั้นถูกแง้ม ๆ ไว้ แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นและผลักมันเข้าไปเบา ๆ
แกร็ก… เสียงบานพับดังแผ่วเบา ภายในห้องกว้าง เงียบและมืดทึบ ลังสีน้ำตาลจำนวนมากถูกวางเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ละลังถูกพันด้วยพลาสติกแรปแน่นหนา บางจุดมีรอยยับและรอยขูดเล็ก ๆ
แนนโน๊ะก้าวเข้าไปด้านใน ปลายเท้าของเธอแตะพื้นเบา ๆ จนแทบไม่มีเสียง สายตาไล่มองไปรอบ ๆ อย่างไม่รีบร้อนอะไร และไม่กลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า ก่อนจะหยุดอยู่หน้าลังใบหนึ่ง ปลายนิ้วเรียวเล็กแตะลงบนรอยแรปที่ฉีกออกเล็กน้อย ผงสีขาวจาง ๆ ติดอยู่เพียงบางเบา แนนโน๊ะจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาของเธอนิ่งสนิท ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นชัดเจนกว่าเดิม เพียงไม่กี่วินาทีเธอก็ปล่อยมือ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แนนโน๊ะเดินทอดน่องไปตามทางเดินเรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าปริศนาดังใกล้เข้ามา ไม่นานก็ปรากฏร่างของชายชราคนหนึ่ง รูปร่างอ้วนท้วม เส้นผมสีขาวโพลนในชุดสูทที่เรียบร้อย เขาเดินตรงมาทางเธอ และเมื่อสบตาเข้า เขาก็แสดงท่าทีตกใจเล็กน้อย
“หนูลูก… มาทำอะไรตรงนี้น่ะ” เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสังเกตุเห็นเครื่องแบบนักเรียนที่เธอใส่อยู่ “เอ่อ… นี่หนูเรียนอยู่ที่ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์หรอกหรอ” น้ำเสียงเรียบ สุภาพ แต่แฝงด้วยความหวาดระแวงบางอย่าง
แนนโน๊ะทำสีหน้าเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นเขา “ใช่ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ ก่อนจะเอียงศีรษะ “แล้ว… คุณรู้ได้ยังไงเหรอคะ”
ชายคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อย “คือฉันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนน่ะ”
แนนโน๊ะยิ้มทันที แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “สวัสดีค่ะผอ.”
“แล้ว… หนูคงมาช่วยงานธันวาสินะ”
“อืม… ใช่ค่ะ แต่… แนนโน๊ะไม่รู้ว่าพี่เขาเดินไปไหนแล้ว เลยเดินหาค่ะ”
“เห็นเหมือนเดินอยู่ที่โรงจอดรถด้านนอกน่ะ หนูลองเดินไปดูเลยลูก”
แนนโน๊ะเพียงพยักหน้ารับช้า ๆ “ขอบคุณค่ะ” พูดจบ เธอหันหลังเดินจากมาอย่างไม่รีบร้อน รอยยิ้มบางยังคงอยู่เช่นเดิม
ทางฝั่งของริว เวลาผ่านไปพอสมควร กองของที่เคยสูงเกะกะค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย เหลือเพียงไม่กี่ชิ้นสุดท้าย ความเหนื่อยล้าเริ่มแทรกซึมเข้ามาในทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ลมหายใจของทั้งสองเริ่มหนักขึ้น
ธันวายืนเท้าเอวอยู่ข้างรถตู้ เงยหน้ามองของที่เรียงแน่นอยู่ด้านหลัง ก่อนจะหันไปทางตัวบ้าน เห็นว่าริวกำลังถือพวกป้ายงานมาอยู่
“นั่นอันสุดท้ายแล้ว เอามาวางไว้ตรงนี้เลย ค่อย ๆ วางนะ”
เสียงของเขาไม่ได้เข้มงวด แต่แฝงความเคยชินแบบคนที่สั่งงานอยู่บ่อยครั้ง ริวที่กำลังถือป้ายงานขนาดใหญ่เดินเร่งฝีเท้าเข้ามาเล็กน้อย เขาก้มลงวางมันอย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วคลายออกช้า ๆ เหมือนกลัวว่ามันจะล้ม
“ดีมาก ให้มันว่านอนสอนง่ายแบบนี้หน่อย” เขาพึมพำเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดให้รุ่นน้องได้ยิน ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดประตูรถ
“เฮ้อ…” ธันวาถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นคลายกล้ามเนื้อไหล่ “เสร็จสักที โทษทีนะพี่พามาเหนื่อยเลย” แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบเงินออกมาแล้วยื่นให้ “นี่ ค่าตอบแทน”
ริวรับมาอย่างเงียบ ๆ ก้มศีรษะเล็กน้อย “ขอบคุณครับ” เขาไม่ได้มองดูว่ารุ่นพี่ให้มาเท่าไหร่ แล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงทันที
“อืม เดี๋ยวพี่ให้คนขับไปส่ง ว่าแต่บ้านน้องอยู่แถวไหนล่ะ”
“ผมอยู่ห้องพักครับ ใกล้ ๆ โรงเรียนเลยครับ… แค่ไปส่งหน้าผมไว้หน้าโรงเรียนก็พอ เดี๋ยวผมเดินต่อเองครับ”
ธันวาพยักหน้าเหมือนไม่ได้ติดใจอะไรนัก เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกสั้น ๆ ไม่นาน รถคันเดิมก็เคลื่อนตัวออกจากหน้าคฤหาสน์ ประตูรั้วค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ ก่อนจะปิดลงอีกครั้ง ทิ้งให้ธันวายืนอยู่เพียงลำพังใต้แสงไฟสีส้มอ่อน เขามองตามรถจนลับสายตา แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน
ภายในบ้าน ธันวาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่ม ๆ อย่างเหนื่อยล้า ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้น ชายชราคนเดิมเดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ
“เสร็จแล้วเหรอ”
“เสร็จแล้วครับปู่” ธันวาตอบโดยยังไม่ลืมตา แล้วบ่นพึมพำต่อ “ปีหน้าขอไม่จัดได้ไหมเนี่ย ผมเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
ผู้เป็นปู่หัวเราะเบา ๆ “ฮ่า ๆ โถ่ว… ไอ้หลานเวร! จะมาไม่จง ไม่จัดอะไร แกก็แค่ไปหาเด็กมาช่วยเยอะ ๆ สิ จะได้ไม่เหนื่อยแบบนี้”
ธันวาลืมตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนเชิดหน้าใส่ “ปู่ก็พูดได้สิ ก็ปู่ไม่ใช่คนทำหนิ อีกอย่าง… หาคนมาช่วยแล้วยังไง สุดท้ายผมก็ได้ช่วยอยู่ดีนั่นและ”
“เฮ้อ… แกก็อย่าโง่ให้มันเหมือนพ่อของแกให้มากหน่อยได้ไหม!”
คำพูดนั้นทำให้ธันวานิ่งไปชั่วครู่ สีหน้าไม่พอใจแวบหนึ่งผ่านเข้ามา แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะปู่ของเขาเป็นพวกชอบการเอาชนะ โดยไม่สนเหตุผลอะไร ฉะนั้นจึงเลือกเงียบปากเอาไว้ จากนั้นปู่ของเขาก็พูดทิ้งท้ายไว้
“แล้วก็…อย่าเอาเด็กผู้หญิงมาช่วยงานแบบนี้ล่ะ”
“เรื่องงานที่ต้องใช้แรงเอาเด็กผู้หญิงมามันไม่ต่างจากทำเองหรอก” พูดจบ เขาก็เดินจากไปทันที โดยไม่รอฟังคำตอบ
ธันวาขมวดคิ้ว ก็ไม่ได้ให้เด็กผู้หญิงมาช่วยงานสักหน่อยนี่หว่า… เขาคิดในใจ สีหน้าฉายแววแปลกใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงเอนหลังพิงโซฟา ปล่อยให้ความแปลกใจนั้นค้างอยู่ในอากาศต่อไป
ทางด้านของริวที่อยู่บนรถ รถคันเดิมค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะจอดสนิทอยู่หน้าประตูโรงเรียน เสียงเครื่องยนต์ยังคงเดินเบา ๆ ริวเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ แล้วก้าวลงมา ก่อนจะเขาหันกลับไป
“ขอบคุณครับ”
คนขับเพียงพยักหน้ารับสั้น ๆ ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งริวไว้เพียงลำพัง เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ท้องฟ้ายามค่ำแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณ ความมืดเข้มกว่าตอนที่เขาออกจากโรงเรียนอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงแสงจากไฟถนนที่ทอดยาวเป็นช่วง ๆ คอยให้แสงสลัวพอเห็นทาง
ริวสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ แล้วเริ่มก้าวเดินไปตามเส้นทางประจำ ฝีเท้าของเขาไปอย่างไม่รีบร้อน
สายลมยามค่ำพัดผ่านเอื่อย ๆ ปะทะผิวกายให้ความรู้สึกเย็นเล็กน้อย เสียงใบไม้เสียดสีกันแผ่วเบาไปตามแรงลม ระหว่างทาง เขาไม่ลืมที่จะแวะเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ก่อนถึงหอพัก แสงไฟสีขาวภายในร้านตัดกับความมืดภายนอกอย่างชัดเจน
ริวเดินไปที่ชั้นวางสินค้า เขาหยุดยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยติดมือมาด้วย แล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงินพร้อมกับบอกให้พนักงานช่วยเติมเงินโทรศัพท์ให้ แต่ในจังหวะที่เขากำลังล้วงหยิบเงินในกระเป๋ากางเกงออกมา ริวก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นจำนวนเงินที่ได้จากการช่วยงานรุ่นพี่ก่อนหน้านี้
เดี๋ยวก่อนนะ! พี่เขาให้ผมสี่พันเลยเหรอ นึกว่าได้สี่ร้อยซะอีก…
แต่เวลาก็ไม่มีพอจะให้เขาคิดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะมีลูกค้าอีกคนเดินเข้าร้านมา ริวจึงยื่นเงินให้พนักงาน รับเงินทอนแล้วเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบ ๆ
ณ ห้องพัก
ริวหยิบกุญแจออกมา มือหมุนลูกบิดอย่างช้า ๆ แกร๊ก… ประตูเปิดออก ภายในห้องมืดสนิท เขาก้าวเข้าไปโดยไม่เปิดไฟ ไม่คิดอะไรให้หนักหัว และเมื่อประตูถูกปิดลงที่ด้านหลัง เขาทิ้งตัวลงบนเตียงทันที ร่างทั้งร่างจมลงไปกับฟูกนุ่ม ๆ ขนาดพอดีตัว มือข้างหนึ่งยกขึ้นพาดหน้าผาก ดวงตาค่อย ๆ ปิดลง
“เฮ้อ… เหนื่อยเป็นบ้าเลยครับ” เสียงพึมพำเบา ๆ หลุดออกมา
ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ กลืนกินสติของเขา ลมหายใจของริวเริ่มสม่ำเสมอ และไม่ช้าเขาก็หลับไป… ภาพฝันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
ริวลืมตาขึ้นอีกครั้งในห้วงนิทรา แต่ครั้งนี้… เขาไม่ได้อยู่ในห้องพัก แต่กลับได้ยืนอยู่ในบ้านที่เขาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ เมื่อตอนที่พวกเขายังมีชีวิต
ภายในบ้านมืดสลัว แต่กลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่เขาคุ้นเคย แสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่าง กระทบกับรูปถ่ายที่ติดอยู่เต็มผนัง แต่มีบางอย่างผิดปกติ สายตาของริวค่อย ๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่ผนัง รูปถ่ายหนึ่งที่เป็นภาพของเขาในโทนขาวดำ ริวเห็นแบบนั้นแล้วหยุดยืนมอง
นี่คงเป็นฝันสินะครับ…
แม้จะรู้ตัวว่านั่นเป็นเพียงความฝัน และในความฝันนี้ ตัวเขาเองคือเป็นผู้ที่จากไป ส่วนพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่าในความเป็นจริง มันกลับตรงกันข้าม… และการที่เขาได้กลับมาอยู่ในบ้านที่เคยอบอุ่น ทำให้เขาไม่เลือกที่จะตื่น
ริวเดินเข้าต่อไปอย่างช้า ๆ ปลายนิ้วไล้ผ่านเฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ทีละชิ้น ราวกับย้ำเตือนว่าทุกอย่างยังคงอยู่ เมื่อก้าวเข้าไปในห้องนอน โคมไฟหัวเตียงยังคงส่องแสง ริวหยุดยืนอยู่ข้างเตียง นัยน์ตาสีเข้มมองไปที่หมวกนักมายากลใบเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง ก่อนจะเอื้อมมือสัมผัสเบา ๆ เป็นความรู้สึกคุ้นเคย ทันใดนั้น เสียงพ่อและแม่ดังแว่วมาจากห้องครัว
“ลูกรัก มากินข้าวเร็ว”
“กินข้าวเยอะ ๆ นะจ๊ะคนเก่ง จะได้โตไว้ ๆ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ริววางหมวกลงที่เดิม แล้วเดินออกจากห้อง ไปยังห้องครัวทันที
เขาเดินมาหยุดอยู่ที่ทางเข้าห้องครัว ภาพที่เห็นคือพ่อกับแม่กำลังนั่งทานอาหารกันอย่างมีความสุข มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ระหว่างทั้งสอง โดยผู้เป็นพ่อเรียกเธอว่า ริน สัญชาตญาณบอกทันทีว่านั่นคือน้องสาว
ภาพครอบครัวอบอุ่นตรงหน้า ทำให้น้ำตาของริวเอ่อคลอด้วยความดีใจ แม้ในความเป็นจริงเขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นภาพนี้ ริวยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง เสียงแตรโรงเรียนดังก้องมาจากหน้าบ้าน ปี๊ด! ปี๊ด! น้องสาวของเขาวิ่งออกไป เธอวิ่งผ่านร่างของริวไปราวกับเขาเป็นเพียงอากาศ ริวรีบเดินตามออกไป
แต่เมื่อเปิดประตูถูกเปิดออก ภาพก็ตัดไปยังโรงเรียน น้องสาวของเขากำลังวิ่งอย่างเร่งรีบ แต่แล้วรินก็สะดุดล้มลง ริวพุ่งตัวเข้าไปหา ทว่าก่อนที่เขาจะถึงตัว นักเรียนหญิงคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของริน แล้วใช้มือประคองร่างของรินขึ้นมา
ทว่านักเรียนหญิงคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือแนนโน๊ะ นั่นทำให้ริวถึงกับชะงัก ที่เห็นว่าเธอเป็นคนประคองร่างของน้องสาวเขาอยู่ เขามองแนนโน๊ะเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาน้องสาว แล้วถามด้วยความเป็นห่วง
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าริน!”
รินส่ายหน้าเบา ๆ แต่สีหน้ากลับบ่งบอกยังว่าเจ็บปวดอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว ริวถอนหายใจออกมาแผ่ว ๆ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกขึ้น เพราะนึกขึ้นได้ว่ารินไม่ควรมองเห็นเขา ที่เขาน่าจะตายไปแล้ว!
ริวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แล้วมองไปที่น้องสาว เห็นว่าเธอกำลังจ้องมองมาที่เขาอยู่ ราวกับว่าเธอมองเห็นเขาจริง ๆ
“พี่คะ…” รินเรียกเสียงเบา
แต่เมื่อริวมองไปยังแนนโน๊ะที่อยู่ข้าง ๆ ก็เห็นว่าเธอมองมาที่เขาเหมือนกัน พร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับสะท้อนภาพเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้ในโรงละคร
ทันใดนั้น ภาพในหัวของริวเริ่มปั่นป่วน เป็นภาพของเขาโทนสีขาวดำที่ติดอยู่บนผนังบ้าน สลับกับรินในตอนนี้ พร้อมกับเสียงเรียกของเธอที่สะท้อนก้องอยู่ในหัว พี่คะ… พี่คะ… พี่คะ… ตามมาด้วยกระจกของรูปที่เกิดรอยร้าวขึ้น รอยร้าววิ่งพล่านไปทั่วจนกระทั่งมันแตกละเอียด เพล้ง!
ริวสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมหยาดเหงื่อท่วมตัว เขาค่อย ๆ หันมองรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ความทรงจำจากความฝันเมื่อครู่ยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นจริง ภาพบ้าน… เสียงเรียกนั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่เลยสักนิด
ริวหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มบาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน ที่แฝงไปด้วยความเศร้าจาง ๆ ที่ซ่อนอยู่
ถ้าเป็นความจริงก็คงจะดี… เขาคิดในใจ
ก่อนมือของเขาจะเอื้อมไปด้านข้าง แป๊ะ เสียงสวิตช์ไฟดังขึ้นเพียงครั้งเดียว และแสงสีขาวจากหลอดไฟสาดส่องไปทั่วห้องเล็ก ๆ
จากนั้นลุกขึ้นจากเตียงช้า ๆ ร่างกายยังคงรู้สึกอ่อนล้าเล็กน้อย ริวยกมือขยี้ผมตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเดินไปยังมุมห้อง เขาหยิบกาน้ำไฟฟ้าขึ้นมา เติมน้ำ แล้วเสียบปลั๊ก เพื่อต้มน้ำร้อนไว้ใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เขาเพิ่งซื้อมา กินเป็นมื้อค่ำของวัน
ริวยืนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนปล่อยให้ความคิดค่อย ๆ สงบลงไป พร้อมกับเสียงน้ำที่กำลังร้อนขึ้น แล้วเขาก็หันหลัง เดินไปยังตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ใช้มือเปิดบานตู้ ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูออกมาพาดมันไว้บนบ่า แล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำ แต่ก่อนที่เขาจะเข้าไป
ภาพความฝันก็ปรากฏขึ้นมาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ริวหยุดเดินไปชั่วขณะ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อเห็นว่าของแนนโน๊ะ อยู่ในความฝันด้วย
ความรู้สึกแปลกใจแล่นขึ้นในอก แต่ก็ถูกเจ้าตัวปัดทิ้งทันที แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งไว้เพียงเสียงกาน้ำที่กำลังเดือด และห้องเล็ก ๆ ที่กลับมาเงียบงันอีกครั้ง