เมื่อเห็นว่าจุนโกะกำลังเดินเข้าไปหามาเบล ริวลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะตัดสินใจเดินตามไป แต่ก็พยายามทำตัวให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ราวกับว่าแค่เดินผ่านโรงอาหารไปตามปกติ เขาเว้นระยะห่างจากพวกเธอพอสมควร สายตาแอบมองเป็นระยะ
ในจังหวะที่จุนโกะกำลังจะหันกลับมา ริวไหวตัวทัน เขารีบเลี้ยวเข้าร้านอาหารร้านตามสั่งหนึ่งทันที
“เอ่อ… เอาราดหน้า ขอใส่กล่องนะครับ” น้ำเสียงของเขาดูปกติ แล้วยืนรออยู่ตรงนั้น เหมือนแค่กำลังสั่งอาหารกลับไปกินตอนเย็น
จุนโกะที่หันมาเมื่อครู่ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรผิดปกติ เธอจึงหันกลับไปแล้วเดินไปหามาเบลต่อ สักพักหนึ่ง เสียงพูดคุยก็ดังขึ้น ริวหันหน้าเข้าร้านอาหารตามสั่ง แต่หูพยายามฟังสิ่งที่พวกเธอคุยกัน แม้เสียงรอบๆในโรงอาหารจะดังก็ตาม
“นี่ๆมาเบล พอดีวันนี้เราไม่ว่างนะ ไว้วันอื่นค่อยไปทำการบ้านที่ครูสั่งเมื่อเช้าด้วยกัน”
มาเบลพยักหน้า “อื้ม ไม่เป็นไร”
บทสนทนาดูธรรมดา เหมือนการคุยกันของเพื่อนทั่วๆไป และเมื่อบทสนทนาจบลง จุนโกะก็หันหลังเดินออกจากตรงนั้น
ริวเห็นดังนั้นจึงรีบจ่ายเงิน แล้วเดินตามเธอออกไปทันที เขาเดินตามไปจนจุนโกะห่างจากโรงอาหารได้ระยะหนึ่ง จึงเร่งฝีเท้าเล็กน้อยเดินเข้าไปหา
“จุนโกะครับ…”
เสียงเรียกทำให้เธอหยุดเดิน จุนโกะหันกลับมาช้าๆ
“ริว… มีอะไรเหรอ”
ริวหยุดยืนตรงหน้าเธอ เขาหายใจแรงเล็กน้อยจากการเดินตามมา ก่อนจะรวบรวมความกล้า แล้วถามเธอไปตรงๆ
“จุนโกะ… คุณรู้จักคนพวกนั้นเหรอครับ”
จุนโกะเอียงศีรษะเล็กน้อย “คนพวกนั้น…” ก่อนจะเหมือนนึกขึ้นได้ เธอพยักหน้าเบาๆ “อ๋อ… มาเบลน่ะเหรอ รู้จักสิ เรารู้จักกันมาสักพักแล้วล่ะ”
“แล้วก็ยังมีเพื่อนของเธออีกสองคนที่สนิทกันมากๆด้วยนะ”
ริวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่ออย่างลังเล “เอ่อ… ครับ คือว่า…” เขาชะงักเล็กน้อย เหมือนกำลังเลือกคำพูด “ผมแค่อยากจะแนะนำว่า… คุณควรอยู่ห่างๆพวกเขาไว้หน่อย หรือ… ถะ…ถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลยจะดีกว่านะครับ”
ริวพูดตะกุกตะกัก เพราะไม่รู้จะอธิบายเรื่องราวที่เจออย่างไรดี แต่เขาก็สังเกตได้ว่าพวกเธอสนิทกันมาก แม้เขาจะพูดความจริง เธอก็อาจจะไม่เชื่ออยู่ดี
จุนโกะมองเขาเงียบๆ ดวงตาของเธอมีแววสงสัยเล็กน้อย “ทำไมริวถึงพูดแบบนั้นล่ะ…” เธอถามเบาๆ
ริวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับ “คุณ… อยากรู้จริงๆ เหรอครับ”
จุนโกะพยักหน้าเบาๆ “อืม…”
ริวหันมองซ้ายขวา ตรงที่พวกเขายืนอยู่เป็นทางเดินระหว่างอาคาร มีนักเรียนเดินสวนกันไปมาตลอดเวลา ไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะพูดเรื่องแบบนี้เลย ขาจึงพูดขึ้นเบาๆ
“พูดตรงนี้คงไม่เหมาะหรอกครับ”
จุนโกะมองไปรอบๆ เหมือนเพิ่งสังเกตเช่นกัน ก่อนจะตอบทันที “งั้นไปคุยกันที่ห้องสมุดก็ได้”
ริวพยักหน้า “ครับ”
หลังจากบทสนทนาสั้นๆ ตรงหน้าโรงอาหารจบลง ทั้งสองก็เริ่มเดินไปตามทางเดินของอาคารเรียนด้วยกัน โดยมีจุนโกะเดินนำหน้าเล็กน้อย มือสองข้างกุมไว้ด้านหน้า ท่าทางของเธอดูสำรวมเหมือนกำลังเดินเล่นมากกว่าจะรีบไปไหน ส่วนริวเดินตามอยู่ข้างๆด้วยท่าทีระมัดระวัง ปลายทางของพวกเขาคือห้องสมุดของโรงเรียน
ณ ห้องสมุด
เวลา 11:42 น.
ริวเอื้อมมือไปจับลูกบิด ก่อนจะค่อยๆผลักประตูเข้าไปอย่างเบามือ เอี๊ยด… เสียงบานประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบา ภายในห้องสมุดค่อนข้างเงียบ มีนักเรียนนั่งอ่านหนังสืออยู่เพียงไม่กี่คน กระจายตัวกันตามโต๊ะต่างๆ เสียงพลิกหน้าหนังสือดังเป็นระยะ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบของช่วงพักเที่ยง
ริวมองไปที่มุมหนึ่งของห้อง ครูมยุรา ครูประจำห้องสมุด กำลังเอนตัวหลับอยู่บนโซฟาเล็กๆ ใกล้โต๊ะทำงาน แว่นตาถูกวางไว้บนหนังสือที่เปิดค้างอยู่บนตัก เขามองภาพนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางด้านในของห้อง แล้วพาจุนโกะเดินไปยังโต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่อยู่ค่อนข้างไกลจากนักเรียนคนอื่น
เมื่อมาถึง ริวนั่งลงก่อน ส่วนจุนโกะนั่งฝั่งตรงข้าม เธอวางข้อศอกลงบนโต๊ะเล็กน้อย แล้วมองเขาอย่างสงบ ราวกับกำลังรอฟังสิ่งที่เขาจะพูด แต่ริวกลับยังเงียบ ภายนอกเขาดูเหมือนแค่กำลังคิดคำพูด แต่ในหัวของเขา ความคิดกำลังวิ่งวุ่น
จะพูดยังไงดีล่ะทีนี้…
ริวพยายามจัดเรียงประโยคในหัว เพราะเรื่องที่เขาจะพูด มันไม่ใช่เรื่องที่พูดออกไปง่ายๆ โดยเฉพาะกับจุนโกะ ตอนนี้สามสาวยังไม่รู้ว่าเขาแอบเห็นเหตุการณ์ในคืนนั้น อย่างน้อยเขาก็คิดว่าแบบนั้น
แต่ก็ไม่แน่…
พวกเธออาจจะส่งใครบางคนมาตามหาผมแล้วก็เป็นได้ แล้วถ้าคนเหล่านั้นเจอเข้ากับยูริก่อนล่ะ
บางที… พวกเขาก็อาจถูกฆ่าตายไปแล้วก็ได้ ถึงไม่มีใครมาตามผมแบบนี้
ความคิดนั้นทำให้ริวรู้สึกหนาววาบขึ้นมา แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ ถ้าเขาบอกจุนโกะตรงๆ ว่าเขาเห็นเหตุการณ์ในคืนนั้น เธออาจจะไม่เชื่อ หรือที่แย่กว่านั้น เธออาจจะเอาเรื่องนี้ไปบอก มาเบล ลิต และเกรซ แล้วถ้าเป็นแบบนั้น คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือเขาเอง
เพราะฉะนั้น เขาต้องระวังคำพูดให้มาก มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างที่เขากำลังคิดอยู่นั้น จุนโกะก็เอียงศีรษะเล็กน้อย มองหน้าเขา ก่อนจะถามขึ้นด้วยเสียงเบา
“ริว… เป็นอะไรหรือเปล่า”
ริวสะดุ้งเล็กน้อย เหมือนถูกดึงกลับมาจากความคิด “ปะ…เปล่าครับ” เขารีบตอบทันที
จุนโกะมองเขาเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอเหมือนกำลังสังเกตอะไรบางอย่าง ก่อนที่เธอจะพูดต่อ
“แล้ว… เรื่องที่นายพูดก่อนหน้านี้ล่ะ”
คำถามนั้นทำให้ริวชะงัก เธอกำลังหมายถึงตอนที่เขาเตือนเธอเรื่อง สามสาว ริวเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะเขายังคิดคำอธิบายที่ดีไม่ได้ สุดท้ายจึงเลือกพูดสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด
“ผมแค่… อยากเตือนน่ะครับ”
จุนโกะเลิกคิ้วเล็กน้อย “หืม… เตือนอะไรเหรอ”
ริวพยักหน้า “ถ้า… ทั้งสามคนนั้นให้ยืมเงิน คุณก็อย่ารับเด็ดขาดนะครับ…”
จุนโกะฟังเงียบๆ พร้อมกับยิ้มบางๆอย่างเป็นมิตร “ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เรารู้จักพวกพี่เขามาสักพักแล้วล่ะ”
“พวกเขาก็ดูเป็นคนดี แล้วก็… ตลกด้วยนะ” เธอยิ้มบางๆและด้วยน้ำเสียงสบายๆ “แล้วก็ เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน”
“แล้วอีกอย่าง เราก็รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาปล่อยเงินกู้ในโรงเรียน”
คำพูดนั้นทำให้ริวเงียบไป ในหัวของเขา ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้ง เสียงร้องไห้ของนักเรียนหญิงที่นั่งอยู่ในห้องมืดๆ โดยมีสามสาวยืนล้อมอยู่ ตามเนื้อตัวและเสื้อผ้าของเธอเต็มไปด้วยรอยช้ำและคราบเลือด
จุนโกะคงยังไม่รู้สินะ… เขาคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป สุดท้ายเขาเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วตอบ
“ครับ…”
บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง เวลาผ่านไปไม่นาน ทันใดนั้น เสียงออดของโรงเรียนก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่า เวลาพักเที่ยงสิ้นสุดลงแล้ว นักเรียนในห้องสมุดเริ่มลุกขึ้นเก็บหนังสือ ริวลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ผมต้องไปเรียนแล้วครับ”
จุนโกะก็ลุกขึ้นตาม พร้อมยิ้มบางๆ “งั้นไว้เจอกันอีกนะ”
ริวพยักหน้า “ครับ”
จากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากห้องสมุด ก่อนจะแยกกันตรงทางเดิน กลับไปยังห้องเรียนของตัวเอง แต่ในขณะที่ริวเดินจากไป จุนโกะยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาของเธอมองตามหลังเขา รอยยิ้มบางๆยังคงอยู่บนใบหน้า เหมือนเธอกำลังคิดอะไรบางอย่าง บางอย่าง… ที่ริวยังไม่รู้
ณ ห้องเรียน ม.5/1
ทันทีที่บานประตูเปิดออก ริวกวาดสายตามองไปรอบห้องคร่าวๆ เห็นว่าโต๊ะเรียนแทบทุกตัวมีนักเรียนนั่งอยู่แล้ว บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจอแจตามปกติของช่วงก่อนเริ่มคาบบ่าย บางกลุ่มกำลังก้มหน้าลอกการบ้าน บางคนหัวเราะคุยกันเสียงดัง ขณะที่อีกมุมหนึ่งมีนักเรียนสองสามคนกำลังแย่งกันดูคลิปอะไรบางอย่างในโทรศัพท์
มันเป็นภาพที่คุ้นเคยของห้องเรียนที่ยังไม่มีครูอยู่ ริวมองภาพนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะเดินผ่านกลุ่มเพื่อนเข้าไปเงียบๆ ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้มาตลอด เขาเดินไปถึงโต๊ะประจำของตัวเอง ก่อนจะวางกระเป๋าลง แล้วนั่งลงอย่างเงียบงัน เสียงรอบตัวค่อยๆ จางหายไปในความรู้สึกของเขา
ริวเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย ก่อนจะหันศีรษะไปมองออกทางหน้าต่างที่อยู่ข้างโต๊ะ แสงแดดบ่ายอ่อนๆที่ส่องเข้ามาผ่านช่องกระจก สนามฟุตบอลด้านล่างยังคงมีนักเรียนบางกลุ่มเดินผ่านไปมา
สายลมพัดให้ใบไม้ของต้นไม้ใหญ่ไหวเบาๆ สายตาของเขามองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย ความคิดมากมายยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา ทั้งเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในโรงอาหาร เรื่องมาเบลและ… จุนโกะ ทุกอย่างยังคงติดอยู่ในความคิดของเขา เหมือนภาพที่ยังไม่จบ
“เฮ้อ…” ริวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะปล่อยให้ความคิดของตัวเองล่องลอยไปเรื่อยๆ
แต่เขาไม่รู้เลยว่า แววตาคู่หนึ่งจากที่นั่งด้านหน้าสุดในแถวเดียวกัน กำลังเหลือบมองเขาอย่างเงียบงัน เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ อีกข้างท้าวคางอย่างสบายใจ รอยยิ้มจางๆปรากฏอยู่บนริมฝีปากของเธอ เหมือนรู้เห็นบางอย่าง ที่เขาเพิ่งพบเจอมา
ไม่นานนัก ประตูห้องเรียนก็เปิดออกอีกครั้ง ครูผู้สอนเดินเข้ามาในห้อง
“เอาล่ะ นักเรียนทุกคน นั่งที่ได้แล้ว”
เสียงของครูดังขึ้น นักเรียนหลายคนรีบวิ่งกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง เสียงลากเก้าอี้ครูดพื้นดังระงมไปทั่วห้องอยู่ครู่หนึ่ง
บทสนทนาที่เคยคึกคักค่อยๆเงียบลง ในเวลาไม่นาน ห้องเรียนก็กลับมาเป็นระเบียบเหมือนเดิม ครูวางหนังสือลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปเขียนหัวข้อบทเรียนลงบนกระดาน เสียงชอล์กขีดลงบนกระดานดังแกรกๆ คาบเรียนช่วงบ่ายเริ่มต้นขึ้นตามปกติ นักเรียนส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาจดตามสิ่งที่ครูเขียน
ระหว่างที่ครูกำลังอธิบายบทเรียนอยู่หน้าห้อง เขาก็หยุดเขียนบนกระดานชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมามองนักเรียนทั้งห้อง
“อ้อ ก่อนจะเรียนต่อ ครูมีเรื่องจะบอกก่อน”
นักเรียนหลายคนเงยหน้าขึ้นจากสมุด บางคนที่กำลังก้มเขียนก็หยุดมือแล้วหันไปมอง ครูวางชอล์กลงบนโต๊ะ
“อย่างที่พวกเธอเห็นกันเมื่อวาน โรงเรียนกำลังเตรียมสถานที่อยู่ใช่ไหม”
“ครับ/ค่ะ” เสียงนักเรียนบางคนตอบรับเบาๆ
ครูพยักหน้า “วันจันทร์หน้า โรงเรียนเราจะจัด กิจกรรมทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่ ที่สนามฟุตบอล”
ริวที่นั่งอยู่หลังห้องนึกถึงเวทีที่เขาเห็นเมื่อเช้า ผ้าม่านหลากสีที่ถูกนำไปตกแต่ง และเก้าอี้ที่จัดเรียงไว้เต็มลานสนาม เหลือสองวันเสาร์อาทิตย์งานก็น่าจะเสร็จทัน ริวคิดในใจ ก่อนที่ครูจะพูดต่อ
“เพราะงั้น ครูอยากให้พวกเธอ มาโรงเรียนกันทุกคน”
“อย่าคิดว่ามีงานแล้วจะหยุดเรียนเชียวนะ”
ครูพูดจบ เสียงหัวเราะเบาๆก็ดังขึ้นจากนักเรียนบางคน ครูยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“กิจกรรมทำบุญจะจัดตอนเช้า หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ก็จะ เข้าเรียนตามปกติ เหมือนทุกวัน”
นักเรียนหลายคนพยักหน้ารับ ครูยกนิ้วขึ้นเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้
“อ้อ แล้วก็อีกเรื่อง ใครสะดวกก็อย่าลืม นำข้าวสารหรืออาหารแห้งมาทำบุญใส่บาตรได้ ไม่ต้องเยอะ เอาตามกำลังของแต่ละคน”
“ครับ/ค่ะ” เสียงนักเรียนตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน
ครูพยักหน้าด้วยความพอใจ “ดี งั้นเรากลับมาเรียนต่อกัน”
พูดจบ ครูก็หยิบชอล์กขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหันกลับไปเขียนบนกระดาน เสียงขีดเขียนดังขึ้นอีกครั้ง บทเรียนในคาบเช้ายังคงดำเนินต่อไปตามปกติ เหมือนเช้าวันธรรมดาของโรงเรียน
ริวก็หยิบสมุดขึ้นมาเหมือนกัน แต่สายตาของเขายังคงเหม่อลอยเล็กน้อย ขณะที่ด้านหน้าของห้อง แนนโน๊ะค่อยๆหันหน้ากลับไปมองกระดาน รอยยิ้มบางๆยังคงไม่หายไปจากใบหน้า เหมือนคนที่กำลังเฝ้าดูเรื่องราวบางอย่างดำเนินไปอย่างเงียบๆ