เด็กใหม่ Girl From Nowhere ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

ตอนที่ 5: เผชิญหน้ากับผู้พิพากษาทั้งสอง

👁️ 27 อ่าน
22px

ความเงียบปกคลุมห้องเก็บเอกสาร มีเพียงเสียงลมเบา ๆ ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง และเสียงหัวใจของริวที่เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ แนนโน๊ะยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับรอยยิ้มใส ๆ เหมือนเดิม

 

“ถามเรื่องเอกสารเหรอคะ เรื่องเอกสารกู้ กยศ. เนี่ย… สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ” แนนโน๊ะพูดขึ้น น้ำเสียงของเธอฟังดูเหมือนคุยเล่น

 

ริวกลืนน้ำลาย แต่เขาพยายามคุมสีหน้าให้ดูปกติ แล้วตอบ “ก็ครับ… ผมกลัวว่าจะเตรียมเอกสารไม่ครบ เลยอยากมาถามให้แน่ใจน่ะครับ”

 

“ถ้าเอกสารไม่ครบ มันก็จะยุ่งยากกับคนอยู่สถานสงเคราะห์ที่ส่งผมมา ผมเลยอยากให้เอกสารครบในรอบเดียวน่ะครับ”

 

แนนโน๊ะพยักหน้าเบา ๆ เหมือนเข้าใจ “จริงสิด้วยคะ เรื่องเงินเนี่ย… ใคร ๆ ก็ลำบากเหมือนกัน”

 

เธอก็เดินเข้ามาใกล้ตู้เอกสารเล็กน้อย ปลายนิ้วไล่ไปตามขอบลิ้นชักอย่างใจเย็น

 

“แต่แปลกจังนะคะ ปกติเรื่องเอกสารแบบนี้ น่าจะไปถามฝ่ายงานทุนการศึกษา… มากกว่าจะมาหาดูเองนะคะ”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวสะดุ้งขึ้นทันที แต่ยังคงพยายามรักษาน้ำเสียงและสีหน้าให้ปกติ

 

“เอ่อ… ผมคิดว่าเอกสารบางอย่างถ้าทำเองน่าจะง่ายกว่าน่ะครับ”

 

แนนโน๊ะหัวเราะเบา ๆ “หึ ๆ”

 

ทว่า เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้สดใสเลยแม้แต่น้อย พร้อมกับแววตาของเธอที่จ้องมองมาที่เขาโดยตรง ทำให้ห้องแคบลงอย่างประหลาด

 

“ริวนี่… เป็นคนรอบคอบจังเลยนะคะ ว่าแต่… เอกสารที่ริวอ่านอยู่เมื่อกี้ มันเกี่ยวกับ กยศ. ด้วยไหมคะ”

 

ริวเม้มริมฝีปากแน่น “เอ่อ… ก็… เป็นเอกสารเกี่ยวกับนักเรียนน่ะครับ”

 

แนนโน๊ะเอียงศีรษะ และรอยยิ้มยังอยู่ “แล้ว… ก่อนหน้านั้นล่ะคะ”

 

ประโยคนั้นทำให้ริวรู้สึกแปลกใจมาก เธอพูดเหมือนเธอเห็นในสิ่งที่เขาทำอยู่เมื่อครู่ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นริวอยู่ในห้องคนเดียว และแนนโน๊ะก็เข้ามาตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกที่เธอก็อยู่ด้านหลังเขาซะแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบประโยคนั้น แนนโน๊ะก็พูดขึ้นอีกครั้ง

 

“แนนโน๊ะหมายถึง เอกสารแผ่นแรกที่อยู่ด้านหน้าสุดเลย แผ่นสีเหลือง ๆ” เธอพูดด้วยท่าทีที่ใสซื่อ

 

ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไม่ได้ยิ้มตามเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม… มันกลับว่างเปล่า และการจ้องมองที่ลึก ราวกับทะลุลงไปสุดบึ้งของจิตใจ จนริวรู้สึกถึงแรงกดดังบางอย่างที่แผ่ออกมา ก่อนที่เธอจะพูดต่อ

 

“อาจจะเป็นหน้าปกหรือเปล่านะ… ทำไมริวไม่ลองอ่านปกดูก่อน ค่อยหยิบเอกสารในแฟ้มมาอ่านล่ะคะ”

 

ครั้งนี้น้ำเสียงของเธอกลับมาเรียบปกติ แต่แอบแฝงไปด้วยแววขี้เล่น จนมันฟังดูเหมือนจิกกัดไปด้วยในตัว

 

ริวถึงกับลังเลเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางของเธอมันกลับทำให้เขาหวาดผวาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาจะพยายามเบือนหน้ามองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก ทว่าสายตาของแนนโน๊ะที่จ้องมองมาเหมือนบีบบังคับให้เขาเปิดปากพูด แรงกดดันนั้นมากขึ้นทุกวินาที จนในที่สุดริวก็ทนไม่ไหว แล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ

 

“เฮ้อ… ผมก็แปลกใจเหมือนกันนะครับ นี่ก็เพิ่งเปิดเรียนมาได้ไม่กี่วันเอง แต่มีนักเรียนย้ายออกเยอะขนาดนี้”

 

“แต่ก็อาจจะเพราะ พวกเขา… ไม่ชอบเพื่อนหรือไม่ก็ปรับตัวไม่ได้ล่ะมั้งครับ”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว แนนโน๊ะก้าวเข้ามาใกล้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินวนรอบ ๆ เขาช้า ๆ แล้วหยุดต่อหน้า การกระทำนั้นเหมือนว่าจะสื่ออะไรบางอย่างที่ริวเองก็ยังไม่เข้าใจ ทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนมีปลายมีดที่คมกริบจ่ออยู่คอ แผ่นหลังของเขาเย็นวาบขึ้น พื้นโดยรอบก็แคบลง จนหายใจลำบาก แม้เธอจะไม่ได้สัมผัสตัวเลยก็ตาม

 

“แล้ว… ริวคิดว่าคนเราจะออกไปจากที่หนึ่ง ด้วยเหตุผลง่าย ๆ แบบนั้นจริงเหรอคะ”

 

แต่ริวก็รู้ว่า อีกฝ่ายก็น่าจะพอคาดเดาสิ่งที่เขาทำออก ดังนั้นการโกหกต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ริวหลับตาลงชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจที่จะพูดออกไป

 

“ตอนนั้น… ผมเดินเห็นบางอย่างครับ เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเท่าไหร่”

 

“งั้นเหรอคะ…” แนนโน๊ะเดินเข้ามาใกล้เขาอีกก้าว แล้วพูดต่อด้วยเสียงต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ “ริวก็ระวังหน่อยนะคะ”

 

“บางที… การรู้มากเกินไป อาจจะทำให้เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจรู้นั่นก็ได้นะคะ”

 

ริวเงยหน้าขึ้นมองเธอ สายตาของทั้งสองสบกันตรง ๆ เป็นครั้งแรก ในวินาทีนั้น ทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าแนนโน๊ะ ไม่ใช่คนที่ไม่รู้อะไรเลย

 

“แนนโน๊ะ… คุณรู้เรื่องใช่ไหมครับ!”

 

แนนโน๊ะไม่ตอบทันที เธอเพียงส่ายตัวไปมาเบา ๆ พร้อมกับยิ้มบาง ๆ ให้เขา เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับตอนแรก แต่คราวนี้ริวรู้สึกว่า มันมีความหมายที่ต่างกันออกไป

 

“แล้วริวล่ะ รู้อะไรบ้างคะ”

 

ประโยคนั้นไม่ใช่คำถามที่ย้อนกลับมา แต่มันคือการทดสอบบางอย่างจากแนนโน๊ะ ริวยังคงไม่ละสายตาจากเธอ ความคิดที่อยู่ในหัวกลับตีกันยุ่งเหยิง ว่าเขาควรบอกเธอไปทั้งหมดหรือบอกแค่บางส่วน แต่เหมือนว่าแนนโน๊ะก็จะรู้เรื่องแล้ว จากที่เขาประเมินสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วริวจึงจำใจพูดออกไป

 

“นักเรียนที่เป็นข่าวลือว่าหายตัวไป แต่พวกเขาไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แต่พวกเขาถูกฆ่าตาย ภายในโรงเรียนนี้ครับ”

 

สิ้นสุดประโยคนั้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั่วห้อง แนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นเบา ๆ

 

“ฟังดูเป็นความจริงสินะคะ ริวเนี่ย… เป็นคนที่ไม่เหมาะกับการโกหกเลยนะ” เธอเดินเข้ามาใกล้เขาอีกก้าว แล้วกระซิบข้างหูเบา ๆ “เพราะเวลาโกหก… สีหน้าจะออกมาชัดเจน”

 

ริวชะงักไปในทันที พร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่แผ่วซ่านไปทั่วร่าง และเขาเริ่มสงสัยว่า สิ่งที่เธอพูด… เหมือนกำลังเตือนหรือกำลังบอกไบ้อะไรบางอย่าง

 

แต่ไม่ทันที่เขากำลังจะพูดอะไรต่อเสียง ครืด… คลืด… ดังขึ้นจากด้านนอก เป็นเสียงโลหะลากไปกับพื้นปูนช้า ริวยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้น เมื่อได้ยินเสียงนั้นที่เข้ามาใกล้ทำให้รู้สึกคุ้นหู แนนโน๊ะหันไปมองทางประตู สีหน้าเธอยังนิ่ง ๆ เหมือนเดิม

 

ริวเดินไปเปิดประตู แล้วจะชะโงกหน้าออกไปดูด้านนอก เห็นว่ามีนักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ แต่ชุดนักเรียนสีขาวเปื้อนของเหลวสีแดงเข้มเป็นหย่อม ๆ แต่เด่นชัดแม้ในแสงไฟสลัว ๆ มือของเธอถือขวานเล่มใหญ่ลากไปกับพื้น ซึ่งเธอก็เป็นคนเดียวกับคืนนั้น

 

ลมหายใจของเขาพลันสะดุดกึกและเงียบหายไปในลำคอ ก่อนจะรีบดึงตัวเองกลับเข้ามาในห้อง แล้วปิดประตูในทันที แผ่นหลังพิงผนังแน่น ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็วตามความหวาดกลัวที่พุ่งสูง ริวเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกดลมหายใจที่สั่นพร่าให้เงียบกริบที่สุด

 

ถ้าวิ่งออกไป เธอคงต้องเห็นแน่ แต่ถ้าหลบอยู่ในห้อง เธอก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่ต่างจากเป้านิ่ง เขาคิดในใจ ขณะที่เสียงขวานลากพื้นดังขึ้นอีกครั้ง ใกล้กว่าเดิม ใกล้ขึ้นทีละก้าว

 

ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็เดินผ่านเขาไปอย่างเงียบเชียบ ริวหันขวับ เห็นว่าแนนโน๊ะเดินผ่านเขาไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ มือเอื้อมไปเปิดประตู ราวกับด้านนอกไม่มีอะไร

 

“ดะ… เดี๋ยวก่อนสิครับ!!” หัวใจของริวหล่นวูบ เขารีบวิ่งตามออกไปทันที

 

แนนโน๊ะเดินออกมาหยุดยืนอยู่กลางทางเดินหน้าห้อง เธอยกมือขึ้นกอดอก มองไปยังนักเรียนหญิงถือขวานด้วยสีหน้านิ่ง ๆ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความตื่นตระหนกใด ๆ

 

ทางฝั่งนั้น นักเรียนหญิงหยุดเดินทันทีที่เห็นเธอ แล้วจ้องมองมาที่แนนโน๊ะ แววตานั้นดูใส ๆ แต่หากจ้องมองให้ลึกเข้าไป จะพบกับความว่างเปล่า ก่อนมุมปากจะค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มให้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงด้วยบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศเย็นลง

 

“เจอกันอีกแล้วนะ แนนโน๊ะ”

 

“ยูริมาทำอะไรที่นี่อีกล่ะ”

 

คำว่า ยูริ ที่เป็นชื่อเล่นของนักเรียนหญิงคนนั้น ที่หลุดออกมาจากปากของแนนโน๊ะ ทำให้ริวถึงกับชะงัก เขาก้าวออกมาจากประตูอย่างลังเล ได้ยินบทสนทนาทุกคำอย่างชัดเจน สายตาสลับไปมาระหว่างยูริกับแนนโน๊ะ

 

“พะ… พวกคุณ รู้จักกันด้วยเหรอครับ”

 

ทั้งสองคนหันมามองเขาพร้อมกัน สายตาของยูริเฉียบคม ราวกับใบมีด สายตาของแนนโน๊ะลึกเกินจะอ่านออก ริวรู้สึกเหมือนตัวเองถูกมองทะลุไปถึงข้างใน สิ่งที่ซ่อนไว้ ความคิด ความกลัว ทุกอย่างเหมือนถูกเปิดออกจนหมด แล้วแนนโน๊ะจึงตอบเขา

 

“แนนโน๊ะรู้จักยูริค่ะ”

 

“ไม่ใช่แค่รู้จักธรรมดานะ แต่พวกเราสนิทกันเลยล่ะ” ยูริพูดแทรก พลางยิ้ม

 

แนนโน๊ะหันไปมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเดิม “อาจจะแค่เคยนะยูริ”

 

คำพูดสั้น ๆ นั้น ทำให้รอยยิ้มของยูริแข็งค้างไปชั่วขณะ ทางฝั่งของริว ในตอนนี้เขาไม่รู้แล้วว่าควรกลัวใครมากกว่ากัน

 

ทันใดนั้นยูริเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องริวตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าเขาควรมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ ขวานในมือเธอยังหยดของเหลวสีแดงลงพื้นเป็นจังหวะช้า ๆ

 

“นายรู้ป่ะ ว่าเงินที่พวกนั้นให้ยืม มันไม่ได้คืนด้วยเงิน”

 

“แต่มันต้องคืน ด้วยชีวิตคนที่ยืมไป ก็ไม่ต่างจากของเล่นของเจ้าหนี้ จะหัก จะทิ้ง จะฆ่า… ก็ทำได้หมด”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว หัวใจของริวเต้นแรง ภาพนักเรียนหญิงที่นอนคุกเข่า เลือดเปื้อนเสื้อ ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้ได้ทันทีว่ายูริหมายถึงกลุ่มสามสาวฮอต มาเบล ลิตาและเกรซ ที่เคยมาคุยกับเขาครั้งก่อนหน้า และชวนให้เขายืมเงินนั้นเช่นกัน แต่เขาก็ตอบปฏิเสธ

 

ริวกัดฟันแน่น ก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ผะ… ผมไม่ใช่พวกเดียวกัน กับคนพวกนั้นนะครับ!”

 

ยูริหัวเราะเบา ๆ คล้ายเยาะเย้ย “คนที่พูดแบบนี้… มักจะเป็นพวกเดียวกันทั้งนั้นแหละ”

 

“ไม่ใช่นะครับ!” ริวพูดทันที น้ำเสียงชัดเจนกว่าที่คิด แล้วหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อช้า ๆ “คืนที่ผมเห็นคุณ… ผมไม่ได้จะไปช่วยคนพวกนั้น และก็ไม่ได้จะไปห้ามคุณด้วยซ้ำ”

 

“ผมหนี หนีจากคนของพวกเขา เพราะผมเองก็เห็นกับตามา ว่าพวกเขาทำอะไร”

 

“ผมรู้ว่านักเรียนที่หายตัวไป จริงแล้วไม่ได้หายไปไหน พวกเขาถูกฆ่าตาย แต่…”

 

“ผมเลือกที่จะไม่บอกใคร เพราะไม่อยากมีปัญหา ส่วนตัวผมก็มีเรื่องอยากจะทำอยู่ เลยไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงตายก่อนครับ…”

 

ยูริไม่ตอบ มีเพียงนัยน์ตากลับจ้องเขม็งมาที่เขา ความเงียบปกคลุมชั่วขณะ กระทั่งแนนโน๊ะที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบนั้น

 

“ริวไม่ได้โกหกนะยูริ”

 

เสียงของแนนโน๊ะไม่ได้ดังมาก แต่มันทำให้ยูริหันมามองเธอทันที ริวเผลอกำมือแน่น พยายามข่มความรู้สึกเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าแนนโน๊ะกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ แต่คำพูดนั่นก็ช่วยดึงเขาออกมาจากขอบเหว ก่อนจะพูดต่อ

 

“แล้ว… เรื่องที่ผมเห็นตอนนั้น ผมจะเงียบปากเอาไว้ครับ”

 

ยูริจ้องหน้าทั้งสองคนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ อย่างไม่สบอารมณ์

 

“ก็ได้…”

 

แม้จะพูดออกมาแบบนั้น แต่เธอก็ไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด ก่อนจะขวานในมือถูกยกขึ้นพาดไหล่อย่างสบาย ๆ แต่สายตายังคงคมกริบ

 

“ยูริจะปล่อยให้นายมีชีวิตอยู่ต่อนะ เพราะแนนโน๊ะอยู่ตรงนี้”

 

“แต่จำไว้ ถ้าวันไหน ยูริเจอนายในโรงเรียน… ที่ไม่มีแนนโน๊ะอยู่ด้วย” เธอยิ้มขึ้น “ยูริจะฆ่านาย โดยไม่ถามอะไรอีก”

 

จากนั้น ยูริหันหลังให้ทั้งสอง ก่อนจะลากขวานออกไปตามทางเดิน เสียงเสียดสีกับพื้นดังห่างออกไปเรื่อย ๆ เหลือเพียงความเงียบ และริวที่ยืนนิ่งอยู่กับแนนโน๊ะ

 

ทางเดินหน้าอาคารเงียบลงอย่างรวดเร็ว หลังเสียงฝีเท้าของยูริจางหายไปในความมืด ลมพัดผ่านทำให้รู้สึกเย็นขึ้นมาเล็กน้อย แต่สำหรับริว มันกลับเย็นเฉียบไปถึงกระดูก

 

ริวหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไปแล้วจริง ๆ หัวใจที่เต้นแรงค่อย ๆ ช้าลง แล้วกลับเป็นปกติอีกครั้ง แต่ความรู้สึกหนักอึ้งยังคงกดอยู่ที่หน้าอก ริวสูดลมหายใจลึก ก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปตามทางเดิน มุ่งหน้าไปยังประตูทางออกของโรงเรียน เขาอยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด อยากกลับไปอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เขาจัดระเบียบความรู้สึกมากมาย ที่ตีกันยุ่งเหยิงในตอนนี้

 

แต่ยิ่งเดิน เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ด้านหลังกลับดังตามมาอย่างไม่หยุด เหมือนเงาที่ตั้งใจจะอยู่ตรงนั้น ริวเหลือบตามองเงาบนพื้น เขาก็รู้ทันทีว่าเป็นแนนโน๊ะจึงชะลอฝีเท้าลง ก่อนจะหยุดและหันกลับไปมอง

 

แนนโน๊ะเองก็หยุดเดินเช่นกัน มือทั้งสองไขว้ไว้ด้านหลัง สีหน้านิ่ง ๆ เหมือนทุกครั้ง ราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้า ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมใด ๆ ให้เธอเลย ริวมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ

 

“แนนโน๊ะ คุณ…ไม่กลับบ้านเหรอครับ”

 

แนนโน๊ะหยุดเดิน เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย คล้ายกำลังคิดคำตอบ ทั้ง ๆ ที่แววตานั้นดูเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว ก่อนที่รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสในแบบของเธอ แล้วตอบด้วยน้ำเรียบ ๆ

 

“แนนโน๊ะยังไม่กลับบ้านตอนนี้ค่ะ”

 

คำว่า บ้าน ถูกพูดออกมาโดยไม่มีน้ำหนัก ไม่มีความผูกพัน ราวกับมันเป็นเพียงสถานที่หนึ่ง ที่คนทั่วไปตั้งชื่อให้เท่านั้น ริวพยักหน้าเบา ๆ เขาไม่ถามต่อ เขาหันกลับ เดินต่อไปยังประตูรั้วที่ด้านหน้าโรงเรียน

 

เมื่อมาถึง ริวจะจับประตูรั้วให้มั่นแล้วออกแรงผลักมันให้เลื่อนมันไปด้านข้าง เสียงล้อประตูเลื่อนไปตามรางดังกุกกักเบา ๆ แล้วก้าวออกมาด้านนอก เขาหยุดเดินชั่วขณะ ความรู้สึกหนึ่งแล่นวาบขึ้นมาในใจ เหมือนพยายามจะบอกเขาให้หันมองแนนโน๊ะที่ด้านหลังสักนิด แต่เขาก็ไม่ได้หันกลับไปมอง แม้จะก็รู้ว่าเธอยืนอยู่ตรงนั้น

 

ทางฝั่งของแนนโน๊ะ ที่ยังคงยืนมองริวที่เดินจากไป จนร่างนั้นเลือนหายไปในความมืดของถนนยามค่ำ บรรยากาศโดยรอบคืนสู่ความเงียบ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอค่อย ๆ จางลงเหลือเพียงสายตาที่แน่นิ่ง

 

ท่ามกลางความเงียบงัน ยูริปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังของแนนโน๊ะ เธอเดินเข้ามาใกล้แนนโน๊ะช้า ๆ ยังมีคราบของเหลวสีแดงที่แห้งแล้ว ยังคงติดอยู่เสื้อนักเรียนสีขาว ก่อนจะหยุดแล้วพูดขึ้น

 

“ยูริว่ามันแปลก ๆ นะ…”

 

แนนโน๊ะหันไปมอง แววตานั้นไม่มีความตกใจ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะดักอยู่แถวนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเดินตามริวมา

 

ยูริเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่ดวงตาไม่ยิ้มตามเลยแม้แต่น้อย

 

“ทำไมแนนโน๊ะถึงไม่จัดการเขาก่อนล่ะ ทั้ง ๆ ที่เจอตัวแล้ว เขาก็ยอมรับเอง ว่ากำลังวางแผนจะทำอะไร”

 

ยูริก้าวเข้าใกล้อีกนิด แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงต่ำ “ก่อนที่เขาจะกลายเป็นฆาตกรขึ้นมาจริง ๆ”

 

แนนโน๊ะยกมือขึ้นกอดอก “ยูริก็รู้หนิคะ ว่าการตัดสินคนตั้งแต่แรก มันเร็วเกินไป…”

 

ยูริหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะตอบ “หึ ๆ… แต่เขาจะฆ่าแน่ ถ้าปล่อยไว้แบบนั้น”

 

“อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ก็ได้นะคะ อีกอย่าง ริวก็เพิ่งออกมาจากสถานสงเคราะห์ เขายังไม่รู้จักโลกมากพอ”

 

“ริวเหรอ… แสดงว่าแนนโน๊ะก็คงจะสนิทกันแล้วในระดับหนึ่งเลยสินะ”

 

แนนโน๊ะหันไปมองทางที่ริวจากไป สายตานั้นไม่ได้มองปัจจุบัน แต่มองไปไกลกว่านั้น

 

“ริวมีเหตุผลที่ต้องทำ แต่เขายังไม่รู้ว่าตัวเองจะได้รับผลของการกระทำนั้นยังไง”

 

ยูริขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำตอบนั้น แต่ยังไม่พูดแทรก แนนโน๊ะก็พูดต่อ

 

“แทนที่จะจัดการกับเขาแล้วค่อยไปจัดการกับคนอื่น ๆ ในโรงเรียนทีหลัง” เธอคลี่ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเกินไป สำหรับคำพูดนั้น “แนนโน๊ะว่า… แนนโน๊ะอยากให้โลกเป็นคนสอนเขาและให้เขาเลือกเอง”

 

“แล้วผลลัพธ์ที่เขาทำ… จะเป็นคนตัดสินเองว่า ริวควรได้รับบทลงโทษแบบไหน”

 

แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แนนโน๊ะก็รู้ดีว่า ต่อให้ริวจะรู้จักโลกมากขึ้น และได้พบเจอกับหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง มันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนความคิดของริว และก็ไม่มีทางเปลี่ยนเป้าหมายของเขาเช่นกัน

 

แนนโน๊ะหันกลับไปมองทางที่ริวจากไปอีกครั้ง เหมือนกำลังมองเส้นทางที่ถูกขีดไว้แล้ว ต่อให้เลี้ยวหลบ สุดท้ายก็ยังมุ่งไปยังเส้นทางเดิม

 

“แนนโน๊ะไม่ได้มาที่นี่เพราะริว แต่มาเพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังภายในโรงเรียนนี้…”

 

“ส่วนริวก็แค่เดินเข้ามาในเส้นทางเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน แต่คนละเหตุผล”

 

ยูริไม่พูด เพียงฟังอย่างเงียบ ๆ และรอยยิ้มบนใบหน้านิ่งลงเล็กน้อย จากนั้นแนนโน๊ะหันกลับมาที่ยูริครั้ง แล้วพูดต่อ

 

“ที่ยูริพูดไม่ผิดนะคะ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ริวจะกลายเป็นปัญหาแน่ ๆ แต่ตอนนี้… ยังไม่ใช่”

 

แววตาแนนโน๊ะฉายแววบางอย่าง เหมือนกำลังนึกย้อนไปในตอนก่อนหน้า ที่เธอเคยถามเขาเพื่อที่ทดสอบแล้ว และริวเลือกจะพูดความจริง นั่นทำให้แนนโน๊ะรู้ว่าริวไม่ได้อยากจะปิดบังเรื่อง แต่เพราะเขาไม่อยากสร้างปัญหาให้ใคร หรือกลัวว่าตัวเองจะตายก่อนเป้าหมาย

 

“เพราะงั้น… แนนโน๊ะถึงอยากรอดู ว่าถ้าวันหนึ่ง… ริวเดินไปถึงปลายทางจริง ๆ จะเป็นยังไง”

 

สิ้นสุดเสียงนั้น รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก ยูริจ้องหน้าเธออยู่นาน ราวกับพยายามมองให้ทะลุ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ

 

“ยูริรู้สึกว่า… แนนโน๊ะดูเข้าใจผู้คนจังนะ”

 

“แนนโน๊ะเป็นแบบนี้… ตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่าน่า”

 

แนนโน๊ะไม่ตอบคำถามนั้น เธอเพียงยืนอยู่ท่ามกลางความมืด แววตายูริไหววูบ ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวนั่นคือตอนที่ครูหวาน กำลังจะสารภาพกับจุนโกะ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ราวกับทุกอย่างถูกตัดสินไปแล้ว เหมือนคนที่วางหมากลงบนกระดาน และกำลังรอให้หมากตัวหนึ่งเดินไปถึงตำแหน่งที่เธอเลือกไว้ ก่อนที่แนนโน๊ะจะหันหลังแล้วเดินจากไป โดยไม่หันกลับมามองยูริอีกเลย

 

ไม่นานต่อมา แนนโน๊ะก็จะคลายแขนที่กอดอก แล้วหันหลังให้ยูริ เธอไม่พูดอะไรอีก เพียงก้าวเดินย้อนกลับไปตามทางเดินยาวของโรงเรียน เสียงฝีเท้าดัง กึก… กึก… สะท้อนกับผนังอาคารที่ไร้ผู้คน ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

 

ยูริยืนมองแผ่นหลังนั้น จนร่างของแนนโน๊ะค่อย ๆ เล็กลง เลือนหายไปในความมืด เสียงฝีเท้าเริ่มเบาลง จากชัดเป็นแผ่ว ก่อนจะเงียบสนิท เหลือเพียงความวังเวง สายลมหนาวพัดผ่านเบา ๆ ทำให้กลิ่นของเหลวสีแดงที่ยังติดเสื้อนักเรียนของเธอฉุนขึ้นเล็กน้อย

 

ยูริลดขวานลงข้างตัว ปล่อยให้ปลายคมแตะพื้นเบา ๆ “หวังว่าแนนโน๊ะจะคิดไม่ผิดนะ”

 

สายตาของยูริเลื่อนมองไปยังทางที่ริวจากไป แววตานั้นแข็งกระด้าง ไม่ไว้ใจ ไม่เมตตา เพราะเธอก็รู้ว่าสิ่งที่ริวพูดออกมานั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เธอจึงยังไม่ปักใจเชื่อ

 

ยูริยกขวานขึ้นพาดไหล่ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏที่มุมปาก ไม่ต้องรอให้ใครมาตัดสินหรอก ยูริจะเป็นคนตัดสินเอง.. เธอคิดในใจ ก่อนจะก้าวเท้าเดินจากไปจากจุดยืน

 

ลมเย็นพัดผ่านทางเดิน ไฟเหนือศีรษะกะพริบวูบหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!