ทั้งสองเดินไปกลับระหว่างห้องเก็บของกับเวทีอยู่หลายรอบ เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะไปพร้อมกัน บางครั้งก็มีเสียงผ้าลากกับพื้นเบา ๆ ตอนที่ยกม้วนผ้าไม่พ้น อากาศยามเย็นเริ่มเย็นลงเล็กน้อย แต่การยกของหลายเที่ยวก็ทำให้เหงื่อซึมออกมาตามหน้าผาก
ไม่นานนัก ม้วนผ้าหลากสีก็กองพะเนินอยู่ตรงหน้าเวที เบนซ์วางม้วนผ้าลงก่อน แล้วใช้หลังมือปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก
“เฮ้อ… เหลืออีกไม่เยอะแล้ว” น้ำเสียงของเขาเหมือนคนที่เริ่มโล่งใจ
ริวพยักหน้ารับเบา ๆ พลางปรับท่าจับม้วนผ้าในมือให้แน่นขึ้น “ครับ”
แม้จะเหนื่อยเล็กน้อย แต่ก็ยังพอไหว ทั้งสองกำลังจะหันกลับไปที่ห้องเก็บของอีกครั้ง แต่ระหว่างที่ริวก้าวตามหลังเบนซ์ไป สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่มุมลานด้านข้างของเวที
ร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีแดง เธอนั่งกระดิกขาอย่างสบายใจ เหมือนคนที่กำลังพักดูคนอื่นทำงาน ทันใดนั้น เธอก็หันหน้ามาทางริว สายตาของทั้งสองประสานกันพอดี
จุนโกะ!
และไม่ใช่แค่เธอคนเดียว ด้านข้างของเธอยังมีแก๊งสาวฮอตที่ริวคุ้นหน้าเป็นอย่างดี นั่นคือ มาเบล นรินและเกรซ ทั้งสี่คนนั่งรวมกันอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนกำลังคุยกันเรื่องอะไรสักอย่างอย่าง เสียงหัวเราะเบา ๆ แทรกออกมาเป็นระยะ สีหน้าของพวกเธอดูผ่อนคลาย รอยยิ้มดูเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นเพียงกลุ่มเพื่อนสนิทที่มานั่งเม้ามอยกันตามประสาวัยรุ่น
แต่สำหรับริว ความรู้สึกระแวงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบ ๆ ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เริ่มย้อนกลับมา ห้องที่มีแสงสลัว นักเรียนหญิงที่นั่งร้องไห้ เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล และทั้งสามสาวก็ยืนอยู่ในนั้น
ริวเม้มปากเล็กน้อย เอาเถอะ ผมแค่ต้องอยู่เงียบ ๆ เอาไว้ และไม่ไปยุ่งกับพวกเธอก็พอ…
เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว ริวก็เบนสายตาออกจากกลุ่มของพวกเธอ รีบก้าวตามเบนซ์ไป ทั้งสองเดินกลับไปยังห้องเก็บของด้านหลังหอประชุมอีกครั้ง
2 ชั่วโมง ต่อมา…
ในที่สุดม้วนผ้าทั้งหมดก็ถูกขนออกมาจากห้องเก็บของจนหมด ริวยกม้วนผ้าอันสุดท้ายไปวางรวมกับกองรวมกันที่หน้าเวที ก่อนจะปล่อยมือออกช้า ๆ ทันทีที่วางเสร็จ ทั้งเขาและเบนซ์ก็ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นแทบจะพร้อมกัน
“เสร็จซะทีโว้ย!!!”
เบนซ์ตะโกนเสียงดังด้วยความดีใจ แต่คนรอบข้างก็ไม่ได้สนใจเขา ราวกับมันเป็นแค่พฤติกรรมปกติ ริวที่เห็นแบบนั้นก็หลุดขำในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะของเขาเบามาก แทบจะกลืนหายไปกับเสียงจอแจรอบตัว เบนซ์หันมามองเขา ก่อนจะพูดขึ้น
“เอ็งหิวน้ำไหมล่ะ เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้”
ริวส่ายหน้าเบา เป็นการปฏิเสธ แต่ดวงตาที่หม่นลงเล็กน้อย กับลมหายใจที่ยังไม่สม่ำเสมอ กลับบอกชัดว่าเขาเองก็เหนื่อยไม่น้อย เบนซ์มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาตบไหล่เขาเบา ๆ สองครั้ง
“เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้ เอ็งรอนี่นะ”
ยังไม่ทันที่ริวจะได้ตอบอะไร เบนซ์ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทันที ทิ้งให้เขานั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว
บรรยากาศของโรงเรียนเริ่มเข้าสู่ช่วงเย็น ริวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูเวลา หน้าจอแสดงผลเวลา 17:38 น. เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว เขาหลับตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความเหนื่อยล้าจากทั้งวันเริ่มกดทับลงบนร่างกาย
แต่เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ร่างของใครบางคนก็ปรากฏอยู่ไม่ไกล นักเรียนหญิงคนหนึ่ง ผมสีดำถูกรวบเป็นหางม้าและผูกด้วยโบว์สีแดง ภาพนั้นทำให้หัวใจของเขากระตุกทันที
ยูริ…
เธอเดินอยู่ที่ขอบสนามฟุตบอลไปอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปด้านหลังเวที ริวมองตามเธอไป หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ เห็นว่ายังมีนักเรียนอยู่แถวนี้อยู่บ้าง อย่างน้อยก็ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง แม้ในใจจะรู้ดีว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งกับเธอ แต่สุดท้าย… เขาก็ลุกขึ้นแล้วค่อย ๆ เดินตามไป
เมื่อเข้าเริ่มใกล้ เขาก็หยุดอยู่ตรงมุมกำแพง ก่อนจะเอนตัวหลบเล็กน้อย แล้วชะโงกหน้าออกไปดู เห็นว่ายูริกำลังเดินลึกเข้าไปในทางเดินใต้ตัวอาคาร ทางเดินแคบ ๆ ที่คดเคี้ยวผ่านเสาหลายต้น ริวสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วค่อย ๆ เดินตามไปอย่างระมัดระวังที่สุด
บรรยากาศโดยรอบเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงจอแจจากลานหน้าเวทีค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของยูริ ดังสะท้อนเป็นจังหวะในโถงทางเดิน ตึก… ตึก… ตึก… ก่อนที่เสียงนั้นจะหยุดลง
ริวหยุดเดินทันที เขารู้แล้วว่าเธอรู้ตัว ไม่จำเป็นต้องแอบอีกต่อไป เขาก้าวออกมาจากมุมเสา ให้เห็นกันตรง
“คุณจะทำอะไรอีกล่ะครับยูริ” เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ชัดพอที่อีกฝ่ายจะได้ยิน
ยูริค่อย ๆ หันกลับมาอย่างใจเย็น ดวงตาคมมองเขาเหมือนกำลังมองของเล่นชิ้นหนึ่ง เธอก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย แล้วมุมปากของเธอค่อย ๆ ยกขึ้น รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจ เหมือนเห็นเหยื่อที่เธอต้องการ เดินเข้ามาติดกับเอง
“อ้าว… นึกว่าจะไม่ตามมาซะแล้ว ผิดคาดเลยนะเนี่ย”
“แล้วนายก็… มาคนเดียวซะด้วยสิ”
ริวนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของเขามองต่ำลงเล็กน้อย เขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีแนนโน๊ะอยู่ด้วย
“ผมรู้ครับ แต่… คุณไม่มีเหตุผลต้องฆ่าผมหรอก เพราะว่าผมไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นครับ”
และเขาก็ยัง… ไม่เข้าใจยูริเหมือนกัน ว่าทำไมเวลาต้องเจอเธอ ถึงต้องมีแนนโน๊ะอยู่ตรงอยู่ด้วย ขณะที่ยูริกำลังจะอ้าปากพูด ริวรีบพูดแทรกขึ้นก่อน
“หรือจะเป็นเพราะ… ผมไปเห็นคุณตอนนั้นเหรอครับ”
แววตาของเขามองตรงไปที่เธออย่างจริงจัง ยูริยืนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหยียดยิ้มขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมาสั้น ๆ แต่ดวงตาของเธอไม่ได้ยิ้มตาม
“ฮะ ๆ โถ่วริว… คนเราจะทำอะไร ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ”
“ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วสิครับ ไม่งั้นจะทำไปทำไม…”
ยูริเอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วถามคำถามนั้นย้อนกลับไปหาเขา “แล้วทำไมริวถึงตามยูริมาล่ะ”
ริวก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว “ผมแค่อยากรู้ ว่าทำไมคุณถึงฆ่านักเรียนพวกนั้นครับ!”
ยูริหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้ม “ริวจะรู้ไปทำไมล่ะ ทั้ง ๆ ที่รู้ไปแล้ว… มันก็ไม่ได้ช่วยให้หาตัวคนที่สั่งปิดคดีได้หรอก จริงไหม”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนัก ๆ ที่กระแทกลงกลางอก ความรู้สึกหลายอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกับคำถาม
คุณรู้ได้ยังไง…
ทันใดนั้น ยูริก็ยื่นแขนข้างหนึ่งออกมา ในมือของเธอมีขวานเหล็กสีแดงอยู่ ใบมีดสะท้อนแสงส้มของยามเย็น ยูริยกมันขึ้น แล้วใช้ปลายนิ้วลูบไปตามคมขวานเบา ๆ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง จ้องมาที่เขาโดยตรง
“คนเราน่ะ… จะฆ่าใครสักคน ก็ต้องมีเหตุผลสินะ”
“แต่เหตุผลนั้นคืออะไรน่ะเหรอ”
“เพื่อปิดความลับหรอ หรือว่า… เพื่อเงิน”
ยูริหัวเราะเบา ๆ “หึ… แต่ยูริไม่อ่ะ”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น สัญชาตญาณของริวก็กรีดร้องขึ้นมาในหัวว่าอันตราย และครั้งนี้เขาไม่คิดจะฝืนมันอีก หันหลังแล้ววิ่งทันที
เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องไปทั่วทางเดินใต้ตัวอาคาร ยูริยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอมองแผ่นหลังของเขาที่กำลังวิ่งหนี ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน
เสียงหัวเราะนั้นดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน ทำให้ริวยิ่งสับสน เขาไม่รู้แล้วว่าทางที่เดินเข้ามาอยู่ตรงไหน ทางเดินใต้ตัวอาคารที่เชื่อมติดกันดูเหมือนจะคดเคี้ยวไปหมด จนกระทั่ง เขาเห็นแสงสว่างจากปลายทางเดิน เป็นทางออกไปยังด้านหน้าโรงเรียน
ริวรวบรวมแรงทั้งหมด แล้ววิ่งตรงไปทางนั้น ทันใดนั้น ประตูบานหนึ่งก็ถูกเปิดออกจากด้านใน ปัง! เสียงกระแทกดังสนั่น แรงชนทำให้บานประตูเหวี่ยงเปิดออกสุดแรง ก่อนจะกระแทกกับผนัง ริวล้มลงกับพื้นทันที
“เอ้า! เห้ย!” เสียงหนึ่งอุทานขึ้น “ริว! เจ็บมากไหมล่ะนั่น!” เบนซ์รีบก้มลงมาประคองเขาขึ้น
ริวรีบส่ายหน้า “มะ… ไม่เป็นไรครับ!”
เบนซ์ยื่นขวดน้ำในมือมาให้ “อะ… เอานี่ พี่ไปเอามาให้แล้ว”
ริวมองขวดน้ำนั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะพูดเร็ว ๆ “ขอบคุณครับ แต่พี่เก็บไว้กินเถอะ ผมต้องไปแล้ว”
สิ้นสุดประโยคนั้น ริวก็ลุกขึ้นวิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที ทิ้งให้เบนซ์นั่งถือขวดน้ำอยู่ที่เดิม ด้วยสีหน้างุนงง
“อะไรวะ…”
ทางฝั่งของยูริ เธอเดินไปตามทางเดินใต้ตัวอาคารอย่างไม่รีบร้อน มือข้างหนึ่งลากขวานเหล็กสีแดงไปกับพื้นปูน คมขวานหนักขูดกับพื้นจนเกิดเสียงแหลมบาดหูเป็นจังหวะ แสงสีส้มจากยามเย็นลอดเข้ามาตามช่องว่างระหว่างเสา ทำให้เงาของเธอยืดยาวไปตามพื้นทางเดิน เสียงฝีเท้าของเธอเบา แต่เสียงขวานกลับดังชัดเจน
เมื่อยูริเดินมาถึงทางแยกของโถงทางเดิน เธอก็หยุดฝีเท้าลง เสียงขวานหยุดครูดกับพื้นทันที ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
“สนุกไหมล่ะ ที่ได้แกล้งริวแบบนั้น” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ยูริหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยหันกลับไป เห็นว่าแนนโน๊ะยืนพิงผนังอยู่ แขนทั้งสองข้างกอดอกหลวม ๆ ใบหน้าของเธอเรียบเฉย แต่ดวงตาที่มองมายังยูริกลับเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนกำลังไม่พอใจอะไรบางอย่าง
“ไม่สนุกเลยอ่ะ ริววิ่งหนีไปก่อนล่ะ” น้ำเสียงนั้นฟังดูเหมือนกำลังหยอกล้อ มากกว่าจะจริงจัง
แนนโน๊ะไม่ได้ตอบทันที เธอยังคงยืนพิงผนังเงียบ ๆ สายตาที่จ้องมองยูรินิ่งสนิท ความเงียบนั้นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลงอย่างประหลาด ยูริยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย เหมือนจะพอใจกับปฏิกิริยานั้น
“ทำไมล่ะ…” เธอเอียงศีรษะนิด ๆ “กลัวว่ายูริจะไปทำลายแผนของแนนโน๊ะเหรอ”
แนนโน๊ะตอบสั้น ๆ “เปล่า” เสียงของเธอเรียบมาก เรียบจนแทบจับอารมณ์ไม่ได้
ยูริหมุนขวานในมือเล่น “นี่… แนนโน๊ะยังไม่เลิกพยายามจะเปลี่ยนความคิดริวอีกเหรอ” เธอมองมาหาแนนโน๊ะโดยตรง “ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า… มันเป็นไปไม่ได้”
แนนโน๊ะส่ายหน้าเบา ๆ “ยูริไม่เข้าใจ…”
คำตอบนั้นสั้น ๆ แต่ทำให้รอยยิ้มของยูริหายไปเล็กน้อย เธอหรี่ตาลงขณะที่จ้องมองไปหาอีกฝ่าย ก่อนจะพูดเสียงต่ำ
“ยูริอยากรู้แล้วล่ะสิ ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง”
แนนโน๊ะหลับตาลงชั่วครู่ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนพ้นลมหายใจออกมาเบา ๆ ดวงตาของเธอสงบนิ่งเหมือนเดิม
“เลิกแกล้งริวได้แล้ว”
เธอพูดเพียงเท่านั้น จากนั้นก็ผละตัวออกจากกำแพง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที เสียงฝีเท้าของเธอค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางเดิน โดยไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบของยูริ
ทว่ายูริยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอก้มลงมองขวานในมือของตัวเอง ปลายนิ้วลูบไปตามคมใบมีดช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังแผ่นหลังของแนนโน๊ะที่กำลังเดินห่างออกไป
การที่แนนโน๊ะไม่ตอบคำถามของเธอ กลับทำให้ความสงสัยค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ซึ่งยูริรู้จักแนนโน๊ะดีและเพราะรู้ดีนั่นแหละ มันยิ่งทำให้เธออยากรู้ ว่าแนนโน๊ะกำลังคิดอะไรอยู่ ยูริยกขวานขึ้นพาดบ่า ก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้ง
“งั้นก็ลองดูแล้วกัน… ว่าสุดท้ายแล้ว แผนของแนนโน๊ะจะไปได้ไกลแค่ไหน” เธอพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความสนุก มุมปากของยูริค่อย ๆ ยกขึ้น
“แล้วถ้ามันล้มเหลว…”
“ยูริจะยืนดูอยู่ตรงนั้น แล้วก็หัวเราะให้ดังที่สุดเลย”
พูดจบ เธอก็เดินหายเข้าไปใต้อาคาร แล้วเงาของเธอจะค่อย ๆ เคลื่อนหายไปในความมืดของทางเดินอีกฝั่งหนึ่ง
ทางฝั่งของริว ที่วิ่งกลับมาถึงหอพัก เขารีบสาวเท้าขึ้นบันได เมื่อถึงหน้าห้องพักก็ล้วงหากุญแจในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว มือที่ยังสั่นเทาเล็กน้อยพยายามเสียบกุญแจเข้าไปในลูกบิด เขาเปิดประตูเข้าไปอย่างร้อนรน แทบจะก้าวพรวดพราดเข้าไปในห้องทันทีที่ประตูเปิดออก
ริวเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟ แป๊ะ! แสงสีขาวสว่างวาบทั่วห้อง ทันทีที่ประตูปิดลง ความตึงเครียดที่แบกรับมาทั้งวันก็ราวกับหลุดออกจากบ่าของเขา
เขาเดินไปที่เตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงไปทันที ร่างของเขาล้มลงบนที่นอนอย่างหมดแรง ใบหน้าคว่ำลงไปบนหมอนนุ่ม ๆ กลิ่นผ้าซักใหม่จาง ๆ ลอยเข้าจมูก แต่แทนที่จะรู้สึกสบาย ความเจ็บแปลด ๆ แล่นขึ้นมาที่ใบหน้าทันที
“อึก!”
ริวขมวดคิ้ว ก่อนจะรีบยกตัวขึ้นนั่ง เขาเอื้อมมือไปแตะใบหน้าตัวเองเบา ๆ แต่ทันทีที่นิ้วสัมผัสผิวหนัง ความเจ็บก็ทวีขึ้นทันที
“โอ๊ย…”
ริวรีบชักมือกลับ แล้วจึงนึกขึ้นได้ ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นผุดขึ้นมาในหัว ตอนที่เขาวิ่งหนียูริ แล้วพุ่งชนประตูเข้าอย่างจัง
“ชีวิตผมมันจะยุ่งยากอะไรขนาดนั้นนะ…” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว
หลังจากนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นสักพัก ริวก็ลุกขึ้นจากเตียง เขาเดินไปที่ห้องน้ำ แล้วส่องกระจกดู เห็นว่าที่หน้าของเขามีรอยช้ำที่บริเวณโหนกแก้ม ริวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันไปเปิดฝักบัว เสียงน้ำไหลกระทบพื้นกระเบื้องดังซ่าเบา ๆ ไอน้ำเริ่มลอยคลุ้งอยู่ในห้องน้ำแคบ ๆ
หยดน้ำเย็นค่อย ๆ ไหลผ่านศีรษะและไหล่ของเขา เหมือนพยายามชะล้างทั้งความเหนื่อยล้า ความสับสน และความกลัวที่สะสมมาตลอดทั้งวัน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็อดที่จะนึกถึงยูริไม่ได้ โดยเฉพาะที่เธอรู้เรื่องพ่อแม่ของเขา
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ริวก็เดินกลับออกมาที่ห้องน้ำ ผมยังเปียกเล็กน้อย หยดน้ำบางหยดตกลงบนพื้น เขาเหลือบมองนาฬิกาแขวนบนผนังเพียงครู่ แต่ก็ไม่ได้สนใจเวลามากนัก ตอนนี้มันจะสว่างหรือมืด ก็ไม่ได้สำคัญ สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการพักผ่อน
ริวเดินไปปิดสวิตช์ไฟ ความมืดเข้าปกคลุมทันที เขาทิ้งตัวลงบนเตียง นอนหงายมองขึ้นไปยังเพดานที่มองไม่เห็นในความมืด เปลือกตาของเขาหนักอึ้ง ทั้งร่างกายและความคิดล้วนเหนื่อยล้า
คืนนี้ เขาไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว… ริวหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความเงียบของห้องกลืนเขาเข้าสู่การพักผ่อนในที่สุด