22px

ณ ห้องสมุด

 

ริวเดินเข้าไป ภายในเงียบสนิท ราวกับถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอก โต๊ะอ่านหนังสือว่างเปล่าไม่มีนักเรียนอีกเช่นเคย มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนช้า ๆ เกิดสายลมที่พักไปมาเบา ๆ ภายในห้อง ความว่างเปล่านั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเหงา ตรงกันข้าม มันกลับเข้าทางเขาอย่างยิ่ง

 

ริวเดินไปนั่งที่มุมลึกด้านในของห้อง สมองของเขาเริ่มจัดระเบียบความคิดอีกครั้ง เบาะแสที่เขารวบรวมมาอย่างยากลำบาก เศษเสี้ยวของข้อมูล คำบอกเล่าที่ไม่เป็นทางการ ทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของพ่อแม่เขา อยู่ในโรงเรียนนี้ และตอนนี้ เขาก็อยู่ในสถานที่เดียวกับคนคนนั้นแล้ว

 

พวกเขาอยู่ที่นี่ และตอนนี้… ผมก็อยู่ที่นี่แล้ว

 

หัวใจของริวเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความรู้สึกที่เขาไม่อยากยอมรับความมุ่งมั่นนั้น เขาไม่รู้ว่าความจริงที่กำลังจะเจอจะโหดร้ายแค่ไหน ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เขาสาบานว่าจะลงโทษทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วยมือของเขาเอง โดยไม่สนใจว่าถูกหรือผิด แต่มันคือสิ่งที่คนพวกนั้นต้องชดใช้

 

จากนั้น ริวนั่งรอให้นักเรียนออกไปจากโรงเรียนกันจนหมด แสงแดดด้านนอกค่อย ๆ จางหายไป และเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เขาจึงลุกขึ้น ค่อย ๆ เปิดประตูห้องสมุดอย่างระมัดระวัง เสียงบานพับดังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ริวชะโงกหน้าออกไปมองทางเดิน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใคร แล้วเดินออกไปจากห้องสมุดทันที

 

ทางเดินของโรงเรียนในยามค่ำ ทำให้มุมมองแคบกว่าปกติ แสงไฟสีขาวสลัวส่องเป็นช่วง ๆ ทำให้เงาของเขาทอดยาวบนพื้น ให้ความรู้สึกที่วังเวง ต่างจากตอนกลางวันไปโดยสิ้นเชิง ริวเดินด้วยความเร่งรีบ แต่พยายามไม่ให้เกิดเสียงมากนัก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เขายังไม่ชินกับที่นี่ จึงต้องคอยดูป้ายบอกทางถูกติดไว้ตามมุมอาคาร เขาต้องหยุดอ่านเป็นระยะ เพื่อไปยังห้องเก็บเอกสาร

 

ริวยังคงเดินลึกเข้าไปในโรงเรียน ผ่านอาคารต่าง ๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านข้าง อากาศเย็นลงและเงียบขึ้น จนในที่สุด ริวก็มาถึงตึกที่อยู่ลึกสุดของโรงเรียน ติดกับกำแพงด้านหลัง และที่หน้าห้องมีป้ายติดไว้ว่าเป็น ห้องเก็บเอกสาร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืน

 

ริวเดินต่อไปเรื่อย ๆ ตามทางเดินของโรงเรียน ที่ตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้ว แต่ยังมีแสงไฟจากต้นเสาที่ส่องลงให้เห็นทาง สายลมหนาวพัดผ่าน ทำให้บรรยากาศทั้งเงียบและวังเวงในเวลาเดียวกัน

 

ริวเดินตามป้ายไปจนไปอยู่หยุดอยู่หน้าตึกสุดท้าย ตัวอาคารสีขาวซีดเหมือนอยู่มานาน แต่ยังดูไม่ค่อยเก่ามาก ตรงทางขึ้นบันได มีห้องหนึ่งอยู่ด้านข้าง และป้ายด้านหน้าติดอยู่ว่าเป็นห้องเก็บเอกสารตามที่หา

 

ริวยืนมองครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ต่อหน้าประตู เขาเว้นระยะห่างเล็กน้อย เขามองผ่านกระจกเข้าไป พบว่าไฟด้านในปิดมืดสนิท

 

ในห้องเก็บเอกสาร ไม่มีคนอยู่หรอกเหรอ ริวคิดในใจ และนั่นดูเป็นเรื่องดีสำหรับเขา ถึงอย่างนั้นความรู้สึกไม่สบายใจแล่นผ่านอกเขาอยู่แวบหนึ่ง

 

โดยปกติแล้วห้องเก็บเอกสารควรจะมีคนเฝ้า แต่ตอนนี้กลับไม่มีใคร หรือถ้ามีคนเฝ้าอยู่จริง พวกเขาอาจจะออกไปชั่วครู่ และไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่ไม่มีเวลาจะลังเลนาน ริวเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู แล้วค่อย ๆ เปิดมันออกอย่างเงียบที่สุด ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน

 

ริวกำลังจะเปิดลิ้นชักที่เก็บเอกสารของครูชำนาญการตามแผนที่วางไว้ แต่ก่อนที่มือของเขาจะได้แตะลูกบิด สายตากลับถูกดึงไปยังสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ นั่นคือตู้โชว์ขนาดใหญ่ที่ทำจากกระจกใส แสงจากภายนอกสะท้อนให้เห็นด้านในอย่างชัดเจน

 

ภายในตู้เรียงรายไปด้วยเกียรติบัตร ถ้วยรางวัล และโล่ประกาศเกียรติของโรงเรียนนี้จำนวนมาก แต่กลับเป็นชื่อของคนคนเดียวนั่นคือ นายวิศวัฒน์ จุฬาลักษณ์

 

ริวขมวดคิ้วทันที มีครูอยู่ในโรงเรียนมีตั้งมากมาย แต่รางวัลทั้งหมดกลับเป็นชื่อของคนคนเดียว

 

จากนั้นริวก็เริ่มเดินไล่อ่านป้ายชื่อที่ติดอยู่หน้าลิ้นชักอย่างละเอียดมากขึ้น จนกระทั่ง เขาเจอลิ้นชักที่ต้องการม ริวรีบเปิดมันออก ด้านในพบแฟ้มเอกสารภายในถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ เขาหยิบแฟ้มหนึ่งออกมา ก่อนจะหยุดชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าภายในห้องยังคงมืด แต่เขาก็ไม่คิดจะไปเปิดไฟ เพราะกลัวว่าจะทำให้รู้ว่ามีคนอยู่ในห้องนี้ เขาจึงถือเอกสารนั้นไปนั่งลงบนพื้นใกล้กับหน้าต่างบานเล็ก ๆ ที่มีแสงจากด้านนอกส่องเข้ามาเพียงน้อยนิด

 

จากนั้น ริวเริ่มอ่านเอกสาร นัยน์ตาสีดำไล่ไปตามทุกบรรทัดอย่างตั้งใจ แม้แสงจะสลัว แต่เขาพบว่า นายวิศวัฒน์ จุฬาลักษณ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์แห่งนี้ เขาสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ และเขายังเป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่าง เมื่อได้รู้ข้อมูลแบบนั้นแล้ว ทุกอย่างก็กระจ่าง ริวหยุดอ่านทันที

 

หึ… ผอ.คงเป็นคนที่ชอบโชว์ผลงานของตัวมากแน่ ๆ ถึงได้ให้เอาแค่รางวัลของตัวเองเข้าไว้ในตู้โชว์ทั้งหมดแบบนี้

 

เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว ริวก็ลุกขึ้นเอาแฟ้มเอกสารกลับไปเก็บในลิ้นชักเดิมอย่างระมัดระวัง แต่ในจังหวะที่กำลังจะปิดลิ้นชักนั้นเอง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นแฟ้มเอกสารอีกแฟ้มที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ เขาเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา แล้วพบว่านั่นเป็น แฟ้มเอกสารการลาออกของนักเรียน

 

ริวเปิดแฟ้มนั้น แล้วหยิบเอาเอกสารที่อยู่ในแฟ้มออกมาอ่านทันที ก่อนจะชะงัก เมื่อเห็นว่านักเรียนที่เพิ่งเข้ามาในภาคเรียนนี้ลาออกพร้อมกันจำนวนมาก

 

นี่ก็เพิ่งเปิดเรียนมาไม่กี่วัน… ทำไมถึงมีนักเรียนลาออกเยอะขนาดนี้นะ

 

เขาอ่านรายละเอียดอย่างละเอียดมากขึ้น แต่ยังไม่ทันจะไล่ดูจนครบ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นด้านหลัง เสียงนั้นใกล้เขามาก ทำให้ริวสะดุ้ง เขารีบวางเอกสารนั้นลงแทบจะทันที แล้วหันกลับไปมอง พบว่าเป็นแนนโน๊ะ เธอยืนอยู่ในความมืด ใบหน้าถูกแสงสลัวจากภายนอกตัดผ่าน

 

“นะ… แนนโน๊ะ คุณ… มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ” ริวถามด้วยท่าทีที่ตกใจ

 

แนนโน๊ะยังคงยิ้ม พร้อมกับเอามือไขว้หลังแล้วเดินมาด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับไม่ได้เห็นอะไรผิดปกติเลย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเบา ๆ

 

“แนนโน๊ะไม่ได้มาทำอะไรค่ะ” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย “แล้ว… ริวกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ”

 

คำถามนั้นย้อนกลับมาหาเขา ทั้งที่ริวรู้คำตอบอยู่แก่ใจ แต่เขาเลือกที่จะไม่พูดความจริงออกไป

 

“ผมแค่… จะมาถามเรื่องเอกสารที่จะใช้กู้กยศ. น่ะครับ แต่ในห้องนี้กลับไม่มีคนอยู่เลย” ริวพยายามทำให้เสียงฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด

 

แนนโน๊ะยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับทันที “ไม่ใช่มา… หาเบาะแสเพิ่มเติมเหรอคะ”

 

ประโยคนั้นทำให้ริวชะงัก ลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ สายตารีบหลบจากเธอทันที คำถามดังขึ้นในหัว คุณรู้ได้ยังไง…

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!