ณ ห้องเรียน ม.5/1
เวลา 13:00 น.
เวลายังคงเกินไปเรื่อย ๆ สายลมอ่อนพัดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ม่านบาง ๆ พริ้วไหวไปตามจังหวะลม เสียงครูยังคงบรรยายบทเรียนอย่างต่อเนื่อง แม้ความตั้งใจฟังของนักเรียนในห้องจะค่อย ๆ เลือนหายไปตามเวลา บางคนเริ่มสัปหงก บางคนฟุบหลับลงกับโต๊ะ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของคาบบ่ายที่ครูเห็นจนชินตา
ริวนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะประจำตัวหลังสุดในห้องเรียน บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน เขาไม่ได้หลับใหล ไม่ได้เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ก็ไม่ได้มีสมาธิจดจ่อกับบทเรียนตรงหน้าเลยสักนิด มือของเขาแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาเป็นระยะ ตัวเลขบนหน้าจอดูเหมือนจะเดินปกติ แต่สำหรับเขามันช้า เหมือนกับมีคนจงใจจะยื้อเวลาเอาไว้
ริวเหลือบสายตาขึ้นมองไปยังแถวหน้าเป็นครั้งคราว เห็นแนนโน๊ะยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม เธอกำลังเท้าคาง มองไปยังกระดานดำด้วยท่าทีสบาย ๆ ราวกับเวลาไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเธอ ต่างจากเขาที่รู้สึกว่าทุกวินาทีช่างยาวนานซะเหลือเกิน
“เฮ้อ…” ริวถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วนั่งเรียนต่อไปกับเพื่อนในห้อง
ในที่สุด เสียงออดสัญญาณหมดคาบเรียนก็ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบและความง่วงงุนของนักเรียนในคาบบ่าย จนหลายคนสะดุ้งตื่น หัวหน้าห้องรีบลุกขึ้นยืนตรง
“นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ!”
เอี๊ยด… เสียงเก้าอี้ขยับดังระงม ก่อนที่นักเรียนทั้งห้องจะลุกขึ้นพร้อมกัน แล้วพูดพร้อมกัน
“ขอบคุณครับ/ค่ะ”
ทันทีที่ครูเดินพ้นประตูห้อง เสียงพูดคุยก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เหมือนมีสวิตช์ที่ถูกเปิดขึ้น นักเรียนต่างรีบเก็บของใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว บางคนก็รีบวิ่งออกจากห้องไปทันที
ริวไม่รีบ เขาเก็บหนังสือลงกระเป๋าอย่างใจเย็น ระหว่างนั้นสายตาก็เหลือบไปยังแถวหน้าเป็นระยะ แนนโน๊ะยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มีเพื่อนผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาหาเธอ
“แนนโน๊ะ ไปทำรายงานที่บ้านเราไหม”
“ใช่ ๆ ด้วยกันนะ”
แนนโน๊ะหันไปมองทั้งสอง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “ขอโทษนะคะ วันนี้แนนโน๊ะมีธุระนิดหน่อยค่ะ” น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ไม่ได้ปฏิเสธแบบผลักไส
“อ๋อ… งั้นไว้วันอื่นก็ได้”
เพื่อนทั้งสองเดินจากไปอย่างเข้าใจ ริวที่แอบมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ เผลอถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าแนนโน๊ะปฏิเสธคำชวนของเพื่อน เขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกโล่งใจ… หรือแค่รู้สึกว่ามันจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
เมื่อเก็บของเสร็จ ริวลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะของแนนโน๊ะ เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูด
“ไปกันเถอะครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้าตอบรับ “ค่ะ” แล้วทั้งสองก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกัน
เมื่อเดินออกมายังอาคารด้านนอก กระแสนักเรียนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าไปยังประตูทางออก เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ ดังระงมเป็นความวุ่นวายของช่วงเลิกเรียน แต่ริวและแนนโน๊ะกลับสวนทางกับกระแสนั้นไป
ณ ห้องสมุด
เวลา 15:41 น.
ริวเอื้อมมือหมุนลูกบิดแล้วผลักประตูเข้าไปเบา ๆ เมื่อประตูเปิดออกบรรยากาศด้านในยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนเอื่อย ๆ กับแถวของตู้หนังสือที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบต่างจากครั้งก่อน และวันนี้มี ครูมยุรา ครูประจำห้องสมุดอยู่ในนั้นอีกด้วย
ครูมยุราที่เห็นพวกเขา ก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท แล้วก็ก้มลงจิบกาแฟในแก้วต่อ ราวกับไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ จากนั้นจึงกลับไปสนใจโทรศัพท์ในมือ
ริวกับแนนโน๊ะเดินเข้าไปด้านในอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเลือกนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งติดหน้าต่าง ทั้งสองนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของกันและกัน สายลมพัดลงมาเบา ๆ ทำให้เส้นผมสีดำของทั้งสองขยับเล็กน้อย ท่ามกลางความเงียบนี้ แนนโน๊ะก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ริวไม่ไปที่ห้องเก็บเอกสารแล้วเหรอคะ”
ริวเงยหน้าขึ้นมองเธอ ก่อนตอบด้วยเสียงที่เบา “ไปครับ… แต่ต้องรอเวลาก่อน” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาหันไปมองแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้ “รอให้คนกลับกันหมดก่อน ทางจะสะดวกกว่าครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอลุกขึ้นไปหยิบหนังสือจากตู้ข้าง ๆ แล้วกลับมานั่งอ่านอย่างสบาย ๆ ส่วนริวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเปิดดูเวลาเป็นระยะ
ผ่านไปสักพักหนึ่ง แสงอาทิตย์ด้านนอกเริ่มอ่อนลง เงาของต้นไม้ทอดยาวผ่านพื้นสนาม ริวมองออกไปนอกหน้าต่าง
ประมาณห้าโมงเย็น… คนก็น่าจะกลับหมดพอดี ริวคิดในใจ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เหลืออีกสามสิบนาที ไม่นานเกินรอหรอกครับ…
ไม่นานต่อมา เสียงรองเท้าส้นสูงดังขึ้น ทั้งสองเงยหน้ามองพร้อมกัน เห็นว่าเป็นครูมยุราเดินเข้ามาหยุดใกล้โต๊ะ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“เด็ก ๆ จ๊ะ พอดีครูจะออกไปซื้อข้าวข้างนอกแล้วนะ เลยว่าจะปิดห้องเร็วหน่อย ยังไงก็ไว้มาอ่านต่อพรุ่งนี้นะจ๊ะ” ครูพูดพรางยิ้มให้
ริวกับแนนโน๊ะมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า แล้วตอบพร้อมกัน “ครับ/ค่ะ”
ทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน เก็บของอย่างเรียบร้อย แล้วเดินออกจากห้องสมุดไปด้วยกัน เสียงประตูปิดลงเบา ๆ ด้านหลัง ริวและแนนโน๊ะเดินไปตามทางเดินที่แทบไร้ผู้คน เงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องอาคาร ริวกวาดสายตามองรอบตัวอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้แนนโน๊ะ
“ดูเหมือนจะ… ไม่มีใครอยู่แล้วนะครับ”
แนนโน๊ะยิ้มบาง ๆ “หรือไม่ก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกกันหมดแล้วก็ได้ค่ะ เป็นโอกาสดีเลยนะคะ”
“ครับ”
จากนั้น ทั้งสองก็เดินมุ่งตรงไปยังอาคารด้านในสุดของโรงเรียน ระหว่างทาง ริวไม่ได้พูดอะไร แต่สายตายังคงสังเกตทุกซอกทุกมุม ทุกหน้าต่าง ทุกเงาที่ทอดอยู่ตามทางเดิน จนกระทั่งเลี้ยวไปอีกไม่ไกลก็ถึงอาคารสุดท้าย
ณ ห้องเก็บเอกสาร
ทั้งสองหยุดยืนอยู่หน้าประตู ริวนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อมองผ่านกระจกที่ติดฟิล์มสีดำทึบเข้าไป พบว่าไฟถูกเปิดเอาไว้ ความรู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ แล่นผ่านเข้ามาในอก
คงมีครูอยู่ข้างในแน่ ๆ… ริวคิดในใจ พลางยืนนิ่งมองเข้าไปด้านใน
“ริวเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” แนนโน๊ะเสียงเบา
ริวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเหมือนเรียกสติกลับมา “ปะ… เปล่าครับ”
เมื่อเขาพูดจบก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นเอื้อมมือไปผลักประตูให้เปิดออกอย่างช้า ๆ แล้วก้าวเข้าไป
“ขออนุญาตครับ”
แต่ไม่มีเสียงใครตอบกลับมาเพราะในห้องนั้นไม่มีใครอยู่ มีเพียงแสงไฟที่เปิดทิ้งไว้และเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำงาน ริวถอนหายใจเบา ๆ ความตึงเครียดที่อัดแน่นในอกค่อย ๆ คลายลง
“เฮ้อ…โล่งอกไปที นึกว่าจะมีใครอยู่ซะแล้ว” เขาพึมพำเบา ๆ
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินเข้าไปด้านใน ริวมุ่งตรงไปยังตู้เอกสารทันที เขารู้ดีว่าเวลาของพวกเขามีไม่มาก ก่อนที่ใครสักคนจะกลับมา นัยน์ตาสีเข้มไล่มองไปตามแฟ้มเอกสารแล้วหยิบออกมาอ่านอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วยาว ๆ เลื่อนผ่านแผ่นกระดาษทีละแผ่น เสียงกระดาษเสียดสีกันเบา ๆ ดังขึ้นในห้องที่เงียบงัน
ริวใช้เวลาอ่านเอกสารอยู่ครู่หนึ่ง และพบว่าส่วนใหญ่ในตู้เป็นเอกสารลาออกของนักเรียนทั้งปีนี้และปีก่อน ๆ เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินสิ่งที่เห็น ก่อนจะหันไปมองตู้ข้าง ๆ ซึ่งเป็นตู้เก็บประวัติผู้อำนวยการ เขาเอื้อมมือไปเปิด แต่ตู้กลับถูกล็อคอยู่
ริวขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมตู้นี้ถึงถูกล็อคอยู่ตู้เดียวล่ะครับ ประโยคนั้นดังขึ้นในใจ
จากนั้นริวก็เดินไปยังโต๊ะทำงานข้างห้อง ก่อนจะย่อตัวลงและเริ่มค้นลิ้นชักทีละช่อง ครืด… ครืด… ครืด… เสียงลิ้นชักเลื่อนดังขึ้น แม้ว่าริวจะพยายามเบามือแล้วก็ตาม ไม่นาน เขาพบพวงกุญแจในลิ้นชักหนึ่ง ริวหยิบมันขึ้นมา แล้วเริ่มลองไขทีละดอก
ขณะเดียวกัน แนนโน๊ะยืนอยู่กลางห้องอย่างเงียบงัน สายตาของเธอไม่ได้มองเอกสาร แต่มองไปยังประตูและทางเดินด้านนอก คอยดูลาดเลาให้ ไม่นานนัก เสียง คลิก ก็ดังขึ้น
“เปิดได้แล้วครับ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น แนนโน๊ะจึงเดินเข้ามาหา เธอหยุดยืนข้างเขา มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโค้งตัวลงมองเล็กน้อย
“ริวกำลังหาอะไรอยู่เหรอคะ”
ริวเปิดแฟ้มด้านใน พลางตอบ “ผมกำลังหาเอกสารประวัติของอาจารย์แต่ละคนอยู่ครับ… จะได้ดูว่าใครน่าสงสัย”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย “แนนโน๊ะช่วยอะไรได้บ้างไหมคะ”
ริวเงยหน้าขึ้นมามองเธอ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ต้องหรอกครับ เรื่องนี้ผมจัดการเองได้” เขาหันหน้าเข้าไปมองเอกสารในแฟ้ม ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง “คุณแค่อยู่ใกล้ ๆ ผมก็พอแล้วครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว แนนโน๊ะเพียงยิ้มตอบ จากนั้นเธอก็เดินไปยังหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ แล้วหยุดยืนตรงนั้น มือทั้งสองไขว้ไว้ด้านหลัง นัยน์ตาของเธอมองออกไปยังท้องฟ้าภายนอกอย่างผ่อนคลาย
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้องนั้น มีเพียงเสียงกระดาษที่ถูกดึงออกจากแฟ้มดังเบา ๆ ไปในอากาศ เวลาผ่านไปสักพัก แล้วแนนโน๊ะจึงถามขึ้นอีกครั้ง
“จริง ๆ แล้วริว… ได้เบาะแสอะไรเหรอค่ะ ที่บอกว่าคนที่สั่งปิดคดีนี้อยู่ที่นี่…”
ริวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแนนโน๊ะ “ก็… หลายอย่างครับ แต่ถ้าจะให้เล่าว่าผมรู้ได้ยังไง เล่าเสร็จพอดีเรียนจบ”
แนนโน๊ะหันมองเขา “เรื่องมันยาวขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“มันไม่ได้ยาวแค่เรื่องหรอกครับ… แต่ผมคิดว่ามันยาวเพราะความพยายามที่จะกลบความผิดต่างหาก”
ริวกำเอกสารในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภาพอดีตเมื่อครั้งยังอยู่สถานสงเคราะห์ถูกฉายขึ้นในหัวของเขา ราวกับเป็นภาพยนตร์เก่า ๆ เรื่องหนึ่ง ในตอนนั้นเขามักนั่งเงียบ ๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ เฝ้ามองเด็กคนอื่น ๆ วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นอย่างสนุกสนาน แต่ก็ยังมีพี่สาวผู้ดูแลมักแวะเวียนมาพูดคุยเป็นครั้งคราว และได้ยื่นซองกระดาษให้เขา
“ตอนที่ผมยังอยู่ในสถานสงเคราะห์ พี่ผู้ดูแลจะเอาซองกระดาษมาให้ผม แล้วบอกว่ามันถูกส่งมาจากไปรษณีย์มาให้ผม…”
“พอผมเปิดดูข้างในพบว่ามีเงินสดจำนวนหนึ่ง แต่ที่ซองไม่ได้ระบุว่าเป็นใครเป็นคนส่งมา…”
“ที่แปลกคือ… เงินเหล่านั้นถูกส่งมาทุกเดือน ตั้งแต่ผมถูกส่งตัวไปอยู่ที่นั่น”
“คนที่สถานสงเคราะห์สันนิษฐานว่าคนที่ส่งมาให้ อาจเป็นญาติห่าง ๆ ของผม แต่ผมไม่มีญาติอีกสักหน่อยครับ”
แนนโน๊ะเอียงหน้าเล็กน้อย “แล้วริวเลยคิดว่า ถ้าไม่ทำผิด ก็คงไม่ต้องมาส่งเสียเลี้ยงดูอะไรอย่างนั้นเหรอค่ะ” น้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความสงสัย
ริวพยักหน้าเบา ๆ “ครับ”
“แต่มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอคะ ที่เขายังมาเลี้ยงดูริว” เธอพูดพลางหลับตาปริบ ๆ
“ไม่เลยครับ…” ริวเม้มริมฝีปากแน่นพลางก้มมองต่ำ แต่นัยน์ตากลับไม่ได้โฟกัสสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักขึ้น “กรรมใดใครก่อ เขาก็ต้องชดใช้ ไม่ใช่ทำมาบุญเพื่อลบล้างมัน”
แนนโน๊ะไม่ได้ตอบทันที เธอเพียงยิ้มบางแล้วเดินไปมารอบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ข้างหลังเขา แล้วพูดขึ้น
“คนเรานี่ก็นะคะ… เวลาที่ทำกรรมอะไรไว้แล้ว ชอบทำบุญตามทุกทีเลย” แนนโน๊ะพูดพราง ใช้นิ้วม้วนผมตัวเองเล่น “ไม่รู้ว่าอะไรทำให้พวกเขาคิดแบบนั้น”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่สำหรับผมมันต้องชดใช้แยกกัน”
สิ้นสุดคำการสนทนานั้น ความเงียบก็ปกคลุมทั้งห้องอีกครั้ง ริวยังคงค้นหาเอกสารต่อไป แต่ทันใดนั้น เขาหยุดชะงักไปชั่วครู่ ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้ แล้วจึงพูดออกไป
“แล้วก็… แม้ว่าที่ซองจะไม่ได้ระบุชื่อคนส่ง แต่ที่ด้านข้างมีระบุว่าซองนั้นถูกส่งมาจากโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์ นั่นทำให้ผมสอบชิงทุนแล้วมาเรียนที่นี่ครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว แนนโน๊ะก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงเหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างบานเดิม ส่วนริวก็หันไปค้นหาเอกสารประวัติของผู้อำนวยการต่อไป เขาหยิบแฟ้มขึ้นมาทีละชุด แล้วเปิดอ่านทีละแผ่น กระดาษพลิกผ่านปลายนิ้วอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลที่พบ กลับมีเพียงรายละเอียดพื้นฐาน ริวหยุดมือ ก่อนจะยกขึ้นกุมขมับเบา ๆ
จริงสิ ข้อมูลส่วนตัวแบบนั้น ใครจะเอามาเก็บไว้ในโรงเรียนกันน่ะครับ ผมนี่โง่จริงๆ… ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในใจ “เฮ้อ…” ริวถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเก็บเอกสารทั้งหมดกลับเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวัง จัดวางทุกอย่างให้เป็นเหมือนเดิม แล้วลุกขึ้นเดินหาแนนโน๊ะ
“ไปกันเถอะครับ”
แนนโน๊ะหันมามองเขาเล็กน้อย “เป็นยังไงบ้างคะ”
ริวส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เจออะไรเลยครับ แต่ไม่เป็นไร งั้น… ไปดูหลังโรงเรียนต่อกันเถอะครับ” เขาตอบเสียงเรียบ แต่ในแววตาหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
แนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “อื้ม ค่ะ”