เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ค่อย ๆ ส่องเข้ามาในห้องพักเล็ก ๆ ก่อนจะตกกระทบลงบนใบหน้าของริว ทว่า… มันทำให้เขาขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะยกแขนขึ้นมาบังแสงอย่างงัวเงีย เปลือกตายังปิดแน่นเหมือนไม่อยากรับรู้ว่าข้างนอกเช้าแล้ว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่ริวยังไม่ลุกจากที่นอน แต่มันนานพอที่แสงแดดจะเริ่มให้ความรู้สึกอุ่นจาง ๆ บนแขน ทำให้เปลือกตาของเขาเปิดขึ้นช้า ๆ ก่อนจะหรี่เล็กน้อยเพื่อปรับกับแสง แล้วค่อย ๆ ดันตัวเองลุกขึ้นนั่งบนเตียง หันมองออกไปยังหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ เห็นด้านนอกสว่างมากแล้ว
ริวมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระพริบตาสองสามครั้งเหมือนเพิ่งตั้งสติได้ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างหมอนขึ้นมาเปิดดูเวลา ทันทีที่หน้าจอสว่างขึ้น มันทำให้เขาถึงกับสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นว่าขณะนั้นเวลา 08:05 น.
“แย่ล่ะ! สายแล้ว!”
พูดจบ เขาก็ลุกพรวดจากเตียง รีบคว้าเสื้อผ้ามาเปลี่ยน เก็บของใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งหน้าออกจากห้องทันที
ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
สายลมยามเช้าพัดผ่านลานกว้าง ชายเสื้อของริวสั่นไหวเบา ๆ ขณะที่เขาเดินผ่านประตูหน้าโรงเรียน เห็นว่ายังมีนักเรียนบางคนกำลังเดินเข้ามาเหมือนกัน ทำให้รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่อยากมาสายแบบนี้
ระหว่างเดินผ่านลานกลาง สายตาของเขาเหลือบไปสะดุดกับสนามฟุตบอลด้านข้าง เวทีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงนั้นถูกตกแต่งเพิ่มเติมจากเมื่อวาน ผ้าม่านหลากสีที่เขากับเบนซ์ช่วยกันขนมาถูกนำไปมัดจีบเป็นริ้ว พลิ้วไหวตามแรงลม มีดอกไม้ถูกจัดวางไว้สองข้างและเก้าอี้สีแดงเรียงรายอยู่ด้านหน้า ทุกอย่างดูใกล้พร้อมสำหรับงานทำบุญเปิดภาคเรียนที่กำลังจะมาถึง
ริวมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาออกแล้วเดินหน้าต่อ ระหว่างที่กำลังเดินผ่านลานกลางโรงเรียน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากท้องของเขา อืด… ริวชะงักเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยกขึ้นตบท้องตัวเองเบา ๆ สองสามครั้ง
ไม่ต้องร้องบอกก็รู้น่า… ผมยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อคืนเลย
เขาตอบตัวเอง ก่อนจะหันมองไปทางโรงอาหาร เห็นว่านักเรียนที่อยู่ตรงนั้นมีน้อยกว่าปกติ เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูเวลาอีกครั้ง หน้าจอแสดงผลเวลา 08:21 น.
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบนาทีจะถึงเวลาเรียน ไม่แปลกเลยที่โรงอาหารจะคนน้อยขนาดนี้…
เขาเก็บโทรศัพท์กลับลงไปในกระเป๋ากางเกง ถึงท้องจะหิว แต่ก็ยังเลือกเดินตรงไปยังอาคารเรียนต่อ
ณ ห้องม.5/1
ทันทีที่บานประตูเปิดออก เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของนักเรียนก็ดังเข้ามาปะทะหู บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความคึกคัก กลุ่มเพื่อนหลายกลุ่มกำลังนั่งล้อมวงคุยกัน บางคนหัวเราะเสียงดัง บางคนกำลังยืนคุยกันอยู่ข้างโต๊ะ มันเป็นภาพของเช้าวันธรรมดาในห้องเรียน
ริวกวาดสายตามองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่โต๊ะที่อยู่ด้านหน้าสุดของแถวติดหน้าต่าง เห็นว่าแนนโน๊ะยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำเหมือนเคย รอบตัวเธอมีกลุ่มเพื่อนผู้หญิงสองสามคนยืนคุยอยู่ เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ เธอยิ้มบาง ๆ รับฟังสิ่งที่เพื่อนพูด
ริวมองภาพนั้นอยู่ครู่ แล้วก็เดินไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองอย่างเงียบ ๆ ไม่นาน ครูประจำวิชาก็เดินเข้ามา เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลง แล้วนักเรียนแต่ละคนรีบกลับไปนั่งที่โต๊ะ ก่อนที่การเรียนของคาบเช้าจะเริ่มต้นขึ้น
“เอาล่ะ วันนี้เราจะเรียนต่อจากบทเมื่อวานนะครับ”
ตลอดช่วงเช้า การเรียนการสอนดำเนินไปตามปกติ ทว่าริวนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง พยายามตั้งใจฟังสิ่งที่ครูอธิบายอยู่หน้าห้อง แต่สมองกลับไม่ค่อยรับอะไรเข้าไปนัก เพราะความรู้สึกหิวกำลังรบกวนเขาอยู่
อืด… เสียงท้องร้องเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ จนเขาต้องก้มลงเอามือกดท้องตัวเองเบา ๆ หวังว่ามันจะเงียบลง
ริวถอนหายใจเบา ๆ “เฮ้อ…”
เที่ยงนี้จะกินอะไรดี ข้าวมันไก่ดีไหมนะ หรือเป็นข้าวไข่เจียว…
ไม่สิ อะไรที่มันไม่ต้องต่อคิวนานก็ได้หมดนั่นแหละครับ
ความคิดเกี่ยวกับอาหารลอยเข้ามาแทนที่สมการและเนื้อหาบทเรียนอย่างง่ายดาย เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งคาบสุดท้ายของช่วงเช้า ครูปล่อยให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดในหนังสือ
เสียงพลิกหน้ากระดาษดังขึ้นทั่วห้อง ริวหยิบปากกาขึ้นมา ก่อนจะก้มลงเขียนคำตอบลงในหนังสือแบบฝึกหัดทันที แต่นั่นคงเป็นเพียงการกระทำภายนอก เพราะจริงแล้วจิตใจของเขายังคงล่องลอยอยู่ในโรงอาหาร ถึงเมนูอาหารต่าง ๆ หรือแม้แต่ก๋วยเตี๋ยวรสชาติธรรมดา ๆ สักถ้วยก็คงดี
ขณะที่เขากำลังเหม่ออยู่แบบนั้น เงาของใครบางคนก็ตกลงมาบนโต๊ะ ริวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เห็นว่าแนนโน๊ะยืนอยู่ข้างหน้าโต๊ะของเขา
“ริวดูตั้งใจเรียนจังเลยนะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ พลางเอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตาของเธอมองไปที่สมุดแบบฝึกหัดบนโต๊ะ
ริวเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “ก็… แค่พยายามทำครับ”
“ทำไมล่ะคะ” แนนโน๊ะก้มตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปที่คำตอบข้อหนึ่ง “หืม… ข้อนี้ริวจะตอบผิดนะคะ”
ริวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงมอง “เอ่อ! ครับ… ขอบคุณที่บอกครับ” เขาใช้ลิควิดลบคำตอบออก แล้วเขียนใหม่ทันที
แนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เห็นทาทีของเขาที่ดูแปลกไป จึงถามออกไป “วันนี้ริวดู… เหมือนจะเหนื่อยนะคะ”
“แฮ่ ๆ ผมก็แค่ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อคืน เลยหิวนิดหน่อยน่ะครับ แต่… ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ”
แนนโน๊ะก็พยักหน้าช้า ๆ นัยน์ตาก็เหลือบเห็นรอยช้ำที่บริเวณโหนกแก้มของเขา เธอรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงยิ้มบาง ๆ ให้เหมือนทุกครั้ง
ทันใดนั้น เสียงออดโรงเรียนดังขึ้นพอดี เป็นสัญญาณหมดคาบเรียนสุดท้ายของช่วงเช้า แนนโน๊ะจึงเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะประจำ แล้วหัวหน้าก็สั่งทำความเคารพ
สิ้นสุดเสียงนั้น ริวก็รีบปิดสมุด เก็บหนังสือใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว ต่างจากทุกครั้งที่เขามักรอให้เพื่อนในห้องทยอยออกไปก่อน แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม เขารีบลุกออกจากโต๊ะแทบจะทันที เพราะถ้าช้าอีกนิด คิวที่โรงอาหารต้องยาวแน่ ริวสะพายกระเป๋าแล้วรีบเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังโรงอาหารทันที
ณ โรงอาหาร
เวลา 11:30 น.
โรงอาหารเริ่มเต็มไปด้วยนักเรียนที่ทยอยเดินเข้ามาเป็นกลุ่ม ๆ เสียงพูดคุย เสียงเก้าอี้ถูกเลื่อน และเสียงแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังผสมกันไปทั่ว พร้อมกับกลิ่นอาหาร ทั้งกลิ่นข้าวผัด กลิ่นแกง และกลิ่นของทอดที่เพิ่งขึ้นจากกระทะใหม่ ๆ หลากหลายลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
ริวหยุดยืนมองแถวร้านอาหารตามสั่งที่เรียงรายติดกันเป็นแนวยาว สายตาของเขากวาดมองคิวของแต่ละร้านอย่างรวดเร็ว เห็นว่าร้านกลาง ๆ มีนักเรียนมาต่อคิวกันแถวยาวเหยียด แต่เมื่อเขามองไปที่ร้านริมสุดคิวกลับสั้นกว่าร้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด ริวไม่ลังเล เขารีบเดินไปต่อคิวทันที ไม่นานนักก็ถึงคิวของเขา
“ผมเอา… ผัดกะเพราพิเศษใส่ไข่ดาวรับ” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงสุภาพ
แม่ค้าพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มลงมือผัด ฉ่าาา เสียงน้ำมันและเครื่องปรุงปะทะความร้อน สลับกับเสียงตะหลิวกระทบกระทะดัง โป้ง! เป๊ง! ไปทั่ว กลิ่นใบกะเพราผสมกับพริกกระเทียมหอมฉุนขึ้นมาในอากาศ ไม่นานจานข้าวร้อน ๆ ก็ถูกยื่นมาให้
ริวรับจานมา ก่อนจะมองหาโต๊ะนั่ง สุดท้ายเขาก็เลือกนั่งที่โต๊ะริมสุดของโรงอาหาร โต๊ะที่แทบไม่มีใครเดินผ่านมากนัก
เมื่อถึงโต๊ะ ริววางจานลงบนโต๊ะ แล้วนั่งลงเงียบ ๆ กลิ่นผัดกะเพราที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ยังคงลอยขึ้นมาตีจมูก เครื่องปรุงสีเข้มเคลือบเนื้อชิ้นบาง ๆ ไว้จนเงาวับ ไข่ดาวที่ทอดกรอบเล็กน้อยวางอยู่ด้านบน เขาตักข้าวเข้าปากคำแรก ความหิวที่สะสมมาตั้งแต่เช้าเหมือนจะคลายลงทันที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความสุขที่ล้นหลาม เขากินอย่างเงียบ ๆ ทีละคำ ทีละคำ จนในที่สุดก็หมดจาน
ริวเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย แล้วใช้มือตบหน้าท้องตัวเองเบา ๆ แต่ในจังหวะนั้นเอง มือของใครบางคนก็ตบลงบนไหล่ของเขาเบา ๆ จากด้านหลัง ก่อนจะตามมาด้วยประโยคพูด
“มานั่งทำอะไรคนเดียวอยู่ตรงนี้ล่ะ”
ริวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมอง เห็นว่าเป็นธันวายืนอยู่ด้านหลังเขา พร้อมรอยยิ้มสบาย ๆ แบบคนอัธยาศัยดี
“ผมมากินข้าวครับ” ริวตอบเรียบ ๆ
“อ้อ งั้นเหรอ พี่ขอโทษทีนะที่ทำให้ตกใจ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมกินเสร็จแล้วพอดี” พูดจบ ริวก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะหยิบจานข้าวที่กินเสร็จแล้วขึ้นมาเตรียมจะเอาไปเก็บ เขาหันกลับมาถามสุภาพ “แล้วพี่มา… ซื้อข้าวเหรอครับ”
ธันวาพยักหน้า “อึ้ม พี่มาซื้อข้าวให้แฟนน่ะ”
แต่ในจังหวะที่เขากำลังพูด สายตาของธันวาก็สะดุดเข้ากับรอยช้ำ ตรงโหนกแก้มของริว ธันวาขมวดคิ้วทันที
“หน้าไปโดนไรมาอ่ะริว” เขาพูดพลางเอนตัวเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมยื่นมือมาจะจับดู “นี่ไอ้เบนซ์ใช้ให้ไปยกอะไร แล้วทำตกใส่หน้าอีกหรือเปล่าล่ะเนี่ย!”
ริวรีบถอยหลังออกไปเล็กน้อยด้วยความเกรงใจ แล้วรีบตอบ “มะ…ไม่ใช่ครับ ผมแค่เดินชนประตูเอง แต่มันก็… ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ”
ธันวาถอนหายใจเบา ๆ “อ้าวเหรอ” ก่อนจะตบบ่าริว “งั้นก็หายไว ๆ ล่ะ”
“ครับ ขอบคุณครับ”
เมื่อบทสนทนาจบลง ธันวาก็เดินไปสั่งอาหารที่ร้านอีกฝั่งของโรงอาหาร ส่วนริวก็หันหลังเดินไปเก็บจาน แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ไกลจากตรงนั้น มาเบลกำลังยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ ข้าง ๆ เธอคือ ลิตา และ เกรซ สองคนนั้นหัวเราะคิกคัก พลางแซวกันเบา ๆ
“แกเห็นไหม ธันวาดูเป็นห่วงรุ่นน้องคนนั้นดีเนอะ ฮ่า ๆ”
“ใช่ ๆ น่ารักดีอ่ะ”
เสียงแซวทำให้ทั้งสองหัวเราะกันสนุก แต่คนที่ยืนอยู่ตรงกลาง ไม่ได้ไตล้อด้วยเลยสักนิด มาเบลมองไปทางธันวากับริวด้วยสายตาไม่พอใจ แม้พวกเขาจะเป็นผู้ชายด้วยกัน แต่การที่ธันวาเดินเข้าไปคุย ไปถามด้วยความเป็นห่วงแบบนั้น มันทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“พวกแกยืนรอตรงนี้ก่อน” มาเบลพูดสั้น ๆ ก่อนจะเดินออกไปทันที
ขณะนั้นริวกำลังเดินไปเก็บจานที่ร้าน ทันใดนั้น ตุบ! ไหล่ของใครบางคนก็ชนเข้ากับเขาอย่างจัง
“ขะ… ขอโทษครับ”
เขาพูดขึ้นก่อน แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นฝ่ายชน และเมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นว่าเป็นมาเบล ริวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มาเบลยกมือขึ้นเท้าเอว มองเขาด้วยสายตาแข็ง แล็วพูดแบบหวน ๆ
“ไง เจอกันอีกแล้วนะเรา”
ริวรีบถอยหลังเล็กน้อย “ค… ครับ”
มาเบลจ้องเขาเขม็ง “มีเรื่องอะไรกับพี่ธันวาหรือเปล่าฮะเรา” น้ำเสียงของเธอฟังดูนิ่ง แต่สายตานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“ปะ…เปล่าครับ”
มาเบลก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว ก่อนจะพูดช้า ๆ “ดี งั้นก็อย่ามาให้เห็นหน้าอีก”
ทันทีที่เธอพูดจบ นักเรียนที่อยู่รอบ ๆ ก็เริ่มหันมามอง บางคนเริ่มซุบซิบกันเบา ๆ ริวไม่อยากให้เรื่องบานปลาย เขารีบพยักหน้า แล้วรีบตอบ
“ครับ ๆ”
แล้วเดินออกไปจากตรงนั้นทันที เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงมาเหมือนจะวีนใส่เขาแบบนั้น ไม่รู้ไปโกรธใคร มาจากไหน แต่ที่แน่ ๆ คือ เขาก็ไม่อยากมีปัญหากับคนพวกนี้ และในจังหวะที่เขาเดินออกมา ร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งก็เดินสวนเข้าไป
เธอเดินตรงไปหามาเบลที่ยืนอยู่ตรงนั้น ริวหันมองตามโดยไม่ตั้งใจ แม้จะเห็นเพียงด้านหลัง แต่ก็รู้ได้ทันที หัวใจของริวเหมือนหล่นวูบลง
จุนโกะ!