เด็กใหม่ Girl From Nowhere ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

ตอนที่ 25: ราคาของความขี้สงสัย

👁️ 2 อ่าน
22px

ริวถูกกระชากกลับเข้าไปใต้ แล้วสภานักเรียนได้พาเขาเดินเข้ามาต่อเรื่อย ๆ แม่ว่าริวจะพยายามดิ้นให้หลุด แต่ก็มีมือของใครบางคนกดไหล่เขาไว้แน่น อีกคนคว้าข้อมือทั้งสองข้างบิดไขว้หลังเอาไว้

 

“มึงจะดิ้นห่าอะไรนักวะ”

 

“เดินไป!”

 

พูดจบ สภานักเรียนก็ได้ผลักริวให้เดินหน้าต่อไป แรงผลักกระแทกเข้าที่หลัง ทำให้ริวจำต้องก้าวไปข้างหน้า แม้ร่างกายจะฝืน แต่ยิ่งขัดขืนก็ยิ่งเจ็บ สุดท้ายเขาก็ต้องยอมเดินตามแรงบังคับ

 

พวกสภานักเรียนพาเขาเดินลึกเข้าไปใต้ตัวอาคารมากขึ้น แสงจากด้านนอกค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงความสลัวที่แทบมองไม่เห็นรายละเอียด กลิ่นอับชื้นปะปนกับกลิ่นฝุ่นลอยคลุ้งอยู่ในอากาศจนรู้สึกแสบจมูก เสียงฝีเท้าหลายคู่สะท้อนก้องไปตามทางแคบ

 

จนกระทั่ง พวกเขาพาริวมายังห้องเก่า ๆ ห้องหนึ่ง เอี๊ยด… เสียงประตูไม้เก่า ๆ ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ แล้วร่างริวถูกผลักเข้าไปด้านในอย่างแรงจนเกือบล้ม มือที่จับอยู่กระชากให้เขาทรงตัวไว้ได้ก่อนจะปล่อย

 

ริวหอบหายใจเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นกวาดสายตาไปมารอบ ๆ ห้องด้วยความตื่นตระหนก แล้วเห็นว่ามีลังกระดาษสีน้ำตาลวางเรียงซ้อนกันอยู่เต็มไปหมดแทบไม่มีที่ว่างให้เดิน กลิ่นฝุ่นเก่า ๆ กับกลิ่นบางอย่างที่เขาคุ้นเคยลอยปะปนกันอยู่

 

ทันใดนั้น นัยน์ตาของเขาจะหยุดลงที่กลางห้อง รูม่านตาขยายกว้างและสั่นระริก เมื่อเห็นว่ามีนักเรียนชายร่างใหญ่คนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ และที่แขนเสื้อมีปลอกแขนสภานักเรียนอยู่ แม้ยังไม่เห็นใบหน้า แต่ความกลัววกลับแล่นพล่านขึ้นมาในอกของเด็กหนุ่มทันที เหมือนมีแรงกดบางอย่างแผ่ออกมาโดยไม่ต้องทำอะไร

 

ริวชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วครู่ แล้วนักเรียนชายคนนั้นค่อย ๆ หันกลับมา แววตานิ่งเรียบและเย็นเฉียบ ไม่มีอารมณ์ใด ๆ… มีเพียงความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาโดยรอบ และเมื่อเห็นริวคิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น

 

“พามันมาทำไม” เสียงของเขาไม่ได้ดังมาก ไม่ได้ตะคอกใส่ใคร เหมือนเป็นการพูดธรรมดา

 

ทว่า กลับทำให้สภานักเรียนที่ยืนอยู่ด้นหลัง สะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีใครกล้าตอบในทันที ราวกับกลัวจะพูดอะไรผิด

 

ความเงียบกินเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ยาวนานพอจะทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกหลายเท่า นักเรียนชายคนนั้นก้าวเข้ามาอย่างช้า ๆ แต่ยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้ ความกดดันก็ยิ่งชัดขึ้น สายตาของเขากวาดมองลูกน้องด้านหลังเพียงแวบเดียว แค่นั้นก็เพียงพอให้พวกนั้นมีท่าทีลุกลี้ลุกลน ก่อนที่หนึ่งในนั้นรีบตั้งสติแล้วพูดขึ้น

 

“พะ…พวกผม…เห็นมันไป ด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ใต้ตึงเราครับลูกพี่”

 

“ชะ…ใช่ครับ!” อีกคนพูดเสริม

 

เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาลงมามองเด็กหนุ่มที่ถูกมาพา “มึงเห็นอะไรบ้าง” น้ำเสียงนั้นกดต่ำลง และแฝงได้ด้วยความกดดัน

 

ริวเม้มริมฝีปาก ก่อนจะตอบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ผม…หลงเดินเข้าไปครับ ไม่ได้เห็นอะไร”

 

เมื่อได้ยินแบบนั่นแล้ว คนตรงหน้าพูดต่อ พลางก้าวเข้ามาใกล้พร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

 

“หึ… หลงเดินเข้าไปหรอกเหรอ”

 

เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว มือใหญ่คว้าผมของริว แล้วกระชากให้เงยหน้าขึ้นอย่างแรง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงต่ำ

 

“มึงคิดว่าพวกกูโง่เหรอ”

 

แต่ริวเงียบไม่ตอบ พร้อมกับหลุบสายตา เพื่อเลี่ยงการมองหน้าอีกฝ่าย ทว่า นักเรียนชายคนนั้นจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือ ความเงียบตกลงมาอีกครั้งและหนักหน่วงกว่าครั้งก่อน

 

ทว่า ในจังหวะที่ริวคลายตัวลง หมัดหนัก ๆ กระแทกเข้าที่ท้องเขาอย่างจัง!

 

“อะอึก!…”

 

ลมหายใจถูกกระชากออกจากปอดในทันที ริวงอตัวลงแต่กลับถูกกระชากให้ยืนขึ้น

 

“พูดมา!”

 

ริวหอบหายใจถี่ เสียงลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ แต่ดวงตายังคงไม่หลบ “ผะ… ผมไม่ได้เห็นอะไร” เขาพูดช้า ๆ แม้เสียงจะแผ่วลงเล็กน้อย “จริง ๆ… นะครับ”

 

คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของอีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่เลยสักนิด

 

“งั้นเหรอ ดีมาก…”

 

พูดจบ เขาก็ง้างมือขึ้นอีกครั้ง แล้วเหวี่ยงหมัดเข้าที่มุมปากของริว แรงจนศีรษะของริวสะบัดไปด้านข้าง ภาพตรงหน้าพร่าเล็กน้อย เลือดสีแดงซึมออกมาตรงริมฝีปาก แต่ก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น เสียงฝีเท้าหนึ่งก็ดังมาจากหน้าประตู แล้วประตูก็เปิดออก

 

“เฮ้ย!” เสียงนั้นดังลั่น พร้อมกับแรงผลักที่กระแทกใครบางคนออกไป

 

คนที่จับริวอยู่เสียหลักทันที มือที่กดเขาไว้คลายออก ริวเซถอยหลัง ก่อนจะล้มลงไปด้านข้าง เขาหอบหายใจเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นทำให้สายตาของเขานิ่งไปเล็กน้อย

 

“พวกมึงทำเชี่ยอะไรกันวะนั่น!”

 

น้ำเสียงที่ริวเคยได้ยิน… แต่ครั้งนี้มันฟังดูแข็งกร้าวกว่าที่เคยมาก ก่อนที่ริวก็ค่อย ๆ ดันตัวเองขึ้นจากพื้น แล้วหันหลังไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเบนซ์ยืนอยู่ตรงนั้น ความโล่งอกก็แล่นวาบขึ้นมา เหมือนเห็นทางรอด

 

บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที ความตึงเครียดที่เคยกดทับอยู่ กลายเป็นความเงียบที่ระแวดระวัง ไม่มีใครกล้าขยับ มีเพียงเศษฝุ่นละอองที่ยังลอยช้า ๆ ไปในอากาศ ทันใดนั้น นักเรียนชายร่างสูงที่ยืนอยู่กลางห้อง เอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตานิ่งเย็นของเขาจับจ้องไปที่เบนซ์อย่างไม่สะทกสะท้าน

 

“หึ ๆ เหลือจะเชื่อเลย วันนี้ลูกหมาที่ไอ้ธันวาเลี้ยงไว้… มันมาโรงเรียนด้วยวะ”

 

เบนซ์ยกคิ้วเล็กน้อย “กูก็มาโรงเรียนทุกวันนั่นแหละ แต่กูไม่เข้าเรียนเฉย ๆ”

 

คำพูดสบาย ๆ แต่แฝงแรงกดดันบางอย่างที่ และสายตาที่มองเหมือนไม่มีความเกรงกลัวต่อกัน อีกฝ่ายนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนจะพูดขึ้น

 

“หึ… วัน ๆ กูแทบไม่เห็นหน้ามึงเลย แล้ววันนี้เป็นอะไร… จะมาขอข้าวกูกินหรือไงวะไอ้เบนซ์”

 

“กูจะไปไหนมาไหน มันจำเป็นอะไรที่มึงต้องเห็น” สายตาของเบนซ์เหลือบมองไปยังรุ่นน้องที่ยืนสะบักสะบอมอยู่ ก่อนจะก้าวเข้าไป “มึงปล่อยน้องเขาก่อนเดี๋ยวนี้”

 

เบนซ์พูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่เน้นย้ำทุกคำ “ถ้ามึงทำอะไรน้องเขาไปมากกว่านี้… แล้วน้องเขาไปบอกไอ้ธัน… มึงมีเรื่องแน่”

 

คำพูดเรียบ ๆ แต่แรงกดดันกลับหนักแน่นพอให้บรรยากาศตึงขึ้นอีกครั้ง ทำให้อีกฝ่ายหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาหนี ราวกับไปได้ใส่ใจในคำพูดของเขานัก

 

“ยังกะไอ้ธันวามันจะรับฟังปัญหาทุกเรื่องอย่างั้น”

 

เบนซ์ตอบทันที “มึงพูดอาจจะไม่ กูพูดก็เหมือนกัน…”

 

“แต่คนอื่นพูดธันวามันอาจจะฟังก็ได้ ใครจะได้รู้” เขาพูดพรางยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย แต่สายตายังคงนิ่งไม่เปลี่ยน แล้วพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง “ยิ่งเป็นเด็กที่เคยช่วยงานมัน ก็คิดเอา…”

 

ประโยคนั้น ทำให้อีกฝ่ายถึงกับชะงักไปในทันที เขาไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มที่ลูกน้องพาตัวมารู้จักกับธันวาจริง ๆ ตามที่เบนซ์พูดจริงหรือเปล่า แต่ถ้านั่นเป็นความจริงขึ้นมา ตัวเขาก็อาจจะมีปัญหากับธันวาก็เป็นได้ เว้นซะแต่…

 

“ไม่ต้องห่วง มันไม่ปากไปบอกไอ้ธันวาหรอก”

 

พูดจบ เขาก้าวตรงเข้ามาหาริวอีกครั้ง มือยกขึ้นเหมือนจะง้างขึ้น ในจังหวะนั้น เบนซ์ก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

“น้องเขาอาจจะไม่หรอก แต่กูนี่แหละบอกแน่ล่ะ” เขายกมือสองข้างขึ้นไขว้ไว้หลังศีรษะ เป็นท่าทีที่ดูสบาย ๆ แล้วพูดต่อ “และถ้าเป็นเรื่องนี้… ไอ้ธันมันน่าจะฟังบ้างแหละ”

 

ประโยคนั้นทำให้มือที่ยกขึ้นชะงักค้างกลางอากาศ ต่อมาความเงียบเข้าปกคลุมห้องทันที เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนในห้อง นักเรียนชายคนนั้นจ้องเบนซ์นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลดมือลงช้า ๆ รอยยิ้มที่มุมปากจางลงเล็กน้อย

 

“…ชิ ไสหัวไปได้แล้ว!”

 

เบนซ์ไม่ตอบอะไร เขาเดินเข้าไปพยุงริวให้ลุกขึ้น ก่อนจะถามเขาเบา ๆ “ไหวไหม”

 

ริวพยักหน้าเล็กน้อย “ค…ครับ”

 

“อืม งั้นไปกันเถอะ…” เบนซ์พาเขาเดินออกจากห้องนั้นโดยไม่เหลียวหลัง

 

ไม่มีใครกล้าขวางทาง มีเพียงสายตาเย็นเยียบของหัวหน้าสภานักเรียนที่มองตามหลังทั้งสองคนไปราวกับกำลังบันทึกชื่อริวไว้ในบัญชีดำส่วนตัว

 

ทันทีที่พ้นจากเงามืดใต้อาคาร อากาศด้านนอกดูโล่งมาก และเมื่อแสงแดดยามบ่ายสาดเข้ามาปะทะสายตา ริวหรี่ตาลงเล็กน้อย เพื่อให้ตาปรับเข้ากับแสง ก่อนจะดินตามหลังรุ่นพี่ไป ทว่า… ความหนักอึ้งในอกกลับยังไม่จางหาย

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!