3 วัน ต่อมา…
ภายในโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์ ทุกอย่างยังดูปกติ เสียงออดเข้าเรียนดังขึ้นในทุก ๆ เช้า ตามด้วยเหล่านักเรียนที่ทยอยเข้าแถว
หลังจากกิจกรรมหน้าเสาธงสิ้นสุดลง ทุกคนก็แยกย้ายเดินขึ้นอาคารเรียน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และบทสนทนาไร้สาระที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนกับทุก ๆ วันก่อนหน้า
แต่สำหรับริวแล้ว ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขายังคงทำเหมือนเดิม ตอนเช้าเข้าเรียน… และรอเวลาเลิกเรียน… จากนั้นกลับหอพัก… ทำทุกอย่างเหมือนทุก ๆ วันที่ผ่านมา
แต่ในช่วงหลังเลิกเรียน ริวแวะไปตามจุดต่าง ๆ ของโรงเรียนที่เคยไปแล้วและได้เบาะแสอย่างเช่น ห้องเก็บเอกสาร ในช่วงที่คนเริ่มน้อยลง เขาพยายามมองหาอะไรบางอย่างเช่น เบาะแสเล็ก ๆ ที่อาจเชื่อมโยงไปถึงความจริงที่เขาตามหา แต่สุดท้าย… ก็ไม่มีอะไรเลย
และยิ่งในตอนนี้ที่ไม่มีงานกิจกรรมอะไร ทำให้ห้องเก็บเอกสารยังคงมีครูเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ไม่มีจังหวะให้เขาแทรกตัวเข้าไปได้เหมือนครั้งก่อน ริวได้แต่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ ก่อนจะเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมกำลังทำอะไรอยู่…
เสียงความคิดของตัวเองดังขึ้นเบา ๆ ในหัว ขณะที่เขายืนพิงกำแพงตรงมุมอับสายตาของอาคารเรียน สายตามองไปยังประตูห้องเอกสารที่ปิดสนิท
นี่ก็สามวันแล้ว… แต่ผมยังไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลย หรือว่าผมกำลังเสียเวลาไปเปล่า ๆ
ความคิดนั้นทำให้คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว แต่สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าเบา ๆ เหมือนพยายามปัดมันทิ้งไป
ไม่ได้… ผมถอยไม่ได้
เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว ริวก็ดันตัวเองออกจากกำแพง แล้วเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อเดินไปยังห้องเรียนอย่างเงียบ ๆ ตามทางเดินที่ทอดยาวไปหน้าอาคารเรียน
ณ ห้องม.5/1
เวลา 08:50 น.
บรรยากาศยังคงดำเนินไปตามปกติ ครูสอนอยู่หน้าห้อง เสียงชอล์กขีดกระดานดังเบา ๆ ไปพร้อมกับเสียงบรรยายของครูผู้สอน นักเรียนบางคนตั้งใจ บางคนแอบเล่นโทรศัพท์ใต้โต๊ะ
ริวนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำ ด้านหลังสุดของแถวติดหน้าต่าง สายตาของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับกระดาน แต่เลื่อนไปด้านหน้า… ไปหยุดอยู่ที่แผ่นหลังของแนนโน๊ะ ที่เธอกำลังนั่งคุยกับ ข้าวหอม อิ๋งค์ และเดล เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ
“เที่ยงนี้ไปกินข้าวมันไก่ร้านเดิมกันไหมอ่ะ” ข้าวหอมถาม
“ได้สิ ร้านอร่อยดีนะ แต่คนโคตรเยอะเลย ต้องรีบไปตั้งแต่หมดคาบเลย ไม่งั้นคิวยาวเหยียดแน่” อิ๋งค์ตอบ
เดลหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปทางแนนโน๊ะ “แล้วแนนโน๊ะล่ะ ไปด้วยกันอีกไหม”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย สีหน้าดูเหมือนกำลังคิด “อืม… แนนโน๊ะยังไม่แน่ใจเลยว่าเที่ยงนี้จะกินอะไร”
“งั้นต้องไปลองแล้วไหม!” ข้าวหอมพูดทันที “ไก่เขาอร่อยมาก แล้วพอกินกับข้าวเจ้าร้อน ๆ อ่ะ บอกเลยว่าเลิส!”
“ใช่ ๆ แล้วน้ำจิ้มคือดีย์!” อิ๋งค์พูดเสริม
แนนโน๊ะพยักหน้าช้า ๆ “งั้น…ไปด้วยกันก็ได้ค่ะ”
“เย้~” เดลยิ้มกว้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแขนของแนนโน๊ะเบา ๆ
สิ้นสุดบทสนทนา เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในกลุ่มเล็ก ๆ นั้น พร้อมกับรอยยิ้มของแนนโน๊ะ ที่ยังคงดูสดใสเหมือนทุกครั้ง บรรยากาศดูเป็นกันเอง เหมือนกลุ่มเพื่อนธรรมดาที่กำลังวางแผนมื้อเที่ยงร่วมกัน และกำลังเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ดี
แต่ในบางจังหวะ เพียงเสี้ยววินาทีที่ไม่มีใครทันสังเกต รอยยิ้มนั้นหายไป นัยน์ตาของเธอนิ่งลงอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ ริวเห็นมันและนั่นยิ่งทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้
คุณกำลังคิดอะไรอยู่ ผมล่ะอยากรู้จริง ๆ…
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงออดก็ดังขึ้นทั่วทั้งอาคาร เป็นสัญญาณบอกเวลา 11:30 น. หมดคาบเรียนช่วงเช้า หัวหน้าห้องลุกขึ้นยืนทันทีแล้วสั่ง
“นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ!”
นักเรียนในห้องพูดพร้อมกัน “ขอบคุณครับ/ค่ะ”
สิ้นสุดเสียงนั้น ครูก็เดินออกจากห้องไปทันที บรรยากาศที่เคยเงียบจากการเรียน แตกออกเป็นความวุ่นวายในพริบตา เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงฝีเท้าดังปะปนกันไปทั่วห้อง นักเรียนทยอยกันเดินออกไปเป็นกลุ่ม ๆ ด้วยความเร่งรีบ แนนโน๊ะก็เช่นกัน
เธอลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับข้าวหอม อิ๋งค์และเดล เสียงพูดคุยของทั้งสี่ค่อย ๆ เบาลงเมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้น แต่ริวนั่งอยู่ที่เดิม สายตามองตามแผ่นหลังของเธอ… จนกระทั่งร่างนั้นหายวับไปเมื่อพ้นประตูห้อง
คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งครับ เพื่อนทั้งสามของแนนโน๊ะ อย่างน้อยก็ดูปกติดี ไม่เหมือนคนนั้น…
ภาพของแก๊งสาวฮอตผุดขึ้นมาในหัวเพียงแวบเดียว ก่อนที่เขาจะเบือนความคิดหนี
หรือถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ คุณก็คงเอาตัวรอดได้มากกว่าจุนโกะ… และมากกว่าผม โดยเฉพาะตอนที่ผมเจอกับยูริ…
เพียงแค่คิดถึงชื่อนั้น ความรู้สึกผวาก็แล่นผ่านอกอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วของริวกำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะคลายค่อย ๆ ออก
ถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากเจอหรอกครับ…
ช่วงหลัง ๆ มานี้… ผมไม่เจอยูริเลย ไม่ก็ยูริอาจจะยังยุ่ง ๆ อยู่กับการเรียนอยู่ หรือผมแค่ไม่เห็นก็เท่านั้น ว่าแต่…ยูริเรียนอยู่ห้องไหน ผมไม่เคยรู้เลย
เฮ้อ…ช่างเถอะ ก็ดีแค่ไหนแล้วครับที่ไม่เห็น…
เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว ริวลุกขึ้นจากที่นั่ง หยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ
ณ โรงอาหาร
เวลา 11:42 น.
โรงอาหารยังคงเต็มไปด้วยนักเรียน เสียงจานชามกระทบกันดังเป็นจังหวะ เสียงพูดคุยดังจอแจไม่ขาดสาย สายลมอ่อน ๆ พัดพากลิ่นอาหารคาวหวานลอยอบอวลไปทั่ว
ริวมาถึง เขาเดินไปต่อคิวสั่งอาหาร และเมื่อได้อาหารตามที่สั่งไว้แล้ว เขาก็เดินไปนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งตามลำพังเหมือนเช่นเคย แล้ววางจานลงตรงหน้า ริวนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตากวาดมองไปรอบข้างอย่าง ๆ แต่ความรู้สึกกลับหลุดลอยไปไกล จนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับโต๊ะหนึ่ง ไม่ไกลออกไปนัก
เห็นว่าแนนโน๊ะนั่งอยู่กับข้าวหอม อิ๋งค์และเดล ทั้งสี่กำลังกินข้าวไป พูดคุยกันไป เสียงหัวเราะดังแทรกขึ้นเป็นระยะ บรรยากาศดูเป็นธรรมชาติเหมือนกลุ่มเพื่อนทั่วไป ริวมองภาพนั้นอยู่ห่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ
จริง ๆ แล้วเพื่อนก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเท่าไหร่นักหรอกครับ…
เว้นซะแต่ว่า… มันจะช่วยให้ผมมีชีวิตรอด
เขาคิดพลางก้มหน้าลงตักข้าวขึ้นเข้าปากอย่างช้า ๆ แล้วภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นบางอย่างแล่นขึ้นเข้ามาในหัว
ถ้าไม่มีแนนโน๊ะในตอนนั้น ผมอาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้…
แต่ยูริจะฆ่าคนพวกนั้นไปทำไม แล้วทำไมต้องมีแนนโน๊ะด้วย เธอถึงจะไม่ฆ่าผม ผมเคยสงสัยไปแล้ว สุดท้ายก็…
ปลายนิ้วกำช้อนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนแรงลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองออกไปในฝูงนักเรียนที่พลุกพล่าน ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นขึ้นมาในใจเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกปัดมันทิ้งไป แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ
ไม่นานต่อมา เสียงออดก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณบอกเวลา 12:30 น. หมดเวลาพักเที่ยง เหล่านักเรียนจำนวนมากลุกขึ้นจากโต๊ะ เสียงเก้าอี้เลื่อนไปบนพื้นดังระงม ก่อนที่ทุกคนจะทยอยเดินกลับไปยังอาคารเรียน บรรยากาศที่เคยคึกคักค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
ณ ห้อง ม.5/1
ริวผลักประตูห้องเข้าไป ภายในห้องเต็มไปด้วยนักเรียนที่กลับมากันเกือบครบแล้ว เสียงพูดคุยดังสลับกันไปมา บางคนยังยืนคุยกันอยู่หน้าห้อง เขาหยุดยืนมองภาพนั้น ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะประจำของตัวเองที่หลังสุดของแถว
นัยน์ตาสีเข้มทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามบ่ายดูนิ่งสงบ ก้อนเมฆสีขาวค่อย ๆ เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ… ช้าจนแทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เขามองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับเข้ามาในห้อง
แต่แล้วสายตาหยุดลงที่โต๊ะด้านหน้าสุดของแถว ที่โต๊ะประจำของแนนโน๊ะ โดยมีข้าวหอม อิ๋งค์และเดล ยังคงยืนล้อมโต๊ะของเธอ พูดคุยกันด้วยสีหน้าสบาย ๆ เสียงหัวเราะดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะ รอยยิ้มของแนนโน๊ะยังคงเหมือนเดิม ริวละสายตาออกมา แล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้
แม้เวลาจะผ่านไปสิบนาทีแล้ว แต่ครูก็ยังไม่เข้ามาสักที บวกกับอากาศช่วงบ่ายเริ่มร้อนขึ้นเล็กน้อย แม้จะมีลมพัดเข้ามาเป็นระยะ กลายเป็นยานอนหลับชั้นดีที่ทำให้เพื่อนในห้องหลายคนเริ่มฟุบลงกับโต๊ะ บางคนไปหลับอยู่ที่มุมห้อง ส่วนริวเองก็นั่งสัปหงก หัวหนักอึ้งจนคอแทบจะพับ เขาวางแขนลงบนโต๊ะ ศีรษะเริ่มเอนลงเล็กน้อย
ง่วงเป็นบ้าเลยครับ…
ริวพยายามหยิบหนังสือวิชาภาษาไทยขึ้นมาเปิดอ่านเพื่อยื้อสติ แต่ดูเหมือนตัวหนังสือยึกยือเหล่านั้นจะยิ่งส่งเสริมให้เปลือกตาของเขาหนักขึ้นกว่าเดิม
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ริวสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะความร้อนที่เริ่มระอุ เขาหันมองรอบ ๆ พบว่าในห้องยังคงไม่มีครูเข้าสอน ริวขยี้ตาเบา ๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูเวลา หน้าจอแสดงผลขณะนั้นเวลา 14:02 น.
ปกติชั่วโมงนี้เป็นวิชาภาษาไทยของครูอุสาไม่ใช่เหรอครับ ทำไมท่านถึงยังไม่เข้าสอนอีก… ริวขมวดคิ้วสงสัย อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เขาเริ่มรู้สึกหิวน้ำจนคอแห้ง
“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เพื่อระบายความหงุดหงิด
ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินออกจากห้องเรียนเพื่อยืดเส้นยืดสายและมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารกะว่าจะหาอะไรเย็น ๆ ดื่ม
ตามทางเดินหน้าอาคารเรียนเงียบเหงาลงผิดกับช่วงเที่ยง มีเพียงเสียงบรรยายของครูผู้สอนจากห้องต่าง ๆ ดังลอดออกมาปะปนกับเสียงสายลม ริวเดินเลาะไปตามร่มเงาของอาคารสูงที่เรียงรายต่อกัน ท่ามกลางกลุ่มนักเรียนที่เดินสวนไปมาประปราย
ณ โรงอาหาร
บรรยากาศที่เคยเนืองแน่นถูกแทนที่ด้วยความเงียบเชียบ มีเพียงเสียงกระทบกันของถ้วยชามที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้ากำลังเร่งล้างทำความสะอาดดังก้องอยู่ในโถงกว้าง ริวเดินตรงไปยังสหกรณ์โรงเรียนทันที
ในขณะที่เขากำลังยืนเลือกน้ำขวดอยู่หน้าตู้แช่ ก็มีนักเรียนชายสองคนในชุดพละเดินคุยกันเข้ามา
“เฮ้ย มึงรู้ยัง วันนี้ครูภาษาไทยจะไม่เข้าสอนนะ”
“อ้าว ทำไมวะ”
“กูได้ยินว่าครูไปประชุมเรื่องงานวันภาษาไทยไง วันที่ 29 กรกฎา เห็นว่าปีนี้เขาจะจัดใหญ่ เป็นนิทรรศการเลยนะเว้ย ครูเลยต้องเตรียมงานกันตั้งแต่เนิ่น ๆ”
“โห ดีดิ งั้นก็ว่างทั้งชั่วโมงอะดิ”
“ก็เออดิ เพิ่งเปิดเรียนมาไม่นาน ก็ให้มันได้อย่างนี้หน่อย”
“เดี๋ยวไปจ่ายเงินเถอะ แล้วไปเตะบอลกัน”
ริวที่ยืนอยู่ข้างตู้แช่ลอบฟังเงียบ ๆ จนเข้าใจสาเหตุที่ครูอุษาไม่ได้เขามาสอนในชั่วโมงนี้แล้ว จากนั้นเขาหยิบน้ำเปล่าขวดหนึ่งไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินกลับออกมาทางเดิม
ระหว่างทางกลับ ริวเดินไปตามทางเดิม เสียงฝีเท้าของตัวเองดังเบา ๆ ไปตามพื้นปูน จนกระทั่ง เขาเดินผ่านทางแยกเล็ก ๆ ที่ลึกเข้าไปใต้ตัวอาคาร พื้นที่ตรงนั้นค่อนข้างอับสายตา แสงส่องเข้าไปไม่ถึงมากนัก และในจังหวะนั้นเอง
“เดินเร็ว ๆ หน่อยดิวะ! เดี๋ยวมีคนมาเห็น” เสียงหนึ่งดังแว่วมาจากด้านใน
ริวชะงักทันที คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ สายตาหันไปตามทิศทางของเสียง และความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าน้ำเสียงนั้นไม่ใช่การคุยกันของนักเรียนปกติ แม้สมองจะสั่งให้เขารีบเดินหนีไปเพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน แต่สัญชาตญาณความขี้สงสัยกลับสั่งให้เขาก้าวขาเข้าไปในความมืดนั้นอย่าช้า ๆ และเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทุกอยางก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เสียงฝีเท้าของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน นัยน์ตาสีเข้มจับจ้องไปที่กลุ่มเงาตะคุ่มที่อยู่สุดทางแยกใต้อาคาร
แสงด้านในสลัวกว่าด้านนอกเล็กน้อย ทำให้เงาของเสาและผนังทอดยาวไปตามพื้น แต่ยิ่งเข้าใกล้ เสียงพูดคุยของพวกเขาก็ยิ่งชัดขึ้น
“วางดี ๆ ดิ ระวังของมันเสีย!”
“เออ ๆ/รู้แล้วน่า” เสียงของหลายคน… ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสอง
ริวชะลอฝีเท้าลง แล้วหยุดแล้วเอนตัวพิงกำแพงเล็กน้อย ก่อนจะชะโงกหน้าออกไปแอบมองเข้าไป และภาพที่เห็นคือ กลุ่มนักเรียนชายใส่ปลอกแขน สภานักเรียน กำลังรุมล้อมรถเข็นที่บรรทุกลังกระดาษสีน้ำตาลปิดเทปกาวแน่นหนาหลายใบ หนึ่งในนั้นถือมีดคัตเตอร์ในมือ ก่อนจะกรีดเปิดฝาลังออก
“ต้องเปิดดูดิ ว่าของครบไหม”
ฝาเปิดออก เขาได้หยิบของที่อยู่ภายในออกมาดู พบว่าไม่ใช่เอกสารไม่ใช่อุปกรณ์กีฬาอะไรทั้งนั้น แต่เป็นถุงพลาสติกใสขนาดเล็กจำนวนมาก ที่บรรจุผงสีขาวเอาไว้ข้างใน ลมหายใจของเขาชะงักไปชั่วขณะ คิ้วขมวดเข้าหากันทันที
…นี่มัน!
แต่คงไม่ต้องเดาให้เสียอะไรมากให้เวลาเปล่า เพราะภาพแบบนี้ทุกคนต้องเคยเห็นผ่าน ๆ จากข่าวมาบ้าง ไม่มากก็น้อย
“ครบไหมวะ” อีกคนถาม
“ครบดิ ของล็อตนี้ต้องรีบเคลียร์ก่อนวันงาน” คนที่ถือมีดตอบ พลางปิดลังกลับเหมือนเดิม ก่อนจะหันมาพูดต่อ “เดี๋ยวพรุ่งนี้มีเข้ามาอีก”
“แล้วจะเอาไปไว้ไหน”
“ที่เดิม ห้องเก็บของหลังตึกเก่า”
“เหอะ… ที่ดี ๆ มีตั้งเยอะไม่เลือก เลือกห้องที่ปลวกจะกินหัวกูอยู่แล้ว ถ้าของเสียหายขึ้นมาพวกเบื้องบนแม่มก็ได้ด่ากูอีก”
พอพูดจบ ทั้งสองก็หัวเราะออกมา เหมือนมันเป็นเรื่องปกติ ริวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นทีละน้อยก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมา แล้วก้าวถอยหลังไปช้า ๆ ทีละก้าว… ทีละก้าว… ระวังไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่นิดเดียว แต่สายตายังคงจ้องมองไปทางสภานักเรียนสองคน จนกระทั่ง พ้นมุมอับสาตามาได้
แต่เมื่อที่เขาหันหลังเดินออกมา ทันใดนั้น ปึก! ริวเดินชนเข้ากับอกของใครบางคนอย่างจัง แรงกระแทกนั้นทำให้เขาเซถอยหลังจนมึนงงไปชั่วขณะ ก่อนที่รีบเงยหน้าขึ้นมองหวังจะเอ่ยคำขอโทษ แต่แล้วดวงตาของเขากลับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เบื้องหน้าของเขาคือนักเรียนชายอีกกลุ่มหนึ่งที่สวมปลอกแขนสภานักเรียนเช่นกัน พวกเขากำลังเดินสวนเข้ามาพอดี
“เฮ้ย! มึงมาทำอะไรตรงนี้วะ ทำไมไม่ไปช่วยเพื่อน” หนึ่งในนั้นตวาดถาม
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ นานพอที่เหงื่อเย็นจะไหลผ่านขมับของริว เขาพยายามทำสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดขณะที่สมองหมุนติ้วเพื่อหาทางรอด สภานักเรียนคนหนึ่งหรี่ตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางยกมือลูบคางอย่างพิจารณา
“ไอ้นี่หน้าตาไม่คุ้นเลยนะ…”
ริวไม่ตอบ เขาเริ่มก้าวถอยหลังช้า ๆ ทันใดนั้น สายตาของฝ่ายตรงข้ามก็เหลือบไปเห็นแขนเสื้อของริวที่ไม่มีปลอกแขนสัญลักษณ์ของสภานักเรียน
“มึงไม่ใช่สภานักเรียนหนิ!”
สิ้นเสียงนั้น ริวไม่รอช้า วิ่งเบี่ยงตัวออกไปทางช่องว่างทันที! ฝีเท้าของเขาสับเร็วรัวหวังจะพ้นเขตอาคารเก่าไปให้เร็วที่สุด แต่ก็ถูกโผเข้ามารวบตัวเขาไว้ได้ทัน ริวพยายามดิ้นให้หลุด แต่แรงของเขาก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับสภานักเรียนพวกนั้น แล้วในที่สุด เขาก็ถูกลากตัวกลับเข้าไปในเงามืดใต้อาคารอย่างทุลักทุเล